ออกประกาศลดสำรองน้ำมันดิบเหลือ4% เริ่ม1 พ.ค 63-30 มิ.ย 64 ช่วยโรงกลั่นแก้ปัญหาสต็อคล้น

กรมธุรกิจพลังงาน เดินตามมติครม.ออกประกาศลดสำรองน้ำมันดิบผู้ค้าและโรงกลั่นเหลือ 4% ของการจำหน่าย เริ่ม 1 พ.ค.2563-30 มิ.ย.2564 รอเพียงการประกาศในราชกิจจานุเบกษาจะมีผลบังคับใช้ได้ทันที   โดยจะช่วยให้ผู้ค้าและโรงกลั่นวางแผนลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศได้ในอนาคต แก้ปัญหาน้ำมันเต็มถังเก็บ จากความต้องการใช้น้ำมันในประเทศที่ลดลงมาก ในช่วงมีมาตรการล็อกดาวน์ ประเทศ เพื่อหยุดการแพร่ระบาดของโควิด-19

แหล่งข่าวจากกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า กรมฯได้ออกประกาศกฎหมายลดการสำรองน้ำมันดิบของผู้ค้าและโรงกลั่นลง โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2563-30 มิ.ย.2564 โดยขณะนี้รอเพียงการลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาก็จะมีผลบังคับใช้ได้ตามกรอบเวลาดังกล่าวทันที

ทั้งนี้ประกาศดังกล่าวกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันและโรงกลั่น สามารถลดการสำรองน้ำมันดิบลงจาก 6% (เท่ากับสำรองน้ำมัน 21 วันครึ่ง)ของการจำหน่ายเหลือเพียง 4% (เท่ากับสำรองน้ำมัน 15 วันครึ่ง ) เป็นเวลา 1 ปี ( 1 พ.ค. 2563-30 มิ.ย.2564) และหลังจากนั้นการสำรองน้ำมันดิบจะต้องกลับขึ้นมาอยู่ที่ 5% (เท่ากับสำรองน้ำมัน 18 วัน)ของการจำหน่าย ซึ่งเท่ากับผู้ค้าน้ำมันและโรงกลั่นไม่ต้องกลับมาสำรองน้ำมันดิบถึง 6% ของการจำหน่ายอีกต่อไป

ส่วนน้ำมันสำเร็จรูปยังคงให้ผู้ค้ามีสำรองน้ำมันไว้ 1% (เท่ากับสำรองน้ำมันสำเร็จรูป 3 วันครึ่ง)ของการจำหน่ายเช่นเดิม

อย่างไรก็ตามแม้ประกาศดังกล่าวจะเริ่มมีผล 1 พ.ค. 2563 แต่คาดว่าผู้ค้าน้ำมันและโรงกลั่นจะยังไม่สามารถปรับลดการสำรองน้ำมันดิบลงได้ เนื่องจากขณะนี้น้ำมันยังคงเต็มถังเก็บทุกถัง เพราะความต้องการใช้น้ำมันของประชาชนยังไม่เพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่าถังเก็บน้ำมันจะเต็มไปอีก 1-2 เดือนข้างหน้า หรือจนกว่าประชาชนจะกลับมาใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นได้อีกครั้ง

ดังนั้นกฎหมายการปรับลดสำรองน้ำมันนี้ จะไม่ได้ทำให้ผู้ค้าน้ำมันและโรงกลั่นปรับลดสำรองน้ำมันได้ทันที แต่จะช่วยให้เกิดการวางแผนการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศได้ในระยะยาว และเมื่อเริ่มปรับลดการสำรองน้ำมันลงได้ จะส่งผลให้ต้นทุนของผู้ค้าและโรงกลั่นลดลง และอาจส่งผลให้ราคาจำหน่ายน้ำมันปรับลดลงได้บางส่วนต่อไป

ทั้งนี้การปรับลดการสำรองน้ำมันดิบดังกล่าว เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวันที่ 3 เม.ย.2563 ที่ผ่านมา เพื่อช่วยเหลือผู้ค้าน้ำมันและโรงกลั่นที่ประสบปัญหาน้ำมันล้นคลังเก็บ เนื่องจากยอดการใช้น้ำมันลดลงของประชาชน รวมถึงการใช้น้ำมันเครื่องบินที่ลดลง จากปัญหา COVID-19 แต่ผู้ค้าน้ำมันยังต้องรับน้ำมันจากโรงกลั่นตามสัญญามาเก็บไว้ต่อเนื่อง ทำให้เกิดปัญหาน้ำมันล้นคลังเก็บจนถึงปัจจุบัน

สำหรับความต้องการใช้น้ำมันของประชาชนในช่วงไตรมาสแรก (ม.ค.-มี.ค.) 2563 มีแนวโน้มลดลง โดยการใช้น้ำมันเบนซินลดลง 5.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 และเมื่อเทียบการใช้ในเดือน เม.ย. กับ มี.ค.2563 มีปริมาณลดลงถึง 17.5% ส่วนน้ำมันดีเซลแม้ว่าช่วงไตรมาสแรกปี 2563 นี้จะใกล้เคียงกับปีที่แล้ว แต่เมื่อเทียบเดือนเม.ย.ที่ผ่านมากับเดือนมี.ค.ก่อนหน้า ปริมาณการใช้ดีเซลก็ลดลงถึง 12.3%