ข่าวทั้งหมด

Date : 11 / 08 / 2016

  • Date : 11 / 08 / 2016
    SPRCเผยผลกำไรไตรมาส2ปีนี้กว่า3,003ล้านบาท

    ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันยังคงแข็งแกร่ง SPRC แถลงผลประกอบการไตรมาสที่ 2/2559 มีกำไรสุทธิ 85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3,003 ล้านบาท  พร้อมจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลงวดครึ่งปีแรกของ 2559 ในอัตรา 0.5378 บาทต่อหุ้น

    มร.บิล สโตน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บมจ.  สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง  (“SPRC”) เปิดเผยผลประกอบการของบริษัทฯ ว่า SPRC มีกำไรสุทธิประจำไตรมาสที่ 2/2559 จำนวน 85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 3,003 ล้านบาท  โดยมีกำไรสุทธิครึ่งปีแรกของปี 2559 จำนวน 133 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 4,706 ล้านบาท

    ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา บริษัทฯ ยังคงมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นด้านความปลอดภัย (safety), ความเชื่อถือได้ (reliability),และอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมัน (utilization) นอกจากนี้ เรายังสามารถเพิ่มผลกำไรผ่านโครงการปรับปรุงผลกำไร (Bottom Line Improvement Program) ได้ดีกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้

    ดังนั้นที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัทฯ ในวันที่11 ส.ค.2559จึงได้มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2559 ในอัตรา 0.5378 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นไปตามที่คณะผู้บริหารได้นำเสนอต่อที่ประชุม โดยพิจารณาจากอัตราส่วนร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิงวด 6 เดือนแรกของปี 2559 ทั้งนี้ วันที่กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD คือ วันอังคารที่ 23 สิงหาคม 2559 กำหนดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในวันศุกร์ที่ 9 กันยายน 2559 และวันที่กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record date) คือวันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม 2559

Date : 10 / 08 / 2016

  • Date : 10 / 08 / 2016
    กพช.เห็นชอบขยายกรอบซื้อไฟฟ้าจากสปป.ลาวเพิ่มอีก2,000เมกะวัตต์

     กพช.อนุมัติขยายกรอบรับซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาวเพิ่มจาก7,000เมกะวัตต์ เป็น 9,000 เมกะวัตต์ เน้นรับซื้อเฉพาะไฟฟ้าจากพลังน้ำและถ่านหิน เตรียมลงนามในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน เดือนก.ย. 2559 นี้ พร้อมเห็นชอบแผนงานพัฒนาระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ระยะที่ 1 (SEZ1) ใน 6 พื้นที่จังหวัดชายแดน ในขณะที่การส่งเสริมพลังงานทดแทนในประเทศ ให้ สนพ.ศึกษาการรับซื้อไฟฟ้าแบบผสมผสานพลังงานทดแทน(ไฮบริดจ์) เพื่อให้การซื้อขายไฟฟ้ามีความเสถียร(Firm )
     

    นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อวันที่10 ส.ค.2559 ว่า ที่ประชุม กพช.เห็นชอบการขยายกรอบความร่วมมือด้านพลังงานไฟฟ้าระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เพิ่มขึ้นจาก 7,000 เมกะวัตต์ เป็น 9,000 เมกะวัตต์ พร้อมเห็นชอบในหลักการร่างบันทึกความร่วมมือด้านพลังงานไฟฟ้าระหว่างไทยกับ สปป.ลาว (MOU) โดยมอบหมายให้กระทรวงพลังงานเตรียมการลงนามใน MOU ดังกล่าว ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่จะจัดขึ้นในเดือน ก.ย. 2559 ที่นครเวียงจันทน์ สปป.ลาว

    ทั้งนี้ การขยายกรอบความร่วมมือด้านพลังงานไฟฟ้าฯ ดังกล่าว เป็นไปเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคตตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศระยะยาว พ.ศ. 2558-2579 หรือ PDP 2015 ที่กำหนดสัดส่วนการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศไว้ 20% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ  อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนการพัฒนาเชื่อมโยงโครงข่ายระบบไฟฟ้าของทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน ก่อนยกระดับสู่การเป็น Regional Grid  ต่อไป

    อย่างไรก็ตามในหลักการซื้อไฟฟ้าจะเน้นที่ต้นทุนค่าไฟฟ้าต่ำสุด และจากการศึกษาต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจาก สปป.ลาวพบว่า การผลิตไฟฟ้าพลังน้ำจากเขื่อนและการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินมีต้นทุนที่ถูกสุด แต่ในส่วนของพลังงานทดแทนชนิดอื่นจะยังไม่รับซื้อเนื่องจากต้องการพัฒนาพลังงานทดแทนในประเทศเป็นหลักก่อน  

    ทั้งนี้ภายในกรอบเอ็มโอยูเดิม ที่มีข้อตกลงรับซื้อไฟฟ้าจำนวน7,000 เมกะวัตต์นั้น มีการจ่ายไฟฟ้ามายังประเทศไทยแล้วจำนวน3,087 เมกะวัตต์ อยู่ในระหว่างการก่อสร้างอีกจำนวน2,334 เมกะวัตต์ รวมเป็นจำนวน5,421เมกะวัตต์ ณปี2562 โดยยังเหลือปริมาณไฟฟ้าที่ทางสปป.ลาว จะส่งขายให้กับไทยได้อีกประมาณ1,579 เมกะวัตต์ ซึ่งหากมีการขยายกรอบปริมาณการซื้อเพิ่มขึ้นอีก2,000 เมกะวัตต์  ก็จะเหลือปริมาณไฟฟ้าที่สปป.ลาวจะส่งขายมายังไทยเพิ่มเป็น3,579 เมกะวัตต์

    ปัจจุบันมีโครงการที่ไทยอยู่ระหว่างการเจรจากับทาง สปป.ลาว  จำนวน1,318เมกะวัตต์ซึ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำทั้งหมด   คือโครงการน้ำเทิน1 กำลังการผลิต520เมกะวัตต์ และโครงการปากเบ่ง กำลังการผลิต798 เมกะวัตต์     ส่วนโครงการที่มีศักยภาพ แต่ยังไม่ได้มีการเจรจา มีอีกจำนวน 1,305 เมกะวัตต์ ได้แก่ โครงการ เซกอง4  กำลังการผลิต240 เมกะวัตต์  โครงการเซกอง5 กำลังการผลิต330 เมกะวัตต์ โครงการ  น้ำกง1 กำลังการผลิต 75 เมกะวัตต์  และโครงการเซนาคาม กำลังการผลิต660 เมกะวัตต์



    ที่ประชุม กพช. ยังได้เห็นชอบหลักการแผนงานพัฒนาระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ระยะที่ 1 (SEZ1) ใน 6 พื้นที่ชายแดน ได้แก่ อ.แม่สอด จ.ตาก อ.เมือง จ.มุกดาหาร อ.เมือง จ.หนองคาย อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว อ.คลองใหญ่ จ.ตราด และอ.สะเดา จ.สงขลา ซึ่งประกอบไปด้วย แผนระบบส่ง แผนระบบจำหน่าย และแผนงานพัฒนาพลังงานทดแทนในพื้นที่ SEZ1

    รวมทั้งได้เห็นชอบในหลักการแนวทางการลงทุนปรับปรุงและก่อสร้างระบบส่งและระบบจำหน่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA.) วงเงินรวมกว่า 7,350 ล้านบาท แบ่งเป็น การลงทุนของPEA 3,200 ล้านบาท และการลงทุนของกฟผ. 4,000 ล้านบาท โดย กฟผ.จะพัฒนาเฉพาะที่ อ.แม่สอด จ.ตาก, อ.เมือง จ.มุกดาหาร เพราะคาดว่าจะเป็นพื้นที่ที่ใช้ไฟฟ้าสูงมากในอนาคต

    สำหรับการส่งเสริมพลังงานทดแทนในประเทศนั้น  กพช.ให้ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ศึกษาการรับซื้อไฟฟ้าแบบผสมผสานพลังงานทดแทน(ไฮบริด) เพื่อให้การขายไฟฟ้าเป็นเป็นสัญญาแบบFirm โดยขณะนี้กำลังหาโมเดลที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย เพื่อให้การพัฒนาพลังงานทดแทนเข้าสู่เป้าหมาย 16,778 เมกะวัตต์ ในปี  2579 จากปัจจุบันผลิตได้ 9,223เมกะวัตต์

    ด้านนายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า กพช.ยังมีมติให้ขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า(EV)ในอนาคต ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มนำร่องทดลองรถ EV และสถานีชาร์ทไฟฟ้าใน 3 การไฟฟ้า และ รัฐวิสาหกิจ อย่างบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)แล้ว  ทั้งนี้ สนพ.เตรียมเปิดประชาพิจารณ์ร่างหลักเกณฑ์โครงการสนับสนุนผู้ประกอบการจัดตั้งสถานีประจุ(ชาร์จ)ไฟฟ้า โดยให้เงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ในวันที่ 19 ส.ค. 2559 และเปิดให้ผู้สนใจยื่นสมัครในเดือน ก.ย. 2559 และคาดว่าจะเริ่มติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าเครื่องแรกได้ภายในสิ้นปี 2559 นี้ 

    อย่างไรก็ตามต้นทุนการตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าเบื้องต้น สำหรับสถานีแบบชาร์ตไฟฟ้าด่วน(Quick Charge) ใช้เวลาชาร์จประมาณ 3-4 ชั่วโมง ใช้เงินลงทุนประมาณ 1 ล้านบาท ส่วนสถานีชาร์จปกติ(Normal Charge) ใช้เวลาประมาณ 6-8 ชั่วโมง อยู่ที่ 1 แสนบาท ซึ่งการให้เงินสนับสนุนจะจำกัดผู้ประกอบการ 1 รายต่อ 1 เครื่องชาร์จเท่านั้น ส่วนผู้ประกอบการจะลงทุนสร้างเพิ่มก็สามารถลงทุนได้เอง เบื้องต้นตั้งเป้าหมายให้มีสถานีชาร์จ 100 แห่ง แบ่งสัดส่วนให้มีสถานีแบบชาร์จไฟฟ้าด่วน 60% และสถานีชาร์จธรรมดา 40% 

    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) กล่าวว่า กกพ.ได้รายงาน กพช.เพื่อทราบถึงการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าที่แตกต่างกันตามช่วงเวลาของการใช้(TOU)ชั่วคราว 2 ปี สำหรับรถ EV โดยเก็บค่าชาร์จไฟฟ้าช่วงpeak (09.00-22.00 น.) ในอัตรา 5.34 บาทต่อหน่วย และช่วงoff-Peak ราคา2.60 บาทต่อหน่วย 

  • Date : 10 / 08 / 2016
    บีซีพีจีเจอพิษฝนทำรายได้ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ไตรมาสสองลดลงร้อยละ29

    ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์เจอช่วงฝนตกในไตรมาส2 ทำรายได้ ของบีซีพีจี ลดลงร้อยละ29 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน รายได้ พุ่งสูง จากค่าการกลั่นพื้นฐานที่ดีขึ้นและบริษัทสามารถเดินโรงกลั่นได้อย่างเต็มที่  

    นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ ที่บริหารโดยบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบางจากฯ มีรายได้จากการปรับโครงสร้างและการนำเสนอขายหุ้นครั้งแรก (IPO) ลดลงเล็กน้อยจากปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นในไตรมาสนี้ โดยมี EBITDA รวม 525 ล้านบาท ลงลงร้อยละ 16 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และลดลงร้อยละ 29 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายครั้งเดียว

    อย่างไรก็ตามในส่วนของธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น มีปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 9 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลมาจากค่าความเข้มแสงที่สูงขึ้นเมื่อพ้นช่วงฤดูหนาว   นอกจากนี้ บีซีพีจีฯ ยังได้รับการประกาศรายชื่ออย่างเป็นทางการให้ได้รับสิทธิในการเข้าทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในโครงการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินสำหรับภาคสหกรณ์การเกษตร จำนวน 3 โครงการ มีกำลังการผลิตรวม 12 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการผลิตในเชิงพาณิชย์ได้ในปลายปีนี้

    สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 2 ของปี 2559 ในภาพรวมของบริษัท บางจากฯ และบริษัทย่อย มีรายได้จากการขายและการให้บริการรวม 37,262 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 23 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) รวม 4,085 ล้านบาท เพิ่มขึ้นรอยละ 242 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่มีการหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นประจำปี และมีกำไรสุทธิ 2,415 ล้านบาท โดยเป็นกำไรสุทธิในส่วนของบริษัทใหญ่ 2,417 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 1.76 บาท หากรวมผลดำเนินงาน 6 เดือน มีกำไร 2,464ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 1.79 บาท

    โดยในไตรมาสที่2นี้ โรงกลั่นบางจากได้กลับมาใช้กำลังการผลิตอย่างเต็มที่ และสามารถกลั่นได้ในระดับที่สูงอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยในระดับ112,000 บาร์เรลต่อวัน มีค่าการกลั่นพื้นฐาน 6.27 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าจากปริมาณการผลิตที่สูงขึ้น ซึ่งการที่กลั่นได้ในระดับสูงเนื่องจากมีการวางแผนการผลิตและการบริหารจัดการโลจิสติกส์การกลั่นเพื่อรองรับปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับมีโครงการเพิ่มผลผลิตและประสิทธิภาพโรงกลั่น

    ประกอบกับสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 41 โดยราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยในไตรมาสแรกของปี 2559 อยู่ที่ 30.59 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และในไตรมาสที่ 2 เพิ่มเป็น 43.23 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จากแรงหนุนของกำลังการผลิตน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ทำให้ธุรกิจโรงกลั่นมีEBITDA 2,531 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 493 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

    ในส่วนธุรกิจการตลาด มีปริมาณการจำหน่ายน้ำมันรวม 1,450 ล้านลิตร ลดลงร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการขยายตัวของตลาดค้าปลีกและราคาน้ำมันที่ปรับลดลง รวมทั้งการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยว ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยบริษัท บางจากฯ ยังคงขยายการลงทุนขยายสถานีบริการขนาดใหญ่พร้อมปรับปรุงภาพลักษณ์ของสถานีบริการน้ำมันที่มีอยู่เดิมให้ทันสมัยมากขึ้น ปัจจุบันบริษัท บางจากฯ ยังคงรักษาส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 2 โดยปัจจุบันมีสถานีบริการน้ำมันทั้งสิ้น รวม 1,075 แห่ง และมี EBITDA รวม 882ล้านบาท ลงลงร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 34 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ทางด้านธุรกิจไบโอฟูเอล มีอัตราการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 387,000 ลิตรต่อวัน มี EBITDA รวม 113 ล้านบาท และธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม มีปริมาณการจำหน่ายรวม 393,375 บาร์เรล มี EBITDA รวม 59 ล้านบาท  และบริษัท บางจากฯ ได้จัดตั้งบริษัทย่อยและกิจการร่วมค้า ได้แก่ บริษัท บางจาก ไบโอเอทานอล (ฉะเชิงเทรา) จำกัด เพื่อลงทุนในธุรกิจผลิตและจำหน่ายเอทานอล โดยจะเข้าซื้อและบริหารโครงการเอทานอล ขนาด 150,000 ลิตรต่อวัน ในเดือนสิงหาคมนี้

     

     

     

     

     

     

Date : 09 / 08 / 2016

  • Date : 09 / 08 / 2016
    พลังงานเล็งเปิดประมูลโซลาร์ฟาร์มแบบไม่อุดหนุนค่าไฟ

    กระทรวงพลังงานเตรียมแนวทางเปิดประมูลรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนพื้นดิน(โซลาร์ฟาร์ม) โดยไม่มีการอุดหนุน หลังต้นทุนอุปกรณ์ปรับลดลงมาก ในขณะที่บริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง ขานรับนโยบายยืนยันพร้อมร่วมประมูล วอนรัฐกำหนดโซนนิ่งและสายส่งไฟฟ้าให้ชัดเจน

    นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวEnergy News Center  ว่ากระทรวงพลังงานกำลังอยู่ในระหว่างพิจารณากำหนดแนวทางในการเปิดประมูลรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์ฟาร์ม โดยไม่ต้องมีการอุดหนุนค่าไฟฟ้า ในรูปFeed in Tariff หรือFiT เหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากเห็นว่าแนวโน้มของราคาแผงเซลล์แสงอาทิตย์ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องได้ปรับลดลงมามากพอสมควร   ซึ่งจะเห็นได้จากการประมูลโครงการโซลาร์ฟาร์มที่ดูไบ เมื่อเร็วๆนี้ ที่ผู้ชนะการประมูลเสนอราคาค่าไฟฟ้าที่ต่ำมากจนสามารถแข่งขันกับเชื้อเพลิงที่มาจากฟอสซิล ได้   อย่างไรก็ตามยังไม่ได้มีการกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนว่าจะเปิดประมูลได้เมื่อไหร่ หรือกำหนดเป้าหมายว่าจะประมูลรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์ฟาร์มในช่วงแรกกี่เมกะวัตต์

    แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์ฟาร์มของกระทรวงพลังงาน ยังเหลือเฉพาะส่วนของโครงการโซลาร์ฟาร์มสหกรณ์การเกษตร และส่วนราชการเท่านั้น โดยรัฐยังคงรับซื้อไฟฟ้าโดยมีการส่งเสริมในรูปของราคาค่าไฟฟ้าในระบบFiT ที่5.66 บาทตลอดอายุสัญญา 25 ปี ซึ่งหากมีการดำเนินการตามนโยบายได้ทั้งหมด จะทำให้ปริมาณรับซื้อไฟฟ้าจากพังงานแสงอาทิตย์ รวมทั้งหมดจะมีประมาณ3,800 เมกะวัตต์  ในขณะที่เป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ตาม แผนพัฒนาพลังงานทดแทน นั้นมีเป้าหมายอยู่ที่6,000 เมกะวัตต์ ภายในปี2579 จึงเป็นที่คาดการณ์ว่า ในเป้าหมายที่ยังเหลืออยู่ อีกประมาณ 2,200 เมกะวัตต์ นั้น กระทรวงพลังงานจะใช้รูปแบบของการเปิดประมูลให้เอกชนเสนอแข่งขันราคาขายไฟฟ้า ทั้งหมด โดยกำหนดเป็นโซนนิ่ง  ซึ่งเอกชนรายใดเสนอราคาค่าไฟฟ้าต่ำที่สุดก็จะได้สิทธิ์ขายไฟฟ้าให้กับรัฐ

    ด้าน นายรัมย์ เหราบัตย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด(มหาชน) เปิดเผยกับผู้สื่อข่าว Energy News Center  ถึงประเด็นการเปิดประมูลรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์ฟาร์ม  โดยไม่ให้เงินอุดหนุนในรูปค่าไฟฟ้าแบบFiT ว่า หากภาครัฐกำหนดนโยบายดังกล่าวออกมาทางบริษัทฯ ก็พร้อมเข้าร่วมประมูล เนื่องจากบริษัทฯมีเป้าหมายจะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้ได้ 20% ในปี 2566 จากปัจจุบันมีอยู่ 12.85% 

    อย่างไรก็ตามเชื่อว่าจะมีเอกชนรายอื่นๆ ให้ความสนใจจำนวนมาก เพราะปัจจุบันต้นทุนการผลิตลดลง ผู้ประกอบการย่อมประมูลในราคาที่ตัวเองสามารถดำเนินธุรกิจได้ แต่ทั้งนี้ต้องการให้ภาครัฐกำหนดพื้นที่(โซนนิ่ง)การรับซื้อไฟฟ้าให้ชัดเจน รวมทั้งขยายสายส่งไฟฟ้าให้สามารถรองรับโครงการดังกล่าว เพื่อให้เอกชนมั่นใจที่จะเข้าร่วมประมูลต่อไป  

    "รูปแบบการรับซื้อไฟฟ้าโดยไม่ให้เงินอุดหนุนนั้น ขณะนี้ต่างประเทศเริ่มทำในลักษณะดังกล่าวมากขึ้น เพราะในอดีตต้นทุนการผลิตไฟฟ้าโซล่าร์ฟาร์มมีราคาสูง แต่ภาครัฐต้องการให้เอกชนมาผลิตจึงต้องให้เงินจูงใจการผลิต แต่เมื่อต้นทุนอยู่ในระดับที่ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันเองได้แล้ว ทางภาครัฐก็จะลดการอุดหนุนลงจนไม่มีการอุดหนุนอีกต่อไป"นายรัมย์ กล่าว 

  • Date : 09 / 08 / 2016
    ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้งโดดร่วมวงประมูลรถไฟฟ้าสายสีเหลือง สีชมพู

    ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง แตกไลน์ธุรกิจใหม่ในอนาคต ทั้งร่วมประมูลสร้างรถไฟฟ้าสายสีเหลือง สีชมพู ธุรกิจแบตเตอรี่ รถยนต์ไฟฟ้า และลงทุนด้านน้ำประปาในสปป.ลาว   ในขณะที่ธุรกิจไฟฟ้าตั้งเป้าเพิ่มกำลังผลิตเป็น 10,000 เมกะวัตต์ในปี 2566

    นายรัมย์ เหราบัตย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า  บริษัทฯ เตรียมลงทุนในธุรกิจใหม่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต โดยโครงการแรกที่จะเริ่มดำเนินการคือการเข้าร่วมประมูลสร้างรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสายสีชมพู ซึ่งเป็นการประมูลครบวงจรทั้งการก่อสร้าง การเดินรถ และการบำรุงรักษา ทั้งนี้จะต้องตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาดูแล โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรที่ร่วมลงทุน และเตรียมเสนอราคาประมูล แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ 

    ทั้งนี้ บริษัทฯ จะยื่นประมูลในวันที่ 7 พ.ย. 2559 และคาดว่าจะทราบผลประมูลต้นปี 2560 ส่วนเงินลงทุนนั้นตามปกติรถไฟฟ้าแต่ละสายจะใช้เงินลงทุนประมาณ 6 หมื่นล้านบาท สำหรับรถไฟฟ้าสายสีชมพู จะเริ่มจากบริเวณแคราย ไป มีนบุรี ส่วนสายสีเหลืองจะเริ่มจากจุดจอดแล้วจรที่แยกลาดพร้าว ผ่านบางกะปิ ไปถึงสำโรง 

    สำหรับธุรกิจใหม่อื่นๆที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาคือ การลงทุนในธุรกิจแบตเตอรี่ ธุรกิจน้ำประปาใน สปป.ลาว และธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า(EV) เป็นต้น โดยบริษัทฯกำลังจัดทำโมเดลธุรกิจในอนาคตว่าห่วงโซ่ธุรกิจจะไปสู่ทิศทางไหนและเข้าไปอย่างไรจึงได้จะได้เปรียบ 

    "การปรับเปลี่ยนแผนธุรกิจดังกล่าวด้วยการเพิ่มธุรกิจใหม่มากขึ้นนั้น เนื่องจากมองว่าในอนาคตธุรกิจไฟฟ้าจะเป็นอิสระมากขึ้น ไม่จำเพาะอยู่เพียงการเป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่เท่านั้น  แต่จะเกิดธุรกิจต่อเนื่องกับการผลิตไฟฟ้ามากขึ้นด้วย โดยมองว่าการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหลักอย่างก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินจะน้อยลง  ซึ่งเทรนด์ของโลกหันไปสู่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนมากขึ้น ดังนั้นเพื่อกระจายความเสี่ยงธุรกิจ   บริษัทฯ จึงต้องปรับไปลงทุนธุรกิจใหม่ๆ ที่มีความถนัดและเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ทำอยู่ด้วย   นอกเหนือจากธุรกิจผลิตไฟฟ้าที่สร้างความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้าของไทย"นายรัมย์ กล่าว

    สำหรับธุรกิจผลิตไฟฟ้าซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทนั้น ยังกำหนดเป้าหมายที่จะขยายกำลังการผลิตเป็น 10,000 เมกะวัตต์ โดยบริษัทฯจะให้ความสนใจกับพลังงานทดแทนมากขึ้น  จากสัดส่วนการผลิตจจุบันอยู่ที่ 12.85% จะเพิ่มเป็น 20% ในปี 2566   อย่างไรก็ตามแผนธุรกิจระยะยาวนั้นตั้งเป้าให้มีสัดส่วนการลงทุนผลิตไฟฟ้าในประเทศไม่ต่ำกว่า 60% และที่เหลือเป็นการลงทุนในต่างประเทศ 40% 

    ส่วนผลการดำเนินงานในครึ่งแรกของปี 2559 (ม.ค.-มิ.ย.) บริษัทฯมีกำไร 2,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2558 และมีรายได้ 27,399 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากการขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าราชบุรีและไตรเอนเนอจี้จำนวน 24,323 ล้านบาท ส่วนต้นทุนและค่าใช้จ่ายรวมมีทั้งสิ้น 23,879 ล้านบาท ลดลง 12% ขณะที่ฐานะการเงินของบริษัทฯ  ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2559 มีสินทรัพย์รวม 95,352 ล้านบาท  หนี้สิน 34,280 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้น 61,072 ล้านบาท และกำไรสะสมจำนวน 46,615 ล้านบาท 

Date : 08 / 08 / 2016

  • Date : 08 / 08 / 2016
    กฟผ.เตรียมนำรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงให้นายกรัฐมนตรีทดลองขับ10ส.ค.นี้

    กฟผ. เตรียมนำรถยนต์เก่าที่ดัดแปลงเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ให้พลเอกประยุทธ์ ขับโชว์ 10 ส.ค. 2559 นี้ที่ทำเนียบรัฐบาล พร้อมศึกษาระยะที่ 2 เพื่อให้ใช้ได้กับรถยนต์ทุกชนิด คาด 2-3 ปีสมบูรณ์ ก่อนเสนอผู้ประกอบการพัฒนาเชิงพาณิชย์ ระบุต้นทุนดัดแปลง 2 แสนบาทต่อคัน

    นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ รองผู้ว่าการนโยบายและแผน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ.อยู่ระหว่างทดลองดัดแปลงรถยนต์รุ่นเก่าให้กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้า(EV)ด้วยการยกเครื่องใหม่ ซึ่งได้ทดลองกับรถยนต์2 รุ่นคือ โตโยต้าวีออส และฮอนด้าแจ๊ส ซึ่งการทดลองระยะที่ 1 เสร็จเรียบร้อยแล้ว และสามารถนำมาขับได้จริง โดยกฟผ. จะนำรถดังกล่าวไปนำเสนอและให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทดลองขับที่ทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 10 ส.ค. 2559นี้

    สำหรับการยกเครื่องรถยนต์ EV ดังกล่าวใช้เงินลงทุนประมาณ 2 แสนบาทต่อคัน โดยราคาจะสูงกว่านี้หากใช้แบตเตอรี่ไฟฟ้าขนาดความจุสูงขึ้น อย่างไรก็ตามกฟผ.จะต้องทดลองระยะที่ 2 ต่อไป เพื่อให้สามารถใช้ได้กับรถยนต์ทุกยี่ห้อ ซึ่งคาดว่าในอีก 2-3 ปีจากนี้จะทดลองเสร็จสมบูรณ์ และหากสำเร็จจะนำไปเป็นรถยนต์ต้นแบบ ให้ผู้ประกอบการที่สนใจนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ต่อไป

    ในเบื้องต้น จากการทดสอบสมรรถนะของรถยนต์EV ดัดแปลง ของกฟผ.พบว่า สามารถวิ่งได้ด้วยความเร็วสูงสุด130กม.ต่อชม. และหากวิ่งด้วยความเร็วคงที่70 กม.ต่อชม. จะวิ่งได้ระยะทาง140 กม. ต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้ง  โดยการชาร์จแต่ละครั้งใช้ระยะเวลา8ชม.

    “ทิศทางรถยนต์ไฟฟ้ากำลังเติบโต และจะเข้ามาในไทยอีกไม่นานนี้ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการใช้ไฟฟ้าของประเทศอย่างแน่นอน หากเกิดการใช้เป็นหมื่นเป็นแสนคัน ดังนั้น กฟผ.จึงต้องทำการทดลองดัดแปลงเครื่องยนต์รถเก่าให้เป็นรถ EV เพื่อดูว่าจะเกิดการใช้ไฟฟ้าต่อคันเท่าไหร่ และในอนาคตจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการใช้ลักษณะนี้อีกเท่าไหร่” นายกิจจา กล่าว

  • Date : 08 / 08 / 2016
    กฟผ.คาดเสนอแผนสร้างคลังLNGลอยน้ำ5ล้านตันเข้า กพช.เดือน ก.ย.2559 นี้

    กฟผ.เล็ง 2-3 พื้นที่ก่อสร้างคลัง LNG ลอยน้ำขนาด 5 ล้านตัน คาดที่ปรึกษาศึกษาแล้วเสร็จพร้อมเสนอ กพช. เดือนก.ย. 2559นี้ พร้อมเดินหน้าสร้างสายส่งไฟฟ้า 7,500 ล้านบาท รองรับโรงไฟฟ้าเครือกัลฟ์ ฯ5,000 เมกะวัตต์

    นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ รองผู้ว่าการนโยบายและแผน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ.ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาดำเนินการศึกษาโครงการคลังก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)ลอยน้ำ หรือ FSRU ขนาด 5 ล้านตัน ตามที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)มีมติสั่งให้ กฟผ.ดำเนินการภายใน 3 เดือน โดยคาดว่าจะศึกษาเสร็จต้นเดือน ก.ย. 2559 นี้ และนำเสนอกระทรวงพลังงานเพื่อพิจารณาต่อไป

    โดยในเบื้องต้นได้คัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมเพื่อสร้างคลัง FSRU แล้ว 2-3 พื้นที่ และกำลังศึกษาเกี่ยวกับเงินลงทุน ขนาดของเรือ และข้อปรับปรุงที่เกี่ยวข้อง โดย กพช. กำหนดให้ กฟผ.ศึกษาและรายงานกลับไปในวันที่  15 ก.ย. 2559 นี้  สำหรับคลัง FSRU สำหรับเก็บ LNG ดังกล่าว กฟผ.จะนำมาใช้สำหรับเป็นเชื้อเพลิงให้โรงไฟฟ้าพระนครใต้ 3 ล้านตัน และโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ 2 ล้านตัน

    นายกิจจา กล่าวด้วยว่า สำหรับการสร้างสายส่งไฟฟ้ารองรับการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ 5,000 เมกะวัตต์ ของบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนต์ จำกัด นั้น กระทรวงพลังงานได้สรุปให้ กฟผ.ดำเนินการสร้างสายส่งไฟฟ้าตามแผนต่อไป แม้กระบวนการตรวจสอบความโปร่งใสในการประมูลโรงไฟฟ้าดังกล่าวจากกระทรวงพลังงานจะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ก็ตาม ทั้งนี้เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมหากโรงไฟฟ้าขนาด 5,000 เมกะวัตต์สามารถเข้าระบบได้ตามแผนปี 2564 โดย โครงการสายส่งไฟฟ้าดังกล่าว อยู่ระหว่างการขอพิจารณาอนุมัติ จากคณะกรรมการ(บอร์ด) กฟผ. และคาดว่าจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้ภายในปี 2560 โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุนสร้างสายส่งดังกล่าว 7,500 ล้านบาท   

    ส่วนแผนการลงทุนสายส่งไฟฟ้าใน 5 ปีนี้(2559-2563) ของประเทศไทยนั้น กฟผ.จะใช้เงินลงทุน 6 แสนล้านบาท และอีก 10 ปีข้างหน้าจะใช้เงินลงทุนอีก 1.2 ล้านล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มากขึ้น รวมถึงการเชื่อมโยงไฟฟ้ากับอาเซียนและรองรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอีกจำนวนมาก

    สำหรับการลงทุนสายส่ง 6 แสนล้านบาทดังกล่าว กฟผ.จะกำลังพิจารณาทางเลือก 2 ทางคือ 1.การกู้ภายในประเทศ หรือ2. การจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยนำโรงไฟฟ้าพระนครเหนือชุดที่ 2 มาระดมทุน  หลังจากที่ผ่านมาได้ระดมทุนจากโรงไฟฟ้าพระนครเหนือชุดที่ 1 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว