ข่าวทั้งหมด

Date : 31 / 08 / 2016

  • Date : 31 / 08 / 2016
    ชาวเทพาบุกกฟผ.สำนักงานใหญ่ หนุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา

    ชาวบ้านเทพา จ.สงขลา กว่า 300 คนเดินทางเข้ายื่นหนังสือกับ กฟผ. สนับสนุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาและท่าเทียบเรือ และเตรียมยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี 1ก.ย.นี้  ระบุคนในพื้นที่ 83% เห็นด้วยกับการสร้างโรงไฟฟ้า ด้าน กฟผ.ยืนยันพร้อมเปิดรับฟังทั้งเห็นด้วยและเห็นต่าง โดยจะมีธรรมนูญเทพา เพิ่มความมั่นใจดูแลคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมของคนในพื้นที่ ขณะสหภาพ กฟผ.ชี้บอร์ด กฟผ.เห็นด้วยให้จ้างคนในพื้นที่ทำงานในโรงไฟฟ้าเทพา  


    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้(31 ส.ค. 2559) เมื่อเวลาประมาณ 12.30 น. ชาวบ้านกลุ่มพัฒนาคุณภาพขีวิต อ.เทพา จ.สงขลา รวมตัวกันประมาณ 300 คน เดินทางมายังการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เพื่อยื่นหนังสือสนับสนุนการก่อสร้างท่าเทียบเรือและโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา 2,200 เมกวัตต์ ในพื้นที่อ.เทพา โดยมีนายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการ กฟผ. เป็นผู้รับมอบหนังสือดังกล่าว

    นายพณวรรธน์ พงศ์ประยูร แกนนำกลุ่มผู้สนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา กล่าวว่า กลุ่มชาวบ้านเทพาต้องการแสดงจุดยืนสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินของภาครัฐ เนื่องจากมีความเข้าใจสถานการณ์ไฟฟ้าภาคใต้ว่ามีปริมาณผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ และการใช้ไฟฟ้าภาคใต้ยังเติบโต 5% ต่อปี ดังนั้นหากยังต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากภาคกลางและซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศต่อไป จะส่งผลให้ภาคใต้ขาดความมั่นคงด้านไฟฟ้าในอนาคต 

    อย่างไรก็ตามขอยืนยันว่ากลุ่มชาวบ้านอ.เทพา ที่สนับสนุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพามีถึง 83% ส่วนกลุ่มที่เห็นต่างมีประมาณ 3% และที่ไม่แสดงจุดยืนมีประมาณ 10กว่า % ของชาวบ้านในเทพาทั้งหมด โดยกลุ่มที่เห็นต่างส่วนใหญ่เป็น NGO นอกพื้นที่ซึ่งชาวบ้านทราบกันเป็นอย่างดี 

    ทั้งนี้ชาวบ้านเทพาต้องการฝากถึงรัฐบาลและกฟผ. ให้ดูแลคุณภาพชีวิตของชาวบ้านเทพาที่ยอมเสียสละให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยต้องการให้สร้างอาชีพ การศึกษา ศาสนา และความมั่นคงด้านที่อยู่ศัย เป็นต้น 

    สำหรับในวันที่ 1 ก.ย. 2559 กลุ่มชาวบ้านเทพาจะเดินทางไปยื่นหนังสือสนับสนุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล พร้อมแสดงจุดยืนเห็นด้วยกับนโยบายรัฐที่เดินมาถูกทางแล้วสำหรับการสร้างความมั่นคงไฟฟ้าภาคใต้ 

    <img alt="" data-cke-saved-src="/userfiles/images/egat156(1).jpg" src="/userfiles/images/egat156(1).jpg" 500px;="" height:="" 335px;"="">
    ด้านนายสหรัฐ  บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า ในการสร้างโรงไฟฟ้าทุกพื้นที่มีทั้งกลุ่มที่เห็นด้วยและเห็นต่าง ซึ่ง กฟผ. พร้อมเปิดรับฟังความเห็นจากทุกกลุ่มและพร้อมทำความเข้าใจในข้อเท็จจริง ซึ่งหากกลุ่มเห็นต่างต้องการแสดงความเห็น กฟผ.ก็พร้อมจะรับฟัง เพื่อนำไปพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าให้ตอบโจทย์ความมั่นคงไฟฟ้าและพัฒนาประเทศให้เติบโตต่อไป 

    ทั้งนี้การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพานั้น ที่ผ่านมา กฟผ.ได้ทำความเข้าใจกับชาวบ้านมาโดยตลอด และได้มีการจัดทำธรรมนูญเทพา ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างชาวบ้านเทพากับกฟผ. ที่จะดูแลสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นส่วนที่ทำเพิ่มเติมมากกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ในการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจด้านคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมให้กับชาวบ้าน และขอยืนยันว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาเป็นโรงไฟฟ้าที่ กฟผ.เลือกให้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและปลอดภัยกับสิ่งแวดล้อม 

    นายประกอบ ปริมล ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ กฟผ. กล่าวว่า สหภาพฯ จะทำหน้าที่ตรวจสอบโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ให้การปฏิบัติงานเป็นไปตามมาตรฐาน และได้เสนอให้คณะกรรมการ กฟผ. จ้างเลือกจ้างชาวบ้านในพื้นที่มาเป็นพนักงานในโรงไฟฟ้าที่สร้างขึ้น เพื่อช่วยเหลือด้านแรงงานและคุณภาพชีวิตให้กับชาวบ้านในพื้นที่ต่อไป ซึ่งคณะกรรมการ กฟผ.ได้เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าวแล้ว   

  • Date : 31 / 08 / 2016
    สนพ. เผยผลศึกษา 20 ปีข้างหน้า EV ช่วยประหยัดพลังงาน 1.7 หมื่นล้านบาทต่อปี

    สนพ. เผย ผลศึกษาแนวทางส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า 1.2 ล้านคัน ภายในปี 2579 ระบุ EV จะช่วยประหยัดเชื้อเพลิงได้สูงถึง 1.7 หมื่นล้านบาทต่อปี ระหว่างปี 2575-2579 และไม่กระทบโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์

    ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร  ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังร่วมเป็นประธานเปิดงานสัมมนารับฟังความคิดเห็นผลการศึกษา “โครงการศึกษาและพัฒนาแนวทางในการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า” ว่า ปัจจุบันรัฐบาลให้ความสำคัญและสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า และตามกรอบแผนบูรณาการพลังงานของประเทศ ในส่วนของการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ มีเป้าหมายไว้ที่ 1.2 ล้านคัน ภายในปี 2579

    และเพื่อให้การขับเคลื่อนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าไปตามแผนงาน สนพ. โดยกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้ร่วมกับ สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินโครงการศึกษาและพัฒนาแนวทางในการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อประเมินการประหยัดพลังงานจากการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า และการวิเคราะห์ผลกระทบต่อการใช้พลังงานในระดับมหภาค รวมถึงประเมินผลจากการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าด้านเศรษฐศาสตร์และด้านพลังงานในภาคขนส่ง ซึ่งจากผลการศึกษาโครงการฯ พบว่าหากสามารถส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศให้ได้ตามแผนงานของกระทรวงพลังงาน จะไม่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ แต่ยังจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ โดยจะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศขยายตัวต่อเนื่อง และประเทศสามารถประหยัดเชื้อเพลิงเพื่อการขนส่งลงได้ ในช่วงปี 2575-2579 หรือ 5 ปีสุดท้ายของแผน เฉลี่ยถึงปีละ 1.7 หมื่นล้านบาท

    ผศ.ดร. ภูรี สิรสุนทร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หัวหน้าโครงการฯ ได้กล่าวผลการศึกษาเพิ่มเติมว่า ในต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาตลาดอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า จำเป็นต้องใช้แรงผลักดันจากทุกภาคส่วนและการส่งเสริมจากภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนในการเป็นเจ้าของยานยนต์ไฟฟ้าและเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้ การส่งเสริมพัฒนาเทคโนโลยี การเพิ่มปริมาณและความหลากหลายในการผลิตภายในประเทศ โดยอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชน และด้านโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะการเพิ่มจำนวนสถานีชาร์จและพัฒนาระบบการจ่ายไฟฟ้าเพื่อให้ผู้บริโภคและผู้ผลิตมีความมั่นใจในการหันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น

    ทั้งนี้ จากผลการศึกษาของโครงการฯ พบว่า หากรัฐบาลสามารถส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าได้ตามแผนงาน ภายในปี 2579 และภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยสามารถผลิตยานยนต์ไฟฟ้าใช้เองภายในประเทศได้ จะช่วยทดแทนและลดการนำเข้าชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าได้แทบทั้งหมด หรือไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างแต่อย่างใด นอกจากนี้ การส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าจะทำให้ความต้องการเชื้อเพลิงฟอสซิลประเภทต่างๆ โดยเฉพาะน้ำมัน ปรับตัวลดลง ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป

    จากแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อประเมินผลประหยัดพลังงานจากการเปลี่ยนไปใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคตตามแผนขับเคลื่อนฯ พบว่า ภายในปี พ.ศ. 2558 ถึง 2579 การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าจะทำให้ความต้องการการใช้พลังงานไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 608 กิกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี แต่สามารถลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลลง 334 ล้านลิตรต่อปี หรือคิดเป็นมูลค่า 5,417 ล้านบาทต่อปี เฉลี่ยตลอดระยะเวลา 21 ปี (พ.ศ. 2558-2579) ซึ่งหากเปรียบเทียบผลประหยัดเป็นหน่วยไฟฟ้าแล้ว พบว่า จะสามารถประหยัดพลังงานได้เฉลี่ย 2,323 กิกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี

     

Date : 30 / 08 / 2016

  • Date : 30 / 08 / 2016
    ครม.อนุมัติปตท.ตั้งบริษัท PTT International Trading London

    ครม.อนุมัติ ปตท. ตั้งบริษัทลูกชื่อ PTT International Trading London เพื่อเพิ่มโอกาสการค้าน้ำมัน  พร้อมผ่อนเกณฑ์คุมรัฐวิสาหกิจเปิดทาง ปตท.สผ.ตั้งบริษัทลูกเข้า ซื้อกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมได้อย่างคล่องตัว
                      

    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่30 ส.ค. 2559  ว่ามีวาระอนุมัติให้มีการจัดตั้งบริษัทบริษัท PTT International Trading London Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) มีทุนจดทะเบียน 420,000 ปอนด์ หรือราว  21 ล้านบาท  โดยขอบเขตการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ จะดำเนินการค้าปิโตรเลียม ปิโตรเคมี พลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ อันได้แก่ การค้า ซื้อขาย ผลิต กลั่น ขนส่ง ผสม แลกเปลี่ยนหรือดำเนินธุรกรรมอื่นใดที่เกี่ยวเนื่องหรือสนับสนุนการค้าดังกล่าว ภายใต้นโยบายของบริษัท ปตท. แต่ขอยกเว้นการนำคำสั่ง กฎระเบียบ ข้อบังคับ มติ ครม. ที่ใช้บังคับกับรัฐวิสาหกิจทั่วไปที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันหรือที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมาใช้บังคับ  แต่ให้บริษัทมีกฎระเบียบข้อบังคับใช้ปฏิบัติในเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องเป็นของตนเอง และให้รวมถึงระเบียบวิธีการงบประมาณ การบริหารและการจัดการทาการเงินและบัญชี ตลอดจนการพัสดุ การบริหารบุคคลและการสรรหาบุคลากรโดยอิสระ 
      

    กระทรวงพลังงานได้รายงานให้ ครม. ทราบถึงเหตุผลที่บริษัท ปตท.ขอจัดตั้งบริษัทลูกดังกล่าวว่า เนื่องจาก ปตท. มีเป้าหมายในการเป็นบริษัทพลังงานไทยชั้นนำข้ามชาติ โดยมีหน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศทำหน้าที่รับผิดชอบในการจัดหารายได้จากการดำเนินธุรกิจค้าระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทย ควบคู่กับการขยายฐานการค้าไปยังทุกภูมิภาคทั่วโลก ซึ่งครอบคุลมตั้งแต่การจัดหา การนำเข้า การส่งออกและการค้าระหว่างประเทศของผลิตภัณฑ์ต่างๆ 

    ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการค้าส่วนใหญ่อยู่ในตลาดภูมิภาคตะวันออกของโลก เนื่องจากมีอัตราการเติบโตของความต้องการใช้พลังงานสูงอย่างต่อเนื่อง  แต่ขณะเดียวกันตลาดในภูมิภาคตะวันตกของโลกก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้น โดยมีสาเหตุหลักจากการที่ประเทศสหรัฐฯ เปลี่ยนสถานะจากผู้นำเข้ามาเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบของโลก ขณะที่สหภาพยุโรปก็ทยอยปิดกิจการเนื่องจากต้นทุนการผลิตสูงจึงต้องนำเข้าจากภูมิภาคตะวันออกที่มีโรงกลั่นใหม่ ขนาดใหญ่ มีการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปมากขึ้น 
 จากสถานการณ์ดังกล่าวจึงจำเป็นที่บริษัท ปตท. ต้องปรับกลยัทธ์การดำเนินธุรกิจการค้าระหว่างประเทศจากเดิมที่ดำเนินธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคเป็นหลัก ไปสู่การดำเนินการขยายตลาดไปยังภูมิภาคตะวันตกเพื่อดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศให้ครอบคลุมทั่วโลก สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากโอกาสทางการค้าที่เพิ่มขึ้น มีการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกรู้สถานการณ์ตลาดโลกเพื่อการบริหารจัดการได้เหมาะสมกับสถานการณ์     
               
    
                 
    นายกอบศักดิ์  กล่าวว่า ครม. ยังได้อนุมัติให้บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) หรือ ปตท.สผ. และบริษัทในเครือที่มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ ได้รับการยกเว้นไม่ต้องถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การจัดตั้ง/ร่วมทุนและกำกับดูแลบริษัทในเครือของรัฐวิสาหกิจ ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ สำหรับสาเหตุที่ต้องขอให้ยกเว้นการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของรัฐวิสาหกิจครั้งนี้กระทรวงพลังงานได้ชี้แจงว่า เนื่องจากสถานการณ์น้ำมันในตลาดโลกที่ลดลงอย่างต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อผลประกอบการที่ประกอบกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมอย่างมาก ทำให้ปัจจุบันบริษัทฯ ได้รับการเสนอจากผู้ร่วมทุน(partner) ที่จะขายหุ้นทั้งหมดของบริษัทของในแหล่งสัมปทานทั้งในประเทศและต่างประเทศ และ ปตท.สผ.มีระยะเวลาในการใช้สิทธิซื้อหุ้นได้ก่อน (Pre-Emptive Right) ภายใน 30 วัน ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนส.ค. นี้  โดยปตท.สผ.เห็นว่าแหล่งสัมปทานที่เสนอขายเป็นแหล่งที่มีศักยภาพและเกี่ยวข้องกับการรักษาความมั่นคงทางพลังงานของไทย จึงต้องการใช้สิทธิ Pre-Emptive Right ภายในกำหนด และจะต้องมีการตั้งบริษัทในเครือใหม่เพื่อเข้าไปซื้อหุ้นของผู้ร่วมทุนที่ประสงค์ขายตามข้อสัญญา  ซึ่งจะทำให้ปตท.สผ.มีความคล่องตัวมากขึ้น  โดยหากต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์การจัดตั้ง/ร่วมทุนและกำกับดูแลบริษัทในเครือของรัฐวิสาหกิจ จะต้องดำเนินการเสนอเรื่องไปยังกระทรวงพลังงาน คนร. และ ครม. ซึ่ง 3 ขั้นตอนนี้จะต้องใช้เวลามาก ไม่ทันต่อสถานการณ์และทำให้เสียโอกาสได้ 

  • Date : 30 / 08 / 2016
    พพ.ชี้เป้า4จังหวัดมีศักยภาพลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานลม

    พพ. ระบุพื้นที่4 จังหวัดของไทยประกอบด้วย ร้อยเอ็ด,ลพบุรี,เพชรบุรี,สงขลา มีศักยภาพลงทุนพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม  ซึ่งไม่มีปัญหาเรื่องที่ดินและพื้นที่อนุรักษ์  โดยรัฐตั้งเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้าตามแผนAEDP2015 เอาไว้3,000เมกะวัตต์ ยังกำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานลมในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) หน่วยละ 6.06 บาทเป็นระยะเวลา 20 ปี

    นายธรรมยศ ศรีช่วย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า จากผลการเก็บข้อมูลความเร็วลมจากเสาวัดลมที่ พพ. ติดตั้งไว้ตามภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ พบว่าในเบื้องต้นมีอีก 4จังหวัด ที่มีศักยภาพของพลังงานลม เหมาะสำหรับผู้ประกอบการจะทำการศึกษาความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาเป็นโครงการผลิตไฟฟ้าในลักษณะทุ่งกังหันลม (Wind Farm) ซึ่งได้แก่ พื้นที่ ต.เกาะแต้ว อ.เมือง จ.สงขลา พื้นที่ ต.แหลมผักเบี้ย อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี พื้นที่ ต.นาเมือง อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด และพื้นที่ ต.บัวชุม อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี

    พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่สำรวจล่าสุดที่ไม่ติดปัญหาเรื่องที่ดินหรือพื้นที่อนุรักษ์ และเป็นพื้นที่มีกำลังลมแรงสุดสามารถพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมได้

    ​ทั้งนี้ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ.2558 – 2579 หรือ AEDP2015 กำหนดเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมไว้ที่ 3,000 เมกะวัตต์ โดยปัจจุบันมีโครงการไฟฟ้าพลังงานลมที่จ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าระบบแล้ว 234 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ตามการจะพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม จำเป็นจะต้องตั้งเสาวัดลมตรวจสอบศักยภาพความเร็วลมอีกอย่างน้อย 1-2 ปี เนื่องจากการลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าในลักษณะทุ่งกังหันลมใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง

    ​นายธรรมยศฯ ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ภาครัฐได้มีมาตรการสนับสนุนผู้ลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม โดยกำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานลมในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) หน่วยละ 6.06 บาทเป็นระยะเวลา 20 ปี ทั้งนี้ผู้ประกอบการรายใดต้องการข้อมูลศักยภาพความเร็วลมเบื้องต้น สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ กลุ่มพลังงานลม สำนักวิจัย ค้นคว้าพลังงาน พพ. โทร. 0 2223 0021-9 ต่อ 1204 หรือ 1221 ในวันและเวลาราชการ

Date : 29 / 08 / 2016

  • Date : 29 / 08 / 2016
    อารีพงศ์นำบอร์ด กฟผ. ลงพื้นที่เทพา เดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหิน

    คณะกรรมการ กฟผ. ผู้ว่าการและคณะผู้บริหาร กฟผ. ลงพื้นที่โครงการโรงไฟฟ้าเทพา อ.เทพา จ.สงขลา ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้นำชุมชน โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ยืนยันทั้งโรงไฟฟ้าและท้องถิ่นจะต้องพัฒนาควบคู่กันไป พอใจผลการดำเนินงานผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. รองรับในช่วงการหยุดผลิตก๊าซ JDA-A18 เป็นไปตามแผน

    วันที่ 29 สิงหาคม 2559 นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม  ปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการ กฟผ.  ลงพื้นที่โครงการโรงไฟฟ้าเทพา อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามความก้าวหน้าการเตรียมงานพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา และการดำเนินงานของ กฟผ. รองรับในช่วงการหยุดผลิตก๊าซธรรมชาติของแหล่งพัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA-A18) พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับส่วนราชการ ชุมชน ผู้นำทางศาสนา และเยี่ยมชมการดำเนินงานด้านสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่  โดยมีนายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์   ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  นายบำเหน็จ  บินหรีม นายอำเภอเทพา  หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน ชุมชน และผู้นำทางศาสนาให้การต้อนรับ ณ บริเวณบ้านเกาะแลหนัง  หมู่ที่ 4 ตำบลปากบาง  อำเภอเทพา  จังหวัดสงขลา

    นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม   กล่าวว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินสงขลา เป็นโครงการตามแผน PDP 2015 ที่จะจ่ายไฟฟ้าในปี 2564 และ 2567 เพื่อรองรับการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งในภาพรวมของประเทศจะช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิงในระยะยาว และรักษาระดับราค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม ที่สำคัญจะเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่สร้างความมั่นคงในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคใต้เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 5 ต่อปี อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานจะต้องรับฟังความคิดเห็นและปัญหาของชุมชน และจะต้องดูแลไม่ให้เกิดผลกระทบทั้งด้านสังคม สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งในฐานะประธานกรรมการ กฟผ. พร้อมจะติดตาม ดูแลในเรื่องนี้ และสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาในพื้นที่โครงการฯ โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมมากที่สุด

    สำหรับการติดตามผลการดำเนินงานผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. รองรับในช่วงการหยุดผลิตก๊าซธรรมชาติของแหล่งพัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA-A18) ระหว่างวันที่20-31 สิงหาคม2559 พบว่าแผนงานด้านการผลิตไฟฟ้า ระบบส่ง และเชื้อเพลิง สามารถรองรับสถานการณ์ได้ตามที่ได้วางแผนไว้ ซึ่งแม้ว่าจะเป็นเหตุการณ์ปกติที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี แต่ทุกฝ่ายทั้งกระทรวงพลังงาน กฟผ. และ ปตท.ต้องไม่ประมาท จะต้องมีการเตรียมแผนสำรองกรณีฉุกเฉินไว้ทุกครั้ง เพื่อไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้า  

    ด้านนายกรศิษฏ์  ภัคโชตานนท์   ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า  โครงการโรงไฟฟ้าเทพา ได้ดำเนินการตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ฉบับปี พ.ศ. 2558-2579 (PDP 2015) เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศและในพื้นที่ภาคใต้  ความคืบหน้าขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาโครงการของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.)  ทั้งนี้ กฟผ. ได้ดำเนินการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าเทพาทุกขั้นตอนให้มีผลกระทบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด ตามที่ระบุไว้ในรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA อย่างเคร่งครัด  โดยโรงไฟฟ้าถ่านหินของ กฟผ. ได้นำเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในเชิงพาณิชย์มาใช้ ทำให้สามารถควบคุมมลภาวะได้ดีในระดับสากล และดีกว่ามาตรฐานที่ประเทศไทยกำหนด  เพื่อให้โรงไฟฟ้าเทพาเป็นโรงไฟฟ้าสีเขียว เป็นโรงไฟฟ้าเพื่อการท่องเที่ยว และให้อำเภอเทพาเป็นเมืองพักไม่ใช่เมืองผ่านอีกต่อไป

  • Date : 29 / 08 / 2016
    ปตท. กลับมาจ่ายก๊าซเอ็นจีวีภาคใต้ได้ตามปกติแล้ว

    ปตท. แจ้งเปิดให้บริการก๊าซเอ็นจีวีในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างได้ตามปกติแล้ว หลังต้องปิดสถานีบริการฯ ในพื้นที่หลายแห่งเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 20 ส.ค. ที่ผ่านมา อันเป็นผลกระทบจากแผนการปิดซ่อมบำรุงประจำปีของบริษัทผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (เจดีเอ-เอ18) ระหว่างวันที่ 20-31  ส.ค. 2559

    นายสมเกียรติ เมสันธสุวรรณ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปตท. ได้ติดตามสถานการณ์และผลกระทบของผู้ใช้ก๊าซเอ็นจีวีอย่างต่อเนื่องในช่วงที่แหล่งก๊าซเจดีเอปิดซ่อมบำรุง ผ่านศูนย์บริหารจัดการเอ็นจีวี และเมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม 2559  ตั้งแต่เวลา 13.00 น. สถานีจ่ายก๊าซธรรมชาติหลัก อ.จะนะ จ.สงขลา สามารถนำส่งก๊าซเอ็นจีวีได้ตามปกติแล้ว

    ก่อนหน้านี้ ปตท. คาดว่าการซ่อมบำรุงดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อการให้บริการของสถานีบริการเอ็นจีวี 14 แห่งในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี  จ.นครศรีธรรมราช และ จ.สงขลา เป็นเวลา 10 วัน  (20 – 29  สิงหาคม  2559) จึงได้มีการบริหารจัดการจัดส่งก๊าซเอ็นจีวีในช่วงเวลาดังกล่าวอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม ยังมีความจำเป็นต้องปิดสถานีบริการ 4 แห่งในช่วงเวลาดังกล่าว และอีก 1 แห่ง ระหว่างวันที่ 23 – 29 สิงหาคม 2559 (จำนวน 7 วัน) 

    “อย่างไรก็ตาม ปตท. สามารถเปิดให้บริการก๊าซเอ็นจีวีในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างได้เร็วกว่าแผน 1 วัน และเร็วกว่าแผนการซ่อมบำรุงแหล่งเจดีเอจะแล้วเสร็จถึง 3 วัน จึงขอขอบคุณ ภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ รวมถึงผู้ใช้ก๊าซเอ็นจีวีทุกท่าน ที่มีส่วนในการสนับสนุนการเตรียมความพร้อมและให้ความร่วมมืออย่างดี ทำให้สถานการณ์เป็นไปอย่างราบรื่น และไม่กระทบต่อภาพรวมการบริหารจัดการก๊าซเอ็นจีวีของประเทศ” นายสมเกียรติกล่าว

    สำหรับการซ่อมบำรุงประจำปีของแหล่งก๊าซฯ เจดีเอ นั้น นายสมเกียรติกล่าวว่า ยังคงอยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่ง ปตท. สนับสนุนนโยบายของรัฐในการลดการใช้ไฟฟ้าในระหว่างการปิดซ่อม เพื่อลดผลกระทบในพื้นที่ 

     

Date : 28 / 08 / 2016

  • Date : 28 / 08 / 2016
    เชลล์เตรียมปรับแผนธุรกิจรับกระแสยานยนต์ไฟฟ้า เล็งผุดปั๊มไฮโดรเจน

    เชลล์ เตรียมปรับตัวรับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า บริษัทแม่เริ่มส่งทีมงานเข้ามาศึกษาและเตรียมวางทิศทางธุรกิจในไทยใหม่ หลังกระแสรถ EV มาแรง  เล็งสร้างปั๊มไฮโดนเจนในอนาคต พร้อมร่วมมือสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยหารือค่ายรถและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงทิศทางเชื้อเพลิงภาคขนส่งของประเทศ 

    นายอัษฎา หะรินสุต ประธานกรรมการ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า เชลล์เตรียมปรับตัวเพื่อรองรับทิศทางเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เริ่มเข้ามาในไทยมากขึ้น โดยเชลล์พิจารณาเห็นว่าเชื้อเพลิงของรถยนต์ EV ในอนาคตจะไปสิ้นสุดที่เชื้อเพลิงไฮโดรเจน มากกว่าจะเป็นการชาร์จไฟฟ้า เนื่องจากเป็นพลังงานสะอาดและไฟฟ้าที่ใช้ในกระบวนการผลิตเชื้อเพลิงไฮโดรเจนสามารถนำมาจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้ ดังนั้น เชลล์จึงเตรียมศึกษาสร้างปั๊มไฮโดรเจนขึ้นผสมผสานไปกับปั๊มน้ำมันในอนาคต 

    นอกจากนี้ บริษัทเชลล์ในต่างประเทศได้เริ่มส่งทีมงานเข้ามาศึกษาแผนธุรกิจใหม่ให้กับเชลล์ในประเทศไทยอีกด้วย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีด้านยานยนต์ที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะใช้เวลานานหลายปี ซึ่งจะเริ่มเปลี่ยนจากเชื้อเพลิงน้ำมัน ไปสู่การชาร์จไฟฟ้าหรือการใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจน ทางใดทางหนึ่ง   

    “ยอมรับว่าเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเข้ามาในประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อธุรกิจจำหน่ายน้ำมันของเชลล์ ดังนั้น เชลล์ก็ต้องเตรียมพร้อมปรับตัวรองรับเทคโนโลยีเชื้อเพลิงในอนาคต ซึ่งปัจจุบันโลกกำลังไปในสองทิศทาง คือ รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้วิธีชาร์จไฟฟ้า กับรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจน แต่ผมเชื่อว่าที่สุดของเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าจะไปที่เชื้อเพลิงไฮโดรเจนมากกว่า เพราะการใช้ไฟฟ้าในกระบวนการผลิตไฮโดรเจนสามารถเลือกนำพลังงานทดแทนมาใช้ได้ ขณะที่การชาร์จไฟฟ้าจะมีผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าของประเทศมาก ฉะนั้นเชลล์จะเลือกสร้างปั๊มไฮโดรเจนในอนาคต แต่เชื่อว่าอีกหลายปีกว่าจะไปถึงเทคโนโลยีดังกล่าว แต่เบื้องต้นเมื่อเทคโนโลยีไฮโดรเจนเข้ามา ทางเชลล์อาจต้องผสมผสานระหว่างปั๊มน้ำมันและปั๊มไฮโดรเจนควบคู่กันไปก่อน” นายอัษฎา กล่าว

    พร้อมกันนี้ เชลล์เตรียมประสานกับสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (PTIT) เพื่อให้จัดเวทีระดมความเห็นจากค่ายรถยนต์ หน่วยงานภาครัฐ การไฟฟ้า และหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ถึงทิศทางเทคโนโลยีรถยนต์และเชื้อเพลิงที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย และให้ภาครัฐกำหนดทิศทางที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องได้ปรับตัวและวางแผนธุรกิจรองรับนโยบายในอนาคต