ข่าวทั้งหมด

Date : 30 / 10 / 2017

  • Date : 30 / 10 / 2017
    ซ่อมบำรุงแหล่งเจดีเอคืบหน้า ปตท. บริหารจัดการเชื้อเพลิงได้ตามแผน

    ปตท. เผยการซ่อมบำรุงแหล่งเจดีเอมีความคืบหน้าแล้วกว่า 30% ระบุการใช้เชื้อเพลิงต่างๆ เป็นไปตามแผนบริหารจัดการ ขณะยังเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การใช้พลังงานอย่างใกล้ชิด

    นายนพดล ปิ่นสุภา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามที่บริษัท ทรานส์ ไทย – มาเลเซีย (ประเทศไทย) จำกัด หรือ ทีทีเอ็ม หยุดจ่ายก๊าซฯ ไปยังพื้นที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นการชั่วคราว ระหว่าง 28 ตุลาคม – 3 พฤศจิกายน 2560 เพื่อซ่อมบำรุงวาล์วบนแท่นผลิตก๊าซ เจดีเอ เอ-18 นั้น ปตท. ได้จัดหาเชื้อเพลิงเพื่อรองรับความต้องการของภาคไฟฟ้า และภาคขนส่ง รวมทั้งติดตามการดำเนินงานของผู้ผลิตก๊าซฯ อย่างใกล้ชิด

    ทั้งนี้ การซ่อมบำรุงมีความคืบหน้าแล้วกว่า 30% รวมทั้งปริมาณการใช้เชื้อเพลิงประเภทต่างๆ ยังเป็นไปตามแผน โดยแผนใช้น้ำมันเตาที่โรงไฟฟ้ากระบี่รวม 6.9 ล้านลิตร และแผนใช้น้ำมันดีเซลที่โรงไฟฟ้าจะนะรวม 7.6 ล้านลิตร ปัจจุบันคงเหลือปริมาณเชื้อเพลิงสำรอง 18.6 และ 17.5 ล้านลิตร ตามลำดับ โดย ปตท. จัดหาเชื้อเพลิงดังกล่าวให้อย่างเพียงพอ นอกจากนั้น จัดสรรก๊าซเอ็นจีวีให้พื้นที่ภาคใต้ตอนล่างก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย 

    ปตท. ได้จัดตั้งศูนย์บริหารจัดการเอ็นจีวีช่วงแหล่งก๊าซเจดีเอซ่อมบำรุงอุปกรณ์ขึ้นมา และติดตามผลการบริหารจัดการเชื้อเพลิงตลอด 24 ชั่วโมงผ่านศูนย์ดังกล่าว เพื่อบริหารจัดการพลังงานของประเทศในช่วงเวลาการหยุดซ่อมบำรุงครั้งนี้ให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี โดย ปตท. ยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การใช้พลังงานอย่างใกล้ชิด และขอความร่วมมือจากประชาชนร่วมกันลดใช้พลังงานอย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้ใช้รถยนต์ที่มีเชื้อเพลิง 2 ระบบ (น้ำมันและก๊าซเอ็นจีวี) ขอให้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นการทดแทน

    ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ PTT Contact Center โทรศัพท์ 1365  ตลอด 24 ชั่วโมง

Date : 25 / 10 / 2017

  • Date : 25 / 10 / 2017
    บอร์ดกฟผ.ตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้ว่ากฟผ.คนใหม่แทน "กรศิษฏ์"เป็นการล่วงหน้า
    คณะกรรมการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (บอร์ด กฟผ.) เห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมการสรรหาตำแหน่งผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 14 แทน
    นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์  เป็นการล่วงหน้า ให้แล้วเสร็จภายในเดือน มี.ค. 2561 เพื่อให้มีระยะเวลาเตรียมความพร้อมในการส่งมอบงาน
     
    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) รายงานว่า ในการประชุม.คณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (บอร์ด กฟผ.) ที่มีนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม อดีตปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน เมื่อวันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบในการตั้งคณะกรรมการสรรหา ตำแหน่งผู้ว่าการ กฟผ. แทน นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่า กฟผ. คนปัจจุบัน ที่จะครบวาระในวันที่ 1 พ.ค. 2561 เป็นการล่วงหน้า โดยคณะกรรมการสรรหาจำนวน 5 คน มาจากกรรมการ กฟผ.3 คน คือ นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  พลเอก วลิต โรจนภักดี อดีตรองผู้บัญชาการทหารบก กระทรวงกลาโหม และ นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน  และคณะกรรมการสรรหาซึ่งเป็นคนนอกอีก 2 คน  โดยให้ดำเนินการสรรหาแล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2561 นี้ เพื่อให้นายกรศิษฏ์ มีระยะเวลาเตรียมความพร้อมในการส่งมอบงานให้ผู้ว่า กฟผ. คนใหม่  ซึ่งจะทำให้การทำงานในตำแหน่งผู้ว่า กฟผ. เป็นไปอย่างราบรื่น สามารถสานต่องานเดิมและเริ่มงานใหม่ได้ทันที 
     
    ทั้งนี้ นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ซึ่งเป็นผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 13 นั้น ได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2559  และที่ครบวาระในวันที่ 1 พ.ค. 2561 เนื่องจากมีอายุครบ 60 ปี โดย นายกรศิษฏ์ เกิดเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2501  ทำให้มีโอกาสทำงานในตำแหน่งผู้ว่าการ กฟผ. เพียง 2 ปี
     
    สำหรับบุคคลที่ถูกคาดหมายว่าจะเป็นแคนดิเดตสำคัญ ที่มีโอกาสจะขึ้นเป็นผู้ว่า กฟผ. คนที่ 14 ซึ่งถูกจับตามองมากที่สุดคือ นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) และนายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร รองผู้ว่าการพัฒนาธุรกิจ 
     
  • Date : 25 / 10 / 2017
    สำนักงานกกพ.พร้อมอนุญาตโอนกิจการผลิตไฟฟ้าของ บ.อิสเทิร์น ปาล์มออยล์ หากไม่มีเสียงค้าน
    สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) พร้อมอนุญาตการโอนกิจการผลิตไฟฟ้าของบริษัท อิสเทิร์น ปาล์มออยล์ จำกัด ขนาดไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ ไปให้บริษัท ไทยอิสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์ จำกัด หากไม่มีความเห็นคัดค้านจากผู้ที่อาจได้รับผลกระทบ  โดยจะมีการออกประกาศรับฟังความเห็น ผู้ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการโอนกิจการดังกล่าวไปจนถึง 31 ต.ค. 2560 นี้
     
    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC )รายงานว่า นางสาวนฤภัทร อมรโฆษิต เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ได้ออกประกาศผ่านเว็บไซต์ www.erc.or.th เปิดรับฟังความเห็นประชาชนและผู้ที่อาจได้รับผลกระทบกรณี “การขอโอนสิทธิตามใบอนุญาตประกอบกิจการพลังงานของบริษัท อีสเทิร์น ปาล์ม ออยล์ จำกัด” ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 ต.ค. 2560
     
    โดยประกาศดังกล่าวระบุว่า ด้วยบริษัท อีสเทิร์น ปาล์ม ออยล์ จำกัด ผู้ประกอบกิจการตาม พ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 มีสำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 157 หมู่ที่2 ต.เขาซก อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี  ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ให้ประกอบกิจการผลิตไฟฟ้าที่กำลังการผลิตติดตั้งไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ ตามใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าเลขที่ กกพ. 01-1(1)/58-411 ใช้ได้ถึงวันที่ 21 มิ.ย. 2568 และใบอนุญาตระบบจำหน่ายไฟฟ้า เลขที่ กกพ. 01-3/59-136 ใช้ได้ถึงวันที่ 28 เม.ย.2564  รวมถึงใบอนุญาตจำหน่ายไฟฟ้าเลขที่ กกพ.01-4/59-133 ใช้ได้ถึงวันที่ 28 เม.ย. 2564 มีความประสงค์จะขอโอนสิทธิ์ตามใบอนุญาตดังกล่าวให้แก่บริษัท ไทยอิสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์ จำกัด ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 188 หมู่ที่ 2 ถนนชลบุรี-แกลง กม. 56-57 ต.เขาซก อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี โดยสำนักงาน กกพ. ได้ตรวจสอบคุณสมบัติผู้รับโอนแล้ว เห็นว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติตามระเบียบ กกพ.ว่าด้วยการขอรับใบอนุญาตและการอนุญาตการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2551 
     
    ทั้งนี้เพื่อให้ประกาศ กกพ. เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการโอนสิทธิตามใบอนุญาตการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2552 สำนักงาน กกพ. จึงขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน โดยให้ประชาชนและผู้ที่อาจได้รับผลกระทบ สามารถแสดงความเห็นต่อการขอโอนสิทธิตามใบอนุญาตการประกอบกิจการพลังงานดังกล่าวได้ที่ ฝ่ายใบอนุญาต สำนักงาน กกพ. เลขที่319 อาคารจัตุรัสจามจุรี ชั้น 19  ถ.พญาไท เขตปทุมวัน กทม. หรือ http://www.erc.or.th ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันออกประกาศ ณ วันที่ 17 ต.ค. 2560 หรือภายใน 31 ต.ค. 2560 
  • Date : 25 / 10 / 2017
    ปตท.เปิดศูนย์บริหารจัดการเอ็นจีวี ช่วงแหล่งก๊าซเจดีเอ เอ-18 หยุดซ่อม28ต.ค.-3พ.ย.นี้
    ปตท. เปิดศูนย์บริหารจัดการเอ็นจีวี  ช่วงแหล่งก๊าซเจดีเอ เอ-18 หยุดซ่อมบำรุงอุปกรณ์ ระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม – 3 พฤศจิกายน 2560 รวม 7 วัน
     
    นายศักดิ์เฉลิม สิทธิวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท. ได้เปิด “ศูนย์บริหารจัดการเอ็นจีวีช่วงแหล่งก๊าซเจดีเอซ่อมบำรุงอุปกรณ์” เพื่อบริหารแผนการจัดส่งเอ็นจีวีให้กับสถานีบริการ พื้นที่ภาคใต้ตอนล่างในช่วงที่ บริษัท ทรานส์ ไทย – มาเลเซีย (ประเทศไทย) จำกัด หรือทีทีเอ็ม ดำเนินการซ่อมบำรุงวาล์วบนแท่นผลิตก๊าซ เจดีเอ เอ-18 ระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม – 3 พฤศจิกายน 2560 รวม 7 วัน
     
    สำหรับการบริหารจัดการเอ็นจีวี ปตท. จัดส่งเอ็นจีวีจากสถานีก๊าซธรรมชาติหลักราชบุรี  และสำรองเอ็นจีวีล่วงหน้า ณ สถานีก๊าซธรรมชาติหลักจะนะ จ.สงขลา เพื่อจัดส่งให้สถานีบริการเอ็นจีวีในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง รวมปริมาณเอ็นจีวี 84 ตันต่อวัน หรือคิดเป็นร้อยละ 70 ของปริมาณการใช้เอ็นจีวีในช่วงปกติ  อย่างไรก็ตาม ปตท. มีความจำเป็นต้องปิดสถานีบริการเอ็นจีวีชั่วคราว จำนวน 3 แห่ง ประกอบด้วย สถานีบริการเอ็นจีวี ปตท. ทักษิณออยล์ อ.ท่าฉาง จ.สุราษฏร์ธานี สถานีบริการเอ็นจีวี  ปตท. สงขลา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และ สถานีบริการเอ็นจีวี ปตท. จะนะ (สถานีฯแนวท่อ) อ.จะนะ จ.สงขลา
     
     “ปตท. ใคร่ขอความร่วมมือผู้ใช้รถโปรดวางแผนการใช้เชื้อเพลิงล่วงหน้าในพื้นที่ดังกล่าว และขอให้ผู้ใช้รถยนต์ที่มีเชื้อเพลิง 2 ระบบ (น้ำมันและก๊าซเอ็นจีวี) โปรดใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นการทดแทน ทั้งนี้สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ PTT Contact Center โทรศัพท์ 1365 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง” นายศักดิ์เฉลิม กล่าวเสริมในตอนท้าย
     
        

Date : 24 / 10 / 2017

  • Date : 24 / 10 / 2017
    พพ.ประกาศร่างTORซื้อรถบรรทุกขนาด1ตัน จำนวน7คัน ตั้งราคากลางคันละ8.9แสนบาท
    พพ.ออกประกาศ ร่าง TOR ซื้อรถบรรทุกดีเซล ขนาด1ตัน ขับเคลื่อน4ล้อแบบดับเบิ้ลแคบ 7 คันวงเงินราคากลาง 6.27ล้านบาท หรือตกคันละ 8.9แสนบาท  หวังนำไปใช้ปฏิบัติงานในพื้นที่โรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก โดยเปิดรับฟังความเห็น ถึง30 ต.ค. นี้  มั่นใจไม่เกิดปัญหาล็อกสเปค หลังปรับแก้ร่างTOR ตามข้อเสนอแนะของประชาชนมาแล้ว 
     
    นายหร่อหยา จันทรัตนา รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า พพ.เตรียมเปิดประมูล ซื้อรถบรรทุก(ดีเซล) ขนาด 1 ตัน ขับเคลื่อน4ล้อแบบดับเบิ้ลแคบ จำนวน 7 คัน เพื่อนำไปใช้ปฏิบัติงานที่โรงไฟฟ้าพลังน้ำของ พพ. ทั่วประเทศ โดยเป็นการซื้อเพื่อทดแทนรถคันเก่าที่ใช้งานมากว่า 15-20 ปี ซึ่งเสื่อมสภาพและไม่คุ้มกับการซ่อมบำรุง  ทั้งนี้คณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้อนุมัติงบประมาณของปี 2561 มาแล้ว เพื่อให้ พพ.ได้ดำเนินการจัดซื้อรถดังกล่าว 
     
    ทั้งนี้ ในวันที่ 24 ต.ค. 2560 นี้ พพ.ได้ประกาศผ่านทางเว็บไซต์ http://www.dede.go.th เปิดรับฟังความเห็น “ร่างประกวดราคาซื้อรถบรรทุก (ดีเซล) ขนาด 1 ตัน ปริมาตรกระบอกสูบไม่ต่ำกว่า 2,400 ซีซี หรือกำลังเครื่องยนต์สูงสุดไม่ต่ำกว่า 110 กิโลวัตต์ ขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบดับเบิ้ลแคบ แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 7 คัน ด้วยวิธีการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ e-bidding” โดยมีราคากลางบัญชีราคามาตรฐานคุรุภัณฑ์ สำนักงบประมาณ ส.ค.2559 อยู่ที่  6,272,000บาท หรือคันละ 896,000 บาท   ซึ่งทางกลุ่มดำเนินงานและบำรุงรักษา สำนักพัฒนาพลังงานทดแทน   กำหนดรับข้อเสนอความคิดเห็นผ่านทาง e-mail http://[email protected] ถึงวันที่ 30 ต.ค. 2560 นี้ โดยหากไม่มีข้อเสนอแนะแก้ไขเพิ่มเติม ทาง พพ.จะเริ่มเปิดประมูลได้ทันที
     
    ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 24 ก.ย.2560 ที่ผ่านมา ทาง พพ. ได้ออกประกาศร่าง(TOR)การจัดซื้อรถบรรทุกดังกล่าวไปแล้ว แต่มี ผู้เสนอแนะเข้ามา ในเรื่องของการกำหนดคุณสมบัติเครื่องเสียงและล้อแมกซ์  ทำให้  พพ.ได้ปรับปรุงแก้ไขเงื่อนไขการประมูล(TOR) และออกประกาศใหม่ ในวันที่24ต.ค.2560  เพื่อให้การประมูลเป็นไปอย่างโปร่งใส ไม่ให้เกิดปัญหาการล็อกสเปค  โดยร่างTORใหม่ มีการระบุเพิ่มเติมจาก ร่างTOR เดิม อาทิ ความเป็นมา  ราคากลาง  รายละเอียดทางเทคนิคของรถ  และการรับประกัน 3ปี หรือการวิ่งระยะทาง 1แสนกิโลเมตร
     
  • Date : 24 / 10 / 2017
    สรุปยอดยื่นข้อเสนอขายไฟโครงการSPP Hybrid Firm สูงถึง1,ุุ644เมกะวัตต์
    สำนักงานกกพ.สรุปยอดผู้ยื่นข้อเสนอขายไฟใน โครงการ“SPP Hybrid Firm” สูงถึง 1,644 เมกะวัตต์ เกินเป้าหมายที่จะรับซื้อ 300 เมกะวัตต์ มากกว่า5เท่า 
     
    นางสาวนฤภัทร อมรโฆษิต เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะรองโฆษกสำนักงาน กกพ. เปิดเผยยอดผู้ยื่นข้อเสนอขอขายไฟฟ้าในโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในแบบ SPP Hybrid Firm ปี 2560 จากผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP Hybrid Firm 2560) รวมจำนวน 85 โครงการ ปริมาณไฟฟ้าเสนอขายรวมทั้งสิ้น 1,644 เมกะวัตต์  กำลังผลิตติดตั้งรวม 2,464 เมกะวัตต์  สูงกว่าเป้าหมายการรับซื้อที่วางไว้ที่ 300 เมกะวัตต์ หรือกว่า 5 เท่า
     
    โดยภายหลังจากนี้ คณะอนุกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติและประเมินข้อเสนอขอขายไฟฟ้าด้านเทคนิค จะทำการเปิดซองข้อเสนอเทคนิคเพื่อตรวจคุณสมบัติการเข้าร่วมของทั้ง 85 โครงการ และจะต้องพิจารณาควบคู่กับข้อมูลจาก Feeder ที่ยื่นหลังจากผ่านกระบวนการเปิดซอง โดยจะต้องไม่เกินเป้าหมายรับซื้อที่กำหนดตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ภายใต้ประกาศ กกพ. ทั้ง 3 ฉบับที่ใช้บังคับ
     
    จากนั้น สำนักงาน กกพ. จะประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติด้านเทคนิคในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2560 ทางเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. www.erc.or.th แล้วจึงเริ่มพิจารณาข้อเสนอขอขายไฟฟ้าด้านราคาโดยคณะอนุกรรมการพิจารณาประเมินข้อเสนอขายไฟฟ้าด้านราคาต่อไป และจะทำการประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับคัดเลือกภายในวันที่ 14 ธันวาคม 2560 ผ่านทางเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. เช่นกัน  โดยผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการจะต้องเร่งดำเนินการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้ทันกำหนดวันลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ภายในวันที่ 13 ธันวาคม 2562 และสามารถดำเนินการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ได้ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2564
     
    ที่ผ่านมา สำนักงาน กกพ. ได้ออกประกาศเปิดรับยื่นข้อเสนอขอขายไฟฟ้าในโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในแบบ SPP Hybrid Firm ปี 2560 จากผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP Hybrid Firm 2560) ทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 16 - 20 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายรับซื้อ 300 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น พื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล ในเขตพื้นที่การไฟฟ้านครหลวง จำนวน 15 เมกะวัตต์  ภาคกลาง 20เมกะวัตต์ ภาคตะวันตก 20เมกะวัตต์  ภาคตะวันออก 20 เมกะวัตต์ ภาคเหนือ  65 เมกะวัตต์  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 60 เมกะวัตต์  ภาคใต้(ไม่รวม ภูเก็ต เกาะสมุย) 65 เมกะวัตต์   จ.ภูเก็ต 20 เมกะวัตต์  และอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุรษฎร์ธานี  15 เมกะวัตต์ 
     
  • Date : 24 / 10 / 2017
    เปิด7ขั้นตอน13 หลักสูตร ขอมีบัตรประจำตัวผู้ปฎิบัติงาน ตามกฎหมายใหม่กรมธุรกิจพลังงาน
    กรมธุรกิจพลังงาน เปิด7 ขั้นตอน 13 หลักสูตร ให้ผู้ประกอบการ จัดส่งพนักงานคนไทย เข้าอบรม ขอมีบัตรประจำตัวผู้ปฎิบัติงาน  ตามกฎหมายใหม่  ซึ่งจะบังคับใช้จริง 8 มิ.ย. 2561  โดยยังเหลือระยะเวลาการผ่อนปรนอีกประมาณ 7เดือนเศษ ระบุโทษหากมีการฝ่าฝืน จะเอาผิดเจ้าของปั๊มน้ำมัน ปั๊มก๊าซแอลพีจี เอ็นจีวี คลังก๊าซ คลังน้ำมัน  รถขนส่งน้ำมัน และร้านค้าจำหน่าย ตามกฎหมายมาตรา 66 จำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับเงินไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
     
    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center -ENC)  รายงานว่า นับตั้งแต่กรมธุรกิจพลังงานได้ออกกฎกระทรวง เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2560 ให้สถานประกอบการดังต่อไปนี้ "สถานประกอบการปั๊มน้ำมัน ปั๊มก๊าซหุงต้ม (LPG) ปั๊มก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์ (NGV) คลังก๊าซ คลังน้ำมัน รถขนส่งน้ำมันและก๊าซ และร้านค้าจำหน่ายLPG"  จะต้องส่งพนักงานคนไทยอย่างน้อย 1 คน เข้าฝึกอบรมตามหลักสูตรฯของกรมฯ เพื่อขอรับใบอนุญาตเป็นพนักงานปฏิบัติงานประจำในสถานประกอบการนั้นๆ  
     
    โดยหากสถานประกอบการใดไม่มีพนักงานที่ได้รับใบอนุญาต ทางกรมฯจะไม่พิจารณาต่อใบอนุญาตสถานประกอบการให้ รวมทั้งยังมีโทษตามกฎหมายมาตรา 66 จำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับเงินไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
     
    อย่างไรก็ตามขณะนี้กรมฯอยู่ระหว่างการผ่อนผันให้สถานประกอบการดำเนินการส่งพนักงานเข้าอบรมให้เสร็จภายในเดือน พ.ค. 2561 ก่อนที่กฎหมายจะเริ่มมีผลบังคับใช้จริงตั้งแต่ 8 มิ.ย. 2561 เป็นต้นไป  ซึ่งในช่วงระยะเวลาที่เหลืออยู่อีกประมาณ 7เดือนเศษ ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนมากสอบถามข้อมูลมายังกรมฯ เป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง กรมธุรกิจพลังงาน จึงได้ชี้แจงรายละเอียด ถึงแนวทางปฏิบัติเบื้องต้นในการส่งพนักงานเข้าฝึกอบรมตามขั้นตอน  ให้ทราบดังนี้ 
     
    1.ให้สถานประกอบการจัดส่งพนักงานอย่างน้อย 1 คน (เฉพาะที่มีบัตรประชาชนไทยเท่านั้น) เข้าอบรมหลักสูตรที่เหมาะสมกับการประกอบธุรกิจของสถานการประกอบการ เช่น พนักงานปั๊มน้ำมัน ให้อบรมหลักสูตรผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน เป็นต้น 
     
    2.พนักงานที่จะเข้ารับการอบรม  ต้อง เริ่มต้นจากการเข้าเว็บไซต์ของกรมธุรกิจพลังงาน  http://www.doeb.go.thหรือที่ http://www.doeb.go.th/2016/control-oil.html#mainเพื่อตรวจสอบบริษัทผู้ให้การฝึกอบรมที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมฯ แล้ว โดยปัจจุบันมีทั้งสิ้น 21 แห่ง(ในเว็บไซต์กรมฯ จะบอกที่อยู่และเบอร์ติดต่อไว้แล้ว) 
     
    3. ผู้อบรมควรพิจารณาข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่อบรมว่า เดินทางไปสะดวกหรือไม่  และควรจะต้องเลือกอบรมในหลักสูตรใด  มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่  โดยควรโทรสอบถามข้อมูลเบื้องต้นให้เรียบร้อยเสียก่อน  (ปกติจะมีค่าใช้จ่ายในอบรมต่อหนึ่งหลักสูตร ประมาณ 3,000-4,000 บาท) 
     
    สำหรับ หลักสูตรที่กฎหมายกำหนดให้เปิดอบรม มี13 หลักสูตร ดังนี้
     
    1.หลักสูตรผู้ปฏิบัติงานถังขนส่งน้ำมันประเภทขนส่งน้ำมัน
    2.หลักสูตรผู้ปฏิบัติงาน คลังน้ำมัน และระบบการขนส่งน้ำมันทางท่อ
    3.หลักสูตรผู้ปฏิบัติงาน สถานีบริการน้ำมัน
    4.หลักสูตรผู้ปฏิบัติงาน สถานที่เก็บรักษาน้ำมัน
    5.หลักสูตรผู้ปฏิบัติงาน สถานีบรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลว
    6.หลักสูตรผู้ปฏิบัติงาน สถานที่ใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว
    7.หลักสูตรผู้ปฏิบัติงานร้านจำหน่ายและโรงเก็บก๊าซปิโตรเลียม
    8.หลักสูตรผู้ปฏิบัติงานถังขนส่งก๊าซธรรมชาติเฉพาะพนักงานรับหรือจ่ายก๊าซธรรมชาติ
    9.หลักสูตรผู้ปฏิบัติงานถังขนส่งก๊าซธรรมชาติเฉพาะพนักงานประจำรถ
    10.หลักสูตรผู้ปฏิบัติงานคลังก๊าซธรรมชาติ
    11.หลักสูตรผู้ปฏิบัติงานสถานที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ
    12.หลักสูตรผู้ปฏิบัติงานสถานีบริการก๊าซธรรมชาติ
    13.หลักสูตรผู้ปฏิบัติงานระบบขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อ
     
    4. ภายหลังจากที่ผู้อบรม เลือกบริษัทที่จัดการฝึกอบรมได้ และเลือกหลักสูตรได้แล้ว  ผู้อบรมจะต้องเข้ารับการอบรมหลักสูตรด้วยตัวเอง โดยใช้เวลาประมาณ 2 วัน  ซึ่งในวันที่สอง ของการอบรมจะมีตัวแทนของกรมธุรกิจพลังงาน มาทำการสอบประเมินผลทางทฤษฎี และจะสามารถทราบผลในวันดังกล่าวทันที ว่าผ่านหรือไม่ผ่าน
     
    โดยกรณีที่สอบผ่านแล้ว ทางบริษัทที่ให้การอบรมจะต้องส่งประวัติข้อมูลของผู้เข้ารับการฝึกอบรมแก่กรมฯ ภายใน 15 วัน และกรมฯ จะดำเนินการออกบัตรพนักงานปฏิบัติงานประจำในสถานประกอบการนั้นๆ ให้ภายใน 42 วัน   ส่วนกรณีสอบไม่ผ่าน  ผู้ฝึกอบรมจะต้องดำเนินการสอบใหม่ 
     
    5. บัตรประจำตัวผู้ปฎิบัติงาน ที่ออกให้โดยกรมธุรกิจพลังงาน จะมีอายุ 5 ปี  ซึ่งผู้ที่เป็นเจ้าของบัตร จะต้องดำเนินการต่ออายุบัตรใหม่ภายใน 60 วันก่อนบัตรหมดอายุ โดยไม่ต้องอบรมใหม่แต่อย่างใด 
     
    6. สถานประกอบการแต่ละแห่งต้องมีพนักงานที่ผ่านการอบรมและมีบัตรประจำตัวผู้ปฎิบัติงาน อย่างน้อย 1 คน ตลอดระยะเวลาที่เปิดดำเนินการ  โดยกรณีที่เปิดดำเนินการเกิน 8 ชั่วโมง อาจจำเป็นต้องมีพนักงานที่ผ่านการอบรมอย่างน้อย 2 คน 
     
    7.ผู้เข้ารับการอบรมจะต้องเป็นคนไทยที่มีบัตรประชาชนไทยเท่านั้น  กรมธุรกิจพลังงาน ไม่อนุญาตให้สถานประกอบการ จัดส่งพนักงานชาวต่างชาติ เข้าอบรม เพื่อขอมีบัตรประจำตัวผู้ปฎิบัติงาน  โดยผู้ที่ผ่านการอบรมจะถือเป็นเหมือนตัวแทนของกรมฯ ในการดูแลสถานประกอบการให้เกิดความปลอดภัยตามมาตรฐานต่อไป 
     
    นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน  ให้ข้อมูลว่ามีสถานประกอบการต่างๆ ประมาณ 38,000-39,000 แห่งที่จะต้องส่งพนักงานเข้าร่วมอบรมเพื่อให้มี บัตรประจำตัวผู้ปฎิบัติงาน ที่ออกให้โดยกรมธุรกิจพลังงาน โดยคาดว่าจะมีพนักงานที่มาอบรมทั้งสิ้น 1 แสนคน 
     
    นายวิฑูรย์ กล่าวด้วยว่า เหตุผลสำคัญที่ กรมธุรกิจพลังงานจะต้องออกกฎหมายดังกล่าว เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่า มีพนักงานปั๊มน้ำมันหลายแห่งละเลยมาตรฐานความปลอดภัย  บ้างก็ปล่อยให้มีการใช้โทรศัพท์มือถือ ในจุดที่มีป้ายเขียนห้ามไว้  บ้างก็ปล่อยให้มีการเติมน้ำมันได้โดยลูกค้าไม่ดับเครื่องยนต์ หรือแม้กระทั่งมีการสูบบุหรี่ใกล้จุดเติมน้ำมัน  ซึ่งล้วนเป็นอันตรายต่อตัวพนักงานและลูกค้าที่มาใช้บริการ   ซึ่งการฝึกอบรมก่อนที่จะออกบัตรประจำตัวผู้ปฎิบัติงาน  ให้นั้น จะกำหนดสิ่งที่ไม่ควรทำในการให้บริการลูกค้า เช่น ต่อไปจะเติมน้ำมันได้จะต้องดับเครื่องยนต์ก่อนเท่านั้น หากไม่ปฏิบัติตามก็ไม่สามารถให้บริการเติมน้ำมันให้ได้  โดยหากพนักงานละเลยก็จะมีความผิดที่ตัวพนักงานเป็นหลัก ในส่วนของลูกค้าแม้จะไม่มีความผิดแต่ก็อยากจะขอความร่วมมือให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามมาตรฐานความปลอดภัยด้วย 
     

Date : 23 / 10 / 2017

  • Date : 23 / 10 / 2017
    กฟผ.ยืนยันระบายน้ำตามมติคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ จ.ขอนแก่น
    กฟผ.ยืนยันการระบายน้ำเขื่อนอุบลรัตน์เพิ่มขึ้น จากเดิมวันละ 50 ล้าน ลบ.ม. เป็นวันละ 54 ล้าน ลบ.ม. จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ นั้นเป็นไปตามมติคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ จ.ขอนแก่น และเป็นไปตามกฎความมั่นคงปลอดภัยของเขื่อน  โดยเร่งลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคอีสานอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดศูนย์ฯ เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง 
     
    นายณัฐวุฒิ แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นประธานการประชุมสรุปสถานการณ์น้ำและการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อุทกภัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อรับทราบและสรุปสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน ณ เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ว่า ปัจจุบันเขื่อนอุบลรัตน์มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ 2,962 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 122 ของความจุเขื่อน คิดเป็นปริมาณน้ำมากกว่าความจุเขื่อนหรือปริมาณน้ำส่วนเกินแล้วถึง 531 ล้าน ลบ.ม. ระดับน้ำ 183.35 ม.รทก. ซึ่งสูงเกินระดับเก็บกักสูงสุดปกติ 1.35 เมตร (ข้อมูล ณ วันที่ 22 ตุลาคม 2560) แม้ว่าปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนต่อวันมีแนวโน้มลดลงเหลือประมาณวันละไม่เกิน 80 ล้าน ลบ.ม. แต่ยังจำเป็นต้องระบายน้ำเพื่อสร้างความสมดุลของพื้นที่เหนือเขื่อนและท้ายเขื่อน รวมถึงเป็นไปตามกฎความมั่นคงปลอดภัยของเขื่อน (Dam Safety) โดยจำเป็นต้องระบายน้ำเพิ่มขึ้น จากเดิมวันละ 50 ล้าน ลบ.ม. เป็นวันละ 54 ล้าน ลบ.ม. จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ซึ่งเป็นไปตามมติคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำจังหวัดขอนแก่นให้ระบายได้ก่อนหน้านี้  ถือเป็นการระบายน้ำเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ขั้นบันได และเป็นปริมาณน้ำที่เป็นไปตามความคาดการณ์ ไม่ได้ระบายน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามข่าวลือที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด ทั้งนี้ กฟผ. เขื่อนอุบลรัตน์ ได้เปิดศูนย์อำนวยการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำท่วมตลอด 24 ชั่วโมง
     
    “การบริหารจัดการน้ำในเขื่อน กฟผ. เป็นไปตามแผนการระบายน้ำของคณะอนุกรรมการฯ และคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำแต่ละจังหวัด ซึ่งคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนเป็นสำคัญ รวมทั้งในการระบายน้ำจะมีหนังสือแจ้งให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดผู้นำท้องถิ่นทราบ เพื่อประกาศแจ้งเตือนประชาชนในแต่ละพื้นที่ให้ทราบล่วงหน้า เพื่อให้เตรียมพร้อมและป้องกันผลกระทบจากการระบายน้ำ ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดและการปฏิบัติเรื่องการระบายน้ำ” นายณัฐวุฒิ แจ่มแจ้ง กล่าว
     
    ทั้งนี้ ผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ  กฟผ.พร้อมพนักงาน ยังได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจและช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยใน อ.น้ำพอง, อ.หนองเรือ, อ.ภูเวียง อ.หนองนาคำ และ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น รวมทั้ง อ.ศรีบุญเรือง และ อ.โนนสัง  จ.หนองบัวลำภู โดยได้มอบถุงยังชีพ พร้อมข้าวสารอาหารแห้งและน้ำดื่มในเบื้องต้น จำนวน 678 ชุด ซึ่งจนถึงปัจจุบัน กฟผ. ได้มอบถุงยังชีพแก่ผู้ประสบอุทกภัยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือรวมทั้งสิ้น 3,000 ชุด
     
     
  • Date : 23 / 10 / 2017
    โซลาร์รูฟท็อปเสรี แต่งตัวรอ ต่อไป หลังสนพ.แจ้งเลื่อนประชุม กพช.ออกไปไม่มีกำหนด
    สนพ.แจ้งเลื่อน การประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน ออกไปไม่มีกำหนด  จากเดิมที่กำหนดวันประชุม 25ต.ค.2560  นี้ ทำให้โครงการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปเสรี  ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)นัดพิเศษเมื่อวันที่ 20 ต.ค.ที่ผ่านมา และเตรียมจะเสนอเข้าสู่การพิจารณา ของ กพช. ต้องแต่งตัวรอต่อไป
     
    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน( Energy News Center -ENC) รายงานว่า  ทางผู้แทนของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ซึ่งทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการของ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน  ได้แจ้งต่อสื่อมวลชนประจำกระทรวงพลังงาน ว่า การประชุม กพช.ที่มีการกำหนดไว้เดิมว่าจะประชุมในวันที่ 25ต.ค. 2560 นั้น ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด โดยหากสนพ.ได้วันประชุมที่แน่นอน เมื่อไหร่ จะแจ้งให้สื่อมวลชน ทราบอีกครั้ง 
     
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการประชุมกพช.ในครั้งที่จะถึงนี้ อยู่ในความสนใจของคนที่เกี่ยวข้อง ในระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา หรือโซลาร์รูฟท็อป  เป็นอย่างมาก เนื่องจากจะมีวาระการพิจารณาการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี เพื่อนำไปสู่การออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ในทางปฎิบัติต่อไป หลังจากที่เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2560 ทาง พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ได้เรียกประชุม กบง.นัดพิเศษ เพื่อพิจารณาวาระการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี ไปแล้ว  โดยมีหลักการสำคัญ คือจะให้มีการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี ในช่วงแรกไม่เกิน 300เมกะวัตต์  และจะเน้นให้ผู้เข้าร่วมโครงการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองเสียก่อน  เมื่อมีไฟฟ้าที่เหลือส่วนเกิน รัฐจึงจะพิจารณารับซื้อในอัตราที่ไม่แพงไปกว่าราคาขายส่งของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)
     
    ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า  ในฝั่งของภาคเอกชนนั้นก็มีความตื่นตัวต่อโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี ของภาครัฐค่อนข้างมาก โดยในวันที่ 31 ตุลาคม 2560 เวลา 13.00-16.30 น. โรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์พอยต์ เพลินจิต ทางองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย ร่วมกับองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USAID)  ก็จะมีงานเปิดตัวคู่มือแนวทางการพัฒนาและลงทุนระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาครั้งแรกในประเทศไทย 
     
    โดยคู่มือดังกล่าว ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยอาศัยต้นแบบจากคู่มือพัฒนาพลังงานทดแทนของภูมิภาคอาเซียน (ASEAN RE Guideline) และถูกจัดทำขึ้นภายใต้ความร่วมมือของ USAID และ GIZ โดยมีรายละเอียดต่างๆ อาทิ ต้นแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนกับเอกชน ซึ่งช่วยให้กระบวนการการทำสัญญาระหว่างสองฝ่ายเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม และแบบจำลองวิเคราะห์ทางการเงิน (Financial Model) ซึ่งช่วยสนับสนุนในการประเมินและวิเคราะห์ผลตอบแทนของการดำเนินงาน  ช่วยพัฒนาโครงการที่มีศักยภาพ และเปิดตลาดใหม่ของพลังงานแสงอาทิตย์ได้  โดยในงานจะมีการมอบคู่มือผู้แทนกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานและสมาคมอุตสาหกรรมแสงอาทิตย์ไทย ด้วย