ข่าวทั้งหมด

Date : 07 / 10 / 2017

  • Date : 07 / 10 / 2017
    ปตท. เตรียมเชื้อเพลิงสำรอง รับแหล่งก๊าซเจดีเอปิดซ่อมปลาย ต.ค. นี้

    ปตท. วางแผนบริหารเชื้อเพลิงสำรองสำหรับพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง เหตุแหล่งก๊าซฯ เจดีเอ เอ-18 จะปิดซ่อมบำรุงอุปกรณ์ปลาย ต.ค. ถึง ต้น พ.ย. นี้ พร้อมตั้งศูนย์บริหารจัดการเอ็นจีวีในช่วงดังกล่าว เพื่อดูแลสถานการณ์จนกว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ 

    นายนพดล ปิ่นสุภา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัท ทรานส์ ไทย – มาเลเซีย (ประเทศไทย) จำกัด หรือทีทีเอ็ม จะทำการซ่อมบำรุงวาล์วบนแท่นผลิตก๊าซ เจดีเอ เอ-18 ระหว่าง 28 ตุลาคม–3 พฤศจิกายน 2560 รวม 7 วัน โดยเป็นอุปกรณ์ส่วนที่จ่ายก๊าซฯ ไปยังพื้นที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา จึงจำเป็นต้องหยุดจ่ายก๊าซฯ เป็นการชั่วคราว ส่งผลต่อโรงไฟฟ้าจะนะ สถานีก๊าซธรรมชาติหลักจะนะ และสถานีบริการเอ็นจีวีในพื้นที่ภาคใต้ในช่วงเวลาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การผลิตก๊าซธรรมชาติเข้าสู่ระบบท่อส่งก๊าซฯ ฝั่งตะวันออกสามารถดำเนินได้ตามปกติ

    ทั้งนี้ ปตท. ได้ร่วมหารือกับ กระทรวงพลังงาน คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนเชื้อเพลิงสำรองให้พื้นที่ภาคใต้ตอนล่างแล้ว โดย ปตท. เตรียมจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงทดแทนสำหรับโรงไฟฟ้าภาคใต้ และเรียกรับก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอื่น รวมถึงจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลวให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ตลอดระยะเวลาดังกล่าว สำหรับสถานีบริการเอ็นจีวีในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างที่ได้รับผลกระทบรวม 15 แห่ง ในจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา และปัตตานี ซึ่งมีปริมาณการใช้เอ็นจีวีในช่วงเวลาปกติประมาณ 120 ตันต่อวัน นั้น ปตท. เตรียมแผนขนส่งเอ็นจีวีจากสถานีก๊าซธรรมชาติหลักราชบุรี พร้อมทั้งผลิตเอ็นจีวีสำรองไว้ล่วงหน้า ณ สถานีก๊าซธรรมชาติหลักจะนะ จังหวัดสงขลา ซึ่งมีปริมาณเอ็นจีวีที่จัดสรรรองรับในช่วงดังกล่าวได้ทั้งหมด 84 ตันต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 70 ของปริมาณการใช้เอ็นจีวีในช่วงปกติ ซึ่งสำรองก๊าซได้ปริมาณมากกว่าการหยุดซ่อมบำรุงที่ผ่านมา โดย ปตท. ได้มีการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้รถได้รับทราบล่วงหน้าตั้งแต่ 24 กันยายน ที่ผ่านมา เพื่อให้ผู้ใช้รถวางแผนการเดินทาง และขอความร่วมมือผู้ใช้รถยนต์ 2 ระบบ (น้ำมันและก๊าซเอ็นจีวี) โปรดวางแผนการใช้เชื้อเพลิง

    นอกจากนั้น ปตท. ยังเตรียมเปิดศูนย์บริหารจัดการเอ็นจีวี ในช่วงแหล่งก๊าซเจดีเอปิดซ่อมบำรุง เพื่อติดตามสถานการณ์และความคืบหน้าการทำงานของทีทีเอ็ม รวมถึงดูแลสถานการณ์การใช้เอ็นจีวีในพื้นที่ในช่วงเวลาดังกล่าวจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด

Date : 06 / 10 / 2017

  • Date : 06 / 10 / 2017
    กรมธุรกิจพลังงานเตรียมออกกฎหมายคุมเข้มความปลอดภัยอู่ติดตั้งและค่ายรถยนต์ ที่เก็บถังNGV
    กรมธุรกิจพลังงาน เตรียมยกร่างกฎกระทรวงสถานที่เก็บรักษาก๊าซธรรมชาติ เป็นครั้งแรก หลังคณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติให้ดำเนินการเรื่องดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2560ที่ผ่านมา  โดยเมื่อกฎหมายประกาศใช้จะบังคับให้สถานที่เก็บและถัง NGVโดยเฉพาะในอู่ติดตั้งที่มีถังจำนวนมากที่มีอยู่กว่า100 แห่งทั่วประเทศ  รวมถึงค่ายรถยนต์ที่มีการติดตั้งถัง NGV จากโรงงาน  จะต้องได้มาตรฐานความปลอดภัย 
     
    นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2560 ที่ผ่านมา เห็นชอบให้กรมฯ ยกร่างกฎกระทรวงสถานที่เก็บรักษาก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. ...  ซึ่งกฎหมายดังกล่าวจะช่วยสร้างความปลอดภัยให้กับสถานที่เก็บก๊าซธรรมชาติมากขึ้น โดยเฉพาะในอู่ติดตั้งถังก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(NGV) ที่มีอยู่ประมาณ 100 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงค่ายรถยนต์ที่ติดตั้งถัง NGV จากโรงงาน
       
    ทั้งนี้อู่ติดตั้งNGV และค่ายรถยนต์ดังกล่าว ส่วนใหญ่จะมีถังที่บรรุจก๊าซแล้วจำนวนมาก เพื่อใช้ทดสอบเติมก๊าซฯให้กับรถยนต์ที่มาติดตั้งถังNGV ซึ่งถ้าไม่มีมาตรฐานความปลอดภัยควบคุมอาจสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหรือการระเบิดได้ 
     
    โดยสาระสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าวจะกำหนดไว้ ดังนี้ 
     
    1.สถานที่เก็บก๊าซฯจัดให้เป็นกิจการที่ต้องแจ้งกับกรมธุรกิจพลังงาน 
     
    2.ต้องเป็นสถานที่เฉพาะสำหรับติดตั้งระบบรถยนต์ที่ใช้ก๊าซฯหรือทดสอบการติดตั้ง หรือ ใช้ในงานเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น 
     
    3.กำหนดให้การเก็บรักษาก๊าซฯต้องเก็บในถังชนิดติดตั้งเหนือพื้นดิน และต้องอยู่ชั้นล่างของอาคาร 
     
    4. ต้องแสดงรายละเอียดแผนผัง เช่น ตำแหน่งที่ตั้งถังและระบบจ่ายก๊าซ, เครื่องสูบอัด, ระบบท่อ, ระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย รวมถึงต้องแสดงแบบก่อสร้าง แบบระบบไฟฟ้า แบบอาคารและรายการคำนวณความมั่นคงแข็งแรง ส่วนการออกแบบสร้าง ติดตั้ง ตรวจสอบและทดสอบ ต้องเป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และก่อนใช้งานต้องทำการทดสอบตรวจสอบเพื่อป้องกันความเสียหายและอันตราย
     
    5. อาคารเก็บก๊าซฯต้องเป็นคอนกรีตเรียบ ฝาและผนังต้องเป็นวัตถุทนไฟ มีช่องระบายอากาศ หลังคาต้องทำด้วยวัสดุติดไฟยากหรือไม่เป็นเชื้อเพลิง ส่วนถังเก็บและจ่ายก๊าซฯ เครื่องสูบอัดก๊าซฯต้องตั้งไว้ในที่ที่มีการระบายอากาศอย่างเหมาะสม มีป้ายห้ามและคำเตือนเพื่อความปลอดภัย เช่น ห้ามเก็บวัตถุไวไฟ หรือพักอาศัยในอาคารดังกล่าว 
     
    นายวิฑูรย์ กล่าวว่า ปัจจุบันกรมฯได้ออกตรวจสอบสถานที่เก็บก๊าซฯอย่างต่อเนื่อง พร้อมให้คำแนะนำด้านความปลอดภัยกับผู้ประกอบการมาโดยตลอด แม้ว่าประเทศไทยจะยังไม่มีกฎหมายด้านสถานที่เก็บก๊าซฯ มารองรับก็ตาม  แต่ต่อไปเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้จะช่วยจัดระเบียบสถานที่เก็บก๊าซฯได้ชัดเจนขึ้น ความปลอดภัยจะสูงขึ้น    อย่างไรก็ตาม กระบวนการออกฎหมายยังมีอีกหลายขั้นตอน ดังนั้นคาดว่าไม่สามารถออกประกาศได้ทันใน 1-2 ปีนี้ แต่ต้องเร่งดำเนินการเพื่อรองรับความต้องการใช้ในอนาคตที่อาจจะเพิ่มขึ้นหากราคาน้ำมันกลับมาแพงอีกครั้ง   

Date : 05 / 10 / 2017

  • Date : 05 / 10 / 2017
    กบง.อนุมัติหลักการ"โซลาร์รูฟท็อปเสรี"แล้ว
    คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)ที่มีพลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน ซึ่งประชุมเมื่อวันที่4ต.ค.2560ที่ผ่านมา เห็นชอบในหลักการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรีแล้ว แต่ให้กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน พพ. กลับไปพิจารณาในรายละเอียดการติดตั้งไฟฟ้าของครัวเรือนให้เป็นหลักเกณฑ์เดียวและให้เปิดรับซื้อให้ครอบคลุมทุกภาคเพื่อความโปร่งใส  โดยพพ.จะมีการหารือกับทั้งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวง ในสัปดาห์หน้า ก่อนสรุปเสนอ กบง.อีกครั้งกลางเดือน ต.ค.นี้ และเสนอให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)พิจารณาในการประชุมช่วงสิ้นเดือนต.ค. 2560 
     
    นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ที่มีพลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน เมื่อวันที่ 4 ต.ค.2560 ได้เห็นชอบในหลักการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป)เสรี แล้ว แต่ให้ ที่ประชุมได้ให้ทาง พพ. กลับไปพิจารณารายละเอียดบางประการ ได้แก่ เกณฑ์การติดตั้งผลิตไฟฟ้า ระยะเวลาเปิด-ปิดโครงการ และวิธีการรับสมัครเข้าร่วมโครงการ เป็นต้น  
     
    โดยหลักเกณฑ์การติดตั้งไฟฟ้าของภาคครัวเรือนนั้น ทาง พพ. จะหารือกับ การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) ในสัปดาห์หน้า เพื่อกำหนดให้เป็นหลักเกณฑ์เดียวกัน เนื่องจากเดิม กฟน.จะกำหนดปริมาณติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจากขนาดหม้อแปลงไฟฟ้าเป็นหลัก ส่วน PEA พิจารณาการติดตั้งจากปริมาณการใช้ไฟฟ้าเป็นหลัก ซึ่ง กบง.เห็นควรให้กำหนดใช้เป็นหลักเกณฑ์เดียวเพื่อให้เกิดความสะดวก โปร่งใสและเป็นธรรมรวมทั้งวิธีการรับสมัครเข้าร่วมโครงการที่ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่  แต่จะมีการกำหนดปริมาณเปิดรับซื้อเป็นรายภาค ซึ่งพิจารณาตามสายส่งไฟฟ้าที่สามารถรองรับได้ และจะกำหนดระยะเวลาเปิดและปิดโครงการอย่างชัดเจนต่อไป 
     
    ส่วนปริมาณไฟฟ้าและราคารับซื้อไฟฟ้านั้น ทาง กบง.ได้เห็นชอบในหลักการแล้ว โดยปริมาณเปิดรับซื้อไฟฟ้ายังอยู่ในระดับหลักร้อยเมกะวัตต์ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยตัวเลขที่ชัดเจนได้ ขณะที่ราคารับซื้อไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อปยังอยู่ในเกณฑ์ไม่เกินราคาขายส่งที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ขายให้ กฟน.และPEA 
     
    ทั้งนี้เมื่อได้ข้อสรุปในรายละเอียดครบถ้วนแล้วจะนำเสนอกลับไปยัง กบง.อีกครั้ง ช่วงกลางเดือน ต.ค. 2560 นี้ และจะเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป ซึ่งคาดว่าจะเปิดประชุมปลายเดือน ต.ค. นี้ โดยขั้นตอนหลังจาก กพช.เห็นชอบแล้ว ทาง พพ.กับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)จะหารือเพื่อกำหนดปริมาณรับซื้อในแต่ละภาค และประสานไปยัง กฟผ.เพื่อกำหนดโซนนิ่งและประกาศรับซื้อไฟฟ้าต่อไป 
     
    อย่างไรก็ตามคาดว่าโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรีจะประกาศรับซื้อไฟฟ้าได้ในปี 2561 เนื่องจากต้องรอให้จบโครงการ SPP Hybrid Firm ขนาด 300 เมกะวัตต์ ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการรับซื้อไฟฟ้า และโครงการ VSPP Hybrid Semi Firm ที่จะดำเนินการต่อจาก SPP Hybrid Firm ให้เสร็จสิ้นลงก่อน เพื่อจะได้ทราบถึงปริมาณสายส่งไฟฟ้าที่เหลือและกำหนดเปิดรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อปเสรีต่อไป 
     
    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy news Center-ENC) รายงานว่า ก่อนหน้านี้ ทาง พพ.ได้มอบหมายให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยศึกษาโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี โดยผลการศึกษาได้กำหนดรูปแบบการรับซื้อไฟฟ้าเป็น 3 กรณี ได้แก่ 1. เปิดรับซื้อปีละ 300 เมกะวัตต์ จนครบเป้าหมายที่ 6,000 เมกะวัตต์ ในปี 2579 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว หรือ PDP ส่วนทางเลือกที่ 2. เปิดรับซื้อปีละ 600 เมกะวัตต์ จนครบเป้าหมาย 12,000 เมกะวัตต์ ในปี 2579 และทางเลือกที่ 3. เปิดรับซื้อปีละ 1,000 เมกะวัตต์ ภายใน 3 ปี หรือครบเป้าหมายที่ 3,000 เมกะวัตต์ในปี 2563 
     

Date : 04 / 10 / 2017

  • Date : 04 / 10 / 2017
    คาดใช้เงินกองทุนLPGตรึงราคาได้อีกแค่5เดือน

    กบง.มีมติใช้เงินกองทุนบัญชี LPG ชดเชยราคาเพิ่มขึ้น 3.02 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อพยุงราคา LPG เดือนต.ค. นี้ไว้เท่าเดิม 21.15 บาทต่อกิโลกรัม ขณะราคา LPG โลกขยับสูงขึ้นต่อเนื่อง 3 เดือนถึง 200 เหรียญสหรัฐฯต่อตันสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ระบุหากราคายังสูงต่อเนื่องจะเหลือเงินกองทุนLPG ช่วยได้อีกแค่ 5 เดือน กระทรวงพลังงานส่งสัญญาณเตือนประชาชนปรับตัวรับมือ LPG ขาขึ้น  

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)และในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ที่มีพลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน มีมติตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ประจำเดือน ต.ค. 2560 ไว้เท่าเดิมที่ 21.15 บาทต่อกิโลกรัม แม้ราคา LPG โลกจะปรับขึ้นสูงต่อเนื่องมาอยู่ระดับ 577.50 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน ซึ่งสูงขึ้นจากเดือนก.ย. 2560 ถึง 87.50 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน

    ทั้งนี้การตรึงราคาดังกล่าว ทำให้ต้องใช้เงินกองทุนบัญชี LPG มาชดเชยถึง 6.59 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิมชดเชยอยู่3.57 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งเท่ากับชดเชยเพิ่มขึ้น 3.02 บาทต่อกิโลกรัม หรือนับเป็นการใช้เงินชดเชยรวม 913 ล้านบาทต่อเดือน จากปัจจุบันกองทุนบัญชี LPGเหลือเงินอยู่ 5,342 ล้านบาท ซึ่งหากสถานการณ์ราคา LPG ยังสูงต่อเนื่องและต้องชดเชยต่อไปจะใช้เงินพยุงราคาได้อีกแค่ประมาณกว่า 5 เดือนเท่านั้น และหากจำเป็นต้องโยกบัญชีกองทุนน้ำมันที่เหลืออยู่ 32,622 ล้านบาท มาช่วยพยุงราคาก็สามารถดำเนินการได้ ไม่ขัดต่อหลักการ แต่ยังไม่อยากให้เกิดการอุดหนุนข้ามประเภทบัญชีเหมือนอดีตที่ผ่านมา ซึ่งต้องพิจารณาความเหมาะสมเป็นหลักต่อไป

    สำหรับเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงปัจจุบัน ณ วันที่  1 ต.ค. 2560 มีเงินสุทธิอยู่ที่ 37,964 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชี LPG จำนวน 5,342 ล้านบาท และบัญชีน้ำมัน 32,622 ล้านบาท

    อย่างไรก็ตาม กบง.จำเป็นต้องตรึงราคา LPG ในเดือน ต.ค. 2560 นี้ เนื่องจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและเครื่องใช้บัตรสำหรับการซื้อ LPG ยังดำเนินการไม่เรียบร้อยทุกพื้นที่ ดังนั้นเพื่อไม่ให้ประชาชนโดยรวมได้รับผลกระทบจึงต้องตรึงราคาไว้ก่อน และยังเป็นการส่งสัญญาณเตือนให้ประชาชนปรับตัวรองรับทิศทางราคา LPG ขาขึ้น ซึ่งจะเกิดการใช้ในช่วงฤดูหนาวไปจนถึงเดือน ก.พ. 2561

    อย่างไรก็ตามเมื่อตรวจสอบสถิติราคา LPG โลกยังพบว่า ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาเกิดการปรับราคาขึ้นถึง 200 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยปัจจัยที่ทำให้ราคา LPG โลกปรับสูงขึ้น เนื่องจากปัญหาการเมืองต่างประเทศ รวมถึงกลุ่มประเทศโอเปคสามารถลดกำลังการผลิตน้ำมันได้ตามที่ตกลงกันไว้เพื่อยกระดับราคาน้ำมันโลกให้สูงขึ้น และองค์กรเดินเรือระหว่างประเทศประกาศให้เรือขนส่งใช้น้ำมันต้องใช้น้ำมันคุณภาพดีขึ้นเพื่อสิ่งแวดล้อม ความต้องการใช้น้ำมันคุณภาพสูงรวมถึง LNG จึงมีมากขึ้นตามไปด้วย    

  • Date : 04 / 10 / 2017
    พลังงานนำร่องเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า100คันแรกในปี2561และตั้งเป้าให้ครบ22,000คันใน5ปี
    กระทรวงพลังงาน เดินหน้าแผนการขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มรถสาธารณะ ตามแผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP 2015) เปิดโครงการสนับสนุนการเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊กเก่าที่ใช้น้ำมันและก๊าซแอลพีจี นำร่อง 100 คันแรก ในปี 2561 และทยอยเปลี่ยนให้ครบ 22,000 คันทั่วประเทศภายใน 5 ปี โดยผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดเอกสารได้จากเว็บไซต์ http://www.enconlab.com/etuktuk
     
    พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า  ในส่วนของการลดใช้น้ำมันในภาคขนส่ง ซึ่งเป็นภาคที่มีการใช้พลังงานสูงสุด ภายใต้ แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP 2015) ซึ่งมีเป้าหมายลดความเข้มการใช้พลังงานลงร้อยละ 30 ในปี 2579 เมื่อเทียบกับปี 2553 นั้น กระทรวงพลังงานได้มีมาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อเพิ่มทางเลือกการใช้พลังงาน ลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ตั้งเป้าให้เกิดการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า 1.2 ล้านคันในปี 2579 โดยแผนการขับเคลื่อนภารกิจด้านพลังงานเพื่อส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า แบ่งการดำเนินงานเป็น 4 ระยะ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระยะที่ 1 (ปี 2559 – 2560) มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมรองรับการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต ทั้งด้านกฎหมาย การสนับสนุนการวิจัยเรื่องแบตเตอรี่ การเตรียมความพร้อมด้านสถานี Charging Station และสนับสนุนการนำร่องยานยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มรถสาธารณะ อาทิ  รถขนส่งมวลชน ขสมก. และรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า (eTukTuk) เป็นต้น  
     
    นาย ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ในการดำเนินงาน “โครงการสนับสนุนการเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊กเป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า” โดยมีเป้าหมายในการเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊กเก่าที่ใช้น้ำมันและก๊าซแอลพีจี ให้เป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า ภายใน 5 ปี เพื่อลดการใช้น้ำมันและลดการปล่อยมลพิษ โดยจะนำร่อง 100 คันแรกภายในปี 2561 และจะทยอยเปลี่ยนให้ครบ 22,000 คันทั่วประเทศภายใน 5 ปี
     
    ทั้งนี้ การดำเนินโครงการนำร่องเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊กเก่าเป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า 100 คันแรกแบ่งเป็น 2 ระยะคือ ระยะที่ 1 ระยะสาธิตเทคโนโลยี สนับสนุนกลุ่มรถตุ๊กตุ๊กประเภทรับจ้างจำนวน 10 คัน ผู้ขอรับการสนับสนุนจะต้องมีคุณสมบัติผ่านข้อกำหนดของโครงการฯ และจะได้รับการสนับสนุนในอัตราสูงสุด แต่ไม่เกินราคากลางของโครงการตามสเปกรถ สูงสุด 350,000 บาทต่อคัน ปัจจุบันได้ผู้เข้าร่วมโครงการครบ 10 คันแล้ว สำหรับระยะที่ 2 ระยะทดลองตลาด สนับสนุนผู้สนใจ ทั้งกลุ่มประเภทรถรับจ้างและประเภทส่วนบุคคล อาทิ รถที่ให้บริการในโรงแรมและคอนโดมีเนียม จำนวน 90 คัน โดยให้การสนับสนุนร้อยละ 85 แต่ไม่เกินราคากลางตามสเปกรถ สูงสุดประมาณ 300,000 บาทต่อคัน
     
    กระทรวงพลังงาน ตั้งเป้าว่าการเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊กเก่าเป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าครบ 100 คัน จะเกิดผลประหยัดพลังงานรวม 0.1 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (ktoe) และเมื่อรวมจนถึงสิ้นแผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP 2015) ในปี 2579 จะประหยัดพลังงานได้ถึง 1.75 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (ktoe) และหากเปลี่ยนเป็นรถตุ๊กตุ๊กเก่า 22,000 คัน เป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าทั้งหมด จะช่วยประหยัดพลังงานได้ถึง 20 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (ktoe)/ปี  และที่สำคัญยังช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และช่วยผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศอีกด้วย
     
    โดยผู้ที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โครงการสนับสนุนการเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊กเป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า (eTukTuk) กลุ่มวิจัยเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน EnConLab  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โทรศัพท์. 0 2470 9604-8 ต่อ 1408 หรือ ดาวน์โหลดเอกสารได้จากเว็บไซต์ http://www.enconlab.com/etuktuk

     

  • Date : 04 / 10 / 2017
    เชลล์ และ KUFPECของคูเวต ตกลงยกเลิกซื้อขายหุ้นที่ถือในแหล่งปิโตรเลียมบงกช
    BG Asia Pacific Holdings Pte Limited บริษัทในเครือกลุ่มรอยัลดัทช์เชลล์ และ KUFPEC Thailand Holdings Pte Limited บริษัทในเครือ Kuwait Foreign Petroleum Exploration Company (KUFPEC) ตกลงร่วมกันที่จะยกเลิกสัญญาซื้อขายหุ้นของบริษัทในเครือของเชลล์ Shell Integrated Gas Thailand Pte Limited (SIGT) และ Thai Energy Co Limited (TEC)ที่ถืออยู่ 22.222%
    .
    บริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด ส่งเอกสารข่าวถึงสื่อมวลชน เพื่อแจ้งถึงการยกเลิกสัญญาซื้อขายหุ้นดังกล่าว โดย SIGT และ TEC มีสัดส่วนการถือหุ้นรวมทั้งหมด 22.222% ในแหล่งก๊าซธรรมชาติบงกชและแปลงที่ติดกับแหล่งก๊าซธรรมชาติบงกชนอกฝั่งทะเลตอนใต้ของประเทศไทย ประกอบด้วยแปลงหมายเลข 15 แปลงหมายเลข 16 แปลงหมายเลข 17 และแปลงหมายเลข G12/48 แหล่งก๊าซธรรมชาติบงกชเป็นการลงทุนร่วมกันระหว่างเชลล์ (22.222%) บริษัท ปตท. สํารวจและผลิตปิโตรเลียม จํากัด (มหาชน)(ปตท.สผ.) (44.445%) และบริษัท Total (33.333%) โดยมี(ปตท. สผ.) เป็นผู้ดําเนินการ
     
    ทั้งนี้ SIGT จะยังคงให้การสนับสนุนการดําเนินงานของบริษัท ปตท. สผ. เพื่อคงไว้ซึ่งการทํางานอย่างมี ประสิทธิภาพและปลอดภัยของแหล่งก๊าซธรรมชาติบงกชต่อไป SIGT ยังคงมุ่งมั่นที่จะเข้าร่วมในการประมูลสัมปทานของแหล่งก๊าซธรรมชาติบงกชที่กําลังจะเปิดขึ้นในรอบถัดไป
     
    "กลุ่มบริษัทเชลล์ยังคงไว้ซึ่งเจตนารมณ์ที่จะดําเนินการขยายธุรกิจทั้งในด้านธุรกิจนํ้ามันขั้นปลาย ด้านก๊าซธรรมชาติ และด้านก๊าซธรรมชาติเหลว ในประเทศไทยต่อไป และยังคงถือสิทธิสัมปทาน ในแปลงหมายเลข 7 แปลงหมายเลข 8 และ แปลงหมายเลข 9 บริษัทเชลล์แห่งประเทศไทยดําเนินกิจการใน ประเทศไทยเป็ นเวลานานถึง 125 ปี มีความภูมิใจเป็ นอย่างยิ่งที่ธุรกิจการค้านํ้ามันเชื้ อเพลิงนํ้ามันหล่อลื่น และยางมะตอย ซึ่งเป็ นที่ยอมรับและมีชื่อเสียงทั้งในด้านคุณภาพและด้านนวัตกรรม มีส่วนเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และเชลล์มุ่งมั่นที่จะดําเนินการขยาย ธุรกิจดังกล่าว ให้เติบโตพร้อมไปกับการพัฒนาของประเทศอย่างยั่งยืนสืบไป" ข้อความในเอกสารข่าวระบุ