ข่าวทั้งหมด

Date : 01 / 07 / 2016

  • Date : 01 / 07 / 2016
    กฟผ.เปิดทางเจรจาโครงการไฟฟ้าพลังงานลมของสปป.ลาว หากราคาค่าไฟฟ้าถูกจริง

    กฟผ.เปิดทางเจรจาไฟฟ้าพลังงานลมจากสปป.ลาวหากราคาถูกจริง ย้ำข้อจำกัดไทยซื้อได้ไม่เกิน 15% ของปริมาณไฟฟ้าในประเทศ  

    นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศ สปป.ลาว กัมพูชา และเมียนมา ได้ส่งทีมงานเข้ามาเจรจาขายไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานทดแทนให้กับ กฟผ. จริง ซึ่งเป็นพลังงานทดแทนที่ไม่ใช่พลังงานน้ำ ส่วนใหญ่เป็นพลังงานลม โดย กฟผ.กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสม เบื้องต้นเห็นว่าหากราคาขายไฟฟ้าถูก กฟผ.ก็ควรพิจารณารับซื้อ แต่มีข้อจำกัดว่าประเทศไทยจะซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศได้ไม่เกิน 13-15% ของปริมาณไฟฟ้าที่มีทั้งประเทศ    

    "ตอนนี้มีการเจรจากับ สปป.ลาว กัมพูชาและเมียนมา เรื่องการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานทดแทน เพราะประเทศของเขามีศักยภาพที่จะผลิตได้ แต่ความต้องการใช้ในประเทศเขามีไม่มาก จึงอยากส่งไฟฟ้ามาขายให้ไทย โดยในหลักการหากราคาถูก เราก็ควรที่จะพิจารณาซื้อไว้  โดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม ที่ทาง สปป.ลาว มีการนำเสนอเข้ามา  "นายกรศิษฏ์ กล่าว

    ด้าน นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม กล่าวว่า ปัจจุบันไทยซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศอยู่ 8%ของการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ  ซึ่งโดยนโยบายภาครัฐกำหนดให้ไทยซื้อไฟฟ้าต่างประเทศได้ไม่เกินปริมาณสำรองขั้นต่ำของไทยคือ 15%  ดังนั้นกรณีที่ประเทศเพื่อนบ้านอยากจะเจรจาขายไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้ไทยนั้น หากมีราคาถูกและเหมาะสม ก็มีแนวโน้มที่ กฟผ.จะเจรจาซื้อขายไฟฟ้าได้ 

    อย่างไรก็ตาม นายสหรัฐกล่าวว่า การซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนจากต่างประเทศจำนวนมากไม่เป็นผลดี เพราะถึงแม้ราคาจะถูก แต่มีความเสี่ยงในความมั่นคงไฟฟ้า เพราะไฟฟ้าพลังงานทดแทนยังมีความไม่แน่นอนในการผลิต ซึ่งขึ้นกับธรรมชาติ  ดังนั้นหากซื้อเข้ามาปริมาณมาก  กฟผ.ก็ต้องสร้างโรงไฟฟ้าหลักในประเทศให้มากเท่ากับปริมาณที่รับซื้อเพื่อรองรับความไม่แน่นอนของโครงการ 

Date : 30 / 06 / 2016

  • Date : 30 / 06 / 2016
    เร่งหาข้อสรุปไอพีพีกัลฟ์5,000เมกะวัตต์ ชี้ล่าช้ากระทบแผนสายส่ง
    กฟผ. เตรียมหารือรัฐมนตรีพลังงาน 1 ก.ค. นี้ จี้เร่งสรุปโรงไฟฟ้าก๊าซฯกลุ่มกัลฟ์ 5,000 เมกะวัตต์ ให้สร้างหรือไม่ ชี้ล่าช้ากระทบแผนสร้างสายส่งไฟฟ้า กฟผ. 7,250 ล้านบาท
     
    นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ.เตรียมรายงานพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในการประชุมระหว่าง กฟผ.กับผู้บริหารกระทรวงพลังงานในวันพรุ่งนี้(1 ก.ค. 2559) เกี่ยวกับปัญหาและผลกระทบจากความล่าช้าของภาครัฐในการสรุปว่าจะให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่(ไอพีพี) ของ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (เครือกัลฟ์ เจพี) ผลิตไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 5,000 เมกะวัตต์ หรือไม่  หลังจากบริษัทฯดังกล่าวชนะประมูลแต่เพียงรายเดียวในปี 2556 และภาครัฐอยู่ระหว่างการตรวจสอบความโปร่งใสในการประมูลดังกล่าว
     
    ทั้งนี้ หากภาครัฐยังตัดสินใจในเรื่องดังกล่าวไม่ได้ จะส่งผลกระทบต่อการสร้างสายส่งไฟฟ้าภาคตะวันออกของ กฟผ. ที่เตรียมลงทุนสร้างสายส่งไฟฟ้า 2 เฟส เป็นวงเงิน 7,250 ล้านบาท เพื่อรองรับโรงไฟฟ้าของเครือกัลฟ์ 5,000 เมกะวัตต์ โดยหากสร้างสายส่งไฟฟ้าช้าจะไม่ทันต่อการผลิตไฟฟ้าที่เกิดขึ้น หรือหากสร้างแล้วแต่โรงไฟฟ้ากัลฟ์ไม่ผ่านการอนุมัติก็จะมีผลกระทบต่อ กฟผ.ทันที
     
    อย่างไรก็ตาม ตามแผนงาน กฟผ. จะต้องเริ่มสร้างสายส่งไฟฟ้าในปีนี้ รวมถึงต้องขออนุมัติโครงการสร้าง การออกแบบสำรวจ กรมรอนสิทธิ์ที่ดินของประชาชน ซึ่งกระบวนการต่างๆ จะต้องใช้เวลานาน ดังนั้นรัฐควรเร่งสรุปให้ชัดเจนโดยเร็วว่าจะให้โรงไฟฟ้าก๊าวฯของเครือกัลฟ์ก่อสร้างได้หรือไม่    
  • Date : 30 / 06 / 2016
    คาดเปิดประมูลเอราวัณ บงกช ก.ย.2560
    กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จ่อเปิดประมูลสำรวจผลิตปิโตรเลียมแหล่งสัมปทานหมดอายุ ในเดือน ก.ย.ปีหน้า ระบุ มี.ค. 2560 เริ่มให้เอกชนยื่นคำขอศึกษาแปลงผลิต ขณะการเปิดสำรวจรอบใหม่คาดเริ่มได้ในปี 2561
     
    นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า ในเดือนมี.ค. 2560 นี้ กรมฯ จะออกประกาศเชิญชวนให้เอกชนที่สนใจประมูลสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุ ได้เข้ายื่นคำขอศึกษาข้อมูลแปลงสำรวจได้ โดยให้เวลาทำการศึกษา 4 เดือน จากนั้นในเดือน ก.ย. 2560 จะเริ่มเปิดการประมูลคัดเลือกผู้สำรวจและผลิตปิโตรเลียมแหล่งสัมปทานหมดอายุ และให้เริ่มทำการผลิตจริงในแหล่งบงกช ต่อจากของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ที่จะหมดอายุลงในปี 2565 และแหล่งเอราวัณ ของบริษัทเชฟรอน ประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ที่จะหมดอายุลงในปี 2566 
     
    “กระบวนการร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และร่าง พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม รวมถึงการกำหนดเงื่อนไขการประมูล (TOR) แหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุนั้น กรมฯคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือน ต.ค. 2559 นี้ และเตรียมเปิดเชิญชวนให้เอกชนมาร่วมศึกษาข้อมูลเดือนมี.ค. 2560 จากนั้นจะเปิดประมูลได้ประมาณ ก.ย. 2560 ต่อไป ” นายวีระศักดิ์ กล่าว
     
    อย่างไรก็ตามในช่วงรอยต่อของการประมูลดังกล่าว 8 ปี ระหว่างปี 2561-2568 หากได้ผู้ผลิตและสำรวจรายใหม่แทน ปตท.สผ และเชฟรอนนั้น กรมฯได้ประเมินความเสี่ยงกรณีไม่สามารถผลิตก๊าซธรรมชาติได้ต่อเนื่อง อาจทำให้ก๊าซฯหายไป 3.3 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ซึ่งแนวทางที่ภาครัฐเตรียมแก้ไขปัญหาคือ นำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) จากต่างประเทศ ซึ่งแผนการขยายคลัง LNG เพิ่มเป็น 11.5 ล้านตัน และสร้างคลังใหม่อีก 7.5 ล้านตัน รวมถึงสร้างคลัง LNG ลอยน้ำอีก 5 ล้านตัน ที่ผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่ผ่านมา จะเข้ามาช่วยบรรเทาผลกระทบได้ส่วนหนึ่ง แต่ทั้งนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพาเข้าระบบผลิตไฟฟ้าตามแผน
     
    ส่วนภายหลังการต่ออายุแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุในปี 2565และ 2566 กรมฯคาดว่าปริมาณก๊าซฯที่ผลิตได้จะลดลงจาก 2,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งมาจากแหล่งเอราวัณ 1,240 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และแหล่งบงกช 870 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดยจะลดลงเหลือ 1,500  ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งเป็นไปตามประหยัดพลังงานและแผนก๊าซฯระยะ 21 ปีของประเทศ ที่คาดว่าการใช้ก๊าซฯผลิตไฟฟ้าจะลดลงจากการกระจายเชื้อเพลิง และการประหยัดพลังงานโดยรวมของประเทศ รวมถึงการยืดเวลาอายุก๊าซฯในอ่าวไทยให้หมดช้าลง โดยให้เหลือการใช้ได้ต่อไปอีก 10 ปี อย่างไรก็ตามกระทรวงพลังงานจะทบทวนแผนก๊าซฯ ในเร็วๆนี้ เพื่อดูทิศทางการใช้ก๊าซฯของไทยใหม่
     
    ทั้งนี้หากการประมูลผลิตและสำรวจปิโตรเลียมในแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุเสร็จตามกำหนดในปี 2560 แล้ว กรมฯเตรียมที่จะเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ในปี 2561 ซึ่งเบื้องต้นยังกำหนดแปลงสำรวจไว้เท่าเดิมที่ 29 แปลง ส่วนจะใช้ระบบผลประโยชน์รูปแบบใดนั้น ต้องรอให้ร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และร่าง พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ออกมาเป็นกฎหมายก่อน เพื่อนำมากำหนดว่าแปลงใดจะใช้ระบบใดต่อไป            
  • Date : 30 / 06 / 2016
    ผู้ว่าฯ กฟผ. คนใหม่ประกาศเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา

    ผู้ว่าฯ กฟผ.ป้ายแดง ประกาศเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา ให้สำเร็จในระหว่างดำรงตำแหน่ง 1 ปี 10 เดือนนับจากนี้ แจงเตรียมเสนอ กกพ.ปรับแผนพีดีพี 2015 เพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าโดย กฟผ. ขึ้นเป็น 50% จาก 39% ตามแผนเดิม เล็งสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเพิ่มด้วย

    นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยถึงนโยบายในวาระการเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าฯ กฟผ. คนใหม่ ซึ่งเป็นลำดับที่ 13 นับแต่มีผู้ว่าฯ โดยกล่าวว่า ทิศทางการบริหารงานของ กฟผ. จากนี้ไป จะมุ่งเน้นการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนควบคู่กับการพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อถ่วงดุลให้ค่าไฟฟ้าของประเทศไม่สูงจนเกินไป เนื่องจากโรงไฟฟ้าถ่านหินมีต้นทุนผลิตต่ำกว่าเชื้อเพลิงอื่นๆ จึงช่วยเฉลี่ยค่าไฟฟ้าไม่ให้สูงเกินไปได้ ซึ่งตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว 21 ปี (พ.ศ. 2558-2579) หรือ พีดีพี 2015 ที่กำหนดให้มีโรงไฟฟ้าถ่านหินของ กฟผ. จำนวน 6 โรงนั้น จะทำให้ค่าไฟฟ้าประเทศเฉลี่ยตลอดแผนอยู่ที่ระดับ 4.60 บาทต่อหน่วย แต่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ที่แม้จะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ แต่ค่าไฟฟ้าระยะยาวจะเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ค่าไฟฟ้าปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ประมาณกว่า 3 บาทต่อหน่วย

    “ในช่วงของการดำรงตำแหน่งผู้ว่า กฟผ. เป็นเวลา 1 ปี 10 เดือนจากนี้ จะพยายามพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา ให้สำเร็จ โดยปัจจุบันโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ อยู่ระหว่างการศึกษาของคณะไตรภาคี ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 2-4 เดือนจะได้ข้อสรุปว่าควรสร้างหรือไม่ ขณะที่โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพานั้นได้จัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เสนอภาครัฐ พิจารณาแล้ว และขณะนี้กำลังจัดทำเงื่อนไขการประมูล (TOR) การก่อสร้างคู่ขนานไปกับการรอผลการพิจารณา EIA ด้วย” นายกรศิษฏ์ กล่าว 

    ทั้งนี้ ในส่วนของชุมชนรอบโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น กฟผ.จะหันมุ่งเน้นสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนมากขึ้น โดยจะหารือกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อแก้ไขระเบียบกองทุนพัฒนาไฟฟ้า เพื่อให้นำเงินกองทุนฯ มาใช้ในแผนพัฒนาชุมชนแบบระยาว 10 ปีได้ จากปัจจุบันจะใช้ตามโครงการของชุมชนที่เสนอมาแบบปีต่อปี ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยพัฒนาชุมชนได้อย่างยั่งยืนกว่า

    นายกรศิษฏ์ กล่าวว่า ปัจจุบันโรงไฟฟ้าถ่านหิน กฟผ. คิดเป็นสัดส่วน 20% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด หากขึ้นโรงไฟฟ้ากระบี่และเทพาได้ สัดส่วนจะเพิ่มเป็น 23% ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศมาเลเซีย ที่เพิ่มสัดส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินถึง 56%  และลดกำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซฯ เหลือ 37% ทั้งที่เป็นประเทศผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติ ทั้งนี้ ไทยมีความจำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อกระจายความเสี่ยงด้านพลังงานและลดต้นทุนค่าไฟฟ้า โดยปัจจุบันไทยยังใช้ก๊าซฯในการการผลิตไฟฟ้าถึง 70% ซึ่งเป็นไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซฯที่ซื้อจากเมียนมา 6,000 เมกะวัตต์ และไฟฟ้าที่ผลิตจากก๊าซฯจากอ่าวไทย 10,000 เมกะวัตต์ ซึ่งหากก๊าซฯ หายไป ก็จะกระทบการผลิตไฟฟ้าของประเทศอย่างมาก

    ผู้ว่าฯ กฟผ. กล่าวด้วยว่า กฟผ. จะเสนอปรับแผนพีดีพี 2015 ต่อ กกพ. เพื่อให้ กฟผ. สามารถเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าได้ตามเป้าหมายของรัฐบาลที่ 50% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนการผลิตเพียง 37% โดยหากไม่มีการปรับดังกล่าว สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ใน 20 ปีข้างหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 39% เท่านั้น ในขณะที่ภาครัฐต้องการให้ กฟผ. กลับมามีสัดส่วนการผลิตที่ 50% เพื่อสร้างความมั่นคงไฟฟ้าของประเทศ

    ทั้งนี้ การเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าดังกล่าว จะต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทดแทนของเดิมที่หมดอายุเพื่อรักษาระดับการผลิตไฟฟ้า รวมถึงสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินและสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น ซึ่งตามแผนพลังงานทดแทนของ กฟผ. จะต้องเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนอีก 15% ใน 20 ปีข้างหน้า หรือประมาณ 1,000-2,000 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันผลิตอยู่ 560 เมกะวัตต์

    นอกจากนี้ในส่วนของธุรกิจบริษัทลูกอย่าง บริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (EGATi) นั้น ประธานคณะกรรมการ กฟผ. มีนโยบายสร้างสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ โดยล่าสุด  EGATi ได้ขออนุมัติวงเงินตามกรอบที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เคยอนุมัติไว้ 17,000 ล้านบาท เพื่อเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศ โดยจะสรุปโครงการได้ในเดือน ก.ย.นี้  ซึ่งจะทำให้ EGATi มีทรัพย์สินเป็นของตัวเองและเพิ่มเครดิตในการกู้เงินลงทุนในอนาคตได้เอง

Date : 29 / 06 / 2016

  • Date : 29 / 06 / 2016
    ราชบุรีโฮลดิ้งเตรียมลงทุนโรงไฟฟ้าพลังน้ำในสปป.ลาวเพิ่มรับไทยขยายกรอบเอ็มโอยู
    บริษัท ราชบุรีฯ เตรียมสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำในสปป.ลาวเพิ่ม 400 เมกะวัตต์ หลังกระทรวงพลังงานจ่อเสนอ กพช.ขยายกรอบสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ สปป.ลาวเพิ่มเป็น 9,000 เมกะวัตต์ พร้อมเข้าถือหุ้น 100% ในโรงไฟฟ้าพลังลมที่ออสเตรเลีย
     
    นายรัมย์ เหราบัตย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด(มหาชน)เปิดเผยว่า บริษัท ราชบุรีฯ เตรียมขยายการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใน สปป.ลาว เพิ่มขึ้น หลังจากที่กระทรวงพลังงานมีแนวทางเตรียมจะเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เดือน ส.ค. 2559 เพื่อขยายกรอบความร่วมมือซื้อขายไฟฟ้ากับ สปป. จาก 7,000 เมกะวัตต์ เป็น 9,000 เมกะวัตต์ ดังนั้น บริษัท ราชบุรีฯ จึงเตรียมศึกษาสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำเซกอง 4 ขนาด 400 เมกะวัตต์ ใน สปป.ลาว ตามกรอบขยายการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันดังกล่าว ซึ่งจะทำให้ บริษัท ราชบุรีฯ มีกำลังผลิตไฟฟ้าใน สปป.ลาวเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีอยู่ 1,098.5 เมกะวัตต์ จากโรงไฟฟ้าถ่านหินหงสา 751.20 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าเซเปียน เซน้ำน้อย  102.5 เมกะวัตต์  โรงไฟฟ้าน้ำงึม 2 จำนวน 153.75 เมกะวัตต์  
     
    อย่างไรก็ตามแนวโน้มการผลิตไฟฟ้าพลังงานจากเขื่อนขนาดใหญ่ของ สปป.ลาวจะมีน้อยลง อีกทั้งรูปแบบการซื้อขายไฟฟ้าใน สปป.ลาวจะเปลี่ยนไปจากเดิมเป็นการทำสัญญาระหว่างผู้พัฒนาโครงการโดยตรง ก็จะเปลี่ยนเป็นการทำสัญญาระหว่างรัฐต่อรัฐแทน โดยมีการรวบรวมแหล่งผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กหลายๆ แหล่งเพื่อทำสัญญาต่อครั้ง ดังนั้นบริษัท ราชบรีฯ จึงเตรียมศึกษาการลงทุนโครงการไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาวที่มีขนาดต่ำกว่า 100 เมกะวัตต์แทน
     
    นายรัมย์ กล่าวว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2559 บริษัทลูกของบริษัท ราชบุรีฯ คือ บริษัท ราช-ออสเตรเลีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด(RAC) ซึ่งตั้งอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย ได้เข้าซื้อหุ้นอีก 50% ของบริษัท Port Bajool Pty จำกัด เป็นมูลค่า 260 ล้านบาท ทำให้มีหุ้นในบริษัท Mount Emerald Wind Farm Pty ครบ 100% ส่งผลให้บริษัท ราชฯเป็นเจ้าของโครงการไฟฟ้าพลังงานลม Mount Emerald ที่ออสเตรเลียเพียงผู้เดียว 180 เมกะวัตต์   
     
    ปัจจุบัน บริษัทฯ มีกำลังผลิตตามการถือหุ้นจากโรงไฟฟ้าพลังงานลมของ RAC จำนวน 4 แห่ง รวม 198 เมกะวัตต์ และมีแผนที่จะพัฒนาโครงการพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์อีก 2 โครงการ กำลังผลิตรวมประมาณ 232 เมกะวัตต์ สำหรับ โครงการพลังงานลม Mount Emerald มูลค่าโครงการประมาณ 9,500 ล้านบาท ตั้งอยู่บนพื้นที่ 2,400 เฮกเตอร์ ทางตอนเหนือของรัฐควีนส์แลนด์ ออสเตรเลีย โดยจะติดตั้งกังหันลมขนาด 3.45 เมกะวัตต์ จำนวน 53 ต้น โครงการนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จและเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปี 2561 จากการลงทุนดังกล่าวทำให้กำลังการผลิตของบริษัทฯ รวม เพิ่มขึ้นเป็น 6,957 เมกะวัตต์   
     
                                                                                   
     
     
  • Date : 29 / 06 / 2016
    พพ.เร่งส่งเสริมใช้เชื้อเพลิงชีวมวลในโรงงานอุตสาหกรรม

    พพ. เดินหน้าโครงการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวมวล นำร่องเปลี่ยนอุปกรณ์ในโรงงานอุตสาหกรรม 100 แห่ง ใช้งบกองทุนอนุรักษ์ฯสนับสนุนการลงทุนบางส่วน หวังลดต้นทุนการผลิตให้แก่โรงงานและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ที่สำคัญยังช่วยลดการนำเข้าเชื้อเพลิง และส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนตามแผน AEDP

    นายธรรมยศ ศรีช่วย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ พพ. ได้ดำเนินการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม จึงได้ดำเนินโครงการสนับสนุนเพื่อเปลี่ยนหัวเผาหม้อไอน้ำไปเป็นหัวเผาที่ใช้เชื้อเพลิงชีวมวล โดย พพ. พร้อมสนับสนุนเงินทุนให้แก่โรงงานอุตสาหกรรมที่ได้สมัครเข้าร่วมโครงการจำนวน 100 แห่ง เพื่อให้เปลี่ยนระบบหัวเผาหม้อไอน้ำ ซึ่งเดิมใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล อาทิ ก๊าซหุงต้ม น้ำมันเตา ให้เป็นหม้อไอน้ำที่ใช้เชื้อเพลิงจากชีวมวลอัดเม็ด (wood pellets) ทั้งนี้ พพ. จะสนับสนุนเงินทุนไม่เกินร้อยละ 30 ของจำนวนเงินลงทุนเพื่อปรับระบบ แต่ไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อแห่ง

    ​ทั้งนี้ งบประมาณส่งเสริมการลงทุนตามโครงการปรับเปลี่ยนหัวเผาหม้อไอน้ำฯ ดังกล่าว มาจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งจะมีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ กุมภาพันธ์ 2559 จนถึง กรกฎาคม 2560 โดยปัจจุบันได้มีโรงงานที่มีความประสงค์จะเข้าร่วมโครงการ ฯ ตามเงื่อนไข คือจะต้องลงทุนเองบางส่วน และมีความพร้อมในด้านสถานที่ และการอำนวยความสะดวกในการให้ทีมงานเข้าไปติดตั้งปรับปรุงระบบ รวมทั้งมีความพร้อมในการจัดซื้อเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักในหม้อไอน้ำต่อไป

                                                               

    ​นายธรรมยศ กล่าวเพิ่มว่า การปรับหัวเผาหม้อไอน้ำให้สามารถใช้เชื้อเพลิงจากชีวมวลอัดเม็ด จะช่วยให้โรงงานที่เข้าร่วมโครงการสามารถลดต้นทุนในการผลิตของโรงงาน หรือสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านต้นทุนพลังงานลดลงจากเดิมที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ส่วนประโยชน์ในภาพรวมคือลดการใช้เชื้อเพลิงนำเข้า ลดการสูญเสียเงินตราไปต่างประเทศ เกิดการพึ่งพาพลังงานที่ผลิตได้ในประเทศ และช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้น ยังเป็นไปตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก 2558 – 2579 หรือ AEDP 2015 ด้วย

    ​“พพ. ได้เดินหน้าตาม AEDP 2015 โดยโครงการปรับเปลี่ยนหัวเผาหม้อไอน้ำเพื่อให้สามารถใช้เชื้อเพลิงจากชีวมวลอัดเม็ดได้นั้น ถือเป็นหนึ่งในมาตรการส่งเสริมตามแผน AEDP ดังกล่าว ซึ่งจะเป็นมาตรการสำคัญที่จะช่วยให้สามารถบรรลุตามเป้าหมายหลักของแผน ฯ  ที่ประเทศไทยจะมีการเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนในสัดส่วนร้อยละ 30 ของพลังงานที่ใช้ในประเทศภายในปี 2579 นายธรรมยศ กล่าว

Date : 28 / 06 / 2016

  • Date : 28 / 06 / 2016
    ปตท.เห็นพ้องแบงก์ชาติ ปรับขึ้นภาษีน้ำมันเพื่อลงทุนขนส่งมวลชน

    ปตท.เห็นด้วยกับการปรับขึ้นภาษีน้ำมันนำเงินไปลงทุนระบบขนส่งมวลชน ชี้หากเป็นประโยชน์ส่วนร่วมควรทำ พร้อมเผยกำลังศึกษาธุรกิจสร้างโรงแรมในปั๊ม ปตท. และจ่อเปิดเชิญชวนผู้ร่วมลงทุน ระบุเร่งรณรงค์ประหยัดพลังงานผ่านกลุ่มรถรับจ้างขนส่งผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม ปตท. ตั้งเป้าลดใช้เชื้อเพลิงลง 15% ในปี 2561   

     

    นายสรัญ รังคสิริ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า จากกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)มีแนวคิดให้เรียกเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันในช่วงนี้ที่ราคาน้ำมันถูกเพื่อให้ภาครัฐนำเงินไปลงทุนระบบขนส่งมวลชนของประเทศนั้น เห็นว่าเป็นเรื่องของนโยบายที่ภาครัฐจะเป็นผู้พิจารณา ซึ่งหากเก็บภาษีน้ำมันเพิ่มแล้วสามารถนำไปใช้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมก็เหมาะสมที่คนไทยจะต้องช่วยกัน

     

    สำหรับธุรกิจของปตท.ที่จะแตกไลน์ไปสร้างโรงแรมในปั๊มน้ำมัน ปตท.นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้และเชิญชวนผู้สนใจให้เข้ามาร่วมลงทุน โดยกำลังพิจารณาว่าจะคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมในปั๊ม ปตท.เพื่อสร้างโรงแรมในอนาคต อย่างไรก็ตามการลงทุนสร้างธุรกิจโรงแรมดังกล่าว เพื่อให้บริการในปั๊มน้ำมัน ปตท. ครบวงจรและสร้างความหลากหลายให้ธุรกิจ โดยโรงแรมดังกล่าวจะเป็นโรงแรมที่มีราคาถูก รองรับนักเดินทางที่ต้องการพักผ่อนระหว่างเดินทาง ในที่สะอาด สะดวก เพื่อให้ร่างกายพร้อมขับขี่รถยนต์ต่อไป 

     

    นอกจากนี้ยืนยันว่ากรณีที่ประเทศอังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป(อียู)นั้น จะไม่กระทบต่อราคาน้ำมันโดยตรง เนื่องจากราคาน้ำมันยังคงเป็นไปตามปัจจัยความต้องการซื้อและขายในตลาดโลกเป็นหลัก แต่กรณีดังกล่าวจะมีผลกระทบทางอ้อมต่อเศรษฐกิจโลก โดยหากเศรษฐกิจถดถอยก็จะมีผลให้ความต้องการใช้น้ำมันลดลงและราคาก็จะตกลงได้ อย่างไรก็ตามคาดว่าราคาน้ำมันโลกช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะทรงตัวระดับ 42-48 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล จากปัจจุบันราคาอยู่ที่ 45 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล 

     

    นายสรัญ กล่าวว่า ในส่วนของการประหยัดพลังงานนั้น ปตท.ได้จัดโครงการลดใช้พลังงานเชื้อเพลิงในกลุ่มรถรับจ้างขนส่งผลิตภัณฑ์ โดยตั้งเป้าหมายลดการใช้พลังงานในภาคขนส่งทางรถของกลุ่ม ปตท.ลงให้ได้ 15%ภายในปี 2561 จากจำนวนรถที่เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 1,700 คัน  

     

    ทั้งนี้โครงการดังกล่าวเริ่มตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งในปี 2558 สามารถลดใช้เชื้อเพลิงได้ 2 ล้านลิตรต่อปี หรือคิดเป็น 5.9%รวมถึงลดค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับบริษัทผู้รับจ้างขนส่งทางรถ 50 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 5,678 ตันต่อปี 

     

    “โครงการลดใช้พลังงานเชื้อเพลิงในกลุ่มรถรับจ้างขนส่งผลิตภัณฑ์นั้น ปตท.เริ่มมาตั้งแต่ปี 2557 สามารถช่วยผู้ประกอบการประหยัดรายจ่ายลงได้มาก สร้างความปลอดภัยบนท้องถนนได้ด้วย เพราะจะมีการอบรมให้ความรู้และแนวทางการบริหารจัดการที่เหมาะสม เช่น ให้พนักงานขับรถแบบจำกัดความเร็ว ขับรถไม่กระชาก มีวินัย รวมถึงนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาตรวจสอบสภาพรถยนต์ เป็นต้น ทำให้การขับรถขนส่งผลิตภัณฑ์ประหยัดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น” นายสรัญ กล่าว  

     

     
  • Date : 28 / 06 / 2016
    พพ.ปล่อยงบ 203 ล้าน หนุนหน่วยงานรัฐเปลี่ยนหลอด LED
    พพ. เตรียมปล่อยงบกองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน 203 ล้านบาท หนุนหน่วยงานราชการและสถาบันการศึกษาของรัฐ  เปลี่ยนหลอดไฟเก่าเป็นหลอด LED ชี้ช่วยลดการใช้ไฟฟ้า 21.15 ล้านหน่วยต่อปี เกิดผลประหยัด 84.6 ล้านบาทต่อปี
     
    นายธรรมยศ  ศรีช่วย  อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า พพ. ได้รับงบประมาณ 203,400,000 บาท จากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ประจำปี 2559 เพื่อใช้สนับสนุนการใช้หลอดประหยัดพลังงาน LED ในหน่วยงานราชการและสถาบันการศึกษาของรัฐ และเป็นต้นแบบการอนุรักษ์พลังงานในด้านระบบไฟฟ้าแสงสว่าง
     
    โดย พพ.ได้จัดทำโครงการสนับสนุนหลอดประหยัดพลังงาน LED ในหน่วยราชการและสถาบันการศึกษาของภาครัฐ ซึ่งเบื้องต้น พพ. จะให้วงเงินสนับสนุน 20 ล้านบาทต่อโครงการ ทั้งนี้หน่วยงานที่ขอรับการสนับสนุนต้องมีการใช้หลอดไฟแบบเดิม คือหลอดฟลูออเรสเซนต์แบบ T8 ขนาดความยาว 600 มิลลิเมตร และ 1,200 มิลลิเมตร รวมทั้งหน่วยงานนั้นต้องมีการใช้งานหลอดไฟไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน จำนวน 250 วันต่อปี หรือรวมแล้วไม่น้อยกว่า 2,000 ชั่วโมงต่อปี โดย พพ. จะพิจารณาให้ความสำคัญในเรื่องปริมาณการใช้พลังงานในระบบแสงสว่างที่มีชั่วโมงการใช้งานสูงเป็นอันดับแรก
     
     อย่างไรก็ตามโครงการฯ ดังกล่าว คาดว่าจะช่วยลดการใช้พลังงานได้ 21.15 ล้านหน่วยต่อปี ลดความต้องการไฟฟ้าสูงสุดหรือพีค 10.58 เมกะวัตต์ คิดเป็นเงิน 84.6 ล้านบาทต่อปี และสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้ 10,815 ตันต่อปี สำหรับโครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP 2015) ตามมาตรการส่งเสริมการใช้แสงสว่างเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน การเปลี่ยนหลอดไฟฟ้าในอาคารภาครัฐเป็นหลอด LED (Light Emitting Diode) เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดผลประหยัดในการใช้พลังงานของประเทศ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล
     
    สำหรับหน่วยงานราชการและสถาบันการศึกษาของรัฐ ที่สนใจเปลี่ยนหลอดไฟเก่าเป็นหลอด LED สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 15 ก.ค. 2559 สอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) โทรศัพท์ 0-2223-2593-5 ต่อ 1547, 1045

     

  • Date : 28 / 06 / 2016
    ปตท.เตรียมพร้อมจัดสรรก๊าซเอ็นจีวีจากภาคกลางช่วยภาคใต้ช่วงหยุดซ่อมแหล่งเจดีเอปลายส.ค.นี้

    ปตท. เตรียมความพร้อมเอ็นจีวีรองรับแหล่งก๊าซฯ ภาคใต้หยุดซ่อมบำรุง12วันช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2559  ระบุไม่สามารถจัดสรรก๊าซจากภาคกลางลงทดแทนก๊าซเอ็นจีวีที่หายไปได้ทั้งหมด ด้วยข้อจำกัดในการขนส่งที่มีระยะทางไกลและใช้เวลาการเดินทางหลายชั่วโมง  จึงขอความร่วมมือผู้ใช้ก๊าซพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างวางแผนการเดินทางล่วงหน้า

     นายสมเกียรติ เมสันธสุวรรณ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามที่บริษัทผู้ผลิตแหล่งก๊าซฯ เจดีเอ ประกาศปิดซ่อมบำรุงระหว่างวันที่ 20 – 31 สิงหาคม 2559 รวม 12 วัน เพื่อรักษาความสามารถในการจ่ายก๊าซฯ ตามสัญญา ทำให้ปริมาณก๊าซธรรมชาติในระบบขาดหายไป ส่งผลให้สถานีก๊าซธรรมชาติหลักจะนะ จ.สงขลา ไม่สามารถผลิตก๊าซเอ็นจีวีได้ตามปกติ และกระทบต่อการให้บริการของสถานีบริการเติมก๊าซเอ็นจีวี จำนวน 14 แห่ง ครอบคลุม 3 จังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ จ.สุราษฎร์ธานี 4 แห่ง จ.นครศรีธรรมราช 5 แห่ง  และ จ.สงขลา 5 แห่ง ซึ่งมีปริมาณการใช้ก๊าซฯ รวมเฉลี่ยอยู่ที่ 140 ตันต่อวัน นั้น ทางปตท. ได้เตรียมแผนจัดสรรก๊าซฯ เพื่อให้บริการแก่ผู้ใช้รถเอ็นจีวีในพื้นที่ดังกล่าวได้ในปริมาณ 55 ตันต่อวัน ตลอดช่วงระยะเวลา 10 วัน (วันที่ 20 – 29 สิงหาคม 2559)

    ทั้งนี้เหตุผลที่ไม่สามารถจัดสรรก๊าซทดแทนก๊าซเอ็นจีวีที่หายไปทั้งหมดนั้น เนื่องจากมีข้อจำกัดในการขนส่ง ก๊าซฯ จากสถานีก๊าซธรรมชาติหลักพื้นที่ภาคกลางที่จะขนส่งลงไปยังภาคใต้ ด้วยระยะทางขนส่งที่ไกลกว่า 800 กิโลเมตร และต้องใช้เวลาขนส่งกว่า 25 ชั่วโมงต่อเที่ยว ทำให้สามารถจัดส่งได้ในปริมาณ 35 ตันต่อวัน และก๊าซฯ ที่ขนส่งฯ ไว้ล่วงหน้าพร้อมจ่ายในปริมาณ 20 ตันต่อวัน    อย่างไรก็ตามปตท. คาดว่าจะสามารถจ่ายก๊าซฯ ที่สำรองไว้ในท่อส่งก๊าซฯ (Line Pack) ให้กับสถานีบริการเอ็นจีวีได้ตามปกติตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2559  เป็นต้นไป

    “ปตท. ต้องขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้ และใคร่ขอความร่วมมือผู้ใช้รถเอ็นจีวีในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างและผู้ที่เดินทางในเส้นทางดังกล่าว โปรดวางแผนการใช้เชื้อเพลิงล่วงหน้าเพื่อความสะดวกในการใช้รถตลอดช่วงการหยุดจ่ายก๊าซฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวันที่ 20 – 29 สิงหาคม 2559 หรือ 10 วันแรก ขอความอนุเคราะห์กลุ่มผู้ใช้รถยนต์ที่มีเชื้อเพลิง 2 ระบบ (น้ำมันหรือก๊าซเอ็นจีวี) โปรดเลี่ยงการใช้ก๊าซเอ็นจีวีในช่วงเวลาดังกล่าว  สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการรถขนส่ง  โปรดเร่งจัดส่งสินค้าที่จำเป็นล่วงหน้าก่อนการหยุดจ่ายก๊าซฯ หรือโปรดใช้รถบรรทุกและรถหัวลากที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงแทนการใช้ก๊าซเอ็นจีวี ซึ่งเมื่อผู้ผลิตดำเนินการซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซธรรมชาติแล้วเสร็จ ปตท. จะเร่งจัดส่งก๊าซฯ เพื่อให้บริการแก่ผู้ใช้รถเอ็นจีวีตามปกติโดยเร็วที่สุด” นายสมเกียรติ  กล่าว