ข่าวทั้งหมด

Date : 20 / 09 / 2018

  • Date : 20 / 09 / 2018
    เผยโฉมว่าที่2ผู้ว่าการ PEA และ กฟน.คนใหม่ รอเสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ

    เผยโฉมว่าที่ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค( PEA ) “สมพงษ์ ปรีเปรม”  ที่จะมา แทน “เสริมสกุล คล้ายแก้ว” และว่าที่ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง  “กีรพัฒน์ เจียมเศรษฐ์” แทน “ชัยยงค์ พัวพงศกร” หลังบอร์ด ของทั้ง2องค์กร ให้ความเห็นชอบ รอเสนอชื่อเข้าคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาอนุมัติ ในเร็วๆนี้   โดยในส่วนของผู้ว่าการ PEA จะครบวาระงานต้นเดือน พ.ย. 2561 ส่วน กฟน. ครบวาระ 27 ก.ย. 2561 นี้

    นายเสริมสกุล คล้ายแก้ว ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2561 บอร์ดของPEA ได้อนุมัติให้ นายสมพงษ์ ปรีเปรม รองผู้ว่าการวางแผนและพัฒนาระบบไฟฟ้า PEA ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผู้ว่ากาการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แทนตัวเขาที่จะเกษียณอายุงานในต้นเดือน พ.ย. 2561 นี้

    อย่างไรก็ตามขั้นตอนหลังจากนี้ ต้องรอให้กระทรวงการคลังพิจารณาเกี่ยวกับค่าค่าตอบแทนในการปฏิบัติหน้าที่  และต้องรอเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบก่อน  โดยจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนตัวเองเกษียณ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

    ในขณะที่แหล่งข่าวจากการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) กล่าวว่า บอร์ด กฟน. ได้มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง นายกีรพัฒน์ เจียมเศรษฐ์ รองผู้ว่าการวิชาการและบริหารพัสดุ ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวงแล้ว ตั้งแต่วันที่ 23 ส.ค. 2561 แล้ว เพื่อมาดำรงตำแหน่งแทนนายชัยยงค์ พัวพงศกร ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง ที่หมดวาระงานในวันที่ 27 ก.ย. 2561 นี้

    อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังอยู่ขั้นตอนการเสนอชื่อนายพีรพัฒน์ให้ ครม.พิจารณาเห็นชอบก่อนถึงจะมีผลในทางปฏิบัติต่อไป

Date : 19 / 09 / 2018

  • Date : 19 / 09 / 2018
    จ้างม.นเรศวร 30ล้าน ศึกษารูปแบบ NETP หวังเป็นศูนย์รวมซื้อขายไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ทั่วประเทศ

    กฟน. เผยจ้างมหาวิทยาลัยนเรศวร ศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการ National Energy Trading Platform (NETP) กำหนดแล้วเสร็จปี 2562   ชี้เป็นศูนย์รวมการซื้อขายไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ทุกรูปแบบในเมืองไทย ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศผ่านระบบBlock Chain  ยอมรับระบบผลิตและซื้อขายไฟฟ้ากันเองจะกระทบรายได้ กฟน.  จึงต้องเร่งปรับตัวเป็นผู้ให้บริการสายส่งไฟฟ้า และบริหารการจำหน่ายไฟฟ้าผ่าน Block Chain  รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของคนเมืองที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต  

    นายกีรพัฒน์ เจียมเศรษฐ์  รองผู้ว่าการ ด้านวิชาการและบริหารพัสดุ การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) เปิดเผยว่า หลังจากที่3 การไฟฟ้า(กฟน. , การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA) ได้ลงนามความร่วมมือ(MOU) โครงการวิจัยและพัฒนาแพลตฟอร์มตลาดกลางซื้อขายพลังงานไฟฟ้าแห่งชาติ และจัดทำแผนที่นำทางแพลตฟอร์มดิจิทัลการไฟฟ้าแห่งชาติ หรือ โครงการ National Energy Trading Platform (NETP) ไปเมื่อเดือน เม.ย. 2561 ที่ผ่านมา นั้น  ขณะนี้ได้เริ่มว่าจ้างมหาวิทยาลัยนเรศวร ทำการศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการดังกล่าวแล้ว ในกรอบวงเงินประมาณ 30 ล้านบาท คาดว่าการศึกษาจะแล้วเสร็จในปี 2562

    อย่างไรก็ตามโครงการดังกล่าวเป็นเสมือนการสร้างระบบปฏิบัติการ(Platform) เทคโนโลยีบล็อกเชน( Block Chain) ซึ่งสามารถบริหารจัดการไฟฟ้าให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันเองได้ ระหว่างผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์(โซล่าร์เซลล์)และผู้ใช้ ในรูปแบบระดับชาติ โดยในอนาคตเอกชนที่มีการซื้อขายไฟฟ้ากันเองผ่านระบบบล็อกเชน ก็สามารถนำบล็อกเชนมาเชื่อมโยงกับPlatform ของโครงการนี้ได้ เช่น เอกชนที่ซื้อขายไฟฟ้ากันเอง หากมีกำลังการผลิตไฟฟ้าเหลือ ก็สามารถขายไฟฟ้าเข้าระบบบล็อกเชนของโครงการนี้ได้ จากนั้นจะมีการบริหารจัดการไฟฟ้าไปยังพื้นที่อื่นที่ต้องการไฟฟ้าในช่วงเวลานั้นๆ ต่อไปผ่านระบบสายส่งของทั้ง3การไฟฟ้า

    ทั้งนี้คาดว่า NETP  จะรองรับการผลิตไฟฟ้าจากเซล์แสงอาทิตย์ทั่วประเทศ ครอบคลุมทุกจังหวัดและกระจายไปทุกพื้นที่ได้ เป็นรูปแบบการบริหารจัดการไฟฟ้ารูปแบบใหม่เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต   อย่างไรก็ตามในการนำมาปฎิบัตินั้น จะต้องสอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว หรือ PDP ฉบับใหม่ของกระทรวงพลังงาน และต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี(ครม.)ก่อน  รวมทั้งอาจจำเป็นต้องตั้งหน่วยงานกลางขึ้นมาบริหารจัดการซื้อขายไฟฟ้าโซลาร์เซลล์จากบล็อกเชนดังกล่าว โดยเฉพาะด้วย  โดยผู้ร่วมโครงการในอนาคตจะต้องมีระบบมิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะ(Smart Meter)แล้วเท่านั้น ซึ่งจะสามารถทราบข้อมูลการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันได้ชัดเจน

    นายกีรพัฒน์ กล่าวว่า การซื้อขายไฟฟ้ากันเอง เริ่มเติบโตมากขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของ กฟน. เช่นกันแต่คาดว่าไม่มากนัก เนื่องจาก กฟน. เป็นเพียงผู้จำหน่ายไฟฟ้า ไม่ใช่ผู้ผลิต ดังนั้นหากรัฐบาลเปิดโอกาสให้ กฟน. สามารถจัดซื้อไฟฟ้าจากประชาชนผู้ผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ได้ จะมีส่วนช่วยให้ราคาค่าไฟฟ้าที่ซื้อมาเพื่อจำหน่ายถูกลงไปด้วย และแม้จะมีระบบบล็อกเชนเกิดขึ้นแต่การซื้อขายไฟฟ้าในระบบบล็อกเชนของพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลยังต้องพึ่งพาสายส่งไฟฟ้าของ กฟน.อยู่ ซึ่ง กฟน.ยังมีรายได้จากการเป็นผู้ให้บริการสายส่งไฟฟ้าต่อด้วย

    นอกจากนี้คาดว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าของกรุงเทพฯและปริมณฑลจะเพิ่มขึ้นในอนาคต เนื่องจากจะมีการใช้รถยนต์ไฟฟ้า(EV) การใช้เครื่องมือสื่อสารสูงขึ้น รวมถึงการมีรถไฟฟ้าหลายสายที่ทำให้การใช้ไฟฟ้าในเขตเมืองเพิ่มขึ้นด้วย

  • Date : 19 / 09 / 2018
    3การไฟฟ้าจับมือขสมก. และสวทช.ทุ่มงบวิจัย เปลี่ยนรถเมล์เก่า เป็นรถไฟฟ้าหรือ E-BUS

    3การไฟฟา (กฟน. กฟผ. PEA ) จับมือ ขสมก.และสวทช.  ทุ่มงบวิจัย 30 ล้านบาท ศึกษาโครงการดัดเปลงรถเมล์ปรับอากาศเก่าสภาพดี ยกเครื่องใหม่เป็นรถยนต์ไฟฟ้า หรือ E-Bus นำร่อง 4 คัน คาดเสร็จภายใน 2 ปี หากสำเร็จจะเป็นรถ E-Bus ต้นแบบที่ผลิตเองในประเทศ พร้อมเปิดให้เอกชนนำไปพัฒนาต่อยอดธุรกิจ และส่งเสริมเป็นรถเมล์ไฟฟ้าบริการประชาชนในอนาคต 

    นายกีรพัฒน์ เจียมเศรษฐ์  รองผู้ว่าการ ด้านวิชาการและบริหารพัสดุ  การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) เปิดเผยว่า กฟน. ลงนามความร่วมมือกับ 2 การไฟฟ้า (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA) รวมทั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในวันที่ 19 ก.ย. 2561 เพื่อจัดทำโครงการปรับเปลี่ยนรถประจำทางให้กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้า(E-Bus) โดยใช้งบวิจัยจาก 3 การไฟฟ้ารวม 30 ล้านบาท ซึ่งจะดำเนินโครงการเป็นเวลา 2 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย. 2561

    เบื้องต้นจะนำรถประจำทางประเภทปรับอากาศ ของ ขสมก. ที่ไม่ใช้แล้วแต่มีสภาพดี จำนวน 4 คัน มาดัดแปลงให้เครื่องยนต์จากเชื้อเพลิงน้ำมันให้กลายเป็นเครื่องยนต์ไฟฟ้า เพื่อใช้เป็นต้นแบบให้ 4 หน่วยงาน(กฟน. , กฟผ., PEA และสวทช.) นำไปทดลองขับใช้งานจริงก่อนจะขยายไปสู่การให้บริการประชาชนในอนาคต โดยขั้นตอนการนำไปใช้งานจริงของ 4 หน่วยงานจำเป็นต้องมีการติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าในพื้นที่แต่ละแห่งด้วย เพื่อให้เกิดความสะดวกในการชาร์จไฟฟ้า

    อย่างไรก็ตามโครงการนี้ จะเป็นส่วนสำคัญช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ให้สามารถเรียนรู้ต่อยอดไปสู่การผลิตและประกอบรถ EV รวมถึงรถ E- Bus ขึ้นภายในประเทศไทย โดยการนำต้นแบบที่ศึกษาในครั้งนี้ไปพัฒนาต่อยอดธุรกิจได้ ขณะเดียวกันหากผลการศึกษาสำเร็จและภาครัฐต้องการนำไปใช้เป็นรถประจำทางให้บริการประชาชนก็สามารถดำเนินการได้ โดยต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี(ครม.)ก่อน

    ทั้งนี้โลกปัจจุบันกำลังมุ่งสู่ทิศทางรถ EV มากขึ้น ดังนั้นทั้ง 3 การไฟฟ้าจึงต้องเร่งพัฒนาและเรียนรู้การใช้ไฟฟ้าของเทคโนโลยีรถ EV โดยเร็ว เพื่อรองรับการใช้ไฟฟ้าของประเทศในอนาคต และโครงการนี้จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศด้วย หากคนไทยสามารถประกอบรถยนต์ไฟฟ้าได้เองในประเทศ จากที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นการนำรถยนต์ไฟฟ้าจากต่างประเทศมาทดลองใช้เท่านั้น

  • Date : 19 / 09 / 2018
    กฟน.และ รฟท.ตรวจความคืบหน้าสถานีไฟฟ้ารองรับ สถานีกลางบางซื่อ คาดเสร็จตามแผน

    กฟน. เผยโครงการก่อสร้างสถานีไฟฟ้า รองรับรถไฟฟ้าสายสีแดง และศูนย์คมนาคมพหลโยธิน (สถานีกลางบางซื่อ)  วงเงินลงทุนรวมประมาณ 1,275 ล้านบาท คืบหน้าตามแผน โดยคาดว่าจะเสร็จสิ้นทันกำหนดเริ่มจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับสถานีกลางบางซื่อและโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง (บางซื่อ - รังสิต) ที่จะเปิดให้บริการภายในเดือนมิถุนายน 2563 นี้

    วันนี้ (19 กันยายน 2561) นายชัยยงค์ พัวพงศกร ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) พร้อมด้วย  นายทนงศักดิ์ พงษ์ประเสริฐ รองผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย ร่วมแถลงข่าวโครงการก่อสร้างสถานีไฟฟ้า รองรับรถไฟฟ้าสายสีแดง และศูนย์คมนาคมพหลโยธิน (สถานีกลางบางซื่อ) ขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล เพื่อเตรียมความพร้อมระบบไฟฟ้ารองรับการจ่ายไฟฟ้าให้รถไฟฟ้าทุกสายที่ผ่านสถานีกลางบางซื่อ และพื้นที่พัฒนาฯ ทั้งหมด ณ ห้องประชุม สำนักงานโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง (บางซื่อ - รังสิต) การรถไฟแห่งประเทศไทย ถนนกำแพงเพชร 6

    นายชัยยงค์ พัวพงศกร ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เปิดเผยว่า  กฟน. ได้ดำเนินการก่อสร้างสถานีไฟฟ้าต้นทางบางซื่อเพื่อรองรับระบบจำหน่ายไฟฟ้าในพื้นที่ทั้งหมด โดยใช้งบประมาณลงทุนรวมทั้งสิ้น 1,275.75 ล้านบาท เพื่อเป็นการ เตรียมความพร้อมระบบจำหน่ายไฟฟ้าในพื้นที่โดยรอบสถานีขนส่งมวลชนหรือ TOD (Transit Oriented District) เพื่อเป็น Smart City ในพื้นที่กว่า 2,235 ไร่ รวมถึงโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสาย   สีแดง (บางซื่อ – รังสิต) และรถไฟฟ้าความเร็วสูงทุกสายที่ผ่านสถานีกลางบางซื่อ  ซึ่งทั้งหมดจะเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของอาเซียนในอนาคต   

    ซึ่งการดำเนินการเป็นไปตามแผนงาน โดยสถานีไฟฟ้าบางซื่อมีศักยภาพในการรองรับปริมาณการใช้ไฟฟ้าได้สูงสุด 1,200 เอ็มวีเอ (MVA) เทียบเท่าประมาณ 5 เท่าของศักยภาพระบบจ่ายไฟฟ้าให้กับนิคมอุตสาหกรรมบางปู  สำหรับการคาดการณ์ปริมาณการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดแบ่งออกเป็น ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสำหรับรถไฟฟ้าสายสีแดง รถไฟฟ้าความเร็วสูงทุกสายที่ผ่านสถานีกลางบางซื่อ เช่น รถไฟฟ้าความเร็วสูงกรุงเทพ-หนองคาย รถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินแบบไร้รอยต่อ (สนามบินดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) และสถานีกลางบางซื่อ  300 เอ็มวีเอ และพื้นที่พัฒนาฯ อื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นจากโครงการ Smart city อีก 300 เอ็มวีเอ นอกจากนี้ยังสามารถจ่ายไฟให้แก่พื้นที่โดยรอบที่อยู่ภายนอกโครงการได้อีก 600 เอ็มวีเอ รวมทั้งสิ้นประมาณ 1,200  เอ็มวีเอ  ซึ่งมั่นคง เพียงพอ และมีกำลังไฟฟ้าสำรองที่พร้อมอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ การดำเนินโครงการแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ในระยะแรกได้เตรียมพร้อมรองรับได้จำนวน 900 เอ็มวีเอ ส่วนในระยะที่สอง เมื่อมีการเพิ่มเติมรถไฟฟ้าเส้นทางอื่นๆ ในสถานีกลางบางซื่อ กฟน. ยังสามารถเพิ่มศักยภาพการจ่ายไฟฟ้าได้อีกจนครบ 1,200 เอ็มวีเอ 

    นอกจากนี้ กฟน. ได้บูรณาการร่วมกับ กฟผ. เตรียมพร้อมระบบสำรองไฟฟ้าในกรณีเหตุฉุกเฉินโดยสามารถสับถ่ายเพื่อเชื่อมโยงระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงจ่ายไฟฟ้าจากแหล่งจ่ายสถานีไฟฟ้าแรงสูงข้างเคียงของ กฟผ.ในพื้นที่โดยรอบจำนวนกว่า 3 สถานี (สถานีไฟฟ้าแจ้งวัฒนะ พระนครเหนือ และลาดพร้าว) รวมถึงการเชื่อมโยงจากสายส่งไฟฟ้าจากสถานีย่อยข้างเคียงของ กฟน. เอง ทำให้เพิ่มเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น

    สำหรับแผนดำเนินงานนั้น  กฟน. กำหนดระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. 2560ที่ผ่านมาจน ถึง 5 ธ.ค. 2562 (รวมระยะเวลา 720 วัน)  ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระหว่างการก่อสร้างสถานีไฟฟ้า และคาดว่าจะเสร็จสิ้นทันกำหนดเริ่มจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับสถานีกลางบางซื่อและโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง (บางซื่อ - รังสิต) ที่จะเปิดให้บริการภายในเดือนมิถุนายน 2563 นี้

    ทั้งนี้ กฟน. ได้ออกแบบระบบจำหน่ายไฟฟ้าในพื้นที่เป็นรูปแบบระบบสายไฟฟ้าใต้ดินทั้งหมด เพื่อให้มีความมั่นคงเสถียรภาพ และช่วยปรับทัศนียภาพให้สวยงามมีความปลอดภัย และนอกจากนี้ในอนาคต กฟน. ยังมีความพร้อมในการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้ากับระบบการควบคุมจัดการที่ทันสมัยด้วย Smart Micro Grid สนับสนุนการใช้พลังงานในรูปแบบ Green Energy เป็นไปตามนโยบายลดการใช้พลังงานจาก fossil เพื่อพัฒนาสู่การเป็น Smart City ตามนโยบายรัฐบาลต่อไป

Date : 18 / 09 / 2018

  • Date : 18 / 09 / 2018
    ผู้บริหารGPSCเดินสายเจรจาสร้างความมั่นใจกลุ่มลูกค้าGLOW ยืนยันปฎิบัติตามสัญญา

    บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC เดินสายเจรจาสร้างความเข้าใจลูกค้า GLOW กรณีเข้าซื้อกิจการไฟฟ้า GLOW  ทั้งบริษัท ลินเด้, กลุ่มบริษัทSCG และบริษัท ดาวเคมิคอลฯ  ยืนยันปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเดิมอย่างเป็นธรรม  พร้อมรอการพิจารณาจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)ชุดใหม่ตัดสินชี้ขาด ว่าดีลดังกล่าว มีเป็นการผูกขาดกิจการไฟฟ้าหรือไม่   โดยในส่วนของบริษัทมองว่าเป็นการซื้อขายปกติ ไม่ผิดกฎหมาย เหตุ GPSC ไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจ และไม่มีอำนาจเหนือตลาดในกิจการไฟฟ้าในปัจจุบัน

    นายสุรงค์ บูลกุล ประธานกรรมการ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 18 ก.ย. 2561 ถึงความคืบหน้าการเข้าซื้อกิจการของบริษัท  โกลว์ พลังงาน จำกัด(มหาชน) หรือ  GLOW ว่า GPSC อยู่ระหว่างการเดินทางไปเจรจาทำความเข้าใจกับบริษัทลูกค้าของ GLOW ต่อการเข้าซื้อกิจการดังกล่าว เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า การจำหน่ายไฟฟ้าหลังซื้อกิจการแล้วจะเกิดความเป็นธรรมกับลูกค้าทุกกลุ่ม และเป็นไปตามสัญญาเดิมที่ลูกค้าทำไว้กับ GLOW ซึ่งแต่ละรายเหลือสัญญาซื้อขายไฟฟ้าอยู่ไม่ต่ำกว่า 10 ปี   

    ทั้งนี้ยืนยันว่าจะเดินทางไปเจรากับทั้ง 10 รายบริษัทที่เป็นลูกค้าของ GLOW และคัดค้านการซื้อกิจการครั้งนี้  โดยเมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2561  GPSC ได้เดินทางไปเจรจาทำความเข้าใจกับ บริษัท ลินเด้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แล้ว และจะมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ(MOU)กันต่อไป และในวันที่ 18 ก.ย. 2561 GPSC จะเดินทางไปเจรจากับผู้บริหารระดับสูง บริษัทในเครือ SCG ปูนซิเมนต์ไทย รวมทั้งในวันที่ 19 ก.ย. 2561 จะเดินทางไปเจรจากับ บริษัท ดาวเคมิคอลประเทศไทย จำกัด ต่อไป ส่วนจะมีการทำ MOU ทุกรายหรือไม่นั้น ขึ้นกับความต้องการของลูกค้าและอยู่ในภายใต้กรอบข้อตกลงทางธุรกิจ

    อย่างไรก็ตาม GPSC ยังรอการตัดสินของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ว่า GPSC สามารถซื้อกิจการของ GLOWได้หรือไม่ ซึ่งปัจจุบันเกิดการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการ กกพ. ใหม่หมดเมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2561 ที่ผ่านมา ดังนั้นต้องรอ กกพ.ชุดใหม่พิจารณา ซึ่งขณะนี้ยังมีการเรียก GPSC ไปให้ข้อมูลใหม่แต่อย่างใด แต่ทั้งนื้ทาง กกพ.ต้องพิจารณาเรื่องดังกล่าวให้เสร็จในกรอบระยะเวลา 90 วันหลังจากได้รับหนังสือร้องเรียน แต่หากไม่พิจารณาไม่เสร็จสามารถขยายเวลาการพิจารณาได้อีก 15 วัน และไม่ว่าผลการพิจารณาของ กกพ.จะออกมาอย่างไร ทาง GPSC ก็พร้อมน้อมรับ หากไม่อนุมัติให้มีการซื้อขายกิจการครั้งนี้ ทาง GPSC ก็ยังคงดำเนินธุรกิจเพื่อให้เกิดความเติบโตต่อไปตามศักยภาพที่มีอยู่

    ส่วนกรณีที่นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และในฐานะประธานกรรมการนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือคัดค้านการที่ GPSC ซื้อกิจการ GLOW ต่อหน่วยงานรัฐต่างๆ นั้น ยืนยันว่าที่ผ่านมานายกรณ์ไม่เคยเข้ามาเจรจากับทาง GPSC แต่อย่างใด แต่ถ้าหากนายกรณ์เชิญไปชี้แจง ทาง GPSC ก็พร้อม

    “เราเป็นเอกชน ไม่มีส่วนทางการเมืองในดีลนี้เลย การที่นายกรณ์ออกมาพูดนั้น เราก็เป็นห่วงว่าจะถูกดึงเข้าไปสู่การเมือง แต่ยืนยันว่าดีลนี้เกิดขึ้นในเชิงพาณิชย์ เป็นการซื้อขายตามปกติ มีคนเห็นด้วยชัดเจน ตลาดหลักทรัพย์ฯรับทราบแล้ว กระบวนการโปร่งใส”

    ทั้งนี้ยืนยันว่าการซื้อกิจการ GLOW ในครั้งนี้ ไม่ขัดกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 75(2) ที่ห้ามรัฐทำธุรกิจแข่งกับเอกชน   เนื่องจาก GPSC ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ เป็นการประกอบกิจการของเอกชนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ มีประชาชนกว่าหมื่นรายเป็นผู้ถือหุ้น ซึ่งเท่ากับเป็นเจ้าของกิจการด้วย และที่ผ่านมาผู้ถือหุ้นเห็นชอบ 99.98% ให้ซื้อกิจการได้

    นอกจากนี้ก็ไม่ขัดกับกฎหมาย พ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 มาตรา8 และ 62 เรื่องการผูกขาดตลาด เนื่องจากหากรวมกิจการระหว่าง GPSC ที่มีกำลังผลิต 1,900 เมกะวัตต์และ GLOW อีก 3,200 เมกะวัตต์ เป็น 5,100 เมกะวัตต์ เท่ากับมีกำลังการผลิตไฟฟ้าคิดเป็น 6.9% ของกำลังการผลิตทั้งประเทศเท่านั้น จึงไม่เข้าข่ายการผูกขาดตลาดแต่อย่างใด

    “ครั้งนี้นับเป็นการที่เราซื้อทรัพย์สินจากคนต่างประเทศ ซึ่งเป็นทรัพย์ที่อยู่ในประเทศไทย เพื่อให้กลับมาให้กับคนไทย เงินที่ได้ก็ไหลกลับเข้ามาในไทย โดยคืนให้กับผู้ถือหุ้น” นายสุรงค์ กล่าว

    นายเติมชัย บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC  กล่าวว่า การเข้าซื้อกิจการ GLOW ในครั้งนี้ เพื่อสร้างการเติบโตให้บริษัทฯ และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ภาคตะวันออก ซึ่งจะช่วยดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) ส่วนการเดินทางไปเจรจากับลูกค้า GLOW เพื่อประสานความเข้าใจอย่างใกล้ชิดกับลูกค้า และยี่นยันว่าจะสร้างความเป็นธรรมกับลูกค้าทุกรายอย่างเท่าเทียมกัน

  • Date : 18 / 09 / 2018
    ผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศยกกรณีอินเดีย อินโดฯ เปิดเสรีราคาน้ำมันช่วยรัฐลดภาระการอุดหนุนได้มาก

    ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูลพลังงานในภูมิภาคเอเชียจาก S&P GLOBAL PLATTS ยกกรณีอินเดียและอินโดนีเซีย ปรับนโยบายหันมาเปิดเสรีราคาขายปลีกน้ำมัน ที่ช่วยลดภาระการอุดหนุนของรัฐบาลลงได้จำนวนมาก  ในขณะที่นักวิเคราะห์จากบริษัท IHS Markit คาดการณ์ว่ายานยนต์ไฟฟ้า Battery Electric Vehicle (BEV) จะมีความต้องการในตลาดโลกสูงถึง 10 ล้านคัน ภายในปี ค.ศ. 2030  แต่สำหรับตลาดเอเชียจะมุ่งเน้นที่ยานยนต์ไฟฟ้าแบบไฮบริด (HEV) และยานยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊ก-อิน ไฮบริด (PHEV)

    เมื่อวันที่18 กันยายน 2561 นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นประธานเปิดงานสัมมนา PRISM Forum – Energy Transformation for Sustainability ซึ่งจัดขึ้นโดยโครงการ PRISM หรือโครงการบริหารการสร้างประโยชน์ร่วมธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น กลุ่ม ปตท. ซึ่งเป็นงานสัมมนาพิเศษที่ทาง PRISM จัดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานของโลก โครงสร้างราคาน้ำมันของแต่ละประเทศในภูมิภาคเอเชีย และทิศทางของเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) ที่จะส่งผลต่อธุรกิจพลังงานในอนาคต รวมถึงการอภิปรายแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์จากผู้บริหารองค์กรพลังงานข้ามชาติ ภาครัฐ และภาคเอกชน ถึงทิศทางและความท้าทายในการดำเนินธุรกิจพลังงานในประเทศไทย นำเสนอด้วยข้อมูล ข้อเท็จจริงและบทวิเคราะห์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อพนักงานกลุ่ม ปตท. และผู้มีส่วนได้เสีย เช่น สื่อมวลชน คู่ค้า ภาครัฐ และประชาชนทั่วไป เป็นต้น

    โดยภายในงานแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงการบรรยายจากวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญการให้ข้อมูลข่าวสารด้านพลังงานในระดับสากล  ในหัวข้อ Retail Fuel Price – The Asian Landscape โดย Ms.Mriganka Jaipuriyar, Associate Editorial Director, Asia Energy News & Analysis จาก บริษัท S&P GLOBAL PLATTS เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูลพลังงานในภูมิภาคเอเชียและวางแผนกลยุทธ์ในการสร้างและการบริหารเนื้อหาให้กับ Platts โดยเฉพาะในประเทศจีน และยังมีประสบการณ์การเป็นที่ปรึกษาด้านการเงินและการลงทุนในประเทศอินเดียด้วย

     Ms.Mriganka Jaipuriyar กล่าวว่า วิกฤตการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกตกต่ำในปี ค.ศ. 2014 ส่งผลให้หลายประเทศหันมาปรับนโยบายเปิดเสรีราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง เช่น รัฐบาลอินเดีย และอินโดนีเซียสามารถประหยัดเงินจากการอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่าหลายล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ อีกทั้งเป็นกลไกให้ตลาดปรับตัวเข้าสู่ภาวะสมดุลของอุปสงค์และอุปทาน โดยประเทศในเอเซียได้กำหนดโครงสร้างราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ

    1. ราคาเปิดเสรีอย่างเต็มรูปแบบ (Fully Deregulated Prices)

    2. ราคาควบคุมและอุดหนุนราคา (Regulated and Subsidized Prices) และ

    3. ราคากึ่งควบคุม (Semi-regulated Prices)

    โดยการกำหนดโครงสร้างดังกล่าวของแต่ละประเทศ ก็ไม่ได้มาจากปัจจัยทางด้านสถานะการนำเข้า-ส่งออกสุทธิ หรือ ขนาดผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เช่น ประเทศเกาหลีใต้และญี่ปุ่น เป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง แต่ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศเป็นประเภทเปิดเสรีอย่างเต็มรูปแบบ ในขณะที่ ประเทศฟิลิปปินส์ที่มีเศรษฐกิจด้อยกว่าประเทศไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย แต่ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศเป็นประเภทเปิดเสรี เป็นต้น

    ประเทศอินเดียและอินโดนีเซียเป็นกรณีศึกษาของการเปิดเสรีราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งสองประเทศเริ่มกระบวนการเปิดเสรีราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในปี ค.ศ. 2014 โดยใช้วิธีการที่แตกต่างกัน รัฐบาลอินเดียประสบความสำเร็จในการอุดหนุนราคา โดยรัฐบาลจ่ายเงินอุดหนุนราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) กับภาคส่วนที่เป็นเป้าหมายโดยตรง ซึ่งบริษัทพลังงานแห่งชาติของประเทศอินเดียไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในขณะที่ประเทศอินโดนีเซียยังมีอุปสรรคในการดำเนินการ ถึงแม้จะเป็นผู้นำเข้าน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลรายใหญ่ของภูมิภาค เมื่อราคานำเข้าสูงขึ้น แต่ไม่ปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน และเพิ่มการอุดหนุนน้ำมันดีเซล  ทำให้บริษัท Pertamina ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติของอินโดนีเซียขาดทุน 280 ล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐในระยะเวลาเพียงสองเดือนแรกของปีนี้

    ส่วน การบรรยายในหัวข้อ EV Outlook โดย  สิริ กาญจนสิริ นักวิเคราะห์จากบริษัท IHS Markit Automotive  ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ในแวดวงของการวิเคราะห์วิจัยด้านวิศวกรรมยานยนต์ และการพัฒนาเทคโนโลยีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากว่า 10 ปี  และมีความรู้และเชี่ยวชาญด้านงานวิจัยเกี่ยวกับโครงการยานยนต์ระดับภูมิภาค นโยบายการกำกับดูแลของรัฐบาล การวิเคราะห์การตลาดและแนวโน้มของเทคโนโลยีในด้านต่างๆ กล่าวว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายใน (Internal Combustion Engine: ICE) ไปสู่ยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) ซึ่งสามารถแบ่งตามเทคโนโลยี ดังนี้

    1. ยานยนต์ไฟฟ้าแบบมายไฮบริด (Mild Hybrid Electric Vehicles: MHEV)

    2. ยานยนต์ไฟฟ้าแบบไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle: HEV)

    3. ยานยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊ก-อิน ไฮบริด (Plug-in Hybrid Vehicle: PHEV)

    4. ยานยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี (Battery Electric Vehicle: BEV) และ

    5. ยานยนต์ไฟฟ้าแบบเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell Electric Vehicle: FCEV)

    โดย 4 ปัจจัยหลักในการผลักดันให้เกิดตลาดยานยนต์ไฟฟ้า ได้แก่ เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า  นโยบายประเทศและการบังคับใช้ แรงจูงใจต่อผู้บริโภค และความพร้อมของภาคอุตสาหกรรม  ซึ่งตลาดยานยนต์ไฟฟ้ามีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการลดการปลดปล่อยมลพิษและการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง

    IHS Markit คาดการณ์ว่ายานยนต์ไฟฟ้า Battery Electric Vehicle (BEV) จะมีความต้องการในตลาดโลกสูงถึง 10 ล้านคัน ภายในปี ค.ศ. 2030  แต่สำหรับตลาดเอเชียจะมุ่งเน้นที่ยานยนต์ไฟฟ้าแบบไฮบริด (HEV) และยานยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊ก-อิน ไฮบริด (PHEV) ซึ่งความท้าทายของยานยนต์ไฟฟ้าประเภท Battery Electric Vehicle (BEV) คือ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน, เทคโนโลยี, ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และเครือข่ายบริการหลังการขาย ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการขยายตลาด BEV ในภูมิภาคเอเชีย

    ส่วนการจัดการเสวนาในหัวข้อ “EV Adopting in Thailand” มีวิทยากรบริษัทพลังงานข้ามชาติ ภาครัฐ และภาคเอกชน คือ นาย อรรถ เหมวิจิตรพันธ์ รองประธานกรรมการ บริษัทเชลล์ แห่งประเทศไทย จำกัด  นายองอาจ พงศ์กิจวรสิน นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย  คุณดรุณพร กมลภุส ผู้อำนวยการโครงการอิเล็คทริคซิตี้แวลูเชน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  ดร.สมภพ พัฒนอริยางกูล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงพลังงาน นั้นเป็นการเปิดมุมมองอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย และปัจจัยที่มีผลต่อการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย รวมถึงนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ ความพร้อมของประเทศไทยที่จะก้าวสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า และการปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลง

Date : 17 / 09 / 2018

  • Date : 17 / 09 / 2018
    "บรรยง" "ปิยสวัสดิ์" "เทวินทร์" "มนูญ" โพสต์โต้ "กรณ์"เดินสายยื่นค้านGPSCซื้อGLOW

    “บรรยง” “ปิยสวัสดิ์ “ “เทวินทร์” “มนูญ” ต่างแสดงความเห็นโต้”กรณ์” กรณีเดินสายยื่นหนังสือคัดค้าน GPSC ซื้อกิจการไฟฟ้า “GLOW” และการทำธุรกิจกาแฟอเมซอน ของปตท. ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 75

    หลังจากที่ นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และประธานนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ เดินสายยื่นหนังสือคัดค้านการเข้าซื้อกิจการไฟฟ้าบริษัท  โกลว์ พลังงาน จำกัด(มหาชน) หรือ  GLOW ของGPSC ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ ปตท. และการที่ปตท.เข้ามาทำธุรกิจกาแฟอเมซอน แข่งกับเอกชน ว่า อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 75  ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในแวดวงคนพลังงานในวงกว้าง และทำให้มีบุคคลที่คลุกคลีอยู่ในวงการพลังงานหลายคนออกมาโพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความเห็นต่างจากนายกรณ์

    โดย นายบรรยง พงษ์พานิช  อดีตคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2561 ในหัวข้อ “ห้ามรัฐแข่งกับเอกชน? “ว่า  มีผู้ยกเอาบทบัญญัติในมาตรา 75 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญปัจจุบันที่ระบุว่า “รัฐต้องไม่ประกอบกิจการที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับเอกชน เว้นแต่กรณีที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ การรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมการจัดให้มีสาธารณูปโภค หรือการจัดทำบริการสาธารณะ” พร้อมทั้งมีการกล่าวอ้างว่า ข้อความนี้มีอยู่ในรัฐธรรมนูญทั้งสามฉบับ ตั้งแต่ฉบับ 2540 เป็นต้นมา

    โดยนายบรรยง แสดงความเห็นว่า  มาตราดังกล่างถึงแม้จะมีเจตนาเป้าหมายที่ดี ที่ถูกต้อง แต่ถ้าคำนึงถึงสภาพที่เป็นจริง มันยังเป็นเรื่องที่ขัดกับสิ่งที่เป็นอยู่ สิ่งที่ทำมา ถ้าบังคับใช้ในทันทีย่อมเกิดความวุ่นวายถ้าจะระบุหลักการไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็ควรจะระบุไว้แค่ “รัฐต้องมีเป้าหมายที่จะไม่ประกอบกิจการ……

    ทั้งนี้เพราะเป็นธรรมดาของประเทศด้อยพัฒนาที่ ตลาด และเอกชนยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะรับภาระสร้างสินค้าและบริการได้เพียงพอ โดยเฉพาะกิจการสาธารณูปโภคที่ต้องลงทุนขนาดใหญ่ รัฐจึงจำต้องเป็นผู้ดำเนินการเริ่มต้นทั้งทำในหน่วยงานของรัฐเอง หรือจัดตั้งเป็นรัฐวิสาหกิจขึ้นมาดำเนินการ และเมื่อเอกชนทำได้ รัฐควรเปิดให้เข้ามาแข่งขัน รวมทั้งกิจการที่รัฐเคยทำ ถ้าแปรรูปได้ก็ควรจะ”แปรรูป”ไปเสีย ส่วนรัฐเอาทรัพยากรไปทำอย่างอื่นที่เอกชนไม่ทำ เช่น ความมั่นคง การศึกษา การอนามัย สิ่งแวดล้อม รวมทั้งรัฐสวัสดิการต่างๆ ซึ่งหลักการนี้เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป

    อย่างที่มีการซื้อกิจการโรงไฟฟ้าก็เหมือนกัน ถ้าปตท.คิดว่าการควบรวมทำให้เกิดประโยชน์ มีSynergy ช่วยลดต้นทุน สร้างขนาดEconomy of Scale และสุดท้ายสร้างมูลค่าเพิ่ม เขาก็ควรเดินหน้าได้ ภาครัฐก็เพียงแต่คอยดูแลควบคุมตามพรบ.การแข่งขันทางการค้า ไม่ให้ผูกขาด ไม่ให้ครอบงำตลาด และดูว่าขัดต่อกฎหมายพลังงานหรือไม่

    “ขอกลับมาที่รัฐธรรมนูญมาตรา 75 นั่นอีกที ผมไม่เถียงหรอกครับว่ามันเขียนอย่างนั้นจริงๆ แต่ก็อย่างที่บอกแหละครับ มันเป็นการเขียนที่บกพร่อง ไม่สามารถปฏิบัติได้ โดยเฉพาะกับรัฐวิสาหกิจ ไม่อย่างนั้น …การบินไทยก็ต้องเลิกบิน เลิกขายขนม เลิกขายกล่องงานศพ …กรุงไทย ออมสิน ต้องเลิกให้กู้ เลิกบัตรเครดิต …ทศท. CATต้องเลิกธุรกิจโทรคมนาคม(อันนี้น่าจะดีแฮะ) …EGATเลิกเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้า ฯลฯ” นายบรรยงระบุ ไว้ในบทความ

    โดยเนื้อหาในบทความยังระบุด้วยว่า  ถึงแม้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเรื่องนี้เป็นเรื่องดี แต่การปฏิรูปต้องใช้เวลา ต้องมีขั้นตอน อย่างที่คณะกรรมการนโยบายวิสาหกิจ (คนร.)เคยวางแผนไว้ ก็คือ กันการบริหารให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใส ให้แข่งขันกับเอกชนเต็มที่ ในระยะยาวก็ควรที่จะค่อยๆแปรรูปไปเสียให้หมด อย่างที่ประเทศพัฒนาเขาทำ

     “สำหรับผมนั้นชัดเจนครับ ว่าการคัดค้านเรื่องนี้นั้นไม่มีหลักการที่หนักแน่น เป็นการเอาวิจารณญาณหลายเรื่องมาปนๆกัน ผมคิดว่าเป็นการหลงทาง เป็นการเป๋ในหลักการอย่างแน่นอน ไม่ได้เป็นการมองต่างมุมแต่อย่างใดเลยครับ …และนี่เป็นเรื่องสำคัญนะครับ เพราะมันไม่ใช่แค่มาเถียงกันเอามัน มันจะมีรายการเป็นแสนล้านบาทที่เป็นไปตามหลักตลาดที่ควรจะเป็น ถ้าภาครัฐดันบ้าจี้ไประงับตามที่เรียกร้องผิดๆ มันจะเกิดผลกระทบตามมามากมาย” เนื้อหาบางส่วนของของบทความที่เขียนโดยนายบรรยง

    ในขณะที่ นายปิยสวัสดิ์ นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ อดีตประธานกรรมการ(บอร์ด)บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Piyasvasti Amranand”  สั้นๆพร้อมลงภาพประกอบที่เป็นโลโก้คาเฟ่ อเมซอน ของปตท. และPuff & Pie ของการบินไทย ว่า   “ถ้า ปตท. ขายกาแฟอเมซอนขัดรัฐธรรมนูญ Puff & Pie ของการบินไทยก็ขัดด้วย ยื่นฟ้องให้หมดเลยสิครับ”

    ส่วนนายเทวินทร์ วงศ์วานิช อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก “Tevin at ease” เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2561 ระบุเกี่ยวกับธุรกิจเครื่องดื่มคาเฟ่ อเมซอน  โดยชี้ให้เห็นว่า ว่า  การทำธุรกิจปั๊มน้ำมันและกาแฟของปตท. ภายใต้แบรนด์  คาเฟ่ อเมซอน (Cafe Amazon) นั้น ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 เพื่อเป็นการเติมเต็ม และให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น จึงผลักดันแบรนด์คาเฟ่ อเมซอน ขึ้นมาเพื่อเป็นเพื่อนเดินทางให้กับผู้ใช้บริการ ผู้เดินทาง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นร้านแฟรนไชส์ ด้วยหลักการที่ว่า ให้เจ้าของปั๊ม หรือ ดีลเลอร์น้ำมันเป็นผู้บริหารร้านคาเฟ่ อเมซอนเอง หมายความว่า ร้านที่ ปตท.บริหารเองมีสัดส่วนน้อยมาก ที่เหลือเป็นเจ้าของแฟรนไชส์บริหารเอง โดยเป็นสัดส่วน (ปตท. ดำเนินการเอง 10 : 90 เป็นแฟรนไชส์)  ซึ่งจริงๆ แล้ว  เหมือนกับเป็นการส่งเสริมธุรกิจ SME  โดยข้อดีที่ผู้บริหารปตท.ได้พบใน ในธุรกิจคาเฟ่ อเมซอน ว่า สามารถสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับคนได้จำนวนมาก

    เนื้อหาในบทความของนายเทวินทร์  ยังระบุด้วยว่า  เป้าหมายของอเมซอน คือ เป็นกาแฟของคนไทย เป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมเกษตรกร เป็นการสร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจด้วย ได้รับความร่วมมือจากโครงการหลวงค่อนข้างดี ในการผลิตเมล็ดกาแฟ และ อีกส่วนยังรับซื้อจากเกษตรกรในประเทศ สร้างรายได้ให้คนมีงานทำ รวมทั้งผู้ด้อยโอกาส เช่น ผู้พิการทางหู เป็นต้น เพื่อสามารถตอบโจทย์สามารถตอบแทนคืนสู่สังคม มั่นใจว่า คาเฟ่ อเมซอน แบรนด์ไทยแท้ 100%

    ในขณะที่ นายมนูญ ศิริวรรณ หนึ่งในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศพลังงาน และในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2561 โดยใช้ชื่อเรื่องว่า  “ปตท. องค์กรโจทก์เยอะ”  ซึ่งให้ความคิดเห็นว่า GPSC ไม่เข้าข่ายเป็นรัฐวิสาหกิจ เพราะGPSC เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ราย คือ บริษัท  พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) 22.73% ปตท. 22.58% และไทยออยล์ 20.79% รวมแล้วกลุ่มปตท.ถือหุ้นใน GPSC เท่ากับ 66.1% แต่ในแง่กฎหมาย ปตท.ถือหุ้นโดยตรงเพียง 22.58% ถึงแม้จะถือหุ้นทางอ้อมผ่าน PTTGC และไทยออยล์ ก็ไม่ถึง 50%  จึงไม่ถือว่า รัฐเข้ามาทำการค้าแข่งกับเอกชน

    ส่วนกรณีการมีอำนาจเหนือตลาดนั้น ยังห่างไกลจากความเป็นจริง เพราะปัจจุบัน GPSC มีกำลังการผลิตไฟฟ้า 1,900 เมกะวัตต์​ เมื่อรวมกับ GLOW อีก 3,200 เมกะวัตต์ เป็น 5,100 เมกะวัตต์ ในขณะที่กำลังการผลิตรวมของประเทศอยู่ที่ประมาณ 42,694 เมกะวัตต์  จึงเป็นไปไม่ได้ที่ GPSC จะมีอำนาจเหนือตลาด

    สำหรับกรณีกาแฟอเมซอนนั้น  PTTOR กำลังยื่นขอจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีแผนที่จะกระจายหุ้นให้กับผู้ถือหุ้นรายย่อยมากกว่า 50% ดังนั้นจะไม่มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจอีกเช่นกัน และย่อมไม่ถูกผูกมัดที่จะต้องปฏิบัติตามมาตรา 75 ของรัฐธรรมนูญ

    “ผมก็ไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมเราจะต้องหยิบยกเหตุข้ออ้างในรัฐธรรมนูญมากีดกั้นผู้ประกอบการรายย่อยเหล่านี เพียงเพราะเห็นว่าปตท.เป็นองค์กรที่ใหญ่เกินไป มีกำไรมากเกินไป หรือบางคนไม่พอใจในทุกอย่างที่ปตท.ทำ”เนื้อหาส่วนหนึ่งที่ นายมนูญ เขียนลงในบทความ

  • Date : 17 / 09 / 2018
    ปลัดพลังงาน ยืนยันเปิดประมูลแหล่งก๊าซเอราวัณ บงกช ตามแผนเดิม

    “ปลัดพลังงาน” ยืนยันเดินหน้าเปิดประมูลแหล่งก๊าซ  เอราวัณและบงกช ตามกำหนดเดิม โดยขีดเส้น 25 ก.ย.นี้ เอกชนที่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติเบื้องต้น  จะต้องยื่นซองเทคนิคและผลประโยชน์ตอบแทนรัฐ  แม้มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้ยื่นฟ้องศาลปกครอง เอาผิดคณะกรรมการปิโตรเลียม ในขณะที่ “ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” อดีตรัฐมนตรีคลัง เขียนจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้รัฐเลื่อนเปิดประมูลออกไปก่อน

     นายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการปิโตรเลียม เปิดเผยว่า กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ยังคงเดินหน้า เปิดให้ยื่นข้อเสนอด้านเทคนิคและผลประโยชน์ตอบแทนรัฐ สำหรับผู้สนใจร่วมประมูลขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G1/61(แหล่งเอราวัณ) และ G2/61(แหล่งบงกช) ในรูปแบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต(PSC)  ที่ผ่านเกณฑ์คุมสมบัติเบื้องต้น  ในวันที่ 25 กันยายนนี้ ตามกรอบระยะเวลาเดิมที่วางไว้ แม้ว่าจะมีกรณีมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้ยื่นฟ้องศาลปกครอง ในช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อเอาผิดคณะกรรมการปิโตรเลียม ในประเด็นมีการพิจารณาออกระเบียบและวิธีการกำหนดพื้นที่ที่จะดำเนินการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั่วประเทศ  โดยไม่มีระบบระบบสัญญาจ้างผลิต(SC) นั้น

    ขณะนี้ ศาลยังไม่มีการประทับรับคำฟ้องแต่อย่างใด และได้มีคำสั่งให้กระทรวงพลังงานไปชี้แจงข้อเท็จจริง ซึ่ง กระทรวงพลังงานได้ขอเลื่อนระยะเวลาในการชี้แจงข้อมูลต่อศาลออกไปก่อน เพื่อขอเวลาจัดเตรียมเอกสารและข้อมูลต่างๆให้ครบถ้วน

    ทั้งนี้ การที่กรมเชื้อเพลิงฯ กำหนดให้เปิดประมูลปิโตรเลียม โดยแหล่งเอราวัณและบงกช ภายใต้ระบบPSC นั้น ถือว่าเป็นไปตามการประเมินปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่เหลืออยู่ ซึ่งเป็นข้อมูลในเชิงเทคนิคที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล 

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center –ENC) รายงานว่า ในช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้ยื่นฟ้องศาลปกครอง เพื่อเอาผิดกับคณะกรรมการปิโตรเลียม ที่ไม่ทำตาม พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.2560 เนื่องจากกฎหมายเปิดกว้างการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไว้ 3 ระบบ  คือ ระบบสัมปทาน และบบแบ่งปันผลผลิต และระบบจ้างผลิต แต่ คณะกรรมการกลับเลือกใช้เฉพาะ ระบบแบ่งปันผลผลิต(PSC) ในการประมูล  แทนที่จะมีที่ระบบสัญญาจ้างผลิต(SC) ด้วย  อย่างไรก็ตาม นายธรรมยศ จะพ้นจากการเป็นประธานคณะกรรมการปิโตรเลียม หลังเกษียณอายุราชการในวันที่30 ก.ย. นี้ เพราะเป็นประธานคณะกรรมการโดยตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงาน

    ในขณะที่นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกและโพสต์ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว Thirachai Phuvantanaranabala เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2561 โดยระบุว่า ประมูลเอราวัณและบงกช ยังมีปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่เคลียร์ กระทรวงพลังงาน จึงควรจะชะลอการให้เอกชนยื่นข้อเสนอ จากที่กำหนด ไว้ในวันที่ 25 กันยายน 2561 ออกไปก่อน