ข่าวทั้งหมด

Date : 02 / 09 / 2016

  • Date : 02 / 09 / 2016
    เอ็กโกเสนอแผนขึ้นโรงไฟฟ้าก๊าซขนอม1,000เมกะวัตต์ แทนโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

    เอ็กโก กรุ๊ป เตรียมแผนโรงไฟฟ้าก๊าซฯ ที่ขนอมเพิ่มอีก  1,000 เมกะวัตต์ รองรับกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ล่าช้า หรือไม่เกิด พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนผลิตพลังงานทดแทนใน 10 ปี เป็น 30%   

    นายชนินทร์ เชาวน์นิรัติศัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็กโก กรุ๊ป เปิดเผยว่า เอ็กโกฯ เตรียมเสนอภาครัฐสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ในพื้นที่ของโรงไฟฟ้าขนอมหน่วยที่2-3 ที่หมดอายุไปแล้วเมื่อวันที่ 19 มิ.ย.2559 ที่ผ่านมา โดยคาดว่าสามารถผลิตไฟฟ้าได้เต็มที่ 1,000 เมกะวัตต์ ทั้งนี้เพื่อรองรับกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ล่าช้าหรือไม่สามารถสร้างได้ และเพื่อสร้างความมั่นคงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ด้วย 

    "เอ็กโก ยังอยากเห็นการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่สำเร็จ แต่ที่ผ่านมาภาครัฐเริ่มเตรียมพร้อมรองรับกรณีสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ไม่ได้ โดยเริ่มมองไปที่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแทน ซึ่งเอ็กโกยืนยันถึงความพร้อม เพราะปัจจุบันเตรียมที่จะลงทุนสร้างโรงไฟฟ้า BLCP ที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งผ่านการทำรายงานผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม(EHIA) แล้ว อีกทั้งโรงไฟฟ้าขนอมหน่วยที่ 2-3 ได้หมดสัญญาแล้ว จึงมีพื้นที่เหลือสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซฯได้ ขณะที่ปริมาณก๊าซฯที่ ปตท. ส่งให้โรงไฟฟ้าขนอมเดิมก็ยังมีเหลือเพียงพอรองรับผลิตไฟฟ้าก๊าซฯได้ 1,000 เมกะวัตต์" 

    นอกจากนี้เอ็กโก ยังมีแผนเพิ่มสัดส่วนการผลิตพลังงานทดแทนในอีก 10 ปีข้างหน้า จาก 16% ในปัจจุบันเป็น 30% ซึ่งมาจากการผลิตทั้งในและต่างประเทศ โดยในส่วนของในประเทศนั้นจะมุ่งเน้นที่โรงไฟฟ้าชีวมวล เนื่องจากเป็นโรงไฟฟ้าที่สามารถทำสัญญาเป็นการผลิตไฟฟ้าแบบFirm  ได้ ส่วนในต่างประเทศยังมองในส่วนของพลังงานน้ำและอื่นๆตามความเหมาะสม ทั้งนี้เพราะทิศทางการผลิตไฟฟ้าของโลกกำลังมุ่งเน้นพลังงานทดแทนที่เป็นส่วนหนึ่งของการช่วยลดโลกร้อน

    นายชนินทร์ กล่าวว่า สำหรับปัจจุบันเอ็กโก มีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 4,049 เมกะวัตต์ และคาดว่าตามแผนการสร้างโรงไฟฟ้าที่เดินหน้าอยู่ในขณะนี้จะทำให้เอ็กโกมีกำลังผลิตไฟฟ้าในปี 2562 ถึง 5,000 เมกะวัตต์ และสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าในต่างประเทศจะเพิ่มเป็น 50% ในประเทศ 50% จากปัจจุบันสัดส่วนผลิตไฟฟ้าในประเทศอยู่ที่ 67% และต่างประเทศ 33% 

    ขณะที่สัดส่วนของกำไรนั้น คาดว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า กำไรที่ได้จากต่างประเทศจะแซงหน้ากำไรที่มาจากในประเทศ โดยปัจจุบันกำไรที่มาจากในประเทศอยู่ที่ 58% และต่างประเทศ 42%  ซึ่งมาจาก 7 โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างทั้งในและต่างประเทศที่ทยอยเดินเครื่องเชิงพาณิชย์และจะจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบตั้งแต่ปี 2559-2562 

    นอกจากนี้เอ็กโก กรุ๊ป ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้  ในต่างประเทศอีก 5 โครงการ ได้แก่ สปป.ลาว มี 2 โครงการ คือ โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ปากแบง  กำลังการผลิต 912 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ น้ำเทิน 1 กำลังการผลิต 650 เมกะวัตต์ อินโดนีเซีย มี 1 โครงการ คือ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ "สตาร์ เอนเนอร์ยี่ ส่วนขยาย (หน่วยที่ 3 และ 4)” กำลังการผลิตหน่วยละ 60 เมกะวัตต์ เวียดนาม มี 1 โครงการ คือ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกวางจิ กำลังการผลิต 1,220 เมกะวัตต์ และเมียนมา มี 1 โครงการ คือ โครงการโรงไฟฟ้าในนิคมอุตสาหกรรมทวาย

    สำหรับผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรกของปี 2559 เอ็กโก กรุ๊ป มีกำไรจากการดำเนินงาน จำนวน 4,299 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน จำนวน 400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 10% 

    ทั้งนี้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2559 เอ็กโก กรุ๊ป มีความก้าวหน้าของการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งการบริหารจัดการโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามกำหนด และการลงทุนเพิ่มในสินทรัพย์ที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว เพื่อให้บริษัทฯ รับรู้รายได้ทันทีจากโรงไฟฟ้า“ขนอม หน่วยที่ 4” ที่ได้ก่อสร้างแล้วเสร็จ เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์และจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบตามกำหนด เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2559 ที่ผ่านมา ทำให้สามารถรับรู้รายได้ในไตรมาสที่ 3 รวมทั้งยังช่วยเสริมสร้างความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้าในภาคใต้และระบบไฟฟ้าของประเทศด้วย 

    นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ซื้อหุ้นเพิ่ม 8.05%  ในบริษัท มาซินลอค พาวเวอร์ พาร์ทเนอร์ จำกัด ในประเทศฟิลิปปินส์ เป็นผลให้เอ็กโก กรุ๊ป มีสัดส่วนการถือหุ้นในโรงไฟฟ้ามาซินลอค 49% และบริษัทฯ ยังรับรู้รายได้เพิ่มจากการปรับอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ “สตาร์ เอนเนอร์ยี่” อินโดนีเซีย ซึ่งสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 40% ด้วย

    “เอ็กโกยังให้ความสำคัญกับธุรกิจไฟฟ้าเพราะเห็นโอกาสเติบโตได้อีกมาก แต่จะมุ่งเน้นขยายธุรกิจในต่างประเทศที่มีฐานอยู่แล้วและสามารถขยายตลาดได้อีก ได้แก่ ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นตลาดหลัก รวมทั้ง สปป.ลาว และอินโดนีเซีย โดยปัจจุบัน เอ็กโก กรุ๊ป มีโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้วในฟิลิปปินส์ 2 โรง และโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง 3 โครงการ คิดเป็นปริมาณพลังไฟฟ้าตามสัญญาซื้อขายและตามสัดส่วนการถือหุ้นรวมกว่า 1,100 เมกะวัตต์ สำหรับประเทศที่เริ่มเข้าไปลงทุน ได้แก่ ออสเตรเลีย และกลุ่มประเทศอาเซียนอื่นๆ เช่น เวียดนาม และเมียนมา จะพิจารณาโอกาสการลงทุนโดยร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ” นายชนินทร์กล่าว

Date : 01 / 09 / 2016

  • Date : 01 / 09 / 2016
    ชาวเทพาบุกกรุงวันที่สองชวนนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่เดินหน้าโรงไฟฟ้า

    ชาวชุมชนเทพา ยังคงเดินสายในกรุงเทพเพื่อยื่นหนังสือสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา ถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อเนื่องเป็นวันที่สอง  โดยฝากเชิญชวน นายกรัฐมนตรี ลงไปให้กำลังใจชาวเทพาในพื้นที่  ระบุ6ประเด็นให้รัฐมั่นใจเดินหน้าโรงไฟฟ้า

    วันนี้ (1 ก.ย.2559) นาย พณวรรธน์ พงศ์ประยูร ประธานเครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต ฮัจยีมานิต มุณี ผู้นำทางศาสนา และชาวบ้านจากตำบลต่างๆ ในอำเภอเทพากว่า 200 คนเดินทางไปยื่นหนังสือสนับสนุนการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ที่สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)ต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้(31 ส.ค.2559)ที่แกนนำได้เข้ายื่นหนังสือต่อผู้บริหารของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) 

    โดยหลังจากยื่นหนังสือต่อทาง สผ.แล้ว ยังได้เข้าพบและหารือกับ พ.อ.คฑาวุธ ขจรกิตติยุทธ หน.ฝ่ายความมั่นคง ศูนย์ปฏิบัติการนายกรัฐมนตรี และนายพันศักดิ์ เจริญ ผอ.ส่วนประสานมวลชนและองค์กรประชาชน โดยนาย พณวรรธน์ พงศ์ประยูร) ได้นำเสนอ6ประเด็น เพื่อยืนยันความเชื่อมั่นของชุมชนที่มีต่อการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา เพื่อให้ภาครัฐตัดสินใจในการเดินหน้าโครงการดังกล่าว คือ
    1.เรื่องการย้ายถิ่นฐานว่ามีความมั่นใจหรือไม่ที่จะต้องมีการย้ายถิ่นฐานออกจากพื้นที่ซึ่งกลุ่มยืนยันว่าไม่มีความกังวลใดๆ โดยเห็นว่าชาวบ้านในพื้นที่จะได้มีงานทำ
    2. กรณีมีการปล่อยข่าวว่าหากมีการสร้างโรงไฟฟ้าฯ จะมีการย้ายมัสยิดและกุโบร์ซึ่งกรณีดังกล่าวทาง กฟผ.ได้ดำเนินการชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรมาตลอดซึ่งคนในชุมชนมุสลิมได้เข้าใจดี แต่มีกลุ่มที่คัดค้านได้นำประเด็นดังกล่าวมาโจมตีคัดค้าน ซึ่งคนในขุมชนมีความมั่นใจว่าจะไม่มีการย้ายมัสยิดและกูโบ ตามที่มีการปล่อยข่าวโจมตีของฝ่ายคัดค้าน และชุมชนคาดหวังว่าภาครัฐจะได้พัฒนามัสยิดให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป
    3.กลุ่มฯ ยืนยันว่าโครงการดังกล่าวมีประโยชน์ต่อชุมชนอย่างมาก และขอฝากความหวังไว้กับรัฐบาลชุดนี้เดินหน้าโครงการต่อไป
    4.โครงการดังกล่าวทาง กฟผ.ได้มีการสนับสนุนด้านการศึกษาทางด้านช่างฝีมือให้กับวัยรุ่นในหมู่บ้านเป็นอย่างดี ทำให้วัยรุ่นไม่ไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด
    5.หากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินฯเกิดขึ้น กลุ่มเชื่อว่าจะสร้างความมั่นคงในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างแน่นอน
    6. ขอฝากเรื่องไปยังนายกรัฐมนตรี .ให้เร่งเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาโดยเร็ว เพื่อสนองความต้องการของคนในพื้นที่และต้องการให้นายกรัฐมนตรี.ลงพื้นที่ อ.เทพา จ.สงขลา เพื่อให้กำลังใจชาวบ้านต่อไป

    นายพณวรรธน์ ได้กล่าวขอบคุณภาครัฐที่ได้เปิดโอกาสให้กลุ่มได้มาแสดงจุดยืนและความต้องการ  อย่างไรก็ตาม พ.อ.คฑาวุธ ประธานที่ประชุม ได้กล่าวขอบคุณ กลุ่มประชาชนที่เดินทางมาสนับสนุนและให้กำลังใจรัฐบาล ซึ่งปัจจุบันก็ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าโครงการดังกล่าวจะเกิดขึ้นหรือไม่ พร้อมทั้งขอให้กลุ่มเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ

  • Date : 01 / 09 / 2016
    พีคไฟฟ้าภาคใต้ต่ำกว่าคาดช่วงปิดซ่อมแหล่งก๊าซเจดีเอ-เอ 18

    ภาคใต้ร่วมมือประหยัดไฟฟ้าช่วงปิดซ่อมบำรุงประจำปีแหล่งก๊าซเจดีเอ-เอ 18 (JDA-A18) ตั้งแต่วันที่ 20-31 ส.ค. 2559 รวม 12 วัน ทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) อยู่ที่ระดับ 2,511.3 เมกะวัตต์ เมื่อวันที่ 20 ส.ค. เวลา 19.07 น. ต่ำกว่าประมาณการที่กระทรวงพลังงาน คาดการณ์ไว้ที่ 2,570 เมกะวัตต์ ร้อยละ 2.3

    ดร.ทวารัฐ  สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ตามที่แหล่งก๊าซธรรมชาติพื้นที่พัฒนาร่วมไทย – มาเลเซีย เจดีเอ-เอ 18 (JDA-A18) ปิดซ่อมบำรุงประจำปี ระหว่างวันที่ 20 – 31 สิงหาคม 2559 นั้น กระทรวงพลังงานได้รับรายงานจาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ว่า ผู้ผลิตแหล่งก๊าซในพื้นที่ JDA ดังกล่าว สามารถเริ่มจ่ายก๊าซเข้าสู่ระบบท่อส่งและโรงไฟฟ้าจะนะ ของ กฟผ. ได้ตามปกติแล้ว เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2559 เวลา 18.00 น. ส่งผลให้การผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างกลับสู่สภาวะปกติ

    ทั้งนี้ ในช่วงการปิดซ่อมบำรุงประจำปี ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด หรือ (Peak)  พีค เกิดขึ้นเพียง  2,511.3 เมกะวัตต์ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2559 เวลา 19.07 น. ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าที่กระทรวงพลังงานประมาณการไว้ ที่ระดับ 2,570 เมกะวัตต์ ร้อยละ 2.3

    “ต้องขอขอบคุณพี่น้องชาวภาคใต้ และทุกหน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่ช่วยกันลดใช้พลังงานในช่วงการปิดซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซดังกล่าว ให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ทั้งนี้ กระทรวงพลังงาน มีความมุ่งมั่นและตั้งใจให้ประชาชนทุกพื้นที่ของประเทศมีไฟฟ้าใช้ และไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานของชาติ” ดร.ทวารัฐ กล่าว

    สรุปสถานการณ์ในช่วงปิดซ่อมบำรุงประจำปีแหล่งก๊าซเจดีเอ-เอ 18 (JDA-A18) ที่ผ่านมา พบว่า การดำเนินงานรับสถานการณ์ในช่วงดังกล่าวได้เป็นไปตามแผนงานของกระทรวงพลังงาน โดยโรงไฟฟ้าจะนะ ได้เปลี่ยนแผนการใช้เชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติ เป็นการใช้น้ำมันดีเซล โดยมีการใช้น้ำมันดีเซล รวม 24.1 ล้านลิตร ซึ่งใกล้เคียงกับแผนที่ประเมินไว้ ในส่วนการบริหารจัดการก๊าซเอ็นจีวีเป็นไปตามแผนงานโดยไม่เกิดการขาดแคลน

    ด้านนายสุธน บุญประสงค์ รองผู้ว่าการระบบส่ง  การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า ช่วงหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติ JDA-A18 ดังกล่าว ภาคใต้มีกำลังผลิตไฟฟ้ารวม 2,448 เมกะวัตต์ เท่านั้น จากพลังน้ำ โรงไฟฟ้าเขื่อนรัชชประภา 240 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าเขื่อนบางลาง 48 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าบ้านสันติ     1 เมกะวัตต์ จากน้ำมันดีเซล โรงไฟฟ้าจะนะ (ชุดที่ 1)  655 เมกะวัตต์   และโรงไฟฟ้าสุราษฎร์ธานี 230 เมกะวัตต์ จากน้ำมันเตา โรงไฟฟ้ากระบี่ 315 เมกะวัตต์ จากก๊าซธรรมชาติอ่าวไทย  โรงไฟฟ้าขนอม (ชุดที่ 4)  930 เมกะวัตต์ จากพลังงานหมุนเวียน โรงไฟฟ้า SPP 29 เมกะวัตต์ ขณะที่ภาคใต้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในช่วงที่มีการหยุดจ่ายก๊าซอยู่ที่ 2,511.3 เมกะวัตต์ (ณ วันที่ 20 สิงหาคม 2559 เวลา 19.07 น.) ซึ่งมากกว่ากำลังผลิตไฟฟ้าที่มี  จึงต้องนำพลังไฟฟ้าผ่านสายส่งเชื่อมโยงจากภาคกลางสู่ภาคใต้อีกบางส่วน  เพื่อตอบสนองการใช้ไฟฟ้าของประชาชนภาคใต้ได้อย่างเพียงพอ

    ทั้งนี้ ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของภาคใต้เติบโตเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 5 ต่อปี และมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงมีความจำเป็นในการจัดหาแหล่งผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้เพิ่มเติม เพื่อให้ระบบไฟฟ้าภาคใต้มีเพียงพอและมั่นคงในระยะยาว โดยจำเป็นต้องมีการกระจายเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าให้สมดุล ไม่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติมากเกินไป

Date : 31 / 08 / 2016

  • Date : 31 / 08 / 2016
    ชาวเทพาบุกกฟผ.สำนักงานใหญ่ หนุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา

    ชาวบ้านเทพา จ.สงขลา กว่า 300 คนเดินทางเข้ายื่นหนังสือกับ กฟผ. สนับสนุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาและท่าเทียบเรือ และเตรียมยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี 1ก.ย.นี้  ระบุคนในพื้นที่ 83% เห็นด้วยกับการสร้างโรงไฟฟ้า ด้าน กฟผ.ยืนยันพร้อมเปิดรับฟังทั้งเห็นด้วยและเห็นต่าง โดยจะมีธรรมนูญเทพา เพิ่มความมั่นใจดูแลคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมของคนในพื้นที่ ขณะสหภาพ กฟผ.ชี้บอร์ด กฟผ.เห็นด้วยให้จ้างคนในพื้นที่ทำงานในโรงไฟฟ้าเทพา  


    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้(31 ส.ค. 2559) เมื่อเวลาประมาณ 12.30 น. ชาวบ้านกลุ่มพัฒนาคุณภาพขีวิต อ.เทพา จ.สงขลา รวมตัวกันประมาณ 300 คน เดินทางมายังการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เพื่อยื่นหนังสือสนับสนุนการก่อสร้างท่าเทียบเรือและโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา 2,200 เมกวัตต์ ในพื้นที่อ.เทพา โดยมีนายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการ กฟผ. เป็นผู้รับมอบหนังสือดังกล่าว

    นายพณวรรธน์ พงศ์ประยูร แกนนำกลุ่มผู้สนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา กล่าวว่า กลุ่มชาวบ้านเทพาต้องการแสดงจุดยืนสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินของภาครัฐ เนื่องจากมีความเข้าใจสถานการณ์ไฟฟ้าภาคใต้ว่ามีปริมาณผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ และการใช้ไฟฟ้าภาคใต้ยังเติบโต 5% ต่อปี ดังนั้นหากยังต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากภาคกลางและซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศต่อไป จะส่งผลให้ภาคใต้ขาดความมั่นคงด้านไฟฟ้าในอนาคต 

    อย่างไรก็ตามขอยืนยันว่ากลุ่มชาวบ้านอ.เทพา ที่สนับสนุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพามีถึง 83% ส่วนกลุ่มที่เห็นต่างมีประมาณ 3% และที่ไม่แสดงจุดยืนมีประมาณ 10กว่า % ของชาวบ้านในเทพาทั้งหมด โดยกลุ่มที่เห็นต่างส่วนใหญ่เป็น NGO นอกพื้นที่ซึ่งชาวบ้านทราบกันเป็นอย่างดี 

    ทั้งนี้ชาวบ้านเทพาต้องการฝากถึงรัฐบาลและกฟผ. ให้ดูแลคุณภาพชีวิตของชาวบ้านเทพาที่ยอมเสียสละให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยต้องการให้สร้างอาชีพ การศึกษา ศาสนา และความมั่นคงด้านที่อยู่ศัย เป็นต้น 

    สำหรับในวันที่ 1 ก.ย. 2559 กลุ่มชาวบ้านเทพาจะเดินทางไปยื่นหนังสือสนับสนุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล พร้อมแสดงจุดยืนเห็นด้วยกับนโยบายรัฐที่เดินมาถูกทางแล้วสำหรับการสร้างความมั่นคงไฟฟ้าภาคใต้ 

    <img alt="" data-cke-saved-src="/userfiles/images/egat156(1).jpg" src="/userfiles/images/egat156(1).jpg" 500px;="" height:="" 335px;"="">
    ด้านนายสหรัฐ  บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า ในการสร้างโรงไฟฟ้าทุกพื้นที่มีทั้งกลุ่มที่เห็นด้วยและเห็นต่าง ซึ่ง กฟผ. พร้อมเปิดรับฟังความเห็นจากทุกกลุ่มและพร้อมทำความเข้าใจในข้อเท็จจริง ซึ่งหากกลุ่มเห็นต่างต้องการแสดงความเห็น กฟผ.ก็พร้อมจะรับฟัง เพื่อนำไปพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าให้ตอบโจทย์ความมั่นคงไฟฟ้าและพัฒนาประเทศให้เติบโตต่อไป 

    ทั้งนี้การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพานั้น ที่ผ่านมา กฟผ.ได้ทำความเข้าใจกับชาวบ้านมาโดยตลอด และได้มีการจัดทำธรรมนูญเทพา ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างชาวบ้านเทพากับกฟผ. ที่จะดูแลสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นส่วนที่ทำเพิ่มเติมมากกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ในการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจด้านคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมให้กับชาวบ้าน และขอยืนยันว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาเป็นโรงไฟฟ้าที่ กฟผ.เลือกให้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและปลอดภัยกับสิ่งแวดล้อม 

    นายประกอบ ปริมล ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ กฟผ. กล่าวว่า สหภาพฯ จะทำหน้าที่ตรวจสอบโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ให้การปฏิบัติงานเป็นไปตามมาตรฐาน และได้เสนอให้คณะกรรมการ กฟผ. จ้างเลือกจ้างชาวบ้านในพื้นที่มาเป็นพนักงานในโรงไฟฟ้าที่สร้างขึ้น เพื่อช่วยเหลือด้านแรงงานและคุณภาพชีวิตให้กับชาวบ้านในพื้นที่ต่อไป ซึ่งคณะกรรมการ กฟผ.ได้เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าวแล้ว   

  • Date : 31 / 08 / 2016
    สนพ. เผยผลศึกษา 20 ปีข้างหน้า EV ช่วยประหยัดพลังงาน 1.7 หมื่นล้านบาทต่อปี

    สนพ. เผย ผลศึกษาแนวทางส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า 1.2 ล้านคัน ภายในปี 2579 ระบุ EV จะช่วยประหยัดเชื้อเพลิงได้สูงถึง 1.7 หมื่นล้านบาทต่อปี ระหว่างปี 2575-2579 และไม่กระทบโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์

    ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร  ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังร่วมเป็นประธานเปิดงานสัมมนารับฟังความคิดเห็นผลการศึกษา “โครงการศึกษาและพัฒนาแนวทางในการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า” ว่า ปัจจุบันรัฐบาลให้ความสำคัญและสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า และตามกรอบแผนบูรณาการพลังงานของประเทศ ในส่วนของการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ มีเป้าหมายไว้ที่ 1.2 ล้านคัน ภายในปี 2579

    และเพื่อให้การขับเคลื่อนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าไปตามแผนงาน สนพ. โดยกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้ร่วมกับ สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินโครงการศึกษาและพัฒนาแนวทางในการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อประเมินการประหยัดพลังงานจากการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า และการวิเคราะห์ผลกระทบต่อการใช้พลังงานในระดับมหภาค รวมถึงประเมินผลจากการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าด้านเศรษฐศาสตร์และด้านพลังงานในภาคขนส่ง ซึ่งจากผลการศึกษาโครงการฯ พบว่าหากสามารถส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศให้ได้ตามแผนงานของกระทรวงพลังงาน จะไม่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ แต่ยังจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ โดยจะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศขยายตัวต่อเนื่อง และประเทศสามารถประหยัดเชื้อเพลิงเพื่อการขนส่งลงได้ ในช่วงปี 2575-2579 หรือ 5 ปีสุดท้ายของแผน เฉลี่ยถึงปีละ 1.7 หมื่นล้านบาท

    ผศ.ดร. ภูรี สิรสุนทร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หัวหน้าโครงการฯ ได้กล่าวผลการศึกษาเพิ่มเติมว่า ในต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาตลาดอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า จำเป็นต้องใช้แรงผลักดันจากทุกภาคส่วนและการส่งเสริมจากภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนในการเป็นเจ้าของยานยนต์ไฟฟ้าและเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้ การส่งเสริมพัฒนาเทคโนโลยี การเพิ่มปริมาณและความหลากหลายในการผลิตภายในประเทศ โดยอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชน และด้านโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะการเพิ่มจำนวนสถานีชาร์จและพัฒนาระบบการจ่ายไฟฟ้าเพื่อให้ผู้บริโภคและผู้ผลิตมีความมั่นใจในการหันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น

    ทั้งนี้ จากผลการศึกษาของโครงการฯ พบว่า หากรัฐบาลสามารถส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าได้ตามแผนงาน ภายในปี 2579 และภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยสามารถผลิตยานยนต์ไฟฟ้าใช้เองภายในประเทศได้ จะช่วยทดแทนและลดการนำเข้าชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าได้แทบทั้งหมด หรือไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างแต่อย่างใด นอกจากนี้ การส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าจะทำให้ความต้องการเชื้อเพลิงฟอสซิลประเภทต่างๆ โดยเฉพาะน้ำมัน ปรับตัวลดลง ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป

    จากแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อประเมินผลประหยัดพลังงานจากการเปลี่ยนไปใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคตตามแผนขับเคลื่อนฯ พบว่า ภายในปี พ.ศ. 2558 ถึง 2579 การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าจะทำให้ความต้องการการใช้พลังงานไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 608 กิกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี แต่สามารถลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลลง 334 ล้านลิตรต่อปี หรือคิดเป็นมูลค่า 5,417 ล้านบาทต่อปี เฉลี่ยตลอดระยะเวลา 21 ปี (พ.ศ. 2558-2579) ซึ่งหากเปรียบเทียบผลประหยัดเป็นหน่วยไฟฟ้าแล้ว พบว่า จะสามารถประหยัดพลังงานได้เฉลี่ย 2,323 กิกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี

     

Date : 30 / 08 / 2016

  • Date : 30 / 08 / 2016
    ครม.อนุมัติปตท.ตั้งบริษัท PTT International Trading London

    ครม.อนุมัติ ปตท. ตั้งบริษัทลูกชื่อ PTT International Trading London เพื่อเพิ่มโอกาสการค้าน้ำมัน  พร้อมผ่อนเกณฑ์คุมรัฐวิสาหกิจเปิดทาง ปตท.สผ.ตั้งบริษัทลูกเข้า ซื้อกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมได้อย่างคล่องตัว
                      

    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่30 ส.ค. 2559  ว่ามีวาระอนุมัติให้มีการจัดตั้งบริษัทบริษัท PTT International Trading London Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) มีทุนจดทะเบียน 420,000 ปอนด์ หรือราว  21 ล้านบาท  โดยขอบเขตการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ จะดำเนินการค้าปิโตรเลียม ปิโตรเคมี พลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ อันได้แก่ การค้า ซื้อขาย ผลิต กลั่น ขนส่ง ผสม แลกเปลี่ยนหรือดำเนินธุรกรรมอื่นใดที่เกี่ยวเนื่องหรือสนับสนุนการค้าดังกล่าว ภายใต้นโยบายของบริษัท ปตท. แต่ขอยกเว้นการนำคำสั่ง กฎระเบียบ ข้อบังคับ มติ ครม. ที่ใช้บังคับกับรัฐวิสาหกิจทั่วไปที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันหรือที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมาใช้บังคับ  แต่ให้บริษัทมีกฎระเบียบข้อบังคับใช้ปฏิบัติในเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องเป็นของตนเอง และให้รวมถึงระเบียบวิธีการงบประมาณ การบริหารและการจัดการทาการเงินและบัญชี ตลอดจนการพัสดุ การบริหารบุคคลและการสรรหาบุคลากรโดยอิสระ 
      

    กระทรวงพลังงานได้รายงานให้ ครม. ทราบถึงเหตุผลที่บริษัท ปตท.ขอจัดตั้งบริษัทลูกดังกล่าวว่า เนื่องจาก ปตท. มีเป้าหมายในการเป็นบริษัทพลังงานไทยชั้นนำข้ามชาติ โดยมีหน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศทำหน้าที่รับผิดชอบในการจัดหารายได้จากการดำเนินธุรกิจค้าระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทย ควบคู่กับการขยายฐานการค้าไปยังทุกภูมิภาคทั่วโลก ซึ่งครอบคุลมตั้งแต่การจัดหา การนำเข้า การส่งออกและการค้าระหว่างประเทศของผลิตภัณฑ์ต่างๆ 

    ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการค้าส่วนใหญ่อยู่ในตลาดภูมิภาคตะวันออกของโลก เนื่องจากมีอัตราการเติบโตของความต้องการใช้พลังงานสูงอย่างต่อเนื่อง  แต่ขณะเดียวกันตลาดในภูมิภาคตะวันตกของโลกก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้น โดยมีสาเหตุหลักจากการที่ประเทศสหรัฐฯ เปลี่ยนสถานะจากผู้นำเข้ามาเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบของโลก ขณะที่สหภาพยุโรปก็ทยอยปิดกิจการเนื่องจากต้นทุนการผลิตสูงจึงต้องนำเข้าจากภูมิภาคตะวันออกที่มีโรงกลั่นใหม่ ขนาดใหญ่ มีการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปมากขึ้น 
 จากสถานการณ์ดังกล่าวจึงจำเป็นที่บริษัท ปตท. ต้องปรับกลยัทธ์การดำเนินธุรกิจการค้าระหว่างประเทศจากเดิมที่ดำเนินธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคเป็นหลัก ไปสู่การดำเนินการขยายตลาดไปยังภูมิภาคตะวันตกเพื่อดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศให้ครอบคลุมทั่วโลก สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากโอกาสทางการค้าที่เพิ่มขึ้น มีการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกรู้สถานการณ์ตลาดโลกเพื่อการบริหารจัดการได้เหมาะสมกับสถานการณ์     
               
    
                 
    นายกอบศักดิ์  กล่าวว่า ครม. ยังได้อนุมัติให้บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) หรือ ปตท.สผ. และบริษัทในเครือที่มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ ได้รับการยกเว้นไม่ต้องถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การจัดตั้ง/ร่วมทุนและกำกับดูแลบริษัทในเครือของรัฐวิสาหกิจ ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ สำหรับสาเหตุที่ต้องขอให้ยกเว้นการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของรัฐวิสาหกิจครั้งนี้กระทรวงพลังงานได้ชี้แจงว่า เนื่องจากสถานการณ์น้ำมันในตลาดโลกที่ลดลงอย่างต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อผลประกอบการที่ประกอบกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมอย่างมาก ทำให้ปัจจุบันบริษัทฯ ได้รับการเสนอจากผู้ร่วมทุน(partner) ที่จะขายหุ้นทั้งหมดของบริษัทของในแหล่งสัมปทานทั้งในประเทศและต่างประเทศ และ ปตท.สผ.มีระยะเวลาในการใช้สิทธิซื้อหุ้นได้ก่อน (Pre-Emptive Right) ภายใน 30 วัน ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนส.ค. นี้  โดยปตท.สผ.เห็นว่าแหล่งสัมปทานที่เสนอขายเป็นแหล่งที่มีศักยภาพและเกี่ยวข้องกับการรักษาความมั่นคงทางพลังงานของไทย จึงต้องการใช้สิทธิ Pre-Emptive Right ภายในกำหนด และจะต้องมีการตั้งบริษัทในเครือใหม่เพื่อเข้าไปซื้อหุ้นของผู้ร่วมทุนที่ประสงค์ขายตามข้อสัญญา  ซึ่งจะทำให้ปตท.สผ.มีความคล่องตัวมากขึ้น  โดยหากต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์การจัดตั้ง/ร่วมทุนและกำกับดูแลบริษัทในเครือของรัฐวิสาหกิจ จะต้องดำเนินการเสนอเรื่องไปยังกระทรวงพลังงาน คนร. และ ครม. ซึ่ง 3 ขั้นตอนนี้จะต้องใช้เวลามาก ไม่ทันต่อสถานการณ์และทำให้เสียโอกาสได้ 

  • Date : 30 / 08 / 2016
    พพ.ชี้เป้า4จังหวัดมีศักยภาพลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานลม

    พพ. ระบุพื้นที่4 จังหวัดของไทยประกอบด้วย ร้อยเอ็ด,ลพบุรี,เพชรบุรี,สงขลา มีศักยภาพลงทุนพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม  ซึ่งไม่มีปัญหาเรื่องที่ดินและพื้นที่อนุรักษ์  โดยรัฐตั้งเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้าตามแผนAEDP2015 เอาไว้3,000เมกะวัตต์ ยังกำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานลมในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) หน่วยละ 6.06 บาทเป็นระยะเวลา 20 ปี

    นายธรรมยศ ศรีช่วย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า จากผลการเก็บข้อมูลความเร็วลมจากเสาวัดลมที่ พพ. ติดตั้งไว้ตามภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ พบว่าในเบื้องต้นมีอีก 4จังหวัด ที่มีศักยภาพของพลังงานลม เหมาะสำหรับผู้ประกอบการจะทำการศึกษาความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาเป็นโครงการผลิตไฟฟ้าในลักษณะทุ่งกังหันลม (Wind Farm) ซึ่งได้แก่ พื้นที่ ต.เกาะแต้ว อ.เมือง จ.สงขลา พื้นที่ ต.แหลมผักเบี้ย อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี พื้นที่ ต.นาเมือง อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด และพื้นที่ ต.บัวชุม อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี

    พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่สำรวจล่าสุดที่ไม่ติดปัญหาเรื่องที่ดินหรือพื้นที่อนุรักษ์ และเป็นพื้นที่มีกำลังลมแรงสุดสามารถพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมได้

    ​ทั้งนี้ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ.2558 – 2579 หรือ AEDP2015 กำหนดเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมไว้ที่ 3,000 เมกะวัตต์ โดยปัจจุบันมีโครงการไฟฟ้าพลังงานลมที่จ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าระบบแล้ว 234 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ตามการจะพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม จำเป็นจะต้องตั้งเสาวัดลมตรวจสอบศักยภาพความเร็วลมอีกอย่างน้อย 1-2 ปี เนื่องจากการลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าในลักษณะทุ่งกังหันลมใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง

    ​นายธรรมยศฯ ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ภาครัฐได้มีมาตรการสนับสนุนผู้ลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม โดยกำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานลมในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) หน่วยละ 6.06 บาทเป็นระยะเวลา 20 ปี ทั้งนี้ผู้ประกอบการรายใดต้องการข้อมูลศักยภาพความเร็วลมเบื้องต้น สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ กลุ่มพลังงานลม สำนักวิจัย ค้นคว้าพลังงาน พพ. โทร. 0 2223 0021-9 ต่อ 1204 หรือ 1221 ในวันและเวลาราชการ