ปตท. เตรียมปรับแผนลงทุน 5 ปี ธ.ค. นี้ เน้นเทคโนโลยีดิจิทัล

บอร์ด ปตท.เตรียมทบทวนแผนลงทุน 5 ปีของทั้งกลุ่มใหม่ ในเดือน ธ.ค. 2561 นี้ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ราคาน้ำมัน เทคโนโลยี การเมืองและการเก็งกำไรของกองทุนต่างๆ ย้ำแผนลงทุนระยะกลางมุ่งนำเทคโนโลยีมาใช้ทางธุรกิจมากขึ้น และบริหารจัดการ feedstock โรงกลั่นให้ยืดหยุ่นขึ้น ด้านนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันกลุ่ม ปตท. (PRISM) ชี้ราคาน้ำมันปี 2562 อยู่ระดับ 70-80 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม การเติบโตจะเป็นไปในทิศทางที่ลดลง จากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและพลังงานทดแทน แต่ ยังคงเป็นพลังงานพื้นฐานที่สำคัญของโลกต่อไปในระยะยาว

นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) หรือ PTT  เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ปตท. ในเดือน ธ.ค.2561 จะมีการเสนอแผนการลงทุนช่วง 5ปี (2562-2566) ของกลุ่ม ปตท.ให้บอร์ดพิจารณา  ซึ่งเป็นปกติของทุกๆปีที่จะมีการทบทวนแผน โดยแผนลงทุน 5 ปีของกลุ่ม ปตท.จะปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ราคาน้ำมันดิบ การเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์ การเมืองระหว่างประเทศ เทคโนโลยี และการเก็งกำไรของกองทุนต่างๆ

โดยนายชาญศิลป์ชี้ว่า แผนการลงทุนของกลุ่ม ปตท.ในระยะกลาง จะมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ทางธุรกิจให้มากขึ้น ขณะที่กลุ่มธุรกิจโรงกลั่น จะต้องปรับตัวโดยบริหารจัดการเรื่องของ feedstock ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น

สำหรับสถานการณ์ราคาน้ำมัน นายชาญศิลป์ระบุว่า ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาราคาน้ำมันดิบเกิดความผันผวนปรับลดลงกว่า 10 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จากระดับ 80 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล มาอยู่ในระดับกว่า 60 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรลในปัจจุบัน ขณะที่ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ ปัจจุบันถือว่าเป็นราคาที่เหมาะสมไม่แพงเกินไป

ทั้งนี้ ทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันของกลุ่มบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PRISM  Expert และอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้จัดสัมมนา 2018 The Annual Petroleum Outlook Forum ในหัวข้อ Future Energy Moving Together ก้าวไปกับอนาคตพลังงาน ในวันนี้ ( 15 พ.ย.2561) โดยนักวิเคราะห์ได้เสนอมุมมองที่น่าสนใจดังนี้

นายชาคร เลิศอรรฆยมณี นักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมัน PRISM  ปตท. กล่าวว่า ทีม PRISM คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบ ปี 2562 อยู่ที่ 70-80 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์ของปี 2561 ที่อยู่ระดับ 52-57 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล โดยปัจจัยที่ต้องจับตามองคือ สงครามการค้าซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลก นโยบายการผลิตน้ำมันกลุ่มโอเปก นโยบายพลังงานสีเขียว และการเติบโตของนวัตกรรมและเทคโนโลยี

ด้านนายสิทธิชัย ไตรรัตนวราภรณ์ นักวิเคราะห์ สถานการณ์น้ำมัน PRISM จากบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า คาดการณ์ว่า ในปี 2562 ความต้องการใช้น้ำมันดิบขยายตัวเพิ่มขึ้น 1.1-1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็นไปตามเศรษฐกิจโลกที่จะยังคงเติบโตในอัตรา 3.7% จากปี 2561 โดยส่วนใหญ่เป็นการเติบโตจากเศรษฐกิจประเทศจีนและอินเดียเป็นหลัก

น.ส.นรินทร์ อภิสุทธิไมตรี นักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมัน PRISM จากบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ในอนาคตเทคโนโลยีพลังงานจะเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในอนาคต และการใช้พลังงานทดแทนกันมากขึ้น ซึ่งจะทำให้การใช้น้ำมันลดลงจากเดิมความต้องการใช้เติบโตเฉลี่ย 4% ต่อปี ก็จะเหลือ 1% ต่อปี แต่การจะเลิกใช้น้ำมันทั่วโลกคงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากเทคโนโลยียังไม่ครอบคลุมทั้งโลก อีกทั้งยังเกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศยากจนและประเทศร่ำรวยอยู่ ดังนั้นเชื่อว่าน้ำมันยังคงเป็นพลังงานพื้นฐานที่สำคัญของโลกต่อไปอีกระยะยาว

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here