ส่ง 3 รายชื่อชิงตำแหน่ง ผอ.กองทุนน้ำมันฯคนใหม่ ให้ “สนธิรัตน์” ตัดสินใจ

ประธานอนุกรรมการสรรหาฯ ส่ง 3 รายชื่อเรียงลำดับผู้มีคะแนนสูงสุดจากมากไปหาน้อย ชิงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงคนใหม่ ถึงมือ “สนธิรัตน์” แล้ว โดยคาดว่าจะนำเข้าพิจารณาอนุมัติในคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ภายในเดือนมิ.ย.2563 นี้

นายคุรุจิต นาครทรรพ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการสรรหาผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

นายคุรุจิต นาครทรรพ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการสรรหาผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เปิดเผยว่า  คณะอนุกรรมการสรรหาได้เปิดให้ผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงคนใหม่ทั้ง 4 คน มาแสดงวิสัยทัศน์เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2563  จากนั้นได้มีการให้คะแนน โดยได้นำรายชื่อผู้ที่ได้คะแนนเกินร้อยละ 80 จำนวน 3 คน เรียงลำดับคะแนนจากมากไปหาน้อย เสนอให้นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน และ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พิจารณานำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ให้ความเห็นชอบภายในเดือนมิ.ย.2563 นี้

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC ) รายงานว่า  ผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงคนใหม่ แทนนายวีระพล จิรประดิษฐกุล ที่ได้คะแนนเกิน ร้อยละ 80 มี 3 คนคือนายวิศักดิ์ วัฒนศัพท์ อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน, นางสาวสุวพร ศิริคุณ ผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อมและนายวรุณ กาญจนภู หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร บริหารความเสี่ยงด้าน Market Conduct ธนาคารทีเอ็มบี   ส่วนที่ได้คะแนนไม่ถึงร้อยละ 80 และไม่ได้ถูกเสนอชื่อ คือผศ.ดร.มานพ กาญจนบุรางกูร อดีตผู้อำนวยการองค์การสะพานปลา

ทั้งนี้การตัดสินใจเลือกให้ใครเป็นผู้อำนวยการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงคนใหม่ อยู่ที่นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ซึ่งไม่จำเป็นต้องเลือกผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดก็ได้

สำหรับตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะเข้าปฏิบัติหน้าที่ในวาระได้ครั้งละ 4 ปี แต่ไม่เกิน 2 วาระ หรือมีอายุไม่เกินอายุ 65 ปี

โดยงานเร่งด่วนที่รอให้ ผอ.คนใหม่มาดำเนินการ ได้แก่ การจัดทำรายละเอียดแผนยุทธศาสตร์การยกเลิกนำเงินกองทุนฯไปชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ ภายในระยะเวลา 3 ปี หรือภายใน 24 ก.ย. 2565 ซึ่งกรอบยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) แล้ว และอยู่ระหว่างรอการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.)