- Advertisment-

WHAUP ทุ่มตั้งงบลงทุน 5 ปี สูงถึง 1.2 หมื่นล้านบาท มุ่งขยายธุรกิจพลังงานสะอาด ควบคู่การบริหารจัดการน้ำภาคอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องเทรนด์โลกคาร์บอนเป็นศูนย์ และพร้อมหนุนระบบสาธารณูปโภคให้กลุ่มอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC รองรับการลงทุนในอนาคต

เมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์ข่าวพลังงาน Energy News Center (ENC) ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ดร.นิพนธ์ บุญเดชานันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์  (มหาชน) หรือ WHAUP ถึงการดำเนินงานของบริษัทฯ ในปีนี้ ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 และทิศทางธุรกิจของบริษัทในอนาคต ซึ่งสะท้อนแนวทางการขยายธุรกิจอย่างสอดคล้องกับเทรนด์การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของโลก และแนวโน้มการเติบโตของการลงทุนในพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของประเทศไทย

สำหรับ WHAUP นั้น นอกจากจะเป็นผู้ให้บริการด้านการบริหารจัดการระบบสาธารณูปโภคต่างๆ แบบครบวงจรแก่ลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ ทั้ง 11 แห่ง แต่เพียงผู้เดียว โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ที่ให้บริการอยู่ในพื้นที่ EEC ของรัฐบาล แล้ว ยังเป็นผู้ร่วมลงทุนและดำเนินการโรงไฟฟ้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งในส่วนของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) และโรงไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) รวมถึงการพัฒนาพลังงานทางเลือกอื่นๆ

- Advertisment -

ดร. นิพนธ์ เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีแผนลงทุนที่เตรียมไว้ในช่วง 5 ปีข้างหน้า วงเงินประมาณ 12,000 ล้านบาท โดยจะแบ่งเป็นการลงทุนในส่วนของธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจบริหารจัดการน้ำสำหรับภาคอุตสาหกรรม ในสัดส่วนร้อยละ 50 เท่าๆ กัน

โดยในส่วนธุรกิจไฟฟ้า จะเน้นเรื่องไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในรูปแบบ Private PPA ซึ่งดำเนินการแบบครบวงจร ตั้งแต่การยื่นขอใบอนุญาต ออกแบบทางวิศวกรรม ติดตั้ง ดำเนินงาน (operate) และบำรุงรักษา ซึ่งปัจุบันบริษัทฯ มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในทุกแพลตฟอร์ม ​ทั้ง โซลาร์รูฟ​ท็อป โซลาร์คาร์พาร์ค โซลาร์บนทุ่นลอยน้ำ และโซลาร์​ฟาร์ม ซึ่งเน้นกลุ่มลูกค้าที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมทั้งในและนอกนิคมอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ในไตรมาส 2 ปี 2564 บริษัทฯ มีรายได้ 53 ล้านบาท จากโครงการ Solar Rooftop ที่เปิดดำเนินการแล้วทั้งสิ้น 46 เมกะวัตต์ และปัจจุบันมีกำลังผลิตติดตั้งอยู่ในมือแล้ว 63 เมกะวัตต์  และคาดว่าภายในปี 2564 นี้ จะได้กำลังการผลิตครบตามเป้าหมาย 90 เมกะวัตต์ และเดินหน้าต่อเนื่องสู่เป้าหมาย 300 เมกะวัตต์ ในปี 2566

ดร.นิพนธ์ บุญเดชานันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์  (มหาชน) หรือ WHAUP​

“บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายที่จะขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ให้ได้ 300 เมกะวัตต์ ภายในปี 2566 โดยเน้นไปยังกลุ่มลูกค้าโซลาร์รูฟท็อปในโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งในนิคมอุตสาหกรรมและนอกนิคมอุตสาหกรรม ​ที่ยังมีดีมานด์อยู่อีกมาก เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าการซื้อไฟฟ้าจากระบบ สามารถเข้าไปช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าให้กับกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมที่เป็นลูกค้าได้” ดร.นิพนธ์ กล่าว

ในขณะที่ โครงการทดสอบระบบการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ระหว่างโรงงานต่างๆ ในนิคมอุตสาหกรรม หรือ Peer to Peer Energy Trading ​โดยใช้เทคโนโลยี Blockchain  ซึ่งเป็นโครงการนำร่องภายใต้โครงการ ERC Sandbox ของทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)​ ที่มีการเริ่มทดสอบการจ่ายไฟฟ้าจากหลังคาโรงงานหนึ่ง ข้ามเขตไปยังอีกโรงงานหนึ่งที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้า ผ่านระบบสายส่งของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หากประสบความสำเร็จ โดยรัฐกำหนดอัตราค่าส่งผ่านสายส่ง หรือ Wheeling Charge​ ในอัตราที่เหมาะสม ไม่สูงจนเกินไป ก็จะช่วยให้บริษัทฯ สามารถที่จะขยายฐานลูกค้ากลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมที่อยากจะใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปได้เพิ่มขึ้นอีกมาก

ดร. นิพนธ์ระบุว่า การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ของบริษัทฯ ยังศึกษาควบคู่ไปกับระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (Battery  Energy​ Storage​ System​)​  เพื่อให้การบริหารจัดการไฟฟ้ามีความเสถียรมากขึ้น

“ทิศทางการขยายธุรกิจของบริษัทฯ ในอีก 5 ปีข้างหน้า ที่มุ่งเรื่องของพลังงานสะอาดและการบริหารจัดการน้ำสำหรับภาคอุตสาหกรรมนั้น มีความสอดคล้องกับเทรนด์ของโลกและทิศทางแผนพลังงานแห่งชาติของภาครัฐ ที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ​และส่งเสริมให้มีพลังงานสะอาดเข้าสู่ระบบมากขึ้น” ดร. นิพนธ์ กล่าว

ทั้งนี้ ในภาพรวม WHAUP ตั้งเป้ากำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้น รวมทั้งสิ้นในปี 2564 แตะที่ระดับ 670 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นประมาณ 10% จากปีก่อน พร้อมกันนี้บริษัทฯ ยังอยู่ระหว่างการเสาะหาและศึกษาโอกาสในการลงทุนเข้าซื้อกิจการ (M&A opportunity) ในโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Farm) และพลังงานลม (Wind Farm) ในประเทศเวียดนาม อีกด้วย

สำหรับในส่วนของการขยายการลงทุนในธุรกิจบริหารจัดการน้ำนั้น จะเป็นการลงทุนทั้งในส่วนแหล่งกักเก็บน้ำดิบเพิ่มเติมอีก 2-3 บ่อ ในพื้นที่ EEC เพิ่มเติมจากบ่อน้ำขนาดพื้นที่ 110 ไร่ ในจังหวัดสระบุรีที่ได้ขุดในปีที่แล้วรวมทั้งการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์​น้ำให้ตอบโจทย์ลูกค้าให้มากขึ้น โดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เช่น การนำน้ำเสียที่ได้จากกระบวนการบำบัดและใช้ใหม่  (Wastewater reclamation)​ ไปผลิตเป็นน้ำปราศจากแร่ธาตุ (Demineralized water)​ และน้ำอุตสาหกรรม​คุณภาพสูง (Premium Clarified water)​ 

“โดยการลงทุนเพื่อเตรียมความพร้อมในธุรกิจบริหารจัดการน้ำจะเป็นการช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC และพร้อมซัพพลายให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะเข้ามาลงทุนใหม่ในพื้นที่ EEC ในอนาคต  ในขณะที่การลงทุนธุรกิจบริหารจัดการน้ำในต่างประเทศอย่างเวียดนาม ก็จะเป็นการขยายเพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น”

ดร.นิพนธ์ กล่าวว่า บริษัทฯ ยังคงมองหาโอกาสในการที่จะเข้าไปซื้อหรือควบรวมกิจการ (M&A) ​ในธุรกิจไฟฟ้าและน้ำประปา ที่ให้ผลตอบแทนการลงทุนที่ดีด้วย

สำหรับแนวโน้มการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง พบว่าตัวเลขการใช้น้ำสำหรับภาคอุตสาหกรรมนั้นยังเติบโตได้ดี โดยยังมีโครงการใหม่ของลูกค้า คือ โรงไฟฟ้าไอพีพีของกลุ่มกัลฟ์ ที่จะจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในยูนิตที่ 2 อีก 625 เมกะวัตต์ ที่จะทำให้การใช้น้ำเพิ่มขึ้นอีก 15,000 ลูกบาศก์​เมตรต่อวัน

และเมื่อพิจารณาสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ดร. นิพนธ์ กล่าวว่า บริษัทฯ มีมาตรการที่เรียกว่า “Bubble and Seal” คือจัดที่พักและดูแลให้พนักงานทำงานอยู่ในพื้นที่ตลอด 14 วัน เพื่อไม่ให้การดำเนินงานมีปัญหาและหยุดชะงัก เช่นเดียวกับกลุ่มลูกค้าของบริษัท ซึ่งการปฏิบัติที่ผ่านมา ยังไม่พบว่ามีปัญหาและอุปสรรคต่อการทำงานแต่อย่างใด

“บริษัทฯ มีความมั่นใจว่าจะสามารถดำเนินการให้บริการด้านสาธารณูปโภคและไฟฟ้าให้กับลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง และมองว่าประมาณปลายปี สถานการณ์โควิด-19 น่าจะคลี่คลายกลับมาเป็นปกติได้ จึงคาดว่าภาพรวมธุรกิจในครึ่งปีหลังของปี 2564 นี้ จะมีผลการดำเนินงานที่เติบโตได้ตามเป้าหมาย” ดร. นิพนธ์ กล่าว


รับชมผลตอบรับจากผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่เป็นลูกค้าของ WHAUP ที่ลิงก์วิดีโอด้านล่าง

Advertisment