ข่าวทั้งหมด

Date : 14 / 12 / 2017

  • Date : 14 / 12 / 2017
    นักวิชาการระบุส่งเสริม Prosumer เร็วเกินไป ผู้ใช้ไฟทั่วไปต้องแบกภาระค่าไฟ

    นักวิชาการ ชี้แนวคิด “Prosumer” ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ ประกาศหนุน หากส่งเสริมเร็วเกินไป จะทำให้ค่าไฟฟ้าโดยรวมสูงขึ้น และเกิดความไม่เป็นธรรมกับผู้ใช้ไฟฟ้า ที่ต้องแบกภาระต้นทุนค่าไฟแทน แนะรัฐบาลต้องวางระบบรองรับให้พร้อมก่อน ทั้งเรื่อง มิเตอร์อัจฉริยะ(Smart Meter ) และการกำหนดราคาซื้อขายของกลุ่ม Prosumer ที่หน่วยงานการไฟฟ้า จะรับซื้อไฟฟ้าในราคาถูก แต่ขายไฟฟ้าให้กับคนกลุ่มนี้ในราคาแพงกว่าผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป  

    รศ.ดร.ภิญโญ มีชำนะ อดีตหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึง นโยบายของนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่ต้องการสนับสนุนเรื่อง Prosumer หรือการผลิตไฟฟ้าใช้เองและซื้อขายกันเองของประชาชนว่า  ประเทศไทยจะสามารถใช้ระบบ Prosumer ได้ก็ต่อเมื่อมีการผลิตไฟฟ้าที่เพียงพอต่อความต้องการใช้ทั้งประเทศแล้วเท่านั้น 

    เนื่องจากการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าเองใช้เองและขายกันเอง จะทำได้เฉพาะคนบางกลุ่มที่มีศักยภาพทางการเงิน  เท่านั้น และหากปล่อยให้มีกลุ่ม Prosumer มีจำนวนมากเกินไป จะส่งผลให้ภาครัฐต้องเตรียมสำรองไฟฟ้าไว้รองรับ (Back Up) ในกรณีบางช่วงเวลาที่ Prosumer ผลิตไฟฟ้าไม่ได้จากความไม่แน่นอนของธรรมชาติ เช่น กลางคืนไม่มีแสงแดด ทำให้โซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าไม่ได้ ก็จะมาซื้อไฟฟ้าจากระบบรวมไปใช้ เพื่อป้องกันไฟฟ้าตกหรือดับ  ซึ่งการที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตต้องมีการ สำรองไฟฟ้ารองรับ ก็ถือเป็นต้นทุนค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นประชาชนกลุ่มที่ไม่สามารถติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าเองได้จะเสียเปรียบที่ต้องมาแบกรับค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งไม่เป็นการยุติธรรมต่อสังคมโดยรวม   

    นอกจากนี้จะเห็นได้ว่าระบบ Prosumer เป็นระบบที่ประเทศพัฒนาแล้วนำมาใช้ เช่น เยอรมนี เดนมาร์ก เนื่องจากประเทศที่พัฒนาแล้ว มีการผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอและอิ่มตัวแล้ว และมีทุนพร้อมที่จะจ่ายค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทน   โดยหากประเทศไทยจะส่งเสริมระบบ Prosumer ได้ ก็ต่อเมื่อประเทศพัฒนาไปสู่จุดที่มีไฟฟ้าเพียงพอทุกพื้นที่แล้วเท่านั้น 

    ดร.อุริช อัชชโคสิต นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน กล่าวว่า ระบบ Prosumer มีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยข้อดี จะเกิดประโยชน์กับผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องทำให้มีงานมีรายได้เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการก็อยากเห็นนโยบายแบบต่อเนื่องไป 20 ปี ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว หรือ PDP ไม่อยากให้เร่งส่งเสริมทีเดียวแล้วหายไป 

    แต่ในส่วนของข้อเสียที่ต้องระวัง คือ การผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง จะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าโดยรวมประเทศเพิ่มขึ้นแน่นอน จากการต้องมีการสำรองไฟฟ้าไว้รองรับกลุ่ม Prosumer ซึ่งจะเกิดความไม่ยุติธรรมกับผู้ที่ไม่ได้ติดตั้งไฟฟ้าใช้เอง ดังนั้นภาครัฐควรหากลไกที่สร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่ายที่ใช้ไฟฟ้า 

    โดยกลุ่ม Prosumer จะต้องใช้ระบบมิเตอร์อัจฉริยะมาตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลการผลิตและขายไฟฟ้า และการคิดค่าไฟฟ้าต้องแตกต่างจากผู้ใช้ทั่วไป คือ หาก Prosumer มีการผลิตและขายไฟฟ้าเข้าระบบ ทางการไฟฟ้าควรรับซื้อในราคาต่ำกว่าราคาต้นทุนที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ขายให้กับการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.)และการไฟฟ้ส่วนภูมิภาค(PEA) ขณะเดียวกัน ทางการไฟฟ้าก็ควรขายไฟฟ้าให้ Prosumer ในราคาที่สูง หรือ ซื้อถูกขายแพง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเหมาะสมกับสังคมโดยรวม 

  • Date : 14 / 12 / 2017
    กกพ.ประกาศแล้ว 17โครงการได้ขายไฟ " SPP Hybrid "
    กกพ. ประกาศผลผู้ผ่านการคัดเลือก ขายไฟในโครงการ “SPP Hybrid” ทั่วประเทศ จำนวน  17 ราย รวมปริมาณพลังไฟฟ้าที่เสนอขาย300 เมกะวัตต์ ตามเป้าหมาย โดย กลุ่มบริษัทไทยโก้ เทคโนโลยี จำกัด  ได้ขายไฟมากที่สุดถึง4โครงการ รวมปริมาณพลังไฟฟ้าที่เสนอขายได้เกือบ70เมกะวัตต์ 
     
    นางสาวนฤภัทร อมรโฆษิต เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะรองโฆษก กกพ. เปิดเผยถึงผลการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรูปแบบ SPP Hybrid Firm ปี 2560 ว่า มีโครงการที่ผ่านการประเมินข้อเสนอด้านราคาและเป็นผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจำนวน 17 โครงการ โดยมีปริมาณเสนอขายรวมทั้งสิ้น 300 เมกะวัตต์ และกำลังผลิตติดตั้งรวม 434.60 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายการรับซื้อไม่เกิน 300 เมกะวัตต์
     
    โดยผู้ที่ผ่านการคัดเลือกทั้ง 17โครงการ  นั้น แบ่งเป็น ภาคใต้ 5 โครงการ ปริมาณเสนอขาย 100.85 เมกะวัตต์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5 โครงการ ปริมาณเสนอขาย 84.13 เมกะวัตต์ ภาคเหนือ 4 โครงการ ปริมาณเสนอขาย 71.02 เมกะวัตต์ ภาคตะวันตก 1 โครงการ ปริมาณเสนอขาย 16 เมกะวัตต์ ภาคตะวันออก 1 โครงการ ปริมาณเสนอขาย 16 เมกะวัตต์ และภาคกลาง 1 โครงการ ปริมาณเสนอขาย 12 เมกะวัตต์  โดยคัดจากจำนวน42โครงการที่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติและข้อเสนอด้านเทคนิค (ขนาดกำลังผลิตติดตั้งรวม 1,062.2 เมกะวัตต์ โดยมีปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายรวมทั้งสิ้น 755.3 เมกะวัตต์) ไปเมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2560 ที่ผ่านมา 
     
    ทั้งนี้ โครงการที่ให้ส่วนลดค่าFeed in Tariff -FiT มากที่สุด 99.99% มี2โครงการ คือ ของบริษัทเกษตรผล เพาเวอร์แพลนท์ จำกัด  ที่จังหวัดอุดรธานี  มีปริมาณพลังไฟฟ้าที่เสนอขาย 27 เมกะวัตต์  และอีกโครงการเป็นของ บริษัทอุตสาหกรรมโคราช จำกัด  จังหวัดนครราชสีมา มีปริมาณพลังไฟฟ้าที่เสนอขาย 13.84 เมกะวัตต์   ส่วนโครงการที่ให้ส่วนลดเป็นอันดับ17 ที่ผ่านการพิจารณา คือของบริษัท พีเอสที เอนเนอร์ยี 1จำกัด  ให้ส่วนลด 15.60%   อยู่ที่จังหวัดแพร่ มีปริมาณพลังไฟฟ้าที่เสนอขาย 25 เมกะวัตต์ 
     
    ในขณะที่กลุ่มบริษัทที่มีโครงการผ่านการคัดเลือกมาก ที่สุด คือ ของ บริษัทไทยโก้ เทคโนโลยี จำกัด  ที่ผ่านการพิจารณา ถึง4 โครงการ  โดยใหห้อัตราส่วนลด FiT 81.19  % จำนวน 3 โครงการ คือที่ กระบี่ ชุมพร และอุดรธานี   ส่วนอีก1โครงการ อยู่ที่ชุมพร ให้ส่วนลด FiT 71.19  %  รวมจำนวนพลังไฟฟ้าที่เสนอขายที่ได้ทั้ง 4โครงการ จำนวน 69.85 เมกะวัตต์    
     
     ส่วนกลุ่มน้ำตาลมิตรผล  นั้นได้มา1โครงการ คือ บริษัทมิตรผล ไบโอ เพาเวอร์ (ภูเวียง) จำกัด ให้ส่วนลด FiT  79.56%  มีปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายที่ได้ 16 เมกะวัตต์   (รายละเอียด17โครงการที่ผ่านการคัดเลือก ดูได้ตามตารางด้านล่าง) 
     
    หลังจากนี้ ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการทั้ง 17 โครงการ ต้องเร่งดำเนินการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) หรือรายงานการปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน แก้ไข และติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Code of Practice: CoP) ตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้ทันกำหนดวันลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ. ภายในวันที่ 13 ธ.ค. 2562 และสามารถดำเนินการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ได้ภายในวันที่ 31 ธ.ค.2564 

Date : 13 / 12 / 2017

  • Date : 13 / 12 / 2017
    นักวิชาการลุ้น พลังงาน มหาดไทย เร่งตัดสินใจสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินภาคใต้
    นักวิชาการ หนุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งที่กระบี่ และ เทพา แนะ กระทรวง พลังงาน มหาดไทย ควรร่วมกันหาข้อสรุปให้ชัดเจน ภายใน 3-4 เดือน นี้ เหตุล่าช้าจากแผนมามาก ทำชาวบ้านรับโทษทางอ้อมด้วยการจ่ายค่าไฟเพิ่ม กรณีแหล่งก๊าซฯมีปัญหาและต้องใช้น้ำมันเตา ดีเซล ที่มีต้นทุนสูงกว่ามาทดแทน
     
    วันที่ 13 ธ.ค. 2560 ศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) จัดเสวนา “เจาะลึกประเด็นร้อนโรงไฟฟ้าถ่านหิน-บุหรี่ไฟฟ้า นวัตกรรมช่วยลดผลกระทบเชิงลบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพได้จริงหรือไม่?” เพื่อเปิดมุมมองจากฝั่งนักวิชาการและกลุ่มผู้บริโภค ที่ยืนยันผลการวิจัยว่าการพัฒนาเทคโนโลยีที่ลดการเผาไหม้ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมได้ และเพื่อให้รัฐมีข้อมูลในการกำหนดนโยบายสาธารณะตามแนวนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่เน้นการนำเทคโนโลยีมาช่วยพัฒนาประเทศ 
     
    โดยมีวิทยากร ประกอบด้วย ว่าที่พันตรี ดร.อนุชาต ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการชุมชนสัมพันธ์และสิ่งแวดล้อมโครงการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ. )  ดร.อุริช อัชชโคสิต นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน, รศ.ดร.ภิญโญ มีชำนะ อดีตหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผศ.อุนกัง แซ่ลิ้ม รองคณบดีฝ่ายกิจการนิสิต คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 
     
    รศ.ดร.ภิญโญ มีชำนะ อดีตหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทยควรสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งที่ จ.กระบี่และที่ อ.เทพา จ.สงขลา เพื่อลดความเสี่ยงไฟฟ้าของภาคใต้ และยืนยันว่าการเลือกใช้เทคโนโลยี Ultra Super Critical ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)นั้น จะทำให้ระบบเผาไหม้มีประสิทธิภาพ ไม่ก่อให้เกิดปัญหามลภาวะในสิ่งแวดล้อม
     
    นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งเครื่องดูดจับคาร์บอนแบบละเอียด มูลค่าถึง 9,000 ล้านบาท เพื่อดูดสารปรอทด้วย ดังนั้นการที่ผู้คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินระบุว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาจะเกิดการปล่อยสารปรอทสูงเหมือนบางโรงในต่างประเทศ จึงไม่เป็นความจริง โดยโรงไฟฟ้าถ่านหินทั่วโลกมี 2 หมื่นแห่ง แต่มีเพียง 5 แห่งในโลกที่เกิดการปล่อยสารปรอทสูงเกินค่ามาตรฐาน ดังนั้นการที่ฝ่ายคัดค้านหยิบยกโรงไฟฟ้าถ่านหิน 5 แห่งนี้มากล่าวอ้าง จึงไม่สมเหตุผล
     
    ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านเห็นควรให้สร้างโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนแทนโรงไฟฟ้ากระบี่นั้น เห็นว่าปัจจุบันยังเป็นไปไม่ได้ที่โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจะมาแทนที่โรงไฟฟ้าหลักอย่างโรงไฟฟ้าถ่านหิน เนื่องจากภาคใต้มีความต้องการโรงไฟฟ้าติดตั้งในพื้นที่เพิ่มขึ้น  พลังงานหมุนเวียนจึงไม่สามารถผลิตเพื่อรองรับความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นได้ทัน อีกทั้งยังมีความไม่แน่นอนของธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าด้วย และการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนนั้น จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าหลักในปริมาณที่เท่ากันเพื่อเป็นพลังงานสำรอง(แบ็คอัพ) ดังนั้นต้นทุนดังกล่าวจะสะท้อนกลับไปที่ค่าไฟฟ้าโดยรวมของประเทศให้สูงขึ้นตามมา อย่างไรก็ตามยืนยันว่า แม้การใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินจะไม่ได้ทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงได้มากนัก แต่ก็ไม่ได้ทำให้ค่าไฟฟ้าปรับขึ้นสูงเหมือนพลังงานหมุนเวียนแน่นอน 
     
    นอกจากนี้เมื่อมองไปยังต่างประเทศจะพบว่า เริ่มมีการใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินมากขึ้น โดยล่าสุดทางประเทศจีนมีแผนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในอีก 4-5 ปีข้างหน้าอีก 1.8 แสนเมกะวัตต์ จากปัจจุบันมีอยู่ 9 แสนเมกะวัตต์ ส่วนญี่ปุ่นมีแผนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทดแทนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 45 โรงกำลังการผลิตรวม 2 หมื่นเมกะวัตต์ 
     
    ดร.อุริช อัชชโคสิต นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน กล่าวว่า เห็นด้วยกับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้ เนื่องจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยลดปัญหามลภาวะได้จริง และอยากให้ทุกฝ่ายเชื่อมั่นในเทคโนโลยี อย่างไรก็ตามฝ่ายคัดค้านไม่ควรนำเอาเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหินระบบเก่ามาเปรียบเทียบกับปัจจุบัน เพราะความก้าวหน้าและประสิทธิภาพแตกต่างกันมาก ซึ่งหากวันนี้ไทยไม่สามารถก้าวถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพาได้ จะส่งผลให้ในอนาคตประเทศไทยจะเติบโตได้ลำบาก โดยเฉพาะโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่(เมกะโปรเจ็คต์)ที่ต้องใช้ไฟฟ้าอย่างมาก ทั้งรถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง เป็นต้น
     
    ทั้งนี้เห็นว่ารัฐบาลตัดสินใจเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพาล่าช้ามานาน ดังนั้นเมื่อมีคณะรัฐมนตรี(ครม.)ชุดใหม่แล้ว ก็ควรเร่งพิจารณาให้เสร็จโดยเร็ว เพราะทุกวันนี้ประชาชนได้รับการลงโทษจากการสร้างโรงไฟฟ้าล่าช้าแล้ว ซึ่งเห็นได้จากกรณีแหล่งก๊าซธรรมชาติปิดซ่อมหรือมีปัญหา ก็ต้องหันไปใช้น้ำมันเตาหรือดีเซลที่มีต้นทุนสูงกว่าในการผลิตไฟฟ้าที่ภาคใต้แทน และทำให้ค่าไฟฟ้าโดยรวมได้รับผลกระทบไปด้วย 
     
    อย่างไรก็ตามการตัดสินใจเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น เห็นว่าควรให้รัฐมนตรีจากกระทรวงพลังงานและกระทรวงมหาดไทย จะต้องพิจารณาและตัดสินใจร่วมกัน เพราะกระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่ดูแลผู้ที่ถูกเวนคืนที่ดิน ดูแลความมั่นคงปลอดภัยของประชาชน เป็นต้น ซึ่งหากให้กระทรวงพลังงานพิจารณาเองฝ่ายเดียว จะกลายเป็นคนๆเดียวต้องมารับผิดชอบปัญหาทั้งหมด ทั้งนี้อาจต้องให้เวลากับรัฐมนตรีใหม่ทั้งสองกระทรวง ได้ตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงก่อน แต่ควรเร่งสรุปให้เสร็จใน 3-4 เดือนนี้ เพราะยิ่งช้าความเสี่ยงไฟฟ้าภาคใต้ก็ยิ่งมากขึ้น 
     
    ด้านว่าที่ พันตรี ดร.อนุชาต ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการชุมชนสัมพันธ์และสิ่งแวดล้อมโครงการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ. ) กล่าวว่า ภาคใต้จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน เนื่องจากความต้องการไฟฟ้าภาคใต้เติบโตขึ้นมากปีละ 5% เมื่อดูจากตัวเลขการผลิตและความต้องการใช้จะพบว่า ภาคใต้ผลิตไฟฟ้าได้ 3,089 เมกะวัตต์ แต่ไฟฟ้าที่พึ่งพาได้จริงมีเพียง 2,406 เมกะวัตต์ ขณะที่ความต้องการใช้สูงสุด(พีค)ที่ผ่านมาอยู่ที่ 2,713 เมกะวัตต์ ดังนั้นต้องดึงไฟฟ้าจากภาคกลางมาเสริมระบบวันละ 375 เมกะวัตต์ จะเห็นได้ว่าภาคใต้มีความเสี่ยงต่อปัญหาไฟฟ้าตกไฟฟ้าดับได้ โดยเฉพาะกรณีแหล่งก๊าซธรรมชาติประสบปัญหา เพราะโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ของภาคใต้ส่วนใหญ่ใช้ก๊าซฯ เป็นหลัก และหากในอนาคตภาคใต้จะเปลี่ยนไปสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)ผลิตไฟฟ้าแทนก็จะมีผลกระทบให้ค่าไฟฟ้าสูงกว่าถ่านหิน 1 บาทต่อหน่วย 
     
    สำหรับในเรื่องสิ่งแวดล้อมนั้น ยอมรับว่าถ่านหินสะอาดไม่มีจริง แต่เทคโนโลยีโรงไฟฟ้ายุคใหม่สามารถลดปัญหามลภาวะได้จริง อีกทั้งการเลือกใช้ถ่านหินของ กฟผ. ก็จะเลือกถ่านที่ให้ค่าความร้อนสูงทำให้ใช้ถ่านน้อย และเลือกที่มีสารซัลเฟอร์ต่ำ รวมทั้งมีโลหะหนักในปริมาณที่น้อยด้วย ส่วนของเสียที่เป็นเถ้าหนักกับยิปซัม สามารถนำไปขายได้ ขณะที่เถ้าลอยอยู่ระหว่างวิจัยว่าจะนำไปใช้อะไรได้บ้าง เบื้องต้นจะทำบ่อเก็บเอาไว้ก่อน ซึ่งรับรองว่าจะไม่เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • Date : 13 / 12 / 2017
    ปลัดพลังงาน ผู้ว่ากฟผ. ขานรับนโยบาย No Gift Policy ของรัฐมนตรีพลังงาน

    ปลัดพลังงาน ผู้ว่ากฟผ. ขานรับนโยบาย งดรับของขวัญ หรือของกำนัล จากบุคคลหรือหน่วยงานภายนอก หรือ No Gift Policy  ของนายศิริ จิระพงษ์พันธ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยมีหนังสือเวียนขอความร่วมมือ แล้วตั้งแต่วันที่ 12 ธ.ค. 2560 ที่ผ่านมา ในขณะที่ข้าราชการจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นนโยบายที่เข้มงวด กว่าประกาศของคณะกรรมการ ป.ป.ช.

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center -ENC) รายงานว่า  หลังจากที่ นายศิริ จิระพงษ์พันธ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มีนโยบาย  ต่อผู้บริหารระดับสูงหน่วยงานในการกำกับดูแลของกระทรวงพลังงาน ให้งดรับของขัวญ ของกำนัล กระเช้าของขวัญช่วงเทศกาล หรือ No Gift Policy  ไปเมื่อวันศุกร์ ที่ 8ธ.ค. 2560 ที่ผ่านมา นั้น ปรากฎได้รับการขานรับจากผู้บริหารต่อนโยบายดังกล่าวที่จะนำไปปฎิบัติ โดยนายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงาน ได้ทำหนังสือเวียน ขอความร่วมมือไปถึงหัวหน้าส่วนราชการ ให้ปฎิบัติตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แล้วตั้งแต่  วันที่ 12 ธ.ค. 2560  

    โดยในส่วนของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) นั้น ทางนายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ ได้ออกคำสั่ง เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2560 ให้ผู้บริหาร และพนักงาน กฟผ. งดการรับของขวัญ หรือของกำนัลจากบุคคลหรือหน่วยงานภายนอก โดยให้เหตุผล เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมการทำงานที่มีจรรยาบรรณและความโปร่งใส รวมทั้งค่านิยมในการประหยัด ซึ่งในเพจ กฟผ.ก็ได้โพสต์ข้อความ ในวันที่ 13ธ.ค. 2560 รณรงค์เรื่องดังกล่าว กับพนักงานกฟผ.ด้วย  ในขณะเดียวกันก็ได้ขอความร่วมมือไปยังหน่วยงาน และบุคคลภายนอก ให้“งด” มอบของขวัญหรือของกำนัลให้แก่ผู้ปฎิบัติงาน กฟผ. ทุกระดับ  อีกทางหนึ่งด้วย 

    ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า  นโยบายการงดรับของขวัญหรือ ของกำนัล หรือ No Gift Policy ของนายศิริ  นั้น ค่อนข้างสร้างความอึดอัดให้กับข้าราชการกระทรวงพลังงาน และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันในหมู่ข้าราชการ ระหว่างกระทรวง เพราะเป็นนโยบายที่เข้มงวดในเรื่องจริยธรรม มากกว่าปกติ และมากกว่าธรรมเนียมปฎิบัติของกระทรวงอื่นๆ เนื่องจาก ที่ผ่านมา ข้าราชการ ก็ปฎิบัติตามหลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด โดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามประกาศของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 30พ.ย. 2543  อยู่แล้ว  โดยประกาศดังกล่าว กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด (ของขวัญ ของฝาก) ได้ หากเป็นการให้กันตามขนบธรรมเนียม ประเพณีหรือวัฒนธรรม หรือโดยธรรมจรรยา   โดยหากรับจากญาติ ซึ่งให้โดยเสน่หา ก็รับได้ตามจำนวนที่เหมาะสมตามฐานานุรูป  ส่วนกรณีที่รับจากบุคคลอื่นซึ่งมิใช่ญาติ ก็รับได้แต่ละบุคคล แต่ละโอกาส ไม่เกินจำนวน 3,000 บาท  และสามารถที่จะรับได้ หากการให้นั้นเป็นการให้ในลักษณะที่ให้กับบุคคลทั่วไป เช่นการลดราคา การจับสลากรางวัล  

Date : 12 / 12 / 2017

  • Date : 12 / 12 / 2017
    ครม.ตั้ง "เปรมฤทัย " และ " หร่อหยา " เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน
    คณะรัฐมนตรี มีมติตั้ง "เปรมฤทัย " และ "หร่อหยา " เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน  เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ในขณะที่ปลัดกระทรวงพลังงาน เตรียมตั้ง รองอธิบดี อีก 4 ตำแหน่ง ประกอบด้วย กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน  กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ   กรมธุรกิจพลังงาน  และ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน 
     
    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน( Energy News center-ENC ) รายงานว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่12 ธ.ค. 2560 ได้มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ   สังกัดกระทรวงพลังงาน  ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง  คือนาง เปรมฤทัย วินัยแพทย์ จากรองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ  ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง และนายหร่อหยา  จันทรัตนา  จากรองอธิบดี กรมพัฒนาพลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงาน  ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง  เช่นเดียวกัน เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างลง  โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป  
     
    ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังจากแต่งตั้งตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างครบทั้งหมด แล้ว  ทำให้มี ตำแหน่งรองอธิบดี ว่างลง  4 ตำแหน่ง คือ รองอธิบดี กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน  หรือ พพ. 1 ตำแหน่ง  ของ นายหร่อหยา   รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ  1ตำแหน่ง ของ นางเปรมฤทัย     รองอธิบดี กรมธุรกิจพลังงาน  1 ตำแหน่ง  ของ นาย วิศักดิ์ วัฒนศัพท์ ที่ขยับขึ้นไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง  และ รองผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน หรือ( สนพ.)  1 ตำแหน่ง ของ นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ที่ขยับขึ้นไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง ก่อนหน้านี้   โดยการแต่งตั้งตำแหน่งรองอธิบดี ที่ว่างลง ดังกล่าว จะเป็นอำนาจ ของ นายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงาน ที่จะเป็นผู้พิจารณาแต่งตั้งบุคคลที่มีความเหมาะสม มาทดแทนต่อไป   
  • Date : 12 / 12 / 2017
    PTT จับมือ CAT ลงนามMOU พัฒนาธุรกิจ S-Curve และนวัตกรรมดิจิทัล
    ปตท. จับมือ กสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) หรือ  CAT  ลงนาม“บันทึกข้อตกลงความร่วมมือวางแผนพัฒนาธุรกิจ S-Curve และนวัตกรรมดิจิทัล” หวังพัฒนาอุตสาหกรรมด้านนวัตกรรม ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) คาด 3 เดือนกำหนดโครงการเร่งด่วน(Quick win)ได้ ชี้ธุรกิจเด่นที่น่าพัฒนาร่วมกัน เช่น รถยนต์ไฟฟ้า(EV)และการนำเทคโนโลยีมาใช้ตรวจสอบท่อก๊าซธรรมชาติ   โดย ซีอีโอ ปตท. “เทวินทร์ วงศ์วานิช”ระบุ “เขตนวัตกรรม ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EECi”ที่ วังจันทร์วัลเล่ย์ จ.ระยอง คืบหน้า เริ่มวางแผนการใช้พื้นที่ พร้อมเชิญชวนมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด(Stanford)ของสหรัฐฯ ร่วมเปิดหลักสูตร “Design Thinking” เปลี่ยนแนวคิดเป็นผลิตภัณฑ์ ณ สถาบันวิทยสิริเมธี ช่วงต้นปี 2561 
     
    วันที่ 12 ธ.ค.2560 บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) (PTT)ได้ลงนาม “บันทึกข้อตกลงความร่วมมือวางแผนพัฒนาธุรกิจ S-Curve และนวัตกรรมดิจิทัล”ร่วมกับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) หรือ  CAT เพื่อร่วมกันพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมดิจิทัล,เทคโนโลยีเส้นทางสู่ามสำเร็จของนวัตกรรม( S-Curve) และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้เกิดเป็นอุตสาหกรรมใหม่ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) โดยมีนายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานและบริหารความยั่งยืน บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) และพันเอก สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) ร่วมลงนาม
     
    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า  ภายหลังการลงนาม จะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อกำหนดแผนงานโครงการและงบประมาณต่อไป โดยปัจจุบัน ปตท.มีแนวทางขับเคลื่อนธุรกิจใหม่ที่เป็น S-Curve อยู่ 3 ด้าน ได้แก่ 1. Industry Solution ได้แก่ เทคโนโลยีหุ่นยนต์เพื่อให้บริการในอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบัน ปตท.มีการนำหุ่นยนต์มาใช้ตรวจสอบระบบท่อก๊าซธรรมชาติ และใช้อากาศยานไร้คนขับ หรือ Drone ในการตรวจแท่นผลิตปิโตรเลียมรวมถึงโรงกลั่นและโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น ซึ่งขณะนี้ ปตท. อยู่ระหว่างการพัฒนาหุ่นยนต์ให้ทันสมัยมากขึ้น 
     
    2.Energy Solution ซึ่ง ปตท.ดำเนินการอยู่ได้แก่ รถยนต์ไฟฟ้า(EV) สถานีบรรจุไฟฟ้า (charging station) และระบบกักเก็บพลังงาน(Energy Storage) ซึ่งขณะนี้เตรียมสร้างโรงงาน Energy Storage ต้นแบบในไทย เป็นต้น และ 3.Bio  Industrial ซึ่ง ปตท.ได้วางพื้นฐานมาแล้ว ทั้งเชื้อเพลิงชีวภาพ(Biofuel) สู่ไบโอพลาสติก และขณะนี้กำลังดำเนินการไปสู่การผลิต ยาชีวภาพ 
     
    สำหรับความคืบหน้าการพัฒนา “เขตนวัตกรรม ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EECi”ที่ วังจันทร์วัลเล่ย์ จ.ระยอง ของ ปตท.นั้น ทางสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)และปตท. ได้ตกลงที่จะใช้พื้นที่วังจันทร์วัลเล่ย์ พัฒนาเป็นอาคารเพื่อเปิดให้นักธุรกิจ นักวิจัยมาใช้ ซึ่งขณะนี้กำลังวางแผนการใช้พื้นที่อยู่ นอกจากนี้ยังได้เชิญชวนสถาบันวิจัย รวมถึงมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด(Stanford)ของสหรัฐฯ มาร่วมเปิดหลักสูตร “Design Thinking”   เพื่อช่วยเปลี่ยนแนวคิดให้เป็นผลิตภัณฑ์ โดยคาดว่าจะเปิดหลักสูตรดังกล่าวได้ ช่วงต้นปี 2561 ณ สถาบันวิทยสิริเมธี ทั้งนี้จะเริ่มเชิญชวนบุคคลจากภาครัฐ นักธุรกิจและคนของปตท. 25 คน มาเป็นโค้ช หลังจากนั้นจะพัฒนาบุคลากรมาเป็นโค้ชอีก 50 คนต่อไป เพื่อช่วยกันผลักดันขับเคลื่อนนวัตกรรมต่อไป 
     
    นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานและบริหารความยั่งยืน บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ปตท.ยังมีการลงนามบันทึกความร่วมมือ( MOU) กับบริษัทชั้นนำในไทย เพื่อศึกษาการลงทุนในธุรกิจ Energy Storage ซึ่งคาดว่าจะศึกษาเสร็จใน 3-6 เดือน และจะได้ทราบว่า ปตท.จะเดินไปในทิศทางใดต่อไป 
     
    พันเอก สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ภายใน 3 เดือนหลังจากการลงนามในครั้งนี้ ทาง กสท โทรคมนาคม   และปตท. จะมีความชัดเจนในโครงการเร่งด่วน(Quick win) ที่จะดำเนินการร่วมกัน เพื่อบูรณาการ “เขตนวัตกรรม ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EECi) ในพื้นที่วังจันทร์วัลเล่ย์ จ.ระยอง  ปตท. และเขตนวัตกรรมดิจิทัล ภาคตะวันออก (EECd)ในพื้นที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี” ให้เกิดกรอบการทำงานร่วมกัน 
     
    โดย กสท โทรคมนาคม  มีความชำนาญธุรกิจเทคโนโลยีและระบบ Cloud และ ปตท.มีความชำนาญด้านพลังงาน ดังนั้นธุรกิจที่น่าพัฒนาร่วมกัน เช่น รถยนไฟฟ้า(EV) รวมถึงการนำเทคโนโลยี A.I. มาใช้ตรวจสอบท่อก๊าซธรรมชาติ แทนการใช้เฮลิคอปเตอร์ ที่ ปตท.ใช้อยู่ในปัจจุบัน เป็นต้น นอกจากนี้ กสท มีพื้นที่ 700 ไร่ ซึ่งจะจัดตั้งอาคารศูนย์ข้อมูล( Data Center )และอาคารดังกล่าวใช้เก็บข้อมูลขนาดใหญ่(Big Data) ซึ่งจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก ดังนั้นกำลังพิจารณาว่าจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าขึ้นมารองรับหรือไม่ ทั้งนี้เห็นว่าควรเป็นพลังงานสะอาดอย่างพลังงานแสงอาทิตย์ 

Date : 11 / 12 / 2017

  • Date : 11 / 12 / 2017
    " ศิริ " หนุนหลักการ Prosumer เปิดให้ประชาชนเป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ผลิตไฟฟ้า
    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ " ศิริ จิระพงษ์พันธ์ " หนุนหลักการที่จะให้ประชาชนเป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ผลิตไฟฟ้าขาย(Prosumer ) รับกระแสในอนาคต โดยมอบให้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ไปพิจารณาหลักเกณฑ์ กติกา ที่จะรองรับ  พร้อมขอเวลาดูรายละเอียดโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา หรือ โซลาร์รูฟท็อปเสรี ที่ผ่านความเห็นชอบ จากคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน( กบง.) ในยุคที่ พลเอกอนันตพร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  ให้เกิดความรอบคอบ  ก่อนเสนอ กพช. เพราะเป็นโครงการที่ประชาชนให้ความสนใจมาก 
     
    นาย ศิริ จิระพงษ์พันธ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตอบคำถามสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 8ธ.ค.2560  ถึงโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา หรือ โซลาร์รูฟท็อปเสรี ที่ผ่านความเห็นชอบ จากคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน( กบง.) ในยุคที่ พลเอกอนันตพร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  ว่า ต้องขอเวลาศึกษารายละเอียดโครงการดังกล่าวให้เกิดความรอบคอบ เพราะเป็นโครงการที่ประชาชนให้ความสนใจ  ก่อนที่จะนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) พิจารณาต่อไป
     
    ทั้งนี้โครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี นั้น สอดคล้องกับแนวโน้มในอนาคต ที่ประชาชนจะหันมาผลิตไฟฟ้าใช้เองและเป็นผู้ขายและผู้ซื้อไฟฟ้า หรือ  Prosumer  ซึ่งเป็นกระแสที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และส่วนตัว ตนก็สนับสนุน เพราะในสมัยที่ทำหน้าที่เป็นกรรมาธิการด้านพลังงาน ในสภาปฎิรูปแห่งชาติ( สปช.)ก็เคยมีข้อเสนอ เรื่องของโครงการโซลาร์รูฟท็อฟเสรีถึงกระทรวงพลังงาน เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เองและหากมีไฟฟ้าเหลือก็ให้สามารถขายเข้าระบบ หรือขายระหว่างกันเองได้  ดังนั้น เมื่อมีโอกาสมาเป็นรัฐมนตรีพลังงาน  จึงต้องหยิบเรื่องนี้มาพิจารณาดำเนินการ  โดยได้มอบให้ทาง คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ไปพิจารณาหลักเกณฑ์ กติกา  เรื่องของสัญญาการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชน หรือ  Private PPA ที่จะออกมารองรับแล้ว
     
     ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center -ENC) รายงานว่า  ก่อนหน้านี้ทางกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.)ได้เปลี่ยนรูปแบบ โครงการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปเสรี มาเป็นโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปแบบ Net Billing ในระยะแรก ไม่เกิน 300 เมกะวัตต์ โดยโครงการดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)นัดพิเศษเมื่อวันที่ 20 ต.ค.2560 ที่ผ่านมา ในช่วงที่พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ ยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  โดยมีหลักการสำคัญ ที่เน้นให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป เพื่อใช้เอง เป็นลำดับแรก และหากมีไฟฟ้าเหลือ จึงจะขายเข้าสู่ระบบ ให้กับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย(กฟน.,PEA)  ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมโครงการ จะมีทั้งใบเสร็จซื้อ และใบเสร็จขายไฟฟ้า ในแต่ละเดือน
     
     สำหรับอัตราค่าไฟฟ้าที่การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายจะรับซื้อภายใต้โครงการนั้น ในหลักการจะมีอัตราที่ถูกกว่าราคาค่าไฟฟ้าที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ขายให้กับ การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย และ ในกลุ่มที่ติดตั้งบนหลังคาโรงงานหรืออาคารพาณิชย์ ก็จะมีอัตราค่าไฟฟ้าถูกกว่ากลุ่มที่ติดตั้งในบ้านที่อยู่อาศัย  คือจะขายได้ในอัตราค่าไฟประมาณ 50 สตางค์ต่อหน่วย 
     
  • Date : 11 / 12 / 2017
    ตรวจพบ 116 ฟาร์มปศุสัตว์มีประสิทธิภาพในการผลิตก๊าซชีวภาพต่ำกว่า80%ของกำลังผลิต
    สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ซึ่งได้รับมอบหมายจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ตรวจพบระบบผลิตก๊าซชีวภาพ ในฟาร์มปศุสัตว์ จำนวน 116 ฟาร์ม มีประสิทธิภาพในการทำงานของระบบต่ำกว่า 80% ของกำลังการผลิต  ซึ่งควรมีการปรับปรุงระบบตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
     
    นายทวารัฐ  สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ในช่วงตั้งแต่ปี 2538-2556 ที่ผ่านมา กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดย สนพ. ได้ให้การสนับสนุนโครงการผลิตก๊าซชีวภาพในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เพื่อนำมาใช้เป็นพลังงานทดแทน  มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,164 ฟาร์ม   ซึ่งในบางฟาร์มที่มีอายุการใช้งานระบบยาวนานกว่า 10 ปี อาจจะมีประสิทธิภาพการผลิตก๊าซชีวภาพลดลง 
     
    ดังนั้นเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพของระบบก๊าซชีวภาพฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ที่เคยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนฯ  ทาง สนพ. จึงได้มอบหมายให้  สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดำเนินการตรวจเยี่ยม และสำรวจโครงการส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ขนาดเล็ก และโครงการส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ที่มีอายุการใช้งานของระบบฯ ไม่ต่ำกว่า 5 ปี  จำนวน 310 แห่ง เพื่อให้คำแนะนำและฝึกอบรม การดูแลแก้ไขปรับปรุงและบำรุงรักษาระบบให้กับผู้ประกอบการฟาร์ม แบบ Onsite Training  โดยเริ่มเข้าพื้นที่เพื่อสำรวจตั้งแต่เดือนธันวาคม 2559 ถึงเดือนกรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา 
     
    ซึ่งจากผลการสำรวจฟาร์มทั้ง 310 แห่ง พบว่า มีกลุ่มฟาร์มที่มีประสิทธิภาพในการทำงานของระบบต่ำกว่า 80% ของกำลังการผลิต จำนวน 116 ฟาร์ม  สามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้ 9,262,770 ลูกบาศก์เมตรต่อปี ในขณะที่กลุ่มฟาร์มที่มีประสิทธิภาพในการทำงานของระบบสูงกว่า 80% ของกำลังการผลิต จำนวน 194 ฟาร์ม สามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้ 15,704,040 ลูกบาศก์ เมตรต่อปี 
     
    ทั้งนี้  หากฟาร์มที่อยู่ในกลุ่มที่มีประสิทธิภาพในการทำงานของระบบฯ ต่ำกว่า 80% ของกำลังการผลิต  มีการปรับปรุงระบบตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ ที่ได้เข้าฝึกอบรมจากโครงการฯ แบบ Onsite Training  ก็จะทำให้สามารถผลิตก๊าซชีวภาพเพิ่มขึ้นอีก และจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานลงได้