ไออาร์พีซี​ เดินหน้าต่อยอดธุรกิจผลิตทุ่นโซลาร์ลอยน้ำ​และผลิตภัณฑ์การแพทย์

- Advertisment-

ไออาร์พีซี เดินหน้าเจรจาพันธมิตรผู้ประกอบการธุรกิจขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ หวังต่อยอดเชิงพาณิชย์ธุรกิจผลิตทุ่นโซลาร์ลอยน้ำ หลังประสบความสำเร็จจากการทดลองติดตั้งโซลาร์บนทุ่นลอยน้ำขนาด​12.5 เมกะวัตต์ บนพื้นที่ 200 ไร่ ของบริษัท ที่ จ.ระยอง​ พร้อมกำหนดทิศทางธุรกิจปี 2564 มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ด้านการแพทย์และสุขอนามัยเป็นหลัก ตอบโจทย์ความต้องการสินค้าหลังวิกฤติโควิด-19

นายชวลิต ทิพพาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ อยู่ระหว่างการหารือกับพันธมิตรซึ่งเป็นผู้ประกอบการธุรกิจขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ เพื่อศึกษาช่องทางการจัดจำหน่ายทุ่นโซลาร์ลอยน้ำ​ (Floating Solar) หลังจากได้ทดลองนำร่องติดตั้งโซลาร์บนทุ่นลอยน้ำ ในพื้นที่ 200 ไร่ บนบ่อน้ำดิบสำรองของบริษัท ที่ จ.ระยอง​ กำลังการผลิต 12.5 เมกะวัตต์​เมื่อ​ปลายปี 2563 ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดยการหารือกับพันธมิตรเพื่อเตรียมพร้อมเชิงพาณิชย์ดังกล่าวจะต้องคำนึงถึงเม็ดพลาสติกที่นำมาผลิตทุ่นโซลาร์ลอยน้ำที่จะต้องมีอายุการใช้งานมากกว่า 20 ปี หรือเท่ากับสัญญาการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำ เพื่อคุณภาพที่ดีที่สุดต่อการจำหน่ายและการต่อยอดธุรกิจต่อไป

ทั้งนี้ทุ่นลอยน้ำ เป็นนวัตกรรมเม็ดพลาสติก HDPE (High Density Polyethylene หรือ โพลิเอทิลีนความหนาแน่นสูง) เกรดพิเศษสีเทา แบรนด์ “POLIMAXX” ของ IRPC มีคุณสมบัติช่วยลดอุณหภูมิใต้แผงโซลาร์เซลล์ได้ถึง 5-8 องศา ส่งผลให้ระบบผลิตกระแสไฟฟ้ามีประสิทธิภาพสูง ทนทานต่อแสง UV และทนต่อแรงกระแทก โดยมีอายุการใช้งานของวัสดุยาวนานถึง 25 ปี ซึ่งปลอดภัยต่อระบบนิเวศใต้น้ำ และผ่านการทดสอบ Food Grade ขององค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (US FDA)

- Advertisment -

นายชวลิต กล่าวด้วยว่า ในส่วนของภาพรวมธุรกิจสำหรับปี 2564 นี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายให้กลับมามีกำไรอีกครั้ง หลังจากขาดทุนต่อเนื่องสองปี ตั้งแต่ปี 2562 ขาดทุน 1,174 ล้านบาทและ ปี 2563 ขาดทุน 6,150 ล้านบาท เนื่องจากผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกที่ลดต่ำลง จนต้องลดต้นทุนและกำลังการผลิตลงบางส่วน

โดยผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 ทำให้บริษัทเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทาย โดยการปรับเปลี่ยนทั้งโครงสร้างต้นทุน รูปแบบการทำธุรกิจและวิธีการทำงานที่เข้าใจ เข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคให้มากยิ่งขึ้น (Human centric) ด้วยการใช้นวัตกรรมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ พร้อมทั้งขยายขอบเขตการลงทุน สร้างความร่วมมือกับพันธมิตรและการพัฒนาธุรกิจไปยังกลุ่มธุรกิจใหม่ โดยกำหนดเป้าหมายและวิธีการเดินหน้าสู่ความสำเร็จด้วยกลยุทธ์ 3 S ได้แก่ Strengthening the core, Striving the growth, Sustaining the future

โดย​ Strengthening the core คือ​ การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจหลัก ได้แก่ แผนการลงทุนในโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงกลั่นและปรับปรุงคุณภาพน้ำมันดีเซลให้ได้ตามมาตรฐานยูโร 5 (Euro V) คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ ในปี 2566 นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการปรับปรุงกระบวนการทำงานแบบ IRPC 4.0 ซึ่งเป็นการนำระบบดิจิทัลและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการดำเนินงานขององค์กร

Striving the growth คือขยายการลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพ​ ได้แก่ความร่วมมือกับบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ศึกษาการผลิต Melt Blown ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตหน้ากากอนามัย หน้ากาก N95 และNitrile Butadiene Latex วัตถุดิบที่นำไปผลิตเป็นถุงมือแพทย์

พร้อมกันนี้ยังได้ร่วมทุนกับบริษัท เจแปน โพลิโพรพิลีน คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ JPP เพื่อผลิตและจำหน่ายเม็ดพลาสติกชนิดพิเศษ พีพีคอมพาวด์ ให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั้งในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยหวังว่าในอนาคตธุรกิจรถ EV จะเติบโตมากขึ้น

Sustaining the future คือการพัฒนาและสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของชุมชน และสังคมที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลก ด้วยการใช้พลังงานทดแทนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก (Climate Change) การนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ในองค์กรอย่างครบวงจร ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติสามารถนำกลับไปรีไซเคิลได้ รวมทั้งการสร้างความร่วมมือกับลูกค้าและองค์กรต่างๆ เพื่อแสดงความรับผิดชอบในการนำพลาสติกกลับมารีไซเคิล (Zero Plastic Waste) และการสร้างคุณค่าให้กับสังคม (Creating Social Value) โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชสร้างห้องปฏิบัติการกลางเพื่อตรวจสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะแล้วเสร็จในไตรมาส 2 ปี 2564

Advertisment