ข่าวทั้งหมด

Date : 24 / 05 / 2018

  • Date : 24 / 05 / 2018
    กบง.ตรึงก๊าซหุงต้มไม่เกิน363บาทต่อถัง 15กก.และดีเซลไม่เกิน30บาทต่อลิตร

    กบง.มีมติ ตรึงราคา LPGเฉพาะภาคครัวเรือน(ก๊าซหุงต้ม)ไม่ให้เกิน 363 บาทต่อถังในขนาด 15 กิโลกรัม เริ่มมีผล 28 พ.ค. 2561 นี้พร้อมมติตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตรมีผลทันที จนกว่าไบโอดีเซลB20จะออกจำหน่าย คาดพยุงราคาได้ 10เดือน หากน้ำมันดิบตลาดโลกไม่เกิน 90 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล

    นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ได้มีมติปรับตรึงราคาก๊าซหุงต้ม(LPG) ภาคครัวเรือนให้อยู่ระดับไม่เกิน 363 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม จากปัจจุบันอยู่ที่ 395 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 28 พ.ค. 2561 นี้

    การตรึงราคาดังกล่าว จะทำให้สัปดาห์หน้าราคา LPG จะปรับลดลง 32 บาทต่อถังในขนาด15กิโลกรัม ทั้งนี้มาตรการที่จะทำให้ราคา LPG ปรับลดลง มาจากคาดการณ์ว่าสัปดาห์หน้าราคา LPG โลกจะปรับลดลงประมาณ 20 บาทต่อถัง15กิโลกรัม โดยจะนำเงินกองทุน LPG มาอุดหนุนอีกประมาณ 10 บาทต่อถัง

    จากปัจจุบันเงินกองทุน LPG มีเหลืออยู่ 551 ล้านบาท จึงคาดว่าจะใช้เงินสำหรับมาตรการดังกล่าวเพียง 300 ล้านบาท หากสถานการณ์ราคา LPG โลกเป็นไปตามที่ประเมินไว้ คือ ราคาจะเริ่มทยอยปรับลดลงจากสภาพอากาศที่เข้าสู่ฤดูร้อนทำให้ความต้องการใช้ LPG น้อยลงและส่งผลให้ราคาปรับลงด้วย 

    โดยปัจจุบันราคา LPG โลกอยู่ที่ 543 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน ลดลงจากสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ 580 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน อย่างไรก็ตามหากราคา LPG โลกผันผวนปรับสูงขึ้นทำให้เงินกองทุน LPG หมดลง ทางสถาบันบริหารกองทุนน้ำมันสามารถพิจารณากู้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้

    อย่างไรก็ตามมาตรการดังกล่าวเป็นการตรึงเฉพาะLPGภาคครัวเรือน(ก๊าซหุงต้ม) เนื่องจากราคา LPGภาคขนส่งในปัจจุบันยังถูกกว่าราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลมาก จึงไม่จำเป็นต้องลดราคาในภาคขนส่งแต่อย่างใด 

    ด้านนายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) กล่าวว่า เงินกองทุน LPG จะไปชดเชยตั้งแต่ต้นทางที่คลังก๊าซLPG เพื่อให้ราคาจำหน่ายปลีกในประเทศปรับลดลง โดยจะยึดราคาขายปลีก 363 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัมเป็นตัวตั้ง โดยใช้เงินกองทุน LPG เป็นตัวปรับเปลี่ยนเพื่อให้ราคาขายปลีกอยู่ในระดับดังกล่าว 

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวด้วยว่า กบง.ยังมีมติตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ซึ่งมีผลทันที โดยจะนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปัจจุบันเหลืออยู่ 30,505 ล้านบาท มาช่วยพยุงราคาดีเซล ซึ่งคาดว่าหากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกไม่เกิน 90 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล กองทุนฯจะสามารถดูแลราคาดีเซลได้เป็นเวลา 10 เดือนจากนี้

    อย่างไรก็ตามมาตรการตรึงราคาดีเซล 30 บาทต่อลิตร เป็นมาตรการระยะสั้นซึ่งจะดำเนินการไปจนกว่าจะเปิดจำหน่ายน้ำมันไบโอดีเซลB20(น้ำมันดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์ม 20%ทุกลิตร) ที่มีราคาถูกกว่าน้ำมันดีเซลทั่วไป 3 บาทต่อลิตร โดยดีเซลปัจจุบันอยู่ที่ 29.79 บาทต่อลิตร แต่หลังจากนั้นหากราคาดีเซลยังเกิน 30 บาทต่อลิตร กระทรวงพลังงานจะใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ ช่วยพยุงราคาเพียงครึ่งเดียวของราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น 

    อย่างไรก็ตามในอดีตที่ผ่านมา การดูแลราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร จะเริ่มจากการใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ ไปพยุงราคาก่อน แต่เมื่อกองทุนฯ หมดลง ก็จะเริ่มหันไปปรับลดการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันลง ซึ่งปัจจุบันตอนนี้มีการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันอยู่ที่ 5.80 บาทต่อลิตร  แต่ถ้าเงินกองทุนฯรอบนี้หมดจะต้องพิจารณาความเหมาะสมอีกครั้ง

     

  • Date : 24 / 05 / 2018
    แนะเติมน้ำมันปั๊มที่ขายถูก หลังให้มีการแจ้งปรับราคาล่วงหน้า

    รมว. พลังงานแนะประชาชนเทียบราคาน้ำมันก่อนเติม โดยรัฐยังส่งเสริมให้มีการแข่งขันอย่างเสรี ด้าน ปตท.พร้อมประกาศราคาน้ำมันล่วงหน้า 1 วัน ก่อนปรับจริง ยืนยันไม่ตั้งราคาขายสูงกว่าคู่แข่ง

    นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงกรณีโลกออนไลน์แชร์ข้อความต่อต้านค่ายน้ำมัน ปตท. โดยให้งดเติมน้ำมัน ปตท. 7 วัน ว่า กระทรวงพลังงานมีนโยบายส่งเสริมให้เกิดการแข่งในตลาดค้าปลีกน้ำมันอยู่แล้ว และทุกค่ายต้องจำหน่ายน้ำมันให้ได้ตามมาตรฐานที่กรมธุรกิจพลังงานควบคุมดูแล ดังนั้น ปัจจุบันทุกค่ายเท่าเทียมกันในด้านมาตรฐานน้ำมัน โดยให้ผู้บริโภคเป็นผู้พิจารณาเลือกใช้บริการตามความต้องการ หากค่ายน้ำมันไหนจำหน่ายราคาน้ำมันถูก ก็เติมของค่ายนั้น ซึ่งขณะนี้กระทรวงพลังงานได้ผ่อนผันให้ผู้ค้าน้ำมันประกาศราคาน้ำมันล่วงหน้าก่อนปรับราคาได้ 1 วัน เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบราคาจำหน่ายได้

    “ท่านสามารถเลือกใช้น้ำมันค่ายไหนก็ได้ หากปั๊มไหนขายถูกกว่าก็ขอให้เลือกใช้ยี่ห้อนั้น ไม่จำเป็นต้องเติม ปตท. ถ้าหาก ปตท.ขายแพงกว่ายี่ห้ออื่น ถือเป็นการแข่งขันทางธุรกิจที่ ปตท.ก็ต้องแข่งขันด้วย ซึ่งที่ผ่านมาพยายามไม่ให้เกิดการชี้นำตลาด (ด้วยมาตรการไม่ให้ประกาศราคาน้ำมันขึ้น-ลง ล่วงหน้า – ENC) แต่คงต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งยากพอสมควร ดังนั้น ช่วงวิกฤติน้ำมัน กระทรวงพลังงานจึงชะลอมาตรการออกไปก่อน โดยให้ผู้ค้าน้ำมันสามารถประกาศราคาน้ำมันล่วงหน้าได้ 1 วัน” รมว. พลังงานกล่าว

    นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าว ยืนยันว่า ปตท. ไม่มีนโยบายตั้งราคาสูงกว่าค่ายน้ำมันรายอื่น ซึ่งดำเนินการตามนโยบายนี้มาตลอด และที่ผ่านมา ปตท. ปรับขึ้นราคาน้ำมันช้ากว่ารายอื่นด้วย เพื่อช่วยเหลือผู้บริโภค และ ปตท.ยินดี หากผู้บริโภคจะเลือกใช้บริการห้องน้ำหรือบริการอื่นๆ เนื่องจาก ปตท.รักษามาตรฐานการจำหน่ายน้ำมัน และการให้บริการอื่นๆ รวมถึงห้องน้ำด้วย

    นอกจากนี้ ปตท.พร้อมกลับมาประกาศราคาน้ำมันล่วงหน้า 1 วันก่อนการเปลี่ยนแปลงราคา โดยจะเริ่มในการปรับราคาครั้งต่อไปทันที

    ทั้งนี้ ปตท. ได้เผยแพร่ข้อความบนเฟสบุ๊คเพจ PTT News ยืนยันปรับราคาน้ำมันตามตลาดโลกและผู้บริโภคสามารถตรวจสอบได้ โดย นายสุชาติ ระมาศ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่การตลาดขายปลีก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันเบนซินปรับขึ้นกว่า 8 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จาก 84 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เป็น 92 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และน้ำมันดีเซลปรับขึ้นกว่า 6 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จาก 86 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เป็น 92 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ยืนยันว่าราคาขายปลีกได้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างสอดคล้องกัน ซึ่งผู้บริโภคสามารถตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้องได้จากเว็บไซด์ของ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และ ปตท. ไม่มีนโยบายจำหน่ายน้ำมันในราคาที่แพงกว่าผู้ค้าน้ำมันรายอื่นในท้องตลาด

    และนอกจากนี้ สถานีบริการของปตท. กว่า 1,500 แห่ง นั้น เป็นของ ปตท. ประมาณ 150 แห่ง หรือเพียง 10% โดยสถานีบริการส่วนใหญ่เป็นของ SME ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ ปตท. ที่ต้องการช่วยสร้าง SME ให้เข้มแข็งเพื่อร่วมเติบโตและดูแลสังคมชุมชนไปด้วยกัน และสำหรับกรณีที่มีกลุ่มคนที่มีการแชร์ข้อมูลเท็จตามที่ปรากฏอยู่ในสื่อต่างๆ ในปัจจุบันนั้น ปตท. จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

    แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ข้อความที่แชร์กันในสังคมออนไลน์ ที่มีการเปรียบเทียบราคาน้ำมันว่า ปตท. จำหน่ายแพงกว่ารายอื่น โดยเฉพาะในช่วงที่ไม่มีการประกาศราคาน้ำมันล่วงหน้า เป็นข้อมูลที่บิดเบือน เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบราคาน้ำมันแต่ละค่ายในวันที่ต่างกัน ทำให้เกิดการเข้าใจผิดว่า ปตท. จำหน่ายแพงกว่ารายอื่น ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นความผิดทาง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์  ซึ่ง ปตท. อาจจะฟ้องร้องตามกฎหมาย

    ส่วนกรณีที่มีการแชร์ข้อความไม่ให้เติมน้ำมัน ปตท. 7 วันนั้น ทาง ปตท. อาจจะทำการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลเช่นกัน เพื่อให้ทราบถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากประชาชนไม่เติมน้ำมัน 7 วัน ทั้งนี้ เพื่อวางแผนรับมือในอนาคตต่อไป

    อย่างไรก็ตาม จากสถิติการจำหน่ายน้ำมันที่ผ่านมานับตั้งแต่เดือน ม.ค. 2561 พบว่าค่ายน้ำมันต่างชาติได้จำหน่ายน้ำมันแพงกว่า ปตท. โดยจำหน่ายน้ำมันเบนซินแพงกว่า ปตท. เป็นระยะเวลาถึง 100 วัน ส่วนดีเซลแพงกว่าเป็นระยะเวลา 30 วัน     

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) รายงานว่า สำหรับข้อความที่แชร์เปรียบเทียบราคาน้ำมันพบว่า มีการนำราคาน้ำมัน ปตท. ของวันที่ 17 พ.ค. 2561 มาเปรียบเทียบกับราคาน้ำมันของค่ายอื่นในวันที่ 10-11 พ.ค. 2561 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ต่างกัน และราคาน้ำมันจึงแตกต่างกัน

  • Date : 24 / 05 / 2018
    "ศิริ" ย้ำค่าไฟปี 2561 ไม่ปรับขึ้นตามราคาน้ำมัน

    รัฐมนตรีพลังงาน ยัน ค่าไฟฟ้าปีนี้ไม่ปรับขึ้นตามราคาน้ำมัน โดยราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้นในปัจจุบันจะมีผลต่อราคา ก๊าซฯ ซึ่งใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าช่วงต้นปี 2562  ซึ่งประธาน กกพ. รับนโยบายพร้อมดูแลค่า FT ให้มีการปรับตามต้นทุนที่เหมาะสม

    นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมานี้ว่า จะยังไม่ส่งผลกระทบต่อราคาก๊าซธรรมชาติซึ่งใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า และค่าไฟฟ้าในส่วนของค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ หรือ ค่า FT ภายในปี 2561 นี้ แต่อาจจะกระทบต่อราคาก๊าซฯ ในช่วงต้นปี 2562  ซึ่ง คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะต้องไปพิจารณาดูรายละเอียดเพิ่มเติมต่อไป  

    ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา จากประมาณ 60 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล มาอยู่ระดับประมาณ 80 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล หรือปรับขึ้นโดยเฉลี่ย 4 บาทต่อลิตร และเป็นส่วนของราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล 3.20 บาทต่อลิตร ในขณะที่ราคาก๊าซ LPG ตลาดโลกก็ปรับสูงขึ้น จนมีผลต่อราคา LPG ในประเทศเช่นกัน คือจาก 353 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม มาอยู่ที่ 393 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม หรือปรับขึ้น 40 บาท 

    ดังนั้น เพื่อเป็นการลดภาระค่าครองชีพประชาชน กระทรวงพลังงานจึงจะออกมาตรการมาช่วยเหลือผู้บริโภคเพื่อให้ราคา LPG ปรับลดลง โดยจะพิจารณาในการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ในวันที่ 24 พ.ค. 2561 ในช่วงเวลา 16.00 น.

    นายพรเทพ ธัญญพงศ์ชัย ประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่า กกพ.จะพยายามดูแลไม่ให้มีการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าในปี 2561 นี้ตามนโยบายของรัฐมนตรีพลังงาน ซึ่งที่ผ่านมา กกพ. ได้พิจารณาค่า FT อย่างเหมาะสม โดยยึดหลักการสะท้อนต้นทุนค่าเชื้อเพลิงที่แท้จริง พร้อมกับดูแลความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจและสังคมด้วย ซึ่งในปี 2561 นี้ ได้ใช้วิธีการเกลี่ยค่าเชื้อเพลิงตลอดทั้งปีเพื่อไม่ให้ค่าไฟฟ้าปรับสูงเกินไป และดูแลค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับเหมาะสม และจะพยายามดูแลให้ดีที่สุดต่อไป

    สำหรับค่า FT ตั้งแต่ ม.ค.-ส.ค. 2561 ยังเป็นค่า FT ที่ติดลบอยู่ในอัตรา -15.90 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.5966 บาทต่อหน่วย

     

Date : 23 / 05 / 2018

  • Date : 23 / 05 / 2018
    ปตท.ยอมเฉือนค่าการตลาดช่วยผู้บริโภคช่วงราคาน้ำมันขาขึ้น
    ปตท.ยอมลดค่าการตลาดช่วยผู้บริโภคช่วงราคาน้ำมันขาขึ้น โดยยังคงแนวทางที่จะชะลอการปรับขึ้นราคาเอาไว้ช้ากว่าคู่แข่ง และจะปรับลดราคาลงมาเร็วกว่าคู่แข่งในช่วงราคาน้ำมันขาลง
     
    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงนี้ว่า มาจากปัจจัยการเมืองระหว่างประเทศที่มีความกังวลว่าสหรัฐอเมริกาจะกลับมาแทรกแซงอิหร่านซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ และจะทำให้ซัพพลายน้ำมันหายไปจากตลาด
     
    ทั้งนี้ ราคาน้ำมันตลาดโลกโดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบดูไบที่โรงกลั่นของไทยใช้อ้างอิงนั้น ปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 70 กว่าเหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลต่อราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่ต้องปรับขึ้นตาม  
     
    โดยโครงสร้างราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศนั้นประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ส่วนใหญ่เป็นส่วนของราคาเนื้อน้ำมันที่ต้องปรับขึ้นหรือลงตามราคาน้ำมันตลาดโลก ซึ่งโรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันต้องปรับตามกลไกราคาลงทุน ส่วนที่ 2 คือภาษีและกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐว่าจะบริหารการจัดเก็บอย่างไร และส่วนที่ 3 เป็นส่วนของค่าการตลาดผู้ค้าและสถานีบริการน้ำมันที่ได้รับโดยเฉลี่ยประมาณ 1.60-1.80 บาทต่อลิตร 
     
    อย่างไรก็ตาม ในช่วงราคาน้ำมันขาขึ้น ปตท.จะยังคงแนวทางการชะลอการปรับขึ้นราคาช้ากว่าคู่แข่ง โดยยอมที่จะได้รับค่าการตลาดที่ลดลง ในขณะที่ช่วงราคาน้ำมันขาลงก็พยายามที่จะปรับลดราคาลงให้เร็ว เพื่อช่วยลดภาระให้แก่ผู้บริโภค แต่การช่วยเหลือในส่วนนี้ ยอมรับว่าคงจะทำไม่ได้มากนัก เพราะปกติค่าการตลาดที่ผู้ค้าน้ำมันได้รับไม่ได้สูงอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจ
     
    นายเทวินทร์ ยังกล่าวด้วยว่า ประเทศเพื่อนบ้านที่จำหน่ายราคาน้ำมันได้ในราคาถูกกว่าไทย เพราะมีรายได้จากการส่งออกน้ำมันดิบและก๊าซ จึงไม่มีความจำเป็นต้องเก็บภาษี หรือเก็บในอัตราที่น้อยมาก ในขณะที่ประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันเช่นเดียวกับอีกหลายประเทศ เช่น เวียดนาม กัมพูชา ลาว ฟิลิปปินสฺ์ จึงจำเป็นต้องมีการจัดเก็บภาษี และมีราคาน้ำมันที่สูงกว่า
     
    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Cener-ENC) รายงานว่า การปรับขึ้นราคาน้ำมันของ ปตท. เมื่อปี 2560 พบว่ามีการปรับราคาขายปลีก 42 ครั้ง โดยเป็นการปรับขึ้น 21 ครั้ง และปรับลง 21 ครั้ง ซึ่งราคาน้ำมัน ปตท. ต่ำกว่าผู้ค้าต่างชาติถึง 20 วัน โดยในกลุ่มน้ำมันแก๊สโซฮอล์นั้น ปตท. ปรับราคาขึ้นหลังผู้ค้าต่างชาติถึง 10 ครั้ง คิดเป็นจำนวนวันที่ราคาน้ำมัน ปตท. ต่ำกว่าทั้งสิ้น 13 วัน หรือคิดเป็นเงินกว่า 60.4 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มน้ำมันดีเซล ปตท. ปรับราคาขึ้นหลังผู้ค้าต่างชาติถึง 11 ครั้ง คิดเป็นจำนวนวันที่ราคาน้ำมัน ปตท. ต่ำกว่าทั้งสิ้น 19 วัน หรือคิดเป็นเงินกว่า 123.2 ล้านบาท ทั้งนี้ หากเฉลี่ยการปรับราคาน้ำมันทั้งกลุ่มแก๊สโซฮอล์และดีเซล พบว่า ปตท. ปรับขึ้นราคาน้ำมันหลังผู้ค้ารายอื่นถึง 12 ครั้ง คิดเป็นเงินที่รับภาระเพื่อคนไทยรวมกว่า 183.6 ล้านบาท
  • Date : 23 / 05 / 2018
    กกพ. เตรียมถกค่า FT 1 มิ.ย. นี้ หลังน้ำมันโลกผันผวนหนัก ลุ้นตรึงค่าไฟต่อหรือไม่

    คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เตรียมประชุมในวันที่ 1 มิ.ย. 2561 นี้ เพื่อพิจารณาค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (FT) งวดสิ้นปี 2561 (ก.ย.-ธ.ค. 2561) ว่าจะมีอัตราเท่าใด และจะตรึงราคาต่อไปหรือไม่ เหตุราคาน้ำมันตลาดโลกเกิดความผันผวนรวดเร็วในเดือน พ.ค. นี้ อย่างไรก็ตาม คาดราคาน้ำมันโลกที่ปรับขึ้นอยู่ขณะนี้ จะกระทบค่า FT ต้นปีหน้า (งวด ม.ค.-เม.ย. 2562) แน่นอน เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น จะส่งผลต่อราคาก๊าซธรรมชาติที่เป็นเชื้อเพลิงหลักผลิตไฟฟ้า ย้อนหลัง 6-12 เดือน ด้านกระทรวงพลังงานคาดปี 2561 ไม่เกิดพีคไฟฟ้าประเทศต่อเนื่องเป็นปีที่2 เนื่องจากเริ่มเข้าฤดูฝนแล้ว 

    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า คณะทำงานตั้งสมมติฐานราคาค่าไฟฟ้าของ กกพ. จะเริ่มประชุมกันในวันที่ 1 มิ.ย. 2561 เพื่อจัดทำคาดการณ์ราคาเชื้อเพลิงค่าไฟฟ้าประจำงวดสิ้นปี 2561 (ก.ย.-ธ.ค. 2561) ที่จะถึงนี้ ก่อนจะสรุปเป็นค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (FT) ในงวดดังกล่าวจะเป็นเท่าไหร่ หลังจากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในเดือน พ.ค. 2561 นี้

    ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กกพ. ได้ประกาศจะพยายามตรึงค่าไฟฟ้าไว้เท่าเดิมจนถึงสิ้นปี 2561 คือ -15.90 สตางค์ต่อหน่วย (ลบ 15.90 สตางค์ต่อหน่วย) ทำให้ค่าไฟฟ้าโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 3.59 บาทต่อหน่วย แต่เนื่องจากค่าราคาน้ำมันโลกเกิดความผันผวนรวดเร็วในเดือน พ.ค. 2561 ดังนั้น กกพ. จะขอพิจารณาค่า FT ในงวดสิ้นปี 2561 นี้ใหม่ ว่าจะตรึงต่อไปได้หรือไม่ แต่ยืนยันว่าจะพยายามดูแลราคาค่าไฟฟ้าให้ดีที่สุด เนื่องจากยังเหลือเงินที่เรียกเก็บจากผู้ผลิตไฟฟ้าที่ไม่ได้ผลิตไฟฟ้าจริงตามสัญญาประมาณ 6,000 ล้านบาท ไว้ดูแลค่า FT งวดปลายปี 2561 ได้  อีกทั้ง ไม่ต้องการให้ค่าไฟฟ้าปรับขึ้นลงบ่อย ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนได้

    อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในเดือน พ.ค. 2561 นี้ จะเกิดผลกระทบต่อค่า FT ต้นปี อย่างแน่นอน โดยคาดว่าจะมีผลให้ค่า FT สูงขึ้นในงวดเดือน ม.ค.-เม.ย. 2562 เนื่องจากราคาน้ำมันจะมีผลสะท้อนไปยังราคาก๊าซธรรมชาติ (ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของไทย) ย้อนหลัง 6-12 เดือน

    อย่างไรก็ตาม ทาง กกพ. จะพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจะดำเนินการอย่างไร จะต้องตรึงราคาค่าไฟฟ้าหรือไม่ แต่จะพยายามไม่ให้ติดหนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เหมือนในอดีตที่เคยเป็นหนี้กว่า 1 หมื่นล้านบาทจากการตรึงค่าไฟฟ้า เพราะรัฐบาลปัจจุบันต้องการให้มีการสะท้อนราคาพลังงานตามกลไกตลาดโลก

    สำหรับค่า FT นั้น เป็นการกำหนดเพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนค่าเชื้อเพลิง ต้นทุนการซื้อไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไปจากค่าไฟฟ้าฐาน และผลกระทบจากนโยบายของรัฐในเรื่องต่างๆ เช่น การส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนด้วยการให้ส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) หรือมาตรการ Feed-in Tariff (FiT) เป็นต้น และรวมถึงเงินนำส่งกองทุนพัฒนาไฟฟ้า

    ด้านสถานการณ์การใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) แหล่งข่าวกระทรวงพลังงานเปิดเผยว่า สำหรับในปี 2561 นี้ คาดว่าจะไม่เกิดพีคของประเทศขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่ 2 นับจากปี 2560  ตามที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เคยคาดการณ์ว่าในปี 2561 จะเกิดพีคที่ระดับ 31,000 เมกะวัตต์ เนื่องจากยอดใช้ไฟฟ้าสูงสุดเฉพาะปี 2561 นี้ ยังอยู่ที่ระดับ 29,968.4 เมกะวัตต์  (4 เม.ย. 2561 เวลา 13.51 น. ) และขณะนี้เข้าสู่ฤดูฝนแล้วทำให้อากาศร้อนน้อยลงและยอดใช้ไฟฟ้าเริ่มลดลงตามไปด้วย อีกทั้งมีผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ใช้เองมากขึ้น ส่งผลให้ตัดพีคไฟฟ้าช่วงกลางวันได้มาก

Date : 22 / 05 / 2018

  • Date : 22 / 05 / 2018
    เตรียมนำเงินกองทุน3หมื่นล้านพยุงดีเซลไม่เกิน30บาทต่อลิตร

    กระทรวงพลังงาน ประกาศดึงเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เหลือกว่า 3 หมื่นล้านบาท พยุงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตรไปจนกว่าจะเปิดจำหน่ายไบโอดีเซล B20 หรือประมาณเดือน ก.ค. 2561 หลังจากนั้นจะพยุงเพียง 50% ของราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น คาดใช้ดูแลเสถียรภาพราคาได้ 10 เดือน พร้อมผ่อนผันให้ประกาศราคาน้ำมันล่วงหน้าได้เหมือนเดิม  

    นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานได้ออกมาตรการดูแลราคาเสถียรภาพดูแลราคาน้ำมันดีเซลเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน โดยจะนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เหลืออยู่ 30,505 ล้านบาท มาพยุงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ซึ่งจะเป็นมาตรการระยะสั้นเริ่มตั้งแต่หลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ภายในสัปดาห์นี้ ไปจนถึงประมาณเดือนก.ค. 2561 ซึ่งเป็นช่วงที่น้ำมันไบโอดีเซลB20 (น้ำมันดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์ม 20% ในทุกลิตร) ยังไม่ออกมาจำหน่าย

    โดยกระทรวงพลังงานคาดว่าไบโอดีเซลB20 จะออกจำหน่ายได้ประมาณต้นเดือน ก.ค. 2561นี้  ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าดีเซลทั่วไป 3 บาทต่อลิตร จึงทำให้รถบรรทุก รถโดยสารสาธารณะ และเรือ สามารถปรับใช้B20 ได้และไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นค่าโดยสารหรือค่าขนส่งแต่อย่างใด

    แต่หลังจากB20 ออกจำหน่ายแล้ว แต่ราคาน้ำมันโลกยังผันผวนในราคาสูงเกิน 80 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล กระทรวงพลังงานจะใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ ช่วยลดภาระราคาขายปลีกน้ำมันเพียง 50% ของราคาที่ควรจะเพิ่มขึ้น เช่น หากราคาน้ำมันตลาดโลกปรับขึ้น 1 บาท จะใช้เงินกองทุนน้ำมันฯลดภาระ 50 สตางค์ต่อลิตร  และขึ้นราคา 50 สตางค์ต่อลิตร เป็นต้น  แต่หากน้ำมันตลาดโลก Brent ขึ้นถึง 90 เหรียญสหรัฐฯ จนส่งผลให้ราคาดีเซลที่อ้างอิง Platts ในตลาดอาเซียนปรับขึ้นเป็น 105 เหรียญสหรัฐฯ เงินกองทุนที่เหลืออยู่น่าจะช่วยพยุงราคาดีเซลได้อีก 10 เดือน และหลังจากนั้นต้องมาพิจารณาอีกครั้งว่าถ้าเงินกองทุนน้ำมันฯหมดลงจะต้องทำอย่างไรต่อไป

    นายศิริ กล่าวด้วยว่า เพื่อบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลก ทางกระทรวงพลังงานจึงได้ผ่อนผันให้มีการประกาศราคาน้ำมันล่วงหน้าได้ โดยให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)ประกาศราคาน้ำมันล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ สนพ. และผู้ค้าน้ำมันสามารถประกาศราคาล่วงหน้าได้เช่นกันไปจนกว่าจะผ่านพ้นช่วงราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนหนักสูงกว่า 80 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ไปจนถึงเดือน ก.ค. 2561 ที่ไบโอดีเซลB20 ออกมาจำหน่าย และหลังจากนั้นจะพิจารณานโยบายเกี่ยวกับการประกาศราคาน้ำมันล่วงหน้าอีกครั้ง

    สำหรับราคาน้ำมันตลาดโลกดูไบ ณ วันที่ 19 พ.ค. 2561 อยู่ที่ 93.24 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ปรับเพิ่มขึ้นจากวันที่ 16  มี.ค. 2561 ที่อยู่ระดับ 77.05 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล หรือปรับขึ้น 16.19 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในไทยปรับขึ้น 3.20 บาทต่อลิตร จากราคาดีเซลขายปลีกวันที่ 16 มี.ค. 2561 อยู่ที่ 26.59 บาทต่อลิตร ปรับขึ้นวันที่ 21 พ.ค. 2561 มาอยู่ที่ 29.79 บาทต่อลิตร

    นายศิริ กล่าวด้วยว่า ส่วนการดูแลราคาก๊าซหุงต้ม(LPG)นั้น ปัจจุบันยังมีเงินกองทุนน้ำมันฯ ในส่วนของบัญชี LPG อยู่ที่ 551 ล้านบาท โดยทิศทางราคาLPG ตลาดโลกกำลังอยู่ในช่วงขาลง เนื่องจากกลับเข้าสู่ฤดูร้อนที่ความต้องการใช้ LPG โลกลดลงและส่งผลให้ราคากำลังจะปรับลดลงตาม ดังนั้นเชื่อว่าจะไม่มีแรงกดดันให้ราคา LPG เพิ่มขึ้นอีก

    แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันมีการนำเงินในบัญชีLPG ไปพยุงราคา LPG ไว้ที่ 2.70 บาทต่อกิโลกรัม และหากราคา LPG ยังตรงตัวสูงเท่ากับปัจจุบันประมาณ 563 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน เงินที่เหลืออยู่ 551 ล้านบาท จะพยุงราคาได้อีกเพียง 2-3 เดือน สำหรับราคา LPG ขายปลีกปัจจุบันอยู่ที่ 395 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม

     

  • Date : 22 / 05 / 2018
    ดีเซลขึ้นราคาดันรถบรรทุกขึ้นค่าขนส่ง 250 บาท/เที่ยว เสนอรัฐใช้เงินกองทุนน้ำมันฯพยุงไม่ให้เกิน 29 บาทต่อลิตร

    สหพันธ์การขนส่งทางบกไทย เผยผู้ประกอบการรถขนส่งบางส่วนทยอยปรับขึ้นราคาค่าขนส่งแล้วตั้งแต่ 1 พ.ค. ที่ผ่านมา หลังราคาดีเซลสูงขึ้นต่อเนื่อง เบื้องต้นปรับขึ้น 5% ของค่าขนส่งปัจจุบัน หรือประมาณ 250 บาทต่อเที่ยว เตรียมประชุมสมาชิกอีกครั้งวันที่ 22 พ.ค. 2561 จัดทำข้อเสนอรัฐนำเงินกองทุนน้ำมันฯพยุงราคาไม่ให้ดีเซลเกิน 29 บาทต่อลิตร พร้อมชี้แจงกระทรวงพาณิชย์ต้นเดือนมิ.ย.นี้ ย้ำปรับขึ้นค่าขนส่ง 5% ไม่ได้มีผลกระทบต่อราคาสินค้าและบริการ  ด้านกระทรวงคมนาคมสั่งชะลอขึ้นราคาค่าขนส่ง 2-3 เดือน

    นายทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกไทย เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการรถขนส่งบางส่วนได้เริ่มปรับขึ้นราคาค่าขนส่งไปแล้วนับตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2561 หลังจากราคาน้ำมันดีเซลปรับราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีการปรับราคาขึ้น 5% ของค่าขนส่งปัจจุบัน หรือ ประมาณ 250 บาทต่อเที่ยว (ไป-กลับ) จากปัจจุบันราคาขนส่งเฉลี่ย 5,000 บาทต่อเที่ยว (สำหรับรถบรรทุกสิบล้อ ขนส่งสินค้าน้ำหนัก 18 ตัน ในระยะทางวิ่ง 100 กิโลเมตร) ซึ่งเป็นการปรับขึ้นหลังจากที่สมาชิกสหพันธ์ฯ ได้เรียกร้องให้จัดประชุมร่วมกันเมื่อวันที่ 27 เม.ย. 2561 ที่ผ่านมา เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาผลกระทบต้นทุนการขนส่งจากราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับราคาสูงขึ้น ทั้งนี้เป็นการปรับขึ้นราคาดังกล่าว เป็นการปรับขึ้นเฉพาะในส่วนของการขนส่งสินค้านำเข้าและส่งออก ส่วนสินค้าอื่นๆ เช่น สินค้าเกษตรนั้นขณะนี้ยังไม่มีการปรับขึ้นค่าขนส่ง เพราะไม่ต้องการให้เกิดผลกระทบต่อสินค้าอุปโภคบริโภค

    อย่างไรก็ตามในวันที่ 22 พ.ค. 2561 ทางสหพันฯจะประชุมร่วมกันอีกครั้ง เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อผู้ประกอบการภาคขนส่งทั้งระยะยาว ระยะกลางและระยะสั้น สำหรับให้กระทรวงคมนาคมพิจารณา เบื้องต้นได้แก่ การขอให้ภาครัฐนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาอุดหนุนราคาเพื่อไม่ให้ราคาดีเซลเกิน 29 บาทต่อลิตร รวมถึงการสนับสนุนการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B20 (น้ำมันดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์ม 20% ในทุกลิตร) แต่ต้องพิจารณาราคาจำหน่าย B20 ว่าจะคุ้มค่ากับค่าซ่อมบำรุงรถและราคาน้ำมันโลกที่ปรับขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

    ทั้งนี้ยืนยันว่าการปรับขึ้นราคาค่าขนส่งเพียง 5% ไม่ได้มีผลกระทบสำคัญต่อสินค้าอุปโภคบริโภค เนื่องจาก 5% ของค่าขนส่งปัจจุบัน คิดเป็นราคาที่เพิ่มขึ้นเพียง 0.00014 บาทต่อกิโลเมตร (ต่อน้ำหนักสินค้าหนึ่งกิโลกรัม) จึงไม่ได้มีผลให้ราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด แต่อาจมีผลกระทบทางด้านจิตวิทยาได้ นอกจากนี้สหพันธ์ฯจะไปชี้แจงต่อกระทรวงพาณิชย์ในช่วงต้นเดือน มิ.ย. 2561 เพื่อยืนยันว่าการปรับขึ้นค่าขนส่ง 5% ไม่ได้มีผลเป็นนัยสำคัญต่อการปรับขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแต่อย่างใด

    นายทองอยู่ กล่าวว่า สำหรับสมาชิกสหพันธ์ฯ ส่วนใหญ่ยังไม่ได้ปรับขึ้นราคาค่าขนส่ง เนื่องจากกระทรวงคมนาคมได้ให้ทบทวนให้เหมาะสมเพราะหวั่นว่าจะมีผลกระทบต่อราคาสินค้าของประชาชน อย่างไรก็ตามหากราคาน้ำมันเกิน 30 บาทต่อลิตร ผู้ประกอบการไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้ ดังนั้นจึงต้องการให้รัฐดูแลราคาไม่ให้ปรับขึ้นเร็วเกินไป โดยปกติผู้ประกอบการจะใช้เกณฑ์ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นต่อเนื่องถึง 3 บาทต่อลิตร เป็นการปรับขึ้นราคาค่าขนส่งในแต่ละครั้ง และหากราคาน้ำมันปรับลงก็พร้อมจะปรับค่าขนส่งลงเช่นกัน 

    สำหรับปัจจุบัน สหพันธฯมีสมาชิกอยู่ที่เป็นผู้ประกอบการอยู่ 3 แสนราย มีรถบรรทุก 1.3 ล้านคัน  ส่วนราคาน้ำมันดีเซล ณ วันที่ 22 พ.ค. 2561 ราคาอยู่ที่ 29.79 บาทต่อลิตร ส่วนน้ำมันดีเซลเกรดพรีเมี่ยมราคาอยู่ที่ประมาณ 34 บาทต่อลิตร

Date : 21 / 05 / 2018

  • Date : 21 / 05 / 2018
    วงเสวนาพลังงานหมุนเวียน แนะรัฐประมูลซื้อไฟฟ้าโดยแยกตามประเภทชีวมวล

    วงเสวนาพลังงานหมุนเวียน แนะรัฐ ไม่ควรนำราคารับซื้อไฟฟ้า 2.40บาทต่อหน่วย มาเป็นตัวกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าแบบเหมารวมทั้งหมด เพราะทำลายศักยภาพพลังงานทดแทนประเภทอื่นๆ เช่นฟางข้าว เหง้ามัน ซังข้าวโพด ที่สร้างประโยชน์ให้กับชาวนาและเกษตรกร โดยควรแยกประมูลตามประเภทชีวมวล ในขณะที่ผู้บริหารกฟผแนะรัฐสร้างความเป็นธรรมระหว่างผู้ใช้ไฟฟ้าที่เป็นconsumer ซึ่งซื้อไฟฟ้าจากรัฐ และกลุ่มProsumer ที่เป็นทั้งผู้ซื้อไฟฟ้าจากรัฐแต่มีการผลิตใช้เองและส่วนที่เหลือขายให้กับรัฐ

    ในงานเสวนา “รู้ลึก รู้จริง พลังงานหมุนเวียน เดินหน้าอย่างไรให้คนไทยได้ประโยชน์” ซึ่งจัดโดย Energy Forum และ NIDA Wisdom for Change ที่ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เมื่อวันที่ 21 .. 2561 มีผู้ร่วมเสวนาสำคัญคือ นายนที สิทธิประศาสน์ ประธานชมรมผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก(SPP) ชีวมวล,นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.), ดร.บุญรอด สัจจกุลนุนิจ อาจารย์บัณฑิตวิทยาลัยร่วมพลังงานและสิ่งแวดล้อม ,.ดร.ธีระพงษ์ วิกิตเศรษฐ อาจารย์ประจำคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และ ดร.สุเมธ สุทธภักดี รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (...)

    โดยนายนที สิทธิประศาสน์ ประธานชมรมผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก(SPP) ชีวมวลและกรรมการผู้จัดการบริษัท สุราษฎร์ธานี กรีน เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด กล่าวว่า การชะลอรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทน ปี และการประกาศจะรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนเฉพาะที่ไม่เกิน 2.40 บาทต่อหน่วย ของนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นั้นภาคเอกชนมองว่าเป็นเพียงแค่ถ้อยแถลงของรัฐมนตรีพลังงานเท่านั้น ยังไม่มีผลในทางปฎิบัติ โดยเอกชนยังยึดนโยบายพลังงานตามที่ผ่านมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีนายกฯ เป็นประธาน และคณะรัฐมนตรี ที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายไปจากเดิม เพียงแต่เอกชนมีความกังวลเกี่ยวกับแนวคิดของรัฐมนตรีพลังงานที่ประกาศออกมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจจะกลายเป็นปัญหาในอนาคตได้

    ทั้งนี้การที่รัฐมนตรีพลังงานประกาศจะรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนที่ต่ำกว่าราคา 2.40 -2.44 บาทต่อหน่วย โดยระบุว่าเป็นตัวเลขที่มาจากผลการประมูลโรงไฟฟ้าชีวมวลของผู้ประกอบการรายเล็ก หรือ SPP Hybrid Firm 300 เมกะวัตต์ เมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา เห็นว่าเป็นการอ้างอิงตัวเลขอัตราค่าไฟฟ้าที่ไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวล ทั้งระบบ เนื่องจากผู้ชนะการประมูลที่เสนอราคาต่ำสุดนั้น เป็นกลุ่มโรงงานน้ำตาลที่มีเชื้อเพลิงจากกากอ้อยเป็นของตัวเอง และเป็นวัสดุเหลือทิ้ง จึงมีความได้เปรียบในการประมูล โดยเห็นว่าการประมูลรับซื้อไฟฟ้าชีวมวลในอนาคตควรต้องแยกประมูล ตามประเภทเชื้อเพลิงชีวมวลให้ชัดเจน เพราะแต่ละประเภทมีต้นทุนค่าไฟฟ้าที่แตกต่างกัน โดยการกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าที่อัตราค่าไฟ2.40 บาทต่อหน่วย ทำให้การจะนำศักยภาพชีวมวลประเภทฟางข้าว เหง้ามันสำปะหลัง หรือซังข้าวโพด ที่มีเหลืออยู่มากและปัจจุบันมีการเผาทิ้ง มาใช้ผลิตไฟฟ้าซึ่งจะส่งผลดีต่อชาวนาและเกษตรกรโดยตรงนั้น เป็นไปไม่ได้เลย

    นอกจากนี้ยังต้องการให้ภาครัฐเร่งแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมในการสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าชีวมวล เพราะปัจจุบันกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กมาก(VSPP) ที่ผลิตไฟฟ้าไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ ได้รับการสนับสนุนด้วยระบบ “การรับซื้อไฟฟ้าตามต้นทุนที่แท้จริง หรือ FiT” ที่ราคา 4.54 บาทต่อหน่วย และการขายไฟฟ้าเป็นสัญญาไฟฟ้าไม่เสถียร(Non-firm)ขณะที่กลุ่ม SPP หรือผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กที่ผลิตไฟฟ้าระหว่าง 10-90 เมกะวัตต์ ยังไม่ได้รับการปรับเปลี่ยนเป็นระบบ FiT และยังคงได้รับการสนับสนุนการรับซื้อไฟฟ้าเพียง 2.65 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ไม่สามารถแข่งขันแย่งซื้อเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า อีกทั้ง SPP ยังเป็นสัญญาขายไฟฟ้าแบบเสถียร(Firm) ซึ่งหากไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องจะต้องถูกค่าปรับตามสัญญาอีกด้วย ดังนั้นจึงต้องการให้ภาครัฐเร่งแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมดังกล่าวโดยเร็ว

    นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กล่าวว่า ภาครัฐที่เป็นฝ่ายนโยบาย รวมถึงฝ่ายกำกับอย่างคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน และฝ่ายปฏิบัติ จำเป็นต้องนำเอาการประมูล SPP Hybrid Firm 300 เมกะวัตต์ มาเป็นบทเรียนเพื่อปรับปรุงการประมูลในรอบใหม่ให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น เพราะการแข่งขันเสรีที่แท้จริงต้องอยู่บนบริบทที่เหมือนกัน เปรียบเสมือนต้องเป็นมวยรุ่นเดียวกันจึงจะแข่งขันกันได้ แต่ที่ผ่านมาเป็นการนำมวยคนละรุ่นมาชกกัน ทำให้นักมวยรุ่นเล็กสุ้นักมวยรุ่นใหญ่ไม่ได้

    นอกจากนี้ภาครัฐควรสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า ทั้งกลุ่มที่ซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว(Consumer) กับกลุ่มที่ซื้อไฟฟ้าและผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ (Prosumer) ซึ่งกลุ่ม Prosumer นั้นมีความได้เปรียบจากการซื้อถูกและขายแพง คือ ซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้ามาใช้ในช่วงค่ำ ที่ค่าไฟฟ้า มีราคาถูก ประมาณ บาทต่อหน่วย ในขณะที่กลางวันก็ผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ใช้เองและส่วนที่เหลือก็อยากจะขายให้การไฟฟ้าในราคาสูงประมาณ บาทต่อหน่วย ขณะที่ Consumer ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าเฉลี่ย 3.70 บาทต่อหน่วย ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมระหว่างผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งสองกลุ่ม

    ดร.บุญรอด สัจจกุลนุกิจ อาจารย์บัณฑิตวิทยาลัยร่วมพลังงานและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปัจจุบันต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ ลดลงมาก โดยการลงทุนผลิตไฟฟ้า เมกะวัตต์ ปัจจุบันราคาอยู่ที่ 30-45 ล้านบาท และในอนาคตจะไม่สามารถหยุดยั้งการเติบโตของการผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลล์จากภาคประชาชนได้ เพราะต้นทุนถูกคุ้มค่ากว่าการซื้อไฟฟ้าจากภาครัฐ ดังนั้นภาครัฐจึงต้องเตรียมมาตรการ กฎระเบียบต่างๆเอาไว้รองรับ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา

    นาย สุเมธ สุทธภักดี รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (...) กล่าวว่า การชะลอรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนของภาครัฐไม่ควรกระทำอย่างกระทันหัน เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนต่อการลงทุน และภาคเอกชนต้องการความชัดเจนจากภาครัฐ รวมทั้งต้องการให้แก้ไขข้อจำกัดในระเบียบของภาครัฐให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีพลังงานใหม่ๆที่เกิดขึ้น ส่วนการประมูลโรงไฟฟ้าชีวมวลนั้น เห็นว่าภาครัฐควรแยกการประมูลตามวัสดุชีวมวลที่ใช้ผลิตไฟฟ้า เพราะแต่ละประเภทมีต้นทุนที่แตกต่างกัน

    .ดร.ธีระพงษ์ วิกิตเศรษฐ อาจารย์ประจำคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวว่า ในการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนในช่วงแรกเป็นโครงการที่ขาดทุน เพราะผู้ใช้ไฟฟ้าเปรียบเสมือนผู้สนับสนุนโครงการที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าแทน ดังนั้นเมื่อโครงการเริ่มมีกำไร ภาครัฐควรพิจารณาคืนกำไรบางส่วนให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า ซึ่งอาจอยู่ในรูปของค่าไฟฟ้า ที่ลดลงก็ได้

     

  • Date : 21 / 05 / 2018
    ชี้โรงไฟฟ้าจากขยะเกิดยากเพราะต้องเจรจากับเจ้าของสัมปทานขยะตัวจริง

    ผู้บริหารกฟผ.ระบุอุปสรรคของการส่งเสริมโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะ คือการเจรจากับเจ้าของสัมปทานขยะตัวจริง ที่ไม่ใช่เทศบาลหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีปริมาณขยะเพียงพอที่จะใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ในระยะยาว และปัญหาการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับการประเภทขยะ 

    นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียน และพลังงานใหม่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)ตอบคำถามบนเวทีในงานเสวนา “รู้ลึก รู้จริง พลังงานหมุนเวียน เดินหน้าอย่างไรให้คนไทยได้ประโยชน์ “ ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เมื่อวันที่ 21 .. 2561 ว่า การนำขยะมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ถือเป็นเรื่องของการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนที่ค่อนข้างปราบเซียน ที่ไม่ง่ายเลย แม้ว่าประเทศไทยจะมีปัญหาขยะล้นเมืองในหลายเมืองใหญ่อยู่ในขณะนี้ก็ตาม ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญ อยู่ที่เอกชนผู้ลงทุนจะต้องเจรจากับผู้รับสัมปทานขยะในแต่ละพื้นที่ ที่ไม่ใช่นิติบุคคลตามกฎหมายอย่างเทศบาลหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้เข้าใจถึงประโยชน์ที่จะได้รับ และเมื่อเจรจากันได้แล้วก็ต้อง มั่นใจว่าจะมีปริมาณขยะเพียงพอที่จะส่งป้อนให้กับโรงไฟฟ้าในระยะยาวได้   รวมทั้งการเลือกใช้เทคโนโลยีนำเข้าที่เหมาะสมกับประเภทของขยะที่จะนำมาใช้ ซึ่งทั้งสองปัจจัยเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก

    ทั้งนี้ เทคโนโลยีโรงไฟฟ้าขยะ ในแบบเตาเผานั้น เป็นเทคโนโลยีที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ  ซึ่งออกแบบหรือพัฒนามาให้เหมาะกับขยะแบบแห้ง เพราะส่วนใหญ่ขยะในต่างประเทศนั้นเป็นขยะแบบแห้ง ในขณะที่ขยะในประเทศไทย นั้นส่วนใหญ่เป็นขยะแบบเปียก ดังนั้นการนำมาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตเป็นไฟฟ้า จะใช้กระบวนการและเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน โดยต้องนำขยะมาหมักให้เกิดเป็นก๊าซก่อน แล้วจึงค่อยนำเอาก๊าซที่ได้มาผลิตเป็นไฟฟ้า  ดังนั้นเมื่อผู้ประกอบการที่เลือกใช้เทคโนโลยีที่ผิด คือใช้แบบเตาเผา แล้วนำขยะเปียกไปเป็นเชื้อเพลิง จึงมักจะขาดทุน เนื่องจากค่าไฟฟ้าที่ได้รับการส่งเสริมหมดไปกับกระบวนการผลิตที่ต้องให้พลังงานเพื่อเผาให้ขยะเปียกกลายเป็นขยะแห้ง ก่อนที่จะนำมาเผาเพื่อผลิตเป็นไฟฟ้า

    ประเด็นปัญหาในการส่งเสริมพลังงานไฟฟ้าจากขยะสำคัญอีกประการ คือ การเจรจากับเจ้าของขยะตัวจริง ซึ่งไม่ใช่นิติบุคคลที่เป็นเทศบาล หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่เป็นผู้รับสัมปทานขยะ เพื่อให้เข้าใจและเห็นถึงประโยชน์ในการนำขยะมาผลิตเป็นไฟฟ้า โดยเมื่อเจ้าของขยะตัวจริงเข้าใจแล้ว ผู้ลงทุนจะต้องมั่นใจด้วยว่า จะมีปริมาณขยะเพียงพอที่จะใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าได้ในระยะยาว “ นายสหรัฐ กล่าว

    ด้านศ.ดร.ธีระพงษ์ วิกิตเศรษฐ อาจารย์ประจำคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวว่า ปัญหาของผู้ประกอบการที่ไม่สามารถที่จะเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะ แม้ว่ารัฐจะให้การส่งเสริม คือ การไม่สามารถที่จะทำสัญญากับเจ้าของสัมปทานขยะในระยะยาวได้ ซึ่งเมื่อไม่มีการทำสัญญา จึงไม่มีความมั่นใจว่าจะมีขยะส่งป้อนให้กับโรงไฟฟ้าได้อย่างสม่ำเสมอ ส่วนประเด็นเรื่องของเทคโนโลยีการนำขยะมาผลิตเป็นไฟฟ้านั้น เชื่อว่าผู้ประกอบการไทยนั้นเก่งพอที่จะนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมได้

    ทั้งนี้ การนำขยะมาผลิตเป็นไฟฟ้า นั้นประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเจนคือการลดปริมาณขยะลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องมีปัญหาเรื่องของการฝังกลบที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งทุกฝ่ายโดยเฉพาะภาครัฐต้องช่วยกันผลักดันให้การลงทุนของเอกชนสามารถเดินหน้าต่อไปได้ 

  • Date : 21 / 05 / 2018
    กลุ่มพลังงานทดแทน ส.อ.ท.เรียกร้องรัฐบาลนำทีมเจรจาเปิดทางลงทุนประเทศเพื่อนบ้าน

    กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(...) เรียกร้องให้รัฐบาลเป็นผู้นำคณะเอกชนไทยออกไปเจรจาแบบรัฐต่อรัฐเพื่อเปิดทางการลงทุนด้านพลังงานทดแทนในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งเวียดนาม เมียนมา ลาว อินโดนีเซีย หลังจากที่โอกาสการขยายธุรกิจในประเทศมีน้อยลงจากนโยบายชะลอการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนของรัฐ

    นายสุเมธ สุทธิภักดี รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผย ภายหลังจากการเป็นวิทยากรในงานเสวนา “รู้ลึก รู้จริง พลังงานหมุนเวียน เดินหน้าอย่างไรให้คนไทยได้ประโยชน์ “ ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เมื่อวันที่ 21 .. 2561 ที่ผ่านมาว่า แผนพัฒนาพลังงานทดแทนหรือ AEDP ที่รัฐให้การส่งเสริมในช่วงที่ผ่านมา นั้นผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมมีการลงทุนผลิตไฟฟ้าไปแล้วประมาณ64% ของเป้าหมายตามแผนแล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและขีดความสามารถของเอกชนไทย อย่างไรก็ตามแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจภายในประเทศ มีโอกาสที่ลดลง จากการที่ภาครัฐ ออกมาประกาศที่จะชะลอการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนลง ทำให้ผู้ประกอบการมองหาโอกาสที่จะไปเติบโตในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น จึงต้องการให้ภาครัฐยื่นมือเข้ามาช่วยในการเป็นผู้นำคณะในการเจรจา ที่จะทำให้เอกชนเดินหน้าโครงการได้เร็วขึ้น

    การจะช่วยให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้อยู่รอดได้ รัฐไม่ควรมองการส่งเสริมแค่เพียงตลาดในประเทศ โดยปัจจุบัน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ก็มีสำนักความร่วมมือระหว่างประเทศ ที่ค่อนข้างจะมีบทบาทที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว ซึ่งหากมองว่า ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนยังคงมีศักยภาพ ที่จะทำธุรกิจต่อไปได้ในระยะยาว ภาครัฐควรจะมองการส่งเสริมที่ไม่ใช่มิติเรื่องของราคาเพียงอย่างเดียว แต่ควรจะมีมิติการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนออกไปลงทุนด้านพลังงานทดแทนในประเทศเพื่อนบ้าน โดยอาจจะเป็นการลงทุนเพื่อผลิตไฟฟ้าขายให้กับประเทศเพื่อนบ้านที่ไปลงทุน หรือ จะลงทุนเพื่อขายไฟฟ้ากลับมายังประเทศไทยก็ได้ เพราะอาเซียนเองก็มีความร่วมมือกันในเรื่องของระบบสายส่งอาเซียน หรืออาเซียนกริดที่สอดคล้องกันอยู่แล้ว “ นายสุเมธ กล่าว

    นายสุเมธ กล่าวว่า กระทรวงพลังงานมีผลการศึกษาเรื่องพลังงานทดแทนของประเทศเพื่อนบ้านอยู่พอสมควร ทั้งเวียดนามที่มีศักยภาพเรื่องของลม เมียนมา ที่มีศักยภาพเรื่องของพลังงานแสงอาทิตย์ ลาวก็มีเรื่องของพลังน้ำ และชีวมวล อินโดนีเซีย แม้แต่ประเทศที่เกิดใหม่อยากปาปัวนิวกินี ก็ยังมีการศึกษาเอาไว้

    โดยกรณีของเวียดนาม ที่มีศักยภาพการลงทุนเรื่องพลังงานลม นั้นอยากเปรียบเทียบให้เห็นว่า ระหว่างที่รัฐปล่อยให้เอกชนเดินหน้าไปเจรจาลงทุนเพียงลำพังด้วยทรัพยากรของบริษัทเขาเอง กับการที่รัฐบาลหรือภาครัฐยื่นมือเข้ามาช่วยเป็นผู้นำคณะในการเจรจา แบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี เพื่อให้เกิดความร่วมมือเรื่องโซนนิ่งในการลงทุน แล้วมาส่งเสริมให้เอกชนไทย ออกไปลงทุนตามนโยบายที่รัฐไปเจรจาเอาไว้ นั้น กรณีที่รัฐยื่นมือเข้ามาช่วยเป็นผู้นำ จะช่วยให้เอกชนตัดสินใจลงทุนก็จะง่ายขึ้น และเร็วขึ้น และจะทางออกหนึ่งที่จะช่วยเยียวยาผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนในประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจากการชะลอการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนของภาครัฐ ได้