ข่าวทั้งหมด

Date : 12 / 03 / 2016

  • Date : 12 / 03 / 2016
    เปิดแผนส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าระยะแรกเน้นรถเมล์ขสมก.200คัน

    เปิดแผนส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยระยะแรกปี2559-2560เน้นรถเมล์ ขสมก.200คัน และสถานีอัดประจุ4แห่งของกฟน.

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) เมื่อวันที่11มี.ค.2559 ได้ให้ความเห็นชอบแผนการขับเคลื่อนภารกิจด้านพลังงานเพื่อส่งเสริมการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย ระยะที่1 ที่จะเริ่มดำเนินการในปี2559และ2560 โดยจะเน้นการเตรียมความพร้อมการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าและนำร่องการใช้งานกลุ่มรถโดยสารสาธารณะไฟฟ้า ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.)จำนวน200คัน และการดำเนินการสร้างสถานีอัดประจุ ไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.)เพื่อรองรับ จำนวน4สถานี รวมทั้งการเตรียมความพร้อมด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ การสนับสนุนด้านภาษี และการปรับปรุงกฎหมายหรือกฎระเบียบต่างๆ รวมถึงอัตราค่าบริการสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า

    สำหรับแผนในระยะที่ 2 ที่จะดำเนินการในช่วงปี2561-2563นั้นจะ ขยายผลในกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ และเตรียมความพร้อมสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคล โดยสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับทั้งสมรรถนะแบตเตอรี่มอเตอร์ การกำหนดรูปแบบและมาตรฐานสถานีอัดประจุไฟฟ้า การกำหนดมาตรการจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุน การทบทวนโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าถาวรและค่าบริการสำหรับสถานีอัดประจุไฟฟ้า

    ส่วนระยะที่3ตั้งแต่ปี2564ถึง2579จะ ขยายผลไปสู่การส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลโดยสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของระบบไฟฟ้า พัฒนาระบบบริหารจัดการการอัดประจุไฟฟ้าอัจฉริยะ (EV Smart Charging) และพัฒนาระบบบริหารความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศร่วมกับการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า (Vehicle to Grid: V2G)
    โดยตั้งเป้าหมายว่าภายในปี2579 จะมียานยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลจำนวน1.2ล้านคันและสถานีอัดประจุครอบคลุมตามเมืองใหญ่ จำนวนประมาณ690สถานี

    "การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าจะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายของกลุ่มคนที่อยู่ในเมืองใหญ่ซึ่งต้องตอบโจทย์การลดการใช้พลังงานและลดมลภาวะทางด้านสิ่งแวดล้อม "นายทวารัฐ กล่าว

     

Date : 11 / 03 / 2016

  • Date : 11 / 03 / 2016
    กพช.ผ่านนำร่องโซล่าร์รูฟท็อปเสรีแต่ไม่ให้ขายไฟเข้าระบบ
    กพช. เห็นชอบโครงการนำร่องโซล่าร์รูฟท็อปเสรี 100 เมกะวัตต์ ย้ำให้ผลิตใช้เองยังไม่ให้ขายไฟฟ้าเข้าระบบ คาด กกพ.ออกหลักเกณฑ์ได้ภายในเดือนมี.ค.นี้ก่อนเปิดให้ติดตั้งจริงปลาย ธ.ค. 2559 พร้อมอนุมัติให้ขยาย COD โซล่าร์ราชการสหกรณ์เป็น 30 ธ.ค.2559 กกพ.เร่งเปิดจับสลากให้ได้สิ้นเดือนมี.ค.นี้
     

    พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานว่า ที่ประชุมรับทราบการรายงานโครงการนำร่องผลิตไฟฟ้าบนหลังคาแบบเสรี(โซล่าร์รูฟท็อป) 100 เมกะวัตต์ ภายใต้การบริหารของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(พีอีเอ) 50 เมกะวัตต์ และการไฟฟ้านครหลวง 50 เมกะวัตต์ 

     
    โดยในแต่ละ 50 เมกะวัตต์ดังกล่าวจะแบ่งให้ทดลองในกลุ่มบ้านเรือน 10 เมกะวัตต์ ซึ่งแต่ละหลังจะติดตั้งไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ และกลุ่มอาคารธุรกิจ 40 เมกะวัตต์ ติดตั้งระหว่าง 10-1,000 กิโลวัตต์ แต่จะดูตามประวัติการใช้ไฟฟ้าย้อนหลัง 1 ปีด้วย ซึ่งหมายความว่าจะเน้นไปที่กลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าจำนวนมากในเวลากลางวัน เพื่อให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของการผลิตสำหรับใช้เองและควบคุมการไหลย้อนกลับเข้าระบบ ซึ่งไฟฟ้าที่ผลิตเกินความต้องการใช้และไหลเข้าระบบของการไฟฟ้านั้น จะยังไม่มีการคิดค่าไฟฟ้า
     
    ทั้งนี้ได้มอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ออกหลักเกณฑ์เปิดรับผู้ร่วมโครงการภายในเดือนมี.ค.นี้ และคาดว่าสิ้นเดือนธ.ค. 2559 ถึงต้นเดือนม.ค.2560 จะสามารถติดตั้งนำร่องได้ และจะประเมินผลเพื่อขยายโครงการไปสู่ภาพรวมของประเทศต่อไป 
     
    นายพรเทพ ธัญญพงศ์ชัย ประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) กล่าวว่า ที่ประชุม กพช. ได้อนุมัติให้ขยายการขายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์(COD) สำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน(โซล่าร์ฟาร์ม)สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์การเกษตรออกไปจากเดือน ก.ย. 2559 เป็นเดือนธ.ค. 2559 แทน โดย กกพ. จะเร่งออกหลักเกณฑ์ พร้อมเปิดให้มีการจับฉลากผู้ร่วมโครงการภายในเดือนมี.ค. 2559 นี้ 
     
    สำหรับโครงการโซล่ารูฟท็อป 200 เมกะวัตต์ ที่ค้างมาตั้งแต่ปี 2556  และ 2558 นั้น ที่ประชุม กพช.ให้อนุมัติให้ขยาย COD ออกไปถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2559 นี้ โดยหากสามารถผลิตไฟฟ้าเข้าระบบได้ทันภายในสิ้นเดือนเม.ย. 2559 จะได้รับเงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง(ฟีทอินทารีฟ) เท่าเดิม  6.96 บาทต่อหน่วย แต่หากเกินเดือนเม.ย.นี้จะลดฟีทอินทารีฟลงเหลือ 6.85 บาทต่อหน่วย และถ้าเกิน 30 มิ.ย. 2559 จะถูกตัดสิทธิ์ทันที 
     
    ส่วนโครงการโซล่าร์ฟาร์มค้างท่อนั้น กพช.มีมติให้ยกเลิกสัญญากับผู้ผลิตไฟฟ้าที่ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าเข้าระบบได้ภายใน 31 ธ.ค.2558 ที่ผ่านมา ยกเว้นกลุ่มที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง หรือยื่นอุทธรณ์กับภาครัฐ ซึ่งจะพิจารณาเป็นรายไป 
     
    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยังระบุถึงกรณีที่ผู้ประกอบโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ขอเปลี่ยนเงื่อนไขการรับเงินสนับสนุนจากภาครัฐ จากระบบเงินส่วนเพิ่มรับซื้อไฟฟ้า(แอดเดอร์)เป็นระบบฟีทอินทารีฟ นั้น ที่ประชุม กพช.ได้อนุมัติให้เปลี่ยนแปลงได้แบบมีเงื่อนไขห้ามฟ้องร้องหน่วยงานราชการและปรับลดระยะเวลาการได้รับฟีทอินทารีฟลง  โดยไม่ต้องนำเรื่องดังกล่าวกลับมาพิจารณาในที่ประชุมกพช.อีก  
     
    นอกจากนี้ที่ประชุมกพช. ได้เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)เคยมีมติไว้ โดยจะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบให้เข้าสู่กระบวนการในการออกเป็นกฎหมายต่อไป
  • Date : 11 / 03 / 2016
    ปตท.ยืนยัน LNG เป็นก๊าซที่มีความปลอดภัยสูง

                ปตท.ยืนยัน LNG เป็นก๊าซที่มีความปลอดภัยสูง ต่างชาติใช้ในภาคขนส่งทั้งรถยนต์ เรือเดินสมุทร มานานหลายสิบปี  ขณะที่ประเทศไทยยังถือเป็นเรื่องใหม่ที่ต้องศึกษาให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด  โดยกรณีเกิดการระเบิดของเรือที่ใช้LNGในคลองแสนแสบ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังอยู่ในระหว่างตรวจสอบสาเหตุที่แท้จริง

     

                นายสมเกียรติ เมสันธสุวรรณ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) เปิดเผยถึงกรณีการเกิดระเบิดของเรือโดยสารในคลองแสนแสบที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)และดีเซลเป็นเชื้อเพลิงว่า หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกำลังอยู่ในระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงของสาเหตุ โดย ปตท.เป็นเพียงผู้ให้ข้อมูลด้านเทคนิค และยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลออกมาในขณะนี้

     

                อย่างไรก็ตามในทางข้อเท็จจริงทางวิชาการ ปตท ยังยืนยันว่า LNG นั้น เป็นก๊าซที่มีความปลอดภัยสูง เมื่อเทียบกับก๊าซหุงต้ม(LPG) โดยโอกาสติดไฟเป็นไปได้ยากกว่า เพราะต้องมีองค์ประกอบพร้อมกันทั้งปริมาณสัดส่วนไอเชื้อเพลิง 5-15% ต่ออากาศ  ต้องมีอุณหภูมิระดับ 650 องศาเซลเซียส และเป็นพื้นที่ที่มีออกซิเจนประกอบด้วย รวมทั้งต้องมีประกายไฟ จึงจะเกิดการติดไฟได้ ซึ่งองค์ประกอบดังกล่าวมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก

     

                อีกทั้ง LNG เป็นก๊าซที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีสิ่งตกค้าง เพราะมีการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ จึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดังนั้นกรณีที่มีผู้ระบุว่าพบเห็นหรือได้กลิ่นก๊าซฯ ก่อนระเบิดของเรือโดยสารที่คลองแสนแสบนั้น ค่อนข้างจะผิดไปจากคุณสมบัติของก๊าซฯ จึงต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงกันต่อไป 

     

               นายสมเกียรติ กล่าวว่า การใช้ LNGในต่างประเทศโดยเฉพาะยุโรป ญี่ปุ่น อเมริกาเหนือ ซึ่งเป็นประเทศที่มีอากาศหนาว มีกันมานานหลายสิบปีแล้ว ทั้งในรถยนต์ เรือเดินสมุทร  เพราะเป็นเชื้อเพลิงที่ปลอดภัยสูง สำหรับประเทศไทยถือเป็นเรื่องใหม่ เพราะเพิ่งมีการนำเข้ามาใช้เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นจะต้องมีการเรียนรู้การใช้งานที่ปลอดภัยให้มากขึ้น

     

               อย่างไรก็ตามปัจจุบันไทยใช้ LNG สำหรับเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าอยู่ 7% ของเชื้อเพลิงทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการทำสัญญาซื้อก๊าซจากประเทศกาตาร์เป็นสัญญาระยะยาว 20 ปี(พ.ศ. 2558-2578) ในปริมาณ2 ล้านตันต่อปี นอกจากนี้มีการผลิตเองในประเทศอยู่ 1 แหล่ง ที่ตำบล หนองตูม จ.สุโขทัยจำนวณประมาณ 10 ตันต่อวัน  แต่ส่งมาจำหน่ายสำหรับเรือโดยสารที่คลองแสนแสบเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงร่วมกับดีเซลจำนวน 1 ตันต่อวัน โดยทดลองกับเรือจำนวน 30 ลำ จากทั้งหมดที่มีเรืออยู่ 72 ลำ

     

              แต่จากเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นนั้น ทำให้เรือโดยสารชะลอการทดลองใช้ LNG ออกไปจนกว่าผลการตรวจสอบสาเหตุจะแล้วเสร็จ ดังนั้นปริมาณ LNG 1 ตันต่อวันดังกล่าว จะนำกลับมาใช้ในสถานีก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(NGV)แทน 

     

              “ต่างประเทศมีการใช้ LNG กันอย่างแพร่หลายมานาน โดยใช้ในยานยนต์ อุตสาหกรรม และเรือ ซึ่งล่าสุดยุโรปได้ประกาศจะเลิกใช้น้ำมันเตาในเรือเดินสมุทรเพราะปล่อยมลภาวะ แต่จะให้หันมาใช้ LNG แทน เพราะมีการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ ไม่เกิดควันดำจึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งในเมืองไทยเพิ่งเริ่มนำมาใช้ได้เพียง 5 ปี จึงถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทยที่ต้องเรียนรู้และศึกษาการใช้งานอย่างปลอดภัยต่อไป” นายสมเกียรติ กล่าว

     

               นายสมเกียรติ กล่าวด้วยว่า ปตท.จะร่วมกับกรมเจ้าท่า เร่งรณรงค์ให้เรือที่ติดตั้งLNG เป็นเชื้อเพลิงตรวจสอบอุปกรณ์ทุกวัน โดยเฉพาะกรณีมีการรั่วซึมจะมีเสียงให้ได้ยิน ในส่วนของรถยนต์ที่ใช้NGV ผู้ใช้รถควร เน้นดู 3 จุด คือ 1.ตรวจสอบตัวถัง สายรัดว่าแน่นหนาเป็นปกติหรือไม่ 2.อุปกรณ์มีการรั่วไหลหรือไม่ และ3. ตัวท่อส่งก๊าซที่มาถึงเครื่องยนต์มีการแ ตกหักหรือไม่ โดยอย่างน้อยการตรวจเช็คดังกล่าวต้องทดสอบตามมาตรฐานทุก 1 ปี เพื่อให้การใช้เงินเกิดความปลอดภัยมากที่สุด

     

              ทั้งนี้ LNG และ NGV มีความเหมือนกันคือมาจากก๊าซธรรมชาติ ที่เป็นมีเทน หรือC1แต่ ต่างกันตรงLNGมีสถานะเป็นของเหลว เพราะถูกลดอุณหภูมิ ติดลบ160องศาเซ็นเซียส ส่วน NGV นั้นมีสถานะเป็นก๊าซ

     

Date : 10 / 03 / 2016

  • Date : 10 / 03 / 2016
    รัฐมนตรีพลังงานแจงโครงการนำร่องโซลาร์รูฟท็อปเสรีช่วงแรกยังไม่ให้ขายไฟส่วนเกินเข้าระบบ

    รัฐมนตรีพลังงานแจงผ่านรายการเดินหน้าประเทศไทย ยืนยันโครงการนำร่องโซลาร์รูฟท็อปเสรี 100เมกะวัตต์ จะเห็นผลภายในสิ้นปีนี้ แต่ยังไม่ให้มีการขายไฟฟ้าเข้าระบบ

    รายการเดินหน้าประเทศไทย ซึ่งออกอากาศทางทีวีดิจิตอลทุกช่องช่วงหลังเคารพธงชาติ 18.00น.ของวันที่10 มีนาคม2559 มี พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นแขกรับเชิญในรายการ เพื่อพูดคุยเรื่องความคืบหน้าการดำเนินนโยบายพลังงาน ในปี2559  โดยประเด็นสำคัญหนึ่งที่มีการชี้แจงในรายการคือ ความคืบหน้าในการดำเนินโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี ที่ประชาชนให้ความสนใจจำนวนมาก

    พลเอกอนันตพร กล่าวว่า ในช่วงเริ่มต้นของโครงการ จะเป็นการนำร่องเพื่อทดสอบระบบ จำนวน100 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็นในส่วนของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 50 เมกะวัตต์ และ การไฟฟ้านครหลวง50 เมกะวัตต์  แต่จะเป็นการใช้ เพื่อประหยัดไฟในส่วนของตัวเองก่อน   ยังไม่อนุญาตให้มีการขายไฟฟ้าเข้าระบบสายส่ง  ซึ่งคาดว่าภายในปีนี้ น่าจะดำเนินการให้เห็นผลได้ หลังจากนั้นจึงจะมีการพิจารณา ว่าควรจะให้มีการจำหน่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบหรือไม่ 

    พลเอกอนันตพร กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าต้นทุนค่าไฟฟ้าที่มาจากพลังงานทดแทน นั้นสูงกว่าต้นทุนค่าไฟฟ้าที่มาจากก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน  ซึ่งที่ผ่านมารัฐให้การส่งเสริม ด้วยการอุดหนุนค่าไฟฟ้าให้กับผู้ผลิต ดังนั้นหากมีการส่งเสริมในส่วนส่วนที่มากเกินไป และเร็วเกินไป ค่าไฟฟ้าก็จะเพิ่มสูงขึ้นจนประชาชนแบกรับภาระไม่ไหว  จึงเป็นบทบาทของกระทรวงพลังงานที่จะรักษาสมดุลย์ ระหว่างการส่งเสริมพลังงานทดแทน  กับอัตราค่าไฟฟ้าของประชาชน

    สำหรับภารกิจสำคัญของกระทรวงพลังงานนั้น มุ่งเน้นใน3เรื่องหลัก คือการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน  การกำกับดูแลราคาพลังงานให้มีความเป็นธรรม  และการส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน  เพื่อให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและลดการนำเข้า รวมทั้งการดูแลเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

    ก่อนหน้านี้ นายดุสิต เครืองาม สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ  ในฐานะนายกสมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย ได้ยื่นหนังสือถึงพลเอกอนันตพร  เพื่อให้กระทรวงพลังงานชะลอการนำเรื่องโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี นำร่อง100 เมกะวัตต์ ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของคระกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) วันที่11 มี.ค.นี้ ออกไปก่อน เนื่องจากยังไม่ให้มีการขายไฟฟ้าส่วนเกินที่เหลือจากการใช้ภายในบ้าน เข้าสู่ระบบในเชิงพาณิชย์ ซึ่งทำให้โครงการมีผลตอบแทนการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า

    ด้านแหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า  ประเด็นที่ยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ในคณะทำงาน และทำให้การดำเนินการโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรีในช่วงแรก ยังไม่ให้มีการขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบ นั้น เนื่องจาก ยังมีประเด็นเรื่องของอัตราค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม ว่าควรจะเป็นเท่าไหร่ และเรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป จะต้องจ่ายภาษีส่วนนี้ให้กับกระทรวงการคลัง ด้วยทำให้มีขั้นตอนเรื่องของกฏระเบียบต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง    นอกจากนี้ในภาพรวมของโครงการ ดังกล่าวหากมีการเปิดให้มีการขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าระบบอย่างเสรี  ได้นั้น ผู้ที่ได้รับประโยชน์ก็คือ ครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการ ในขณะที่ผู้รับภาระค่าไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นคือประชาชนที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ ที่มีจำนวนมากกว่า  รัฐจึงจะต้องพิจารณาผลกระทบในส่วนนี้ด้วย 

  • Date : 10 / 03 / 2016
    โฆษกพลังงานคาดพีคไฟฟ้าปีนี้สูงเป็นประวัติการณ์
    พลังงานคาดพีคไฟฟ้าปีนี้พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ 29,000 เมกะวัตต์ รณรงค์ประชาชนร่วมมือลดใช้ไฟฟ้าช่วงหน้าร้อน
             นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายแและแผนพลังงาน(สนพ.) และในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัวว่า เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2559 ประเทศไทยได้เกิดปรากฎการณ์การใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค) เป็นครั้งที่ 2 ของปี 2559 แล้ว เมื่อเวลา 19.13 น. โดยเกิดการใช้ไฟฟ้าโดยรวมทั้งประเทศ อยู่ที่ 26,417.7 เมกะวัตต์  สำหรับครั้งแรกเกิดไปเมื่อวันที่8 มี.ค. 2559 พีคไฟฟ้าที่ 26,147 เมกะวัตต์
     
    อย่างไรก็ตามที่ผ่านมากระทรวงพลังงานคาดการณ์ว่าพีคไฟฟ้าโดยรวมในปีนี้ จะทำลายสถิติเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง เนื่องจากคาดว่าสภาพอากาศจะร้อนจัด ถึงเกือบ 40 องศา โดยคาดว่าพีคไฟฟ้าสูงสุดจะอยู่ที่ 29,000 เมกะวัตต์  ซึ่งสูงกว่าปี 2558 ที่พีคอยู่ระดับ 27,346 เมกะวัตต์ ที่อุณหภูมิ 36.7 องศา 
     
    ทั้งนี้กระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ได้ตรวจสอบการใช้ไฟฟ้าของประเทศตลอดช่วงฤดูร้อนนี้ โดยหากอุณหภูมิไม่สูงขึ้นเกิน 3 องศาเมื่อเทียบกับปี 2558 ยอดพีคไฟฟ้าน่าจะทำลายสถิติเพียง 28,300 เมกะวัตต์ แต่ถ้าร้อนมากอุณหภูมิเพิ่มสูงจนยอดใช้ไฟฟ้าถึงระดับ 28,500 เมกะวัตต์ หรือการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้น 3.5% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ก็จะเริ่มเข้าสู่ระดับการเฝ้าระวังของกระทรวงพลังงนและ กฟผ.ทันที เพื่อบริหารจัดการไฟฟ้าให้พอใช้และกระตุ้นให้ประชาชนลดใช้ไฟฟ้าให้มากยิ่งขึ้น 
     
           แต่ถ้าอุณภูมิสูงขึ้นกว่า 3 องศา เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว หรือใกล้เคียง 40 องศา ก็คาดว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศจะแตะระดับสูงสุด 29,000 เมกะวัตต์ หรือยอดใช้ไฟฟ้ารวมเพิ่มขึ้น 6% ซึ่งกระทรวงพลังงานและกฟผ.รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมแผนรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวไว้เบื้องต้นแล้ว
     
    ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิทุก 1 องศา มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพีคไฟฟ้าโดยเฉลี่ย 230 เมกะวัตต์ เมกะวัตต์ 
     
            สำหรับมาตรการที่กระทรวงพลังงานเร่งรณรงค์ให้ประชาชนร่วมลดใช้ไฟฟ้าช่วงหน้าร้อน  ได้แก่  การปิดไฟฟ้า หรือ  อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่ใช้งาน  การเปลี่ยนหลอดไฟฟ้ามาเป็นหลอด  LED ซึ่งช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ถึง85% เมื่อเทียบกับหลอกฟูออร์เรสเซนต์  รวมถึงการเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศโดยเลือกซื้อที่มีสัญลักษณ์ SEER บนสลากเบอร์ 5 ซึ่งช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ถึง  30% เมื่อเทียบกับเครื่องปรับอากาศทั่วไป  เป็นต้น 
     
     

     

Date : 09 / 03 / 2016

  • Date : 09 / 03 / 2016
    ปตท.ยันเติมน้ำมันเต็มถังช่วงหน้าร้อนไม่เกิดระเบิด
    ปตท.ยืนยันเติมน้ำมันเต็มถังหน้าร้อนไม่ก่อให้เกิดการระเบิด รถยนต์ออกแบบมารองรับไอน้ำมันในถังโดยเฉพาะแม้อากาศร้อน40-50องศายังปลอดภัย
     
           รายงานข่าวจากบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน)  แจ้งผ่านเฟซบุ๊ค PTT News ว่า ตามที่มีการแชร์ข้อมูลกันทางออนไลน์ถึงการเติมน้ำมันเต็มถังโดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนว่าจะทำให้เกิดการระเบิดนั้น ปตท. ขอชี้แจงว่า ปกติรถยนต์ทุกคันได้รับการออกแบบมาให้รองรับไอน้ำมันในถังโดยเฉพาะ ถึงแม้ว่าอุณหภูมิภายนอกต้วรถจะสูงถึง 40-50 องศาเซลเซียส ก็ยังคงปลอดภัย   
     
           นอกจากนี้การจุดติดไฟเองของน้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซล ต้องสูงกว่า 250 องศาเซลเซียส ดังนั้นการเติมน้ำมันเต็มถังจึงไม่ทำให้เกิดการระเบิดอย่างที่กล่าวอ้างแต่อย่างไร  ทั้งนี้ปตท.พร้อมให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อความเข้าใจที่ดีในการใช้สินค้าและบริการของ ปตท. หากมีข้อสงสัย เชิญสอบถามได้ที่ โทร. 1365