ข่าวทั้งหมด

Date : 16 / 07 / 2018

  • Date : 16 / 07 / 2018
    กองทุนLPGติดลบเป็นครั้งแรก หลังรัฐมนตรีพลังงาน สั่งตรึงราคาLPG

    กองทุนLPGติดลบเป็นครั้งแรก 117 ล้านบาท นับ ตั้งแต่ที่รัฐมีการแยกบัญชีออกมาจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากเอาไปใช้ตรึงราคาLPGเอาไว้ในระดับ 363 บาทต่อถังขนาด 15กิโลกรัม ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและประธานกบง. โดยรัฐจะใช้วิธีดึงเงินหมุนเวียนในบัญชีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มาใช้ในการตรึงราคาLPG ต่อไปอีก ในวงเงินไม่เกิน 3,000 ล้านบาท

    แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า  นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ที่ให้ตรึงราคาขายLPG เอาไว้ที่363 บาทต่อถังขนาด 15กิโลกรัม   ส่งผลให้เงินที่สะสมไว้ในกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในส่วนของบัญชีLPG เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2561  มีฐานะติดลบเป็นครั้งแรก อยู่ที่ 117 ล้านบาท นับตั้งแต่มีการแยกบัญชีเงินในกองทุนน้ำมันฯ ออกเป็นบัญชีของน้ำมัน และ บัญชีLPG เมื่อปี 2558  เพื่อไม่ให้มีปัญหาการชดเชยราคาข้ามประเภท โดยเอาเงินจากผู้ใช้น้ำมันไปอุดหนุนราคาLPG เหมือนที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ในช่วงเริ่มต้นของการแยกเป็นบัญชีLPG นั้น มีเงินสะสมตั้งต้นประมาณ 2,400 ล้านบาทเพื่อใช้ดูแลราคาLPGให้มีเสถียรภาพ โดยที่รัฐยังสามารถดำเนินนโยบายการเปิดเสรีราคาLPG ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ไปได้ แต่ในช่วงที่ราคา LPG ในตลาดโลก ที่อ้างอิงราคาของซาอุดิอาระเบีย บวกค่าขนส่ง ปรับตัวสูงขึ้นมาโดยตลอด และล่าสุดในเดือน ก.ค.อยู่ที่ระดับ 562 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน ทำให้มีการใช้เงินในบัญชี LPG มาเพื่อตรึงราคา LPG เอาไว้ ที่363 บาทต่อถังขนาด 15กิโลกรัม   จึงมีผลทำให้เงินในบัญชีLPG ติดลบในที่สุด

    โดยปัจจุบัน ฐานะของกองทุนน้ำมันฯ มีเงินสะสมเหลือรวม 29,556 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินในบัญชีน้ำมัน  29,673 ล้านบาท และบัญชีLPGติดลบ 117 ล้านบาท อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ที่ผ่านมาได้อนุมัติกรอบการโยกเงินจากบัญชีน้ำมันไปใช้ในบัญชีLPG ได้ไม่เกิน 3,000 ล้านบาท  ที่จะทำให้ยังคงสามารถตรึงราคาLPGเอาไว้ได้อีกระยะหนึ่ง

     ด้านนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานได้รับทราบเสถียรภาพกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในส่วนของบัญชีLPG ที่ล่าสุด ติดลบกว่า 100 ล้านบาท โดยกระทรวงพลังงานจะยังคงนโยบายดูแลระดับราคาขายปลีกก๊าซปิโตรเลียมเหลว(LPG) ภาคครัวเรือน ขนาดถัง 15 กิโลกรัม ไว้ที่ 363 บาทต่อเนื่อง หลังจากได้เริ่มมาตรการพยุงราคาตั้งแต่วันที่ 28 พ.ค.2561 โดยจะใช้เงินหมุนเวียนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีเงินสะสมราว 3 หมื่นล้านบาทเข้ามาดูแล ซึ่งไม่ใช่การยืมเงินจากบัญชีน้ำมัน แต่เป็นในลักษณะของการใช้เงินหมุนเวียน

  • Date : 16 / 07 / 2018
    PTTOR หนุนนโยบายรัฐผลิตดีเซลบี20ขายรถบรรทุกขนส่งขนาดใหญ่ 2.7แสนลิตรต่อเดือน

    PTTOR  พร้อมสนับสนุนนโยบายภาครัฐด้านพลังงานทดแทน ด้วยการผลิตน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 20 และจำหน่ายให้บริษัทรถบรรทุกขนส่งขนาดใหญ่ที่เข้าร่วมโครงการ 270,000 ลิตรต่อเดือน ช่วยเพิ่มปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มดิบซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซล 360 ตันต่อปี ในขณะที่กระทรวงพลังงาน ตั้งเป้าหมายการจำหน่ายสูงถึง15ล้านลิตรต่อวัน

    เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2561 นาย ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 20 ณ บริษัท เอส ซี แคริเออร์ จำกัด อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี โดยมี นายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงาน นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ รักษาการแทนประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (PTTOR) นายณัฐภพ รัตนสุวรรณทวี ผู้บริหารบริษัท เอส ซี แคริเออร์ จำกัด เข้า ร่วมพิธี

     นางสาวจิราพร  ขาวสวัสดิ์ รักษาการแทนประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (PTTOR) กล่าวว่า  PTTOR  พร้อมสนับสนุนโครงการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 20 สำหรับรถบรรทุกขนส่งขนาดใหญ่ เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนและช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน โดย PTTOR ให้ความสำคัญกับกระบวนการควบคุมคุณภาพของกระบวนการผลิต จัดเก็บ และจำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 20 ให้ได้มาตรฐานตลอดทั้งกระบวนการ โดยผลิตน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 20 จากคลังน้ำมันลำลูกกา จังหวัดปทุมธานีเพียงแห่งเดียว เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ และได้เริ่มจำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 20 แล้วตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา รวมจำนวนการผลิตและจำหน่ายน้ำมันทั้งสิ้นประมาณ 270,000 ลิตรต่อเดือน ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มดิบซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซล ประมาณ 30 ตันต่อเดือน หรือ 360 ตันต่อปี และมีแผนจะขยายผลโครงการด้วยการเชิญชวนผู้ประกอบการรถขนส่งรายอื่นเข้าร่วมโครงการ เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ไบโอดีเซลให้มากขึ้นต่อไป

    นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท . จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เป้าหมายการผลิตและจำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี20  จำนวน 270,000 ลิตรต่อเดือน เป็นเป้า เฉพาะเดือน ก.ค. 2561 เพื่อจำหน่ายให้ลูกค้า3 ราย ซึ่งเป็นขั้นแรกของการทดลองตลาด เพื่อดูความต้องการใช้ที่แท้จริง โดย ปตท. ยังอยู่ระหว่างเตรียมเจรจากับลูกค้าอีก 2 ราย ซึ่งหากความต้องการใช้เพิ่มขึ้น ก็จะผลิตและจำหน่ายเพิ่มในเดือนต่อไป

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) รายงานว่า สำหรับโครงการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 20 ที่กระทรวงพลังงานได้ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันที่ประสบปัญหาน้ำมันปาล์มดิบล้นตลาดและมีราคาตกต่ำ นั้น มีเป้าหมายในการจำหน่ายที่ 15 ล้านลิตรต่อวัน หรือคิดเป็น 50%ของจำนวนรถบรรทุกทั้งหมด8.8 แสนคัน และคาดว่าจะสามารถเพิ่มปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มดิบได้มากขึ้น จากเดิม 1.3 ล้านตันต่อปี เป็น 2 ล้านตันต่อปี

    โดยกำหนดให้ราคาขายปลีกน้ำมัน บี 20 ต่ำกว่าน้ำมันดีเซลหมุนเร็วปกติ 3 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนของน้ำมันเชื้อเพลิง  ทั้งนี้จากการศึกษาทดลองใช้น้ำมัน บี 20 ในรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่บางยี่ห้อบางรุ่น พบว่าไม่มีผลกระทบต่อเครื่องยนต์ อีกทั้งยังทำให้ระบบการเผาไหม้ของเครื่องยนต์สะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  

     

  • Date : 16 / 07 / 2018
    ปตท.สผ.ขายสัดส่วนลงทุน 100% ในแหล่งมอนทารา ออสเตรเลีย

    ปตท.สผ. ขายสัดส่วนการลงทุนแหล่งมอนทารา ในสัดส่วนร้อยละ100 ซึ่งมีมูลค่าการขายประมาณ 195 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยบริษัทจะหันกลับมาให้ความสำคัญกับการลงทุนในพื้นที่ยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาว

    นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า บริษัท พีทีทีอีพี ออสตราเลเชีย (แอชมอร์ คาร์เทียร์) พีทีวาย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ ปตท.สผ. ได้ลงนามในสัญญาขายแหล่งมอนทารา ในสัดส่วนร้อยละ 100 ให้กับบริษัท เจดสโตน เอนเนอร์ยี่ (อีเกิ้ล) พีทีวาย จำกัด (Jadestone Energy (Eagle) Pty Ltd)  โดยมีมูลค่าการขาย 195 ล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าการซื้อขายจะเสร็จสิ้นภายในปี 2561 อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาดังกล่าว อาจจะมีการปรับมูลค่าการซื้อขาย เนื่องจากเงินทุนหมุนเวียนที่เปลี่ยนแปลงไปจากการดำเนินธุรกิจก่อนที่สัญญาจะมีผลสมบูรณ์

    นอกจากนี้ ปตท.สผ. อาจมีการรับรู้มูลค่าการขายเพิ่มเติมในวงเงินไม่เกิน 160 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันดิบ ความสามารถในการผลิต และการพัฒนาแหล่งในอนาคต

    ทั้งนี้ การซื้อขายดังกล่าวจะมีผลสมบูรณ์เมื่อบรรลุเงื่อนไขตามที่ระบุไว้ในสัญญาขายแหล่ง   มอนทารา รวมถึงต้องได้รับการอนุมัติจาก National Offshore Petroleum Titles Administrator (NOPTA) และ National Offshore Petroleum Safety and Environmental Management Authority (NOPSEMA) ซึ่งเป็นองค์กรบริหารความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมด้านปิโตรเลียมทางทะเล ของประเทศออสเตรเลีย

     “การขายสัดส่วนการลงทุนในแหล่งมอนทาราเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการการลงทุนของ ปตท.สผ. ซึ่งสอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ในด้าน Refocusโดยจะเน้นการลงทุนในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่เรามีความเชี่ยวชาญ มีศักยภาพปิโตรเลียมสูง มีต้นทุนและความเสี่ยงต่ำ เช่น ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตะวันออกกลาง เพื่อเพิ่มปริมาณสำรองและสร้างการเติบโตให้กับบริษัทในอนาคต” นายสมพร กล่าว

    สำหรับ แหล่งมอนทารา ตั้งอยู่นอกชายฝั่งประเทศออสเตรเลีย มีปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในช่วงครึ่งแรกของปี 2561 ในอัตรา 7,694 บาร์เรลต่อวัน โดยแหล่งดังกล่าวเคยเกิดเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลลง ในทะเลติมอร์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2552 หลังจากที่ปตท.สผ.เข้าไปลงทุนได้ไม่นาน

Date : 13 / 07 / 2018

  • Date : 13 / 07 / 2018
    กลุ่ม ปตท.หวังใช้15สตาร์ทอัพช่วยต่อยอดธุรกิจในอนาคต

    กลุ่มปตท.หวังใช้สตาร์ทอัพต่อยอดธุรกิจ  อาทิ  Energy & Utility Management , Operation & Maintenance, Health & Environment , Data Management & Analytics ,HR  โดยดำเนินการร่วมกับ RISE ซึ่งเป็นสถาบันเร่งสปีดนวัตกรรมองค์กรและสตาร์ทอัพ จัดโครงการ “D-Next by PTT Digital x RISE “ คัดเลือก  15 สตาร์ทอัพที่มีศักยภาพในระดับภูมิภาค มาร่วมทีม

    พิธีเปิดงาน “D-Next  : Demo Day 2018 “ ภายใต้โครงการ  “D-Next by PTT Digital x RISE “จัดขึ้นเมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2561 โดยมี นายชาญศิลป์  ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีและวิศวกรรม บริษัทปตท.จำกัด (มหาชน)  เป็นประธาน  ซึ่งงานดังกล่าวเป็นเวทีนำเสนอผลงาน Prototype ของ สตาร์ทอัฟ 15ทีม ที่ผ่านการคัดเลือก จาก 300 ทีม 22ประเทศทั่วโลก  มาจัดแสดง

    สตาร์ทอัฟทั้ง15ทีม จะมีโอกาสได้เข้าร่วม Boot Camp พัฒนาศักยภาพ เพื่อขยายการเติบโต กับธุรกิจ New S-Curveของปตท.ในช่วงระยะเวลา3เดือน ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้  กลุ่ม ปตท.ได้เรียนรู้วัฒนธรรมและแนวคิดการทำงานแบบสตาร์ทอัพ ที่มีความกล้าคิด กล้าทำสิ่งใหม่ และพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

    นาย ชาญศิลป์  กล่าวว่า โครงการ  “D-Next by PTT Digital x RISE “ ดำเนินการมาแล้ว 6เดือนในการค้นหาสตาร์ทอัพกว่า 300 ทีมให้เหลือ 15ทีมที่เหมาะสมกับธุรกิจด้านต่างๆของปตท. อาทิ Energy & Utility Management , Operation & Maintenance, Health & Environment , Data Management & Analytics ,และ HR   ซึ่งปตท.หวังว่าทั้ง15ทีม จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ในกลุ่มปตท. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    นางอรดี โพธิสาโร กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น จำกัด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 3เดือน ในBoot Camp  สตาร์ทอัพทั้ง 15ทีม จะได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทางธุรกิจและเทคโนโลยีของกลุ่ม ปตท.และพันธมิตร  และทดลองดำเนินการจริง ตามโจทย์ที่ปตท.มีความต้องการในธุรกิจ โดยหากกิจกรรมทางธุรกิจใด ของกลุ่มปตท. ที่มีความเหมาะสม และ สตาร์ทอัพทั้ง 15ทีมดังกล่าว สามารถที่จะนำไปต่อยอดในทางธุรกิจได้ ก็จะได้ร่วมงานกับปตท.ในการขยายการลงทุน ในธุรกิจนั้นๆต่อไป  ตามเงื่อนไขที่จะมีการทำข้อตกลงกัน

    ทั้งนี้ที่ผ่านมาในเรื่องที่เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี กลุ่มปตท.มักจะใช้วิธีของการซื้อเทคโนโลยีที่สำเร็จรูป แล้ว ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูง ดังนั้น การร่วมมือกับกลุ่มสตาร์ทอัพ ตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อต่อยอดธุรกิจร่วมกัน จะใช้เงินลงทุนที่น้อยกว่า

    สำหรับรายชื่อ 15ทีมสตาร์ทอัพที่จะเข้าร่วม Boot Camp  ประกอบด้วย

    1.BBP ( Barghest Bulkling Performance ) จาก สิงคโปร์  โดยเทคโนโลยีควบคุมและวิเคราะห์การใช้พลังงาน

    2.Classwin (Edtech) จากประเทศไทย  ซึ่งเป็นทีมวิศวะโปรแกรมเมอร์ ที่ต้องการสร้างแพลตฟอร์ม ที่ช่วยแก้ปัญหาการศึกษาทั้งในประเทศไทยและอาเซียน

    3.ECOWorthTech (Clean Tech)จากสิงคโปร์  เป็นทีมที่มีนวัตกรรมการจัดการบำบัดน้ำและของเสีย

    4.EverComm ( IoT) จากสิงคโปร์ เป็นทีมที่มีเทคโนโลยีด้าน IoT (Internet of Thing) และ Machine Learning ที่พัฒนาระบบเพื่อใช้ในการจัดการพลังงานภายในอาคารให้มีประสิทธิภาพ

    5.Glueck (Data Analytics) จากมาเลเซีย  เป็นทีมที่มีระบบวิเคราะห์ข้อมูลผู้ใช้ด้วยการจดจำใบหน้าและการวิเคราะห์อารมณ์แบบเรียลไทม์

    6.HelloGold ( FinTech/Blockchain ) จากมาเลเซีย เป็นทีมที่มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เป็นนวัตกรรมด้านทองคำ ที่ทำให้การซื้อขายทองคำเป็นเรื่องง่าย  และเข้าถึงผู้บริโภคทุกกลุ่ม

    7.HitKey (AI) จากสิงคโปร์ เป็นทีมซอฟต์แวร์แป้นพิมพ์อัจฉริยะเหมาะสำหรับผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ตบนมือถือ สามารถทำธุรกรรมทางการเงินและธุรกรรมทางการค้า ผ่านการสื่อสารทางSocial Media

    8.NPCore (cyber security) จากเกาหลีใต้ เป็นทีมที่มีระบบโซลูชั่นรักษาความปลอดภัยในระบบคอมพิวเตอร์สำหรับบริการภาครัฐ มหาวิทยาลัย สถาบันการเงินและหน่วยงานต่างๆ

    9.Onewatt (IoT) เป็นบริษัทโซลูชั่นด้านเทคโนโลยี ที่มุ่งมั่นในการเป็นผู้นำทางด้าน AI& IoT ที่ดูแลภาคอุตสาหกรรมโดยให้บริการระบบการจัดการเครื่องจักร ผ่านระบบAI ในการวิเคราะห์และหาข้อผิดพลาดได้ก่อนที่เครื่องจักรจะมีปัญหา

    10.Sales Candy (CRM) จากมาเลเซีย  เป็นทีมที่มีเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการขายและบริการจัดการLead (ลูกค้า)ที่สามารถแจ้งสถานะปัจจุบันของลูกค้าได้อัตโนมัติผ่านระบบออนไลน์

    11.Synaptik (Data Analytics) จากสหรัฐอเมริกา เป็นทีมที่มีแพลตฟอร์มการจัดการข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลแบบplug-play ที่สามารถจัดการข้อมูลได้อย่างชาญฉลาดโดยใช้ระบบAI ในการบริหารข้อมูลในองค์กร

    12.StoneLab (smart maintenance) จากไทย เป็นทีมที่มีแพลตฟอร์มการจัดการผ่านสมาร์ทโฟนที่ออกแบบมาเพื่อการบำรุงรักษาและการทดสอบมาตรฐานอุปกรณ์ภายในโรงงาน

    13.Tracker Hero (IoT&SaaS) จากมาเลเซีย  เป็นทีมที่มีโซลูชัน ที่อำนวยความสะดวกในการจัดการแรงงานและระบบการรักษาความปลอดภัย ที่ไม่ว่าผู้ใช้งานจะอยู่ในออฟฟิศหรือนอกสถานที่ ก็สามารถจัดการงานต่างๆได้จากระยะไกลผ่านสมาร์ทโฟน

    14.Wisepass ( Life Style) จากเวียดนาม เป็นทีมที่มีแพลตฟอร์มด้านไลฟ์สไตล์ที่สามารถเชื่อมโยงผู้คนได้ โดยจะทำให้สมาชิกได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ อาทิ ตั๋วภาพยนตร์ การเข้าไปใช้บริการในสถานที่ต่างๆในระดับพรีเมี่ยมทั้งในไทยและเวียดนาม

    15.UPUP APP (HR Tech) จากเวียดนาม เป็นทีมที่มีแอปพลิเคชั่นที่รวมการเล่นเกมกับการรับรางวัลแบบเรียลไทม์ โดยสามารถสร้างความสนุกสนานในการช่วยกระตุ้นและสร้างประสิทธิภาพการทำงานให้พนักงาน

Date : 12 / 07 / 2018

  • Date : 12 / 07 / 2018
    ก้าวสู่ปีที่40 ปตท.ปรับวัฒนธรรมองค์กร สู่ Digital Culture

    ปตท. ก้าวสู่ปีที่40 พร้อมปรับวัฒนธรรมองค์กร ให้สามารถทำงานสอดรับกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิตอล ด้วย “ดิจิตอลเวิร์คเพลส” อย่างเต็มรูปแบบ รับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล

    เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2561 นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีและวิศวกรรม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน Power of Digital Transformation ณ สำนักงานใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พร้อมเปิดเผยว่า ในยุคดิจิตอลที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินธุรกิจ จำเป็นต้องปรับวัฒนธรรมองค์กรให้ก้าวสู่ดิจิตอล (Digital Culture) ด้วยการปรับรูปแบบการทำงานขององค์กรให้ก้าวไปในทิศทางที่สอดคล้องกับสถานการณ์ความเป็นโลกาภิวัตน์ ที่จะต้องมีทั้งความเชื่อมโยง สะดวกคล่องตัว ไม่จำกัดเวลาและสถานที่ รวมทั้งตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างรวดเร็ว และสอดรับกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของภาครัฐที่มุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี

     ปตท. กำลังก้าวสู่ปีที่ 40 โดยปรับรูปแบบการทำงานให้มีความทันสมัย ตอบสนองต่อกระแสธุรกิจยุคใหม่ยิ่งขึ้น ด้วยการนำแนวคิดและเทคโนโลยีดิจิตอลเข้ามาพัฒนาองค์กร (Digital Transformation) ผ่าน Internet of Things หรือ IoT  เมื่ออุปกรณ์เชื่อมโยง ทำให้สามารถสั่งการควบคุมการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ ผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต จะทำให้ ปตท. เป็นองค์กรต้นแบบแห่งนวัตกรรมผ่านการสื่อสารภายในองค์กรที่เป็นดิจิตอล ส่งผลให้พนักงานสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ วัดผลได้อย่างชัดเจน ตอบโจทย์การทำงานของคนรุ่นใหม่ นอกจากนี้ ยังช่วยให้เกิดการทำงานร่วมกัน เพิ่มความสัมพันธ์ของพนักงานในองค์กรได้อย่างไร้พรมแดน โดยนำเครื่องมือและเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการพัฒนาองค์กรไปสู่องค์กรแห่งความก้าวล้ำด้านดิจิตอล อาทิ OneDrive, PowerBI, KOOLS Keeper, SkillLane, Chatbot แจ้งซ่อม รวมถึง Workplace by Facebook ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการทำงานร่วมกันรูปแบบใหม่ที่เชื่อมต่อพนักงานทุกคนในองค์กร ผ่านการสนทนาด้วยเสียงและวิดีโอคอล สนทนาเป็นกลุ่ม และการฟีดข่าวถึงกัน         

    “ปตท. พร้อมขับเคลื่อนเชิงรุกสู่ยุคดิจิตอล เดินหน้าสู่การเป็นองค์กรต้นแบบที่ส่งเสริมการทำงานแบบดิจิตอลเวิร์คเพลสอย่างเต็มรูปแบบ เป็นทางเลือกในการทำงานรูปแบบใหม่ที่อาศัยเครื่องมือทางดิจิตอลในการเชื่อมต่อสื่อสารและทำงานร่วมกันได้สะดวกขึ้น รับรู้สถานะการทำงานได้แบบเรียลไทม์ สามารถเชื่อมต่อกับเพื่อนร่วมงานและข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลาจากทุกอุปกรณ์ นับเป็นการเพิ่มขีดความสามารถการทำงานขององค์กรในยุคปัจจุบันให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับการแข่งขันในภาคธุรกิจในอนาคตได้เป็นอย่างดี ตอกย้ำการเป็น PTT Digital Culture หรือวัฒนธรรมแห่งความเป็นดิจิตอลอย่างแท้จริง” นายชาญศิลป์ กล่าว

Date : 11 / 07 / 2018

  • Date : 11 / 07 / 2018
    โรงกลั่นเสนอลดสำรองน้ำมันจาก6%เหลือ5%

    ผู้ประกอบการโรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 จับมือปรับสัดส่วนสำรองน้ำมันใหม่ เสนอกรมธุรกิจพลังงานพิจารณา โดยปรับลดสำรองน้ำมันดิบกลุ่มโรงกลั่นจาก 6% เหลือ 5% ของปริมาณจำหน่ายและกลุ่มผู้ค้าน้ำมันยอมปรับขึ้นสำรองน้ำมันสำเร็จรูปจาก 1% เป็น 2% เพื่อความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ ขณะกรมธุรกิจพลังงานขอพิจารณาความเหมาะสมไม่ให้กระทบความมั่นคงพลังงานประเทศ ก่อนเสนอ กบง.พิจารณาต่อ

    แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กรมธุรกิจพลังงานได้ประชุมร่วมกับผู้ประกอบการโรงกลั่นทั่วประเทศและผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 เพื่อหารือถึงแนวทางการปรับสัดส่วนการสำรองน้ำมันตามกฎหมายของภาคเอกชน เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจและความมั่นคงพลังงานประเทศ โดยกลุ่มโรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันได้ตกลงรายละเอียดปรับสัดส่วนการสำรองน้ำมันและเสนอให้กรมธุรกิจพลังงานพิจารณาแล้ว

    โดยกลุ่มโรงกลั่นจะขอปรับลดสัดส่วนการสำรองน้ำมันดิบจาก 6% ของปริมาณการจำหน่าย(สำรอง 22 วัน) เหลือ 5% ของปริมาณการจำหน่าย ขณะที่ผู้ค้าน้ำมันจะยอมปรับสำรองน้ำมันสำเร็จรูปขึ้นจาก 1% ของการจำหน่าย เป็น 2% ของปริมาณจำหน่าย ซึ่งกรมธุรกิจพลังงานจะนำมาพิจารณาเกี่ยวกับเงื่อนไขว่าจะสามารถปฏิบัติได้หรือไม่ และจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงพลังงานประเทศอย่างไร ทั้งนี้หากพิจารณาแล้วพบว่าสามารถดำเนินการได้จะนำเสนอคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ต่อไป

    อย่างไรก็ตามทางผู้ประกอบการโรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันไม่ได้ ยืนยันว่าการปรับสัดส่วนการสำรองน้ำมันจะส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศลดลงได้หรือไม่ เพียงระบุว่าในช่วงที่ภาครัฐปรับขึ้นสำรองน้ำมันดิบตามกฎหมายของกลุ่มโรงกลั่นมาอยู่ระดับ 6% ทำให้ต้นทุนการดำเนินการสูงขึ้น แต่ทางผู้ค้าน้ำมันก็ไม่ได้ปรับขึ้นราคาน้ำมันขายปลีกแต่อย่างใด

    ทั้งนี้กลุ่มผู้ประกอบการโรงกลั่นเห็นว่าการปรับลดสำรองน้ำมันดิบลงจะเป็นผลดี ก่อให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากปริมาณถังเก็บสำรองน้ำมันดิบในประเทศมีจำกัดและหากสำรองตามกฎหมายสูงจะไม่คล่องตัวในธุรกิจ อย่างไรก็ตามกรมธุรกิจพลังงานจะเร่งดำเนินการพิจารณาให้เสร็จโดยเร็วเพื่อเสนอให้ กบง.พิจารณาเห็นชอบต่อไป  

     

     

  • Date : 11 / 07 / 2018
    เปิดตัว " Kuraray GC Advanced Materials " เดินหน้าธุรกิจเคมีภัณฑ์ พลาสติกวิศวกรรมชั้นสูง

    GC จับมือ Kuraray และ Sumitomo ตั้งบริษัทร่วมทุน“Kuraray GC Advanced Materials”เดินหน้าธุรกิจเคมีภัณฑ์ พลาสติกวิศวกรรมชั้นสูง  ได้แก่   High-Heat Resistant Polyamide-9T (PA9T) ที่เหมาะสำหรับขึ้นรูปชิ้นงานที่มีความละเอียดซับซ้อน มีความแข็งแรงทนทาน และสามารถใช้ทดแทนโลหะในการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ทำให้รถยนต์มีน้ำหนักลดลงและประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง และ Hydrogenated Styrenic Block Co-Polymer (HSBC) ที่ใช้ในหลายอุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมก่อสร้าง รวมทั้งผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์และเด็ก ผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค เช่น อุปกรณ์ว่ายน้ำ ซีลยางหน้าต่าง ด้ามแปรงสีฟัน  ในประเทศไทย

    เมื่อวันที่ 11ก.ค. 2561 นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC  Mr. Masaaki Ito, Representative Director and President บริษัท Kuraray Co., Ltd. และ Mr. Masahiro Fujita, Representative Director, Executive Vice President, General Manager, Mineral Resources, Energy, Chemical & Electronics Business Unit บริษัท Sumitomo Corporation ร่วมเปิดบริษัทร่วมทุน    บริษัท คุราเร่ จีซี แอดวานซ์ แมททีเรียลส์ จำกัด (Kuraray GC Advanced Materials Co., Ltd.) เพื่อร่วมลงทุนในธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ ดำเนินการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกวิศวกรรมชั้นสูง ได้แก่   High-Heat Resistant Polyamide-9T (PA9T) และ Hydrogenated Styrenic Block Co-Polymer (HSBC) ในประเทศไทย

    โครงการร่วมทุนดังกล่าวมีแผนที่จะตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเหมราชตะวันออก ตำบลมาบตาพุด อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ด้วยกำลังการผลิต PA9T 13,000 ตัน/ปี และ HSBC 16,000 ตัน/ปี คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2565 สอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ที่ต้องการขยายธุรกิจปิโตรเคมีขั้นปลายเกรดพิเศษเพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมยานยนต์ (Auto) และ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E) ซึ่งมีปริมาณความต้องการและอัตราการเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะใช้วัตถุดิบจากโรงโอเลฟินส์ของบริษัทฯ มาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม

    สำหรับ PA9T มีคุณสมบัติโดดเด่นทางความร้อนและเชิงกล (Thermal and Mechanical Properties) มีความทนทานต่อสารเคมี และความสามารถในการขึ้นรูปที่คงตัว เหมาะสำหรับขึ้นรูปชิ้นงานที่มีความละเอียดซับซ้อน มีความแข็งแรงทนทาน สามารถใช้ทดแทนโลหะในการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ทำให้รถยนต์มีน้ำหนักลดลงและประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง
    ส่วน HSBC มีคุณสมบัติเหมือนยางและพลาสติก คือ ให้ผิวสัมผัสที่นุ่มเหมือนยาง ทนทาน ต่อสภาพอากาศได้ดี ในขณะที่สามารถฉีดขึ้นรูปได้ง่ายและนำกลับมารีไซเคิลใช้งานใหม่ได้เหมือนพลาสติก  ซึ่ง HSBC ถูกนำมาใช้ในหลายอุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมก่อสร้าง รวมทั้งผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์และเด็ก ผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค เช่น อุปกรณ์ว่ายน้ำ ซีลยางหน้าต่าง ด้ามแปรงสีฟัน เป็นต้น 

    โครงการร่วมทุนนี้ GC จะเข้าถือหุ้น 33.4% บริษัท Kuraray Co., Ltd. (KRR) ประเทศญี่ปุ่น เข้าถือหุ้นผ่านบริษัทในเครือ 53.3% และ บริษัท Sumitomo Corporation (SC) ถือหุ้นผ่านบริษัทในเครือ 13.3%  นับเป็นก้าวที่สำคัญของ GC ที่จะเข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) ตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อมุ่งสู่ไทยแลนด์ 4.0 ที่จะสามารถต่อยอดการดำเนินธุรกิจไปสู่ Performance Chemicals เพื่อเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์   สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์และทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ โดยมุ่งเน้นที่จะขยายธุรกิจเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และวัสดุก่อสร้าง
     

    สำหรับบริษัท Kuraray Co., Ltd. เป็นบริษัทเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษชั้นนำของญี่ปุ่น มียอดขายรวมในปี 2560 อยู่ที่ 4.8 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ มีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องยาวนาน จนได้เทคโนโลยีการผลิตที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะ ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษในกลุ่มธุรกิจต่างๆ อาทิ Vinyl Acetate Resin, Isoprene, Functional Materials และ Fibers & Textiles เป็นต้น และจัดจำหน่ายอยู่ใน  27 ประเทศทั่วโลก เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ
     

    ส่วนบริษัท Sumitomo Corporation เป็นบริษัทชั้นนำด้าน Trading และการลงทุนในธุรกิจต่างๆ ทั้งนี้ ในปี 2560 บริษัทมีกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 7.6 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ มีการดำเนินธุรกิจกับลูกค้าผ่านเครือข่าย130 แห่ง  ครอบคลุม 65 ประเทศทั่วโลก มีชนิดของผลิตภัณฑ์และการให้บริการที่หลากหลาย ได้แก่ กลุ่มธุรกิจ Metal Products, Transportation & Construction Systems, Infrastructure, Media & ICT, Living Related & Real Estate  และ Mineral Resources, Energy, Chemical & Electronics 


     พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ GC ดำเนินธุรกิจปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ใน 8 กลุ่มธุรกิจหลัก ปัจจุบัน มีกำลังการผลิตปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์รวม 10.21 ล้านตันต่อปี และมีกำลังการกลั่นน้ำมันดิบและคอนเดนเสทรวม 280,000 บาร์เรลต่อวัน นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อขยายธุรกิจ  ไปยังธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Performance and Specialty Chemicals) ทั้งนี้เพื่อปรับเปลี่ยนจากการผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ ไปสู่สินค้าที่มีมูลค่าสูง มีการใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง เพื่อเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม อันเป็นการตอบสนองนโยบายประเทศไทย 4.0 เพื่อพัฒนาประเทศไปสู่เป้าหมายร่วมกันกับภาครัฐ

  • Date : 11 / 07 / 2018
    เชลล์ หนุนใช้เอทานอล100% แทนแบตเตอรี่ ในรถยนต์ไฟฟ้า

    เชลล์ ประเทศไทย ชูกลยุทธ์ พลังงานสะอาด ผลักดันให้ใช้เอทานอล100% ในยานยนต์ไฟฟ้า หวังช่วยทดแทนการนำเข้าน้ำมันดิบ หมุนเวียนเศรษฐกิจภายในประเทศ และช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

    นายอัษฎา หะรินสุต  ประธานกรรมการ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า กลยุทธ์ ”พลังงานสะอาด เพิ่มประสิทธิภาพ และดีต่อสิ่งแวดล้อม “ หากทำได้สำเร็จจะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ภาครัฐสามารถเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ภายใต้นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ได้ ซึ่งองค์ประกอบ3ด้านที่จะช่วยสนับสนุนกลยุทธ์ดังกล่าว จะต้องมีการพัฒนาด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย   การทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน  รวมทั้งการพัฒนาบุคลากรให้มีคุณภาพ

    ทั้งนี้ เชลล์ ประเทศไทย อยู่ในระหว่างการให้ข้อมูลกับภาครัฐ ถึงแนวทางในการส่งเสริมการใช้เอทานอล100 % กับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า(EV) แทนแบตเตอรี่ไฟฟ้า โดยเอทานอล จะถูกเติมลงใน Fuel Cell  และมีการเติมสาร reformer บางอย่างลงไปเพื่อเปลี่ยนเอทานอลเป็นอิเลคตรอน  ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่บริษัทลูกของเชลล์มีการทดลองกับรถยนต์ไฟฟ้าที่บราซิล  หากประสบความสำเร็จ ก็จะนำข้อมูลมาเผยแพร่ต่อให้หน่วยงานรัฐได้ทราบ ว่าจะส่งผลดีต่อประเทศไทย และเกษตรกรผู้ปลูกพืชพลังงานเพื่อผลิตเป็นเอทานอลอย่างไร  โดยเป็นการมองในระยะยาว  ซึ่งในอีก 2เดือนข้างหน้านี้ก็จะมีการหารือกับกับสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย  ว่าจะมีความร่วมมือกันอย่างไรได้บ้างในเรื่องนี้

    นาย อัษฎา กล่าวว่า หากประเทศไทยสามารถใช้เอทานอลทั้ง100% ในรถยนต์ไฟฟ้าได้ ก็หมายความว่า จะช่วยลดน้ำมันดิบลงได้ 100% เช่นกัน ซึ่งหากมีการส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกพืชพลังงาน ให้มีผลผลิตต่อไร่ที่สูงขึ้น และลดต้นทุนลง โดยอาจจะเปิดให้มีการนำเข้าเอทานอลมาเพื่อกระตุ้นให้เกษตรกร ปรับตัวเพื่อรับการแข่งขัน แทนที่ภาครัฐจะเข้าไปช่วยอุดหนุนราคาเอทานอลภายในประเทศเหมือนที่ผ่านมา ก็จะทำให้แนวทางการส่งเสริมพลังงานสะอาด ที่เชลล์ นำเสนอ นั้นมีความยั่งยืนในการดำเนินการ โดยเชื่อว่าในระยะต่อไป  เกษตรกรของไทยจะมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  และช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจภายในประเทศให้หมุนเวียนดีขึ้น

    สำหรับธุรกิจค้าปลีกน้ำมันของเชลล์ ในไทย นั้น บริษัทยังคงมีแผนที่จะขยายจำนวนสถานีบริการให้เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีอยู่จำนวน 500 ปั๊ม เป็น 800ปั๊ม ในปี 2563 นี้ โดยในปี 2561 จะมีการขยายปั๊มเพิ่มขึ้นจำนวน 60ปั๊ม โดยนอกเหนือจากการเน้นคุณภาพของน้ำมันแล้ว บริษัทยังให้ความสำคัญกับการบริการลูกค้าภายในปั๊ม ให้มีความสะดวกสบายเช่นการปรับปรุงห้องน้ำ การดึงพันธมิตรเข้ามาช่วยในแคมแปญต่างๆ เพื่อเพิ่มยอดขาย ให้มากขึ้น โดยที่ไม่ได้มุ่งแข่งขันในเรื่องของราคาเพียงอย่างเดียว