ข่าวทั้งหมด

Date : 19 / 06 / 2016

  • Date : 19 / 06 / 2016
    กรมธุรกิจพลังงานปรามบริษัทน้ำมันค้ากำไรเกินควรดีเซลเกรดพรีเมี่ยม

    กรมธุรกิจพลังงาน ปราม ค่ายน้ำมันต่างชาติ ขายดีเซลเกรดพรีเมี่ยม ค้ากำไรเกินควร  เพราะต้นทุนเพิ่มขึ้นเพียงลิตรละ25 สตางค์ แต่ตั้งราคาขายเพิ่มลิตรละ3.50 บาท ระบุผู้ใช้น้ำมันควรได้รับข้อมูลที่ถูกต้องก่อนเลือกเติม

    นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์  อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน  เปิดเผยถึงการที่บริษัทน้ำมันต่างชาติบางราย มีการจำหน่ายน้ำมันดีเซล เกรดพรีเมี่ยม ที่มีราคาต่อลิตร แพงกว่าน้ำมันดีเซลปกติ  ของบริษัทน้ำมันอื่นๆ ว่า ถึงแม้ว่าการค้าน้ำมันจะเป็นตลาดเสรี ที่บริษัทผู้ค้าสามารถที่จะตั้งราคาขายปลีก ได้ตามที่ต้องการ  แต่กรมธุรกิจพลังงานเห็นว่า  ผู้บริโภคควรที่จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน  ก่อนที่จะเข้าไปเติมน้ำมัน   ซึ่งกรณีของน้ำมันดีเซล เกรดพรีเมี่ยม ที่บริษัทน้ำมันมีสูตรเฉพาะของตัวเอง  โดยเติมสารadditive เข้าไปเพื่อช่วยให้เครื่องยนต์มีกำลังแรงขึ้นนั้น  คิดเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากน้ำมันดีเซลปกติ  เพียงประมาณลิตรละ 25 สตางค์เท่านั้น  แต่บริษัทน้ำมันรายดังกล่าว กลับตั้งราคาขายสูงกว่าปกติ  ถึงลิตรละ3.50 บาทต่อลิตร  ถือเป็นการเอากำไรที่มากเกินควร  ที่ผู้บริโภคควรจะต้องรู้

    “ในทางกฏหมายกรมฯคงไม่สามารถที่จะดำเนินการเอาผิดได้ เพราะเป็นระบบการค้าเสรี  ที่เป็นสิทธิ์ของบริษัทผู้ค้าน้ำมันที่จะตั้งราคาขายได้  ในขณะเดียวกันก็เป็นสิทธิ์ของผู้บริโภคที่จะเลือกเติมหรือไม่เติมน้ำมันเกรดพรีเมี่ยมดังกล่าวก็ได้  เพียงแต่กรมได้รับรายงานมาว่า ยังมีผู้บริโภคจำนวนมาก ที่เลือกเติมน้ำมันเกรดพรีเมี่ยมดังกล่าวโดยไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องว่ากำลังถูกบริษัทผู้ค้าตั้งราคาขายสูงกว่ากว่าต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงไปมาก  จึงต้องออกมาชี้แจงให้เข้าใจ “ นายวิฑูรย์ กล่าว

    สำหรับดีเซลเกรดพรีเมี่ยม ราคา ณวันที่19 มิ.ย. 2559 อยู่ที่ลิตรละ 28.13 บาท  ส่วนราคาดีเซลเกรดปกติ อยู่ที่อยู่ที่ ลิตรละ24.59 บาทต่อลิตร  โดยยอดจำหน่ายเฉลี่ยต่อวันของดีเซลเกรดพรีเมี่ยม อยู่ที่ประมาณ10% ของยอดจำหน่ายดีเซลเกรดปกติ  ซึ่งผู้บริโภคที่นิยมเติมดีเซลเกรดพรีเมี่ยมส่วนใหญ่เป็นรถหรู และรถตู้รับส่งผู้โดยสารที่ต้องการความแรงของเครื่องยนต์เพิ่มขึ้น  โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ต้องวิ่งรถขึ้นลงระหว่างภูเขา

     

     

  • Date : 19 / 06 / 2016
    กระทรวงพลังงานตกลงขยายกรอบเอ็มโอยู ซื้อไฟฟ้าลาวเพิ่มอีก 2,000 เมกะวัตต์

    กระทรวงพลังงาน สรุปขยายกรอบความร่วมมือซื้อไฟฟ้า สปป. ลาวเพิ่มอีก2,000เมกะวัตต์ รวมเป็น 9,000 เมกะวัตต์  ซึ่งคาดว่าจะนำเข้าสู่การพิจารณาของ กพช.ในการประชุมเดือน ส.ค. 59 นี้

    นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานเตรียมขยายกรอบการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างไทยกับ สปป.ลาว จาก 7,000 เมกะวัตต์  เป็น 9,000 เมกะวัตต์ หรือเพิ่มขึ้นอีก2,000 เมกะวัตต์  โดยคาดว่าจะนำเสนอ ให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี     พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานได้ในการประชุมเดือน ส.ค.นี้ และหากที่ประชุมให้ความเห็นชอบ ก็จะมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือ เอ็มโอยูร่วมกัน ระหว่างไทยกับสปป.ลาวต่อไป

    อย่างไรก็ตาม การขยายกรอบการซื้อขายไฟฟ้าดังกล่าว ทาง สปป.ลาว เสนอที่จะขายไฟฟ้าให้ไทยเพิ่มขึ้นอีก 3,000 เมกะวัตต์ รวมเป็น 10,000     เมกะวัตต์ แต่ฝ่ายไทยพิจารณาที่จะรับซื้อเพิ่มขึ้นจากข้อตกลงเดิมอีก 2,000 เมกะวัตต์ เนื่องจากในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า  หรือ แผนพีดีพี 2015 ที่ใช้ในช่วงปี 2558-2579 กำหนดสัดส่วนการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศเอาไว้ที่ประมาณ 20% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด  ซึ่งจะต้องกระจายการซื้อไฟฟ้ากับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ด้วย เพื่อความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศ  

    "การลงนามเอ็มโอยูเพื่อขยายกรอบการซื้อขายไฟฟ้ากับสปป.ลาวเพิ่มขึ้นเป็น 9,000 เมกะวัตต์นั้น เป็นกรอบความร่วมมือกันในอนาคต ที่ยังไม่ได้ระบุว่าจะรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการใดบ้าง โดยหากจะมีการตอบรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการภายใต้กรอบดังกล่าว ก็จะต้องมีการนำเสนอ กพช. ให้ความเห็นชอบในแต่ละโครงการอีกครั้ง" นายอารีพงศ์ กล่าว

    ที่ผ่านมาโครงการผลิตไฟฟ้าที่สปป.ลาวเสนอขายไฟฟ้าให้กับประเทศไทย  ส่วนใหญ่เป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ และโครงการล่าสุดที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในเชิงพาณิชย์แล้วคือโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินหงสา  ซึ่งเป็นโครงการที่มีอัตราค่าไฟฟ้าที่ต่ำกว่าโครงการโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ที่จะสร้างขึ้นในประเทศ

    ก่อนหน้านี้ นายวีระพน วีระวง  รัฐมนตรีช่วยกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ สปป.ลาว  ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนของไทยถึงโครงการความร่วมมือในการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างไทยและสปป.ลาว ว่า ทั้งสองประเทศจะพยายามที่จะเจรจาให้มีข้อยุติที่จะขยายกรอบความร่วมมือในการซื้อขายไฟฟ้า ให้ได้ข้อยุติก่อนการประชุมอาเซียนซัมมิทที่สปป.ลาวจะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้น ที่นครเวียงจันทน์ ช่วงเดือนกันยายนนี้  เพื่อให้ผู้นำของทั้งสองประเทศได้มีการลงนามเอ็มโอยูร่วมกันในระหว่างการประชุม

    โดยทางสปป.ลาว ยังได้เสนอให้กระทรวงพลังงานของไทยมีกรอบความร่วมมือในการซื้อขายไฟฟ้าจากพัฒนาพลังงานทดแทน  ที่ควรจะแยกออกมาจากเอ็มโอยูซื้อขายไฟฟ้าหลัก ซึ่งจะมีการลงนามร่วมกัน เพื่อให้สามารถผลักดันโครงการให้เข้าสู่ระบบได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม มอนสูน วินด์ พาวเวอร์ ขนาด 600 เมกะวัตต์  ซึ่งจะทำให้ทั้งไทยและสปป.ลาว ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านพลังงานทดแทนในภูมิภาค และเป็นที่ยอมรับจากนานาชาติ ว่าได้ปฏิบัติตามข้อตกลงที่จะร่วมลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกระหว่างประเทศตามอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 หรือ COP21 ที่ปารีส เมื่อเดือนธันวาคมปี 2558  ที่ผู้นำของไทยและลาว ได้ร่วมให้สัตยาบันเอาไว้ 

    อย่างไรก็ตามข้อเสนอดังกล่าว  ทางกระทรวงพลังงานของไทย ยังไม่ได้ตอบรับ

Date : 17 / 06 / 2016

  • Date : 17 / 06 / 2016
    ลาวหวังไทยตอบรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการพลังงานลมพร้อมขอขยายกรอบเอ็มโอยูเป็น10,000เมกะวัตต์

    สปป.ลาวเร่งเจรจา กระทรวงพลังงานของไทย ให้ตอบรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการมอนสูน วินด์ พาวเวอร์  ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานลมขนาด600 เมกะวัตต์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค  โดยเชื่อมั่นว่าจะเป็นโครงการที่ช่วยให้ทั้งไทยและสปป.ลาวได้ผลประโยชน์ ร่วมกัน พร้อมขอขยายกรอบเอ็มโอยูซื้อขายไฟฟ้า เป็น10,000เมกะวัตต์ ให้ได้ข้อยุติ ก่อนการประชุมอาเซียนซัมมิท ที่นครเวียงจันทน์  เดือนกันยายน2559 นี้ 

    นายวีระพน วีระวง  รัฐมนตรีช่วยกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ สปป.ลาว  เปิดเผยในโอกาสที่เดินทางมายังประเทศไทยเพื่อร่วมงาน Global Wind Day 2016 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่15 มิ.ย.2559 ที่บ้านปาร์คนายเลิศ  กรุงเทพ โดยระบุถึงโครงการความร่วมมือในการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างไทยและสปป.ลาว ว่า ทางกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ของ สปป.ลาว ได้มีการหารือกับ พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทย  ในหลายวาระ ทั้งในโอกาสที่ ได้พบกันทั้งในพิธีเปิดโรงไฟฟ้าหงสา ในช่วงปลายปี2558  ,การหารือทวิภาคีร่วมกันระหว่างการประชุมSETA2016 เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2559 และล่าสุดในการตรวจเยี่ยมดูความคืบหน้าการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี เมื่อเดือนพ.ค.  ที่ผ่านมา  โดยทั้งสองประเทศได้เห็นชอบในหลักการเบื้องต้นในการขยายกรอบความร่วมมือบันทึกความเข้าใจ หรือเอ็มโอยู เพิ่มขึ้นอีก2,000-3,000เมกะวัตต์  จากปัจจุบันที่มีเอ็มโอยูร่วมกันแล้ว7,000เมกะวัตต์  และมีโครงการที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันแล้ว5,000กว่าเมกะวัตต์  เพื่อให้ได้ข้อยุติก่อนการประชุมอาเซียน ซัมมิท ที่สปป.ลาวจะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่นครเวียงจันทน์ ช่วงเดือนกันยายน 2559 นี้  โดยคาดหวังว่าจะให้ผู้นำของทั้งสองประเทศได้เป็นผู้ลงนามร่วมกันในเรื่องดังกล่าวระหว่างการประชุม

    นายวีระพน  กล่าวว่า  ทางสปป.ลาว ได้นำเสนอกระทรวงพลังงานของไทย ถึงกรอบความร่วมมือในการพัฒนาพลังงานทดแทน  ที่ควรจะแยกออกมาจาก เอ็มโอยูซื้อขายไฟฟ้า ที่จะมีการลงนามร่วมกัน9,000-10,000 เมกะวัตต์ด้วย โดยหาก สปป.ลาว มีศักยภาพที่จะพัฒนาโครงการพลังงานทดแทน เช่นพลังงานลม ที่มีต้นทุนค่าไฟฟ้าต่ำกว่า ที่ฝ่ายไทยจะลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่  เอง ก็อยากจะให้รัฐบาลไทย พิจารณารับซื้อไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้ง2ประเทศ โดยจะทำให้ทั้งไทยและสปป.ลาว เป็นผู้นำด้านพลังงานทดแทนในภูมิภาค ที่สร้างการยอมรับและความเชื่อมั่นจากนานาชาติ ว่าได้ปฏิบัติตามข้อตกลง ที่จะร่วมลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกระหว่างประเทศตามอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ สมัยที่21 หรือ COP21 ที่ปารีส เมื่อเดือนธันวาคมปี 2558  ที่ผู้นำของไทยและลาว ได้ร่วมให้สัตยาบันเอาไว้   อย่างไรก็ตามข้อเสนอดังกล่าวจากทางสปป.ลาว ทางรัฐมนตรีพลังงานของไทย ยังไม่ได้ตอบรับ

    “กรอบความร่วมมือด้านพลังงานทดแทน จะเป็นประโยชน์ กับทั้งสองประเทศ ที่จะช่วยให้การพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนสามารถถูกบรรจุเข้าไปในแผนการรับซื้อไฟฟ้าได้เร็วขึ้น  หากสามารถที่จะทำต้นทุนไฟฟ้าได้ต่ำกว่าโรงไฟฟ้าใหม่ที่ไทยจะต้องเป็นผู้ลงทุนสร้างเอง  ทั้งนี้โครงการพลังงานทดแทนที่พัฒนาในฝั่งสปป.ลาว ก็เป็นการลงทุนโดยนักลงทุนจากประเทศไทย  และผลประโยชน์จากคาร์บอนเครดิตที่ได้รับ  เราก็ยินดีที่จะยกให้กับฝ่ายไทย เพราะเราเป็นประเทศที่มีคาร์บอนเครดิตจากพลังงานน้ำ เยอะอยู่แล้ว   ในทางเศรษฐศาสตร์ ประเทศผู้ที่ซื้อไฟฟ้าจะได้รับประโยชน์ในการหมุนเวียนเศรษฐกิจ มากกว่าประเทศผู้ขายไฟฟ้ามากกว่าสิบเท่า คือถ้าลาวได้ประโยชน์เป็น 10  ไทยก็จะได้ประโยชน์เป็น100 ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ทางสปป.ลาวก็ยอมรับได้   อย่างไรก็ตามในส่วนของสปป.ลาว มองในประโยชน์ภาพรวมระยะยาวที่เราจะสามารถยกระดับการพัฒนาพลังงานสีเขียวให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ร่วมกับประเทศไทยได้   จึงพยายามที่จะหยิบยกทุกอย่างขึ้นมาพูดคุยกันอย่างเปิดเผยเพื่อให้รัฐบาลไทยได้เข้าใจ   put everything on the table  “ นาย วีระพน  กล่าว

    นายวีระพน กล่าวด้วยว่า  ประเด็นที่ทางกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ ของสปป.ลาว จะต้องทำความเข้าใจกับกระทรวงพลังงานของไทย เพิ่มเติมมากขึ้นในรายละเอียด  ในเรื่องของพลังงานทดแทน คือประเด็นทางด้านเทคนิค เพื่อให้ตอบโจทย์ข้อกังวลในเรื่องของ ความมั่นคงทางด้านพลังงาน ให้มั่นใจว่า ทางสปป.ลาว จะมีไฟฟ้าขายเข้าระบบให้อย่างสม่ำเสมอ มีเสถียรภาพ ไ รวมทั้งมีต้นทุนค่าไฟฟ้า ที่แข่งขันได้กับไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงหลักอย่างก๊าซธรรมชาติ  โดยฝั่ง ลาว ก็ไม่ต้องการที่จะให้มีการsubsidyในเรื่องพลังงานทดแทน  เพราะไม่สอดคล้องกับกระแสการยอมรับของนานาชาติ

    ด้านนายณัฐ หุตานุวัตร  ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อิมแพค อิเลคตรอนส์ สยาม จำกัด หรือIES กล่าวว่าบริษัทเป็นผู้ที่ได้รับการอนุญาตจากสปป.ลาวให้พัฒนาโครงการ มอนสูน วินด์ พาวเวอร์ ซึ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมขนาด600 เมกะวัตต์  ใหญ่ที่สุดในอาเซียน  ตั้งอยู่ในพื้นที่เมืองดากจึง แขวงเซกอง และเมืองซานไซ  แขวงอัตตะบือ ทางตอนใต้ของประเทศลาว โดยอยู่ห่างจากเขตชายแดนจังหวัดอุบลราชธานีของไทย ประมาณ150 กิโลเมตร และห่างจากเขตชายแดนเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม ประมาณ50 กิโลเมตร โดยหากดำเนินการได้สำเร็จตามแผน จะช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 60.7 ล้านตันตลอดระยะเวลาโครงการ25ปี  เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน  จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้รัฐบาลของสปป.ลาว สนับสนุนโครงการดังกล่าว

    โครงการดังกล่าวคาดว่าจะใช้เงินลงทุนทั้งโครงการประมาณ 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 5.4 หมื่นล้านบาทโดยแบ่งเป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม 1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และสายส่งขนาด500KVอีกประมาณ 300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อเชื่อมต่อกับประเทศผู้ซื้อไฟฟ้า โดยที่รัฐบาลสปป.ลาว ให้สิทธิ์กับผู้พัฒนาโครงการในการขายกระแสไฟฟ้าให้กับใครก็ได้ ที่พร้อมรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการ  แต่บริษัทให้ความสำคัญกับการขายกระแสไฟฟ้าให้กับประเทศไทยเป็นลำดับแรก เพราะถือเป็นบริษัทคนไทยที่เข้าไปพัฒนาโครงการ

    ทั้งนี้งาน Global Wind Day 2016 ที่จัดขึ้นถือเป็นโอกาสที่บริษัทได้ประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับบริษัทเวสทัส(Vestas) ซึ่งเป็นผู้ผลิตกังหันลมชั้นนำของโลกจากยุโรป  ในเรื่องดำเนินการด้านวิศวกรรม ทางเทคนิคและการก่อสร้าง  โดยในส่วนของการสนับสนุนด้านเงินกู้นั้น ทางบริษัทก็ได้รับหนังสือเจตจำนง(Letter of Intent)จาก  International Finance Corporation หรือ IFC และธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียหรือADB ในการสนับสนุนทางการเงินสำหรับโครงการมูลค่ารวม10.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ70% ของค่าใช้จ่ายรวมของโครงการ

    โครงการมอนสูน วินด์ พาวเวอร์ มีจุดเด่นในเรื่องของค่าไฟฟ้า เฉลี่ยตลอดอายุโครงการที่สามารถขายกลับมาให้ประเทศไทยได้ในอัตราที่ต่ำกว่า การผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าที่ใช้LNG เป็นเชื้อเพลิง โดยที่รัฐบาลไทยไม่จำเป็นต้องมีภาระในการอุดหนุนค่าไฟฟ้า ในรูปของFeed in Tariff –FiT ในอัตรา6.06 บาทต่อหน่วยเป็นระยะเวลา20ปี  เหมือนที่รัฐให้การส่งเสริมกับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศ  โดยจะช่วยสร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้าและค่าไฟฟ้าให้กับไทย โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้ง ที่ไฟฟ้าจากพลังน้ำใน สปป.ลาวผลิตได้น้อย ในขณะที่ไทยมีโอกาสจะเกิดพีค หรือความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด  เพื่อลดการสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนการผลิตสูง

    โดยการพัฒนาโครงการนั้นยังรอเพียงการตอบรับซื้อไฟฟ้าจากรัฐบาลไทย เพื่อนำไปสู่การเจรจาเพื่อทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าหรือPPA เท่านั้น  ซึ่งโครงการจะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ3ปี ก็จะสามารถเริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในเชิงพาณิชย์ ได้

     

  • Date : 17 / 06 / 2016
    ทีดีอาร์ไอแจงปิยสวัสดิ์ค้านเสวนาหมิ่นประมาทไม่เป็นกลาง

    ทีดีอาร์ไอ แจงหนังสือคัดค้านจัดเสวนาของ ปิยสวัสดิ์  ยันเน้นเฉพาะประเด็นหมิ่นประมาทสาธารณะ ไม่มีเรื่องส่วนตัว ระบุหลังมีหนังสือร้องเรียน มีการปรับเพิ่มวิทยากร เชิญผู้ฟ้องหมิ่นประมาท เข้าร่วมด้วยแล้ว แต่ไม่มีการตอบรับ โดยพร้อมให้ติดตามเนื้อหาการเสวนาที่มีการบันทึกเทปได้ ที่เว็บไซต์ tdri.or.th

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากกรณีที่เว็บไซต์ Energy News Center รายงานข่าว นาย ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์  ทำหนังสือคัดค้านการจัดเสวนาของ สกว. ร่วมกับทีดีอาร์ไอ หัวข้อ การฟ้องหมิ่นประมาท จุดสมดุลระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและประโยชน์ส่วนรวม วันที่ 16 มิ.ย.2559 เวลา 9.00 – 12.30 น. ว่าการจัดเสวนาดังกล่าวไม่เป็นกลาง เนื่องจากทางผู้จัดไม่ได้มีการเชิญผู้ฟ้องหมิ่นประมาท ที่ได้รับความเสียหาย เข้าร่วมเป็นวิทยากรด้วยนั้น  ทางผู้จัดงานจึงได้มีการชี้แจงต่อสาธารณะ โดยมีการเผยแพร่เนื้อหาผ่านรายงานข่าวของ             สำนักข่าวอิศรา ด้วยเมื่อวันที่15 มิ.ย ก่อนที่จะมีการจัดเสวนาดังนี้

    1.ประเด็นการเสวนาจะเป็นประเด็นสาธารณะเท่านั้น

    ประเด็นการเสวนาครั้งนี้มุ่งเน้นการถกเถียงและแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการฟ้องหมิ่นประมาทที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสาธารณะหรือกรณีการตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานและบริษัทเอกชนที่ได้รับสัมปทานจากรัฐหรือใช้อำนาจรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ผู้ใช้อำนาจรัฐ เช่น เรื่องการทุจริต การละเมิดสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้จัดจะไม่อนุญาตให้มีการวิพากษ์วิจารณ์การฟ้องหมิ่นประมาทเรื่องส่วนตัวและคดีหมิ่นประมาทที่ยังอยู่ในการพิจารณาของศาลยุติธรรม

    2.องค์ประกอบวิทยากรในช่วงเสวนาไม่เป็นกลางหรือไม่

    ช่วงแรกของงานเสวนา จะเป็นการทบทวนกรณีการฟ้องหมิ่นประมาทในประเด็นสาธารณะในอดีตเพื่อนำพาไปสู่ข้อสรุปว่า มีการฟ้องหมิ่นประมาทเพราะเหตุใด และในประเด็นใดเป็นสำคัญ ก่อนที่จะมีการกล่าวถึงกรอบแนวคิดเชิงวิชาการเกี่ยวกับกฎหมายแพ่งและอาญา และกฎหมายคอมพิวเตอร์ เพื่อวิเคราะห์ว่ากฎหมายในปัจจุบันมีความเหมาะสมและมีช่องโหว่หรือไม่ วิทยากรในช่วงแรกนี้มีทั้งตัวแทนองค์กรภาคประชาสังคมที่ติดตามรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับคดีความที่เป็นประเด็นสาธารณะมาอย่างต่อเนื่อง และนักวิชาการด้านกฎหมายอาญาและกฎหมายคอมพิวเตอร์

    สำหรับในช่วงการเสวนาซึ่งเป็นช่วงที่สร้างข้อกังวลเรื่องความไม่เป็นกลางในสายตาของบางท่าน จะประกอบด้วยวิทยากรทั้งหมด 5 ท่าน แบ่งเป็นอดีตผู้ถูกฟ้องหมิ่นประมาท 3 ท่าน ได้แก่ คุณสุภิญญา กลางณรงค์ คุณประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์  และ คุณรสนา โตสิตระกูล ซึ่งเป็นผู้มีส่วนในการดำเนินการตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐในประเด็นที่สำคัญในอดีต และนักวิชาการ ได้แก่ ผศ. ดร. พิรงรอง รามสูต ในฐานะนักวิชาการด้านสื่อมวลชน และ คุณไพโรจน์ พลเพชร ในฐานะนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน จึงเกิดคำถามว่า ทำไมถึงไม่มีฝ่ายอดีตผู้ฟ้องหมิ่นประมาท (ในประเด็นสาธารณะ) เป็นวิทยากรด้วย 

    ผู้จัดขอชี้แจงว่า ได้มีการเรียนเชิญตัวแทนฝ่ายอดีตผู้ฟ้องคดีจำนวนทั้งหมด 23 ราย มาด้วยเช่นกัน เช่น ตัวแทนบริษัท ปตท. กรรมการและเลขาธิการ กสทช. และ เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง และ ตั้งใจให้ผู้เข้าร่วมนี้ได้แลกเปลี่ยนความเห็นหลังการเสวนา โดยมิได้เชิญร่วมเป็นวิทยากรบนเวทีเนื่องจากเกรงว่าจะมีการโต้เถียงกันในประเด็นส่วนตัว

    ทั้งนี้ เมื่อปรากฎกรณีร้องเรียนดังกล่าว ผู้จัดจึงได้ติดต่อเรียนเชิญตัวแทนอดีตผู้ฟ้องคดีที่ตอบเข้าร่วมงาน ร่วมเป็นวิทยากรด้วย หากแต่ว่า ณ ขณะนี้ ยังไม่มีท่านใดตอบกลับข้อเสนอดังกล่าว

    3.งานเสวนานี้เปิดสาธารณะ มีกลุ่มผู้เข้าร่วมหลากหลาย

    ผู้จัดได้เรียนเชิญผู้เข้าร่วมงานทั้งรายบุคคลและรายองค์กรรวมจำนวน 189 ท่าน มีทั้งตัวแทนอดีตผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้องคดีหมิ่นประมาท และองค์กรที่ผู้จัดคิดว่าจะมีความสนใจประเด็นนี้ เช่น กระทรวงยุติธรรม มหาวิทยาลัย สำนักงานกฎหมายเอกชน รวมถึงองค์กรสื่อมวลชนและองค์กรภาคประชาสังคมด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมที่ลักษณะการทำงานมีความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องหมิ่นประมาท นอกจากนี้ยังมีการประชาสัมพันธ์ในเว็บไซต์ต่าง ๆ ให้บุคคลทั่วไปได้ลงทะเบียน

    4.ทำไม สกว.ถึงเข้ามาเกี่ยวข้อง

    งานเสวนาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ เผยแพร่ความรู้ด้านการเสริมสร้างธรรมาภิบาลและการลดคอร์รัปชัน” ” และโครงการ “ประมวลองค์ความรู้ด้านการเสริมสร้างธรรมาภิบาลและการลดคอร์รัปชัน” ซึ่งทีดีอาร์ไอได้รับเงินสนับสนุนจาก สกว. หรือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ภาระกิจหลักของทีดีอาร์ไอในโครงการนี้ ได้แก่ การจัดทำบทความ สื่อวิทยุ และโทรทัศน์ และจัดกิจกรรม เช่น การเสวนา เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวต่อสาธารณะ โดยหัวข้อและประเด็นการเสวนาทีดีอาร์ไอเป็นผู้กำหนดและดำเนินการประชาสัมพันธ์เองทั้งหมด ผลงานของโครงการนี้ทั้งหมดถูกรวบรวมไว้ที่เว็บไซต์ tdri.or.th  ผู้จัดจะนำเทปงานเสวนา “การฟ้องหมิ่นประมาทฯ” ลงเผยแพร่ในเว็บไซต์เดียวกันนี้

    สำหรับประเด็นสำคัญของงานเสวนา การฟ้องหมิ่นประมาท จุดสมดุลระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและประโยชน์ส่วนรวม  ที่จัดขึ้นตามปกติในวันที่16มิ.ย.2559 ที่ห้องซาลอนA โรงแรมสวิสโซเทล เลอ คองคอร์ด (รัชดา)นั้น ผู้สื่อข่าว รายงานโดยสรุปว่า ช่วงแรกเป็นการเล่ากรอบแนวคิดการฟ้องหมิ่นประมาทที่เป็นประเด็นสาธารณะ  และช่วงที่2 ที่เป็นประเด็นให้เกิดการทำหนังสือร้องเรียนนั้น  เป็นการเล่าถึงกรณีของผู้ที่ถูกฟ้องหมิ่นประมาทในประเด็นสาธารณะ โดยวิทยากร  นางสาวสุภิญญา ในฐานะที่เคยถูกฟ้อง3คดี แต่ศาลพิจารณายกฟ้องเพราะเห็นว่ามีเจตนาสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะ  ซึ่งมีข้อเสนอว่า หลักที่ควรจะเป็นของกฏหมาย ไม่ควรให้มีการฟ้องอาญาหรือแพ่งเลย แต่ควรให้มีการโต้แย้งแก้ไขข้อเท็จจริงกันก่อน    ส่วนนายประสงค์  เสนอว่าการแก้ไขกฏหมายหมิ่นประมาท ควรเขียนให้มีแนวที่ชัดเจน โดยยกตัวอย่างของมาตรา14(1)ที่แก้ไขใหม่ และโยงให้มีความผิดในกฏหมายอื่นๆด้วย ซึ่งทำให้เรื่องดูยุ่งยาก  ส่วนนางสาวรสนา กล่าวระบุถึงคดีฟ้องร้องหมิ่นประมาทหลายๆคดีที่ผู้มีอำนาจรัฐใช้เป็นเครื่องมือสกัดกั้น การตรวจสอบและทำลายความน่าเชื่อถือ

     

Date : 16 / 06 / 2016

  • Date : 16 / 06 / 2016
    กระทรวงพลังงานเตรียมบังคับ3การไฟฟ้าช่วยผู้ใช้ไฟประหยัดพลังงาน
    กระทรวงพลังงาน เตรียมออกมาตรการบังคับประหยัดพลังงานสำหรับ 3 การไฟฟ้า ระบุต้องออกมาช่วยผู้ใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงานตามเป้าหมาย คาดนำร่องปีหน้า ตั้งเป้าเห็นผลประหยัด 200 ล้านหน่วยตั้งแต่ปี 2566    
     
    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)และในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานเตรียมออกมาตรการบังคับด้านการประหยัดพลังงานเพิ่มเติม โดยจะบังคับให้การไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง(การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. , การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA และการไฟฟ้านครหลวง หรือ กฟน.) ต้องช่วยผู้ใช้ไฟฟ้าของตัวเองประหยัดพลังงานลงให้ได้ตามเป้าหมายที่กระทรวงพลังงานกำหนด ซึ่งคาดว่าจะเริ่มนำร่องในปีหน้า และเริ่มเห็นผลประหยัดในปี 2566 เป็นต้นไป
     
    “มาตรการบังคับด้านการประหยัดพลังงาน ขณะนี้มี 3 มาตรการ ได้แก่ มาตรการด้านอาคารโรงงานควบคุม มาตรการการออกแบบอาคารประหยัดพลังงาน และมาตรการบังคับฉลากเบอร์ 5 แต่ในอนาคตจะมีมาตการบังคับเพิ่มเติม คือ บังคับให้ 3 การไฟฟ้าต้องช่วยลูกค้าตัวเองให้เกิดการประหยัดพลังานลงตามเป้าหมายของภาครัฐ เนื่องจากการไฟฟ้ามีความชำนาญและเทคนิคในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ที่สามารถช่วยเหลือลูกค้าตัวเองให้ลดการใช้พลังงานและไฟฟ้าลงได้ โดยไทยจะเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ใช้มาตรการดังกล่าว”นายทวารัฐ กล่าว
     
    สำหรับมาตรการบังคับดังกล่าว กระทรวงพลังงานได้ตั้งเป้าหมายการประหยัดไฟฟ้า 200 ล้านหน่วยต่อปี ในปี 2566 จากปัจจุบันไทยใช้ไฟฟ้าอยู่ 2 แสนล้านหน่วยต่อปี และนับเป็นมาตรการที่ช่วยประหยัดพลังงานคิดเป็น 8% ของแผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP 2015)
     
    อย่างไรก็ตามยืนยันว่า การบังคับให้ 3 การไฟฟ้าช่วยลูกค้าประหยัดพลังงานนั้น จะไม่กระทบต่อรายได้พึงรับของ 3 การไฟฟ้า เนื่องจากค่าไฟฟ้าที่ประชาชนจ่ายอยู่เกือบ 4 บาทต่อหน่วยนั้น แบ่งเป็น ค่าเชื้อเพลิง 1.50 บาทต่อหน่วย ค่าการลงทุนต่างๆ กว่า 1 บาทต่อหน่วย และกำไรที่พึงได้เพียง 75 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งหากการไฟฟ้าช่วยให้เกิดการประหยัดไฟฟ้าและพลังงานลง ภาครัฐจะชดเชยกำไรที่พึงได้ดังกล่าวคืนให้ ขณะที่การไฟฟ้าก็ได้ประหยัดต้นทุนจากการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าลงได้ด้วย
     
    อย่างไรก็ตามขณะนี้ สนพ. อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลและผลการศึกษาเพื่อออกเป็นแผนในระยะยาว โดย สนพ. ได้ร่วมมือกับบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม(JGSEE) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(มจธ.) ดำเนินโครงการจัดทำแผนปฏิบัติการ “ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานตามมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพกรใช้พลังงานโดยผู้ให้บริการไฟฟ้า(EERS)” ซึ่งดำเนินการระหว่างเดือนต.ค. 2558- มี.ค. 2560 เพื่อรวบรวมข้อมูลและประสบการณ์จากต่างประเทศเกี่ยวกับมาตรการดังกล่าวเพื่อมาปรับใช้กับประเทศไทย
     
    นายอธิคม บางวิวัฒน์ ผู้จัดการโครงการ EERS กล่าวว่า มาตรการบังคับให้ 3 การไฟฟ้าช่วยลูกค้าประหยัดพลังงานนั้น อาจมีผลกระทบรายไดพึงรับของการไฟฟ้าเล็กน้อยเพียง 10 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งในส่วนนี้รัฐจะชดเชยคืนให้ โดยส่งผ่านภาระไปยังค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(FT)ที่ประชาชนต้องจ่าย ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับค่าไฟฟ้าที่ประชาชนจะประหยัดลงได้มาก สำหรับกลุ่มเป้าหมายจะมุ่งเน้นกลุ่มที่ใช้พลังงานเยอะ เช่น กลุ่มอาคารขนาดใหญ่ และกลุ่มอุตสาหกรรม เป็นต้น
     
      

Date : 15 / 06 / 2016

  • Date : 15 / 06 / 2016
    ปตท.ลดราคาNGVเดือนมิ.ย.ลง8สต./กก.

    ปตท. ประกาศปรับลดราคาNGVลง 8 สตางค์ มีผล 16 มิ.ย.นี้  ทำให้ราคาอยู่ที่ 12.55 บาท/กก.  เป็นไปตามต้นทุนที่แท้จริง

    นายสมเกียรติ เมสันธสุวรรณ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์  บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท. ประกาศปรับลดราคาขายปลีกก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(NGV) ลง 0.08 บาทต่อกิโลกรัม ตามต้นทุนก๊าซธรรมชาติของเดือนมิ.ย.2559 ที่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา ทำให้ราคาขายปลีกก๊าซNGV  ณ สถานีบริการฯ อยู่ที่ 12.55 บาทต่อกิโลกรัม (สำหรับสถานีบริการฯ ในระยะทางไม่เกิน 50กิโลเมตรจากสถานีจุดจ่ายก๊าซธรรมชาติหลัก เป็นราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น) โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 16  มิ.ย.  2559 เวลา 0.01 น. เป็นต้นไป

    ทั้งนี้การปรับราคาก๊าซNGV  เป็นไปตามนโยบายของรัฐที่กำหนดให้ราคาNGVลอยตัวตามต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งทำให้ราคาขายก๊าซNGVมีทั้งปรับราคขึ้นหรือลดราคาตามต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละเดือน

     
  • Date : 15 / 06 / 2016
    พพ.เผยผลทดสอบบี20ไม่กระทบเครื่องยนต์รถบรรทุก

    พพ.ผลักดันการใช้ไบโอดีเซลB20 ในรถบรรทุก เผยทดลองใช้ไม่กระทบต่อเครื่องยนต์ และช่วยให้เพิ่มยอดใช้ไบโอดีเซลสู่เป้าหมาย 14 ล้านลิตรต่อวันในปี 2579 

    นายกุศล  ชีวากร รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า  พพ. ได้จัดสัมมนา“โครงการส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซลบี20 ในรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่” ขึ้นในวันนี้( 15 มิ.ย.) เพื่อส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซล 20% (B20)  ในรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ และเป็นการเพิ่มช่องทางการใช้ไบโอดีเซลเป็นทางเลือก ซึ่ง พพ. ได้ทำการศึกษาทดลองใช้ B20ในรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่แล้วพบว่า ไม่มีผลกระทบต่อเครื่องยนต์ อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงไม่แตกต่างกับการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วปกติ และการเผาไหม้ระบบเครื่องยนต์สะอาดยิ่งขึ้น ซึ่งช่วยลดมลภาวะส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม แต่อาจต้องร่นระยะเวลาในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่นและไส้กรองเร็วขึ้นเล็กน้อย

    โดยโครงการดังกล่าวเป็นการดำเนินงานตามเป้าหมายตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558 – 2579 (AEDP 2015) ที่ตั้งเป้าไว้ให้เกิดการใช้ไบโอดีเซล 14 ล้านลิตรต่อวัน ในปี 2579 ซึ่งปัจจุบันปริมาณการใช้อยู่ที่ประมาณกว่า  4 ล้านลิตรต่อวัน และช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน โดยสามารถดูดซับปาล์มน้ำมันในช่วงฤดูกาลที่ล้นตลาดได้ และลดการพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศ

     "การสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 โดยในการสัมมนามีการบรรยายพิเศษเรื่อง ผลการศึกษา ผลกระทบของการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B20 ต่อรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ พร้อมกับชี้แจงหลักเกณฑ์คุณสมบัติ และเงื่อนไขการส่งเสริมการใช้น้ำมัน B20ในรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะมีส่วนช่วยสร้างความเข้าใจแก่ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการฯ และช่วยเพิ่มช่องทางการใช้ไบโอดีเซลในอนาคต เป็นการช่วยลดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล ช่วยลดมลภาวะส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม"นายกุศล กล่าว