ค่า Ft กลไกสะท้อนต้นทุนที่เหมาะสมเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้าและผู้ผลิตไฟฟ้า

จากการที่รัฐบาลมีมาตรการลดภาระค่าไฟฟ้าเพื่อช่วยเหลือประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 โดยให้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เป็นหน่วยงานหลักดำเนินการ นั้น ทาง กกพ. ได้ออกมาตรการเร่งด่วนหลายมาตรการ ทั้งการให้ส่วนลดค่าไฟฟ้า 3% การคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้า การให้ใช้ไฟฟรีแก่ผู้ใช้บางประเภทที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 รวมถึงการตรึงค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ หรือ ค่า Ft รอบเดือน พ.ค. – ส.ค. 2563 ไว้ที่ -11.60 สตางค์ต่อหน่วย (0.1160 บาทต่อหน่วย) เท่ากับในรอบก่อนหน้า (ม.ค. – เม.ย. 2563) ซึ่งการตรึงค่า Ft ดังกล่าว จะทำให้ค่าไฟฟ้าที่ประชาชนผู้ใช้ไฟต้องจ่ายในงวดเดือน พ.ค. ถึงเดือน ส.ค. ลดลงจากเดิม

ค่า Ft หรือ ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าที่หน่วยงานการไฟฟ้าคิดคำนวณตามสูตรเพื่อเรียกเก็บจากผู้ใช้ไฟฟ้า ซึ่งประกอบไปด้วย ค่าไฟฟ้าฐาน + ค่า Ft + ภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยค่าไฟฟ้าฐาน เป็นค่าไฟฟ้าที่สะท้อนรายจ่ายของ 3 การไฟฟ้า ทั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ใน 3 ส่วนหลักๆ คือ ต้นทุนทางการเงินที่การไฟฟ้าใช้ในการก่อสร้างขยายระบบผลิต ระบบส่งและระบบจำหน่ายในอนาคต ต้นทุนในการดำเนินงานและการบริหารจัดการ และต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้า (ตัวเลขคาดการณ์ ณ วันที่ประกาศอัตราค่าไฟฟ้า) โดยอัตราค่าไฟฟ้าจะประกาศใช้รอบละ 3-5 ปี หลังจากนั้นจึงจะมีการปรับโครงสร้างค่าไฟกันอีกครั้ง

ส่วนค่า Ft เป็นกลไกกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ ที่ปรับทุก 4 เดือน เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนค่าเชื้อเพลิงที่เปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยต่างๆ เช่น ราคาค่าเชื้อเพลิง (ณ เวลาที่คำนวณอัตราค่า Ft) อัตราเงินเฟ้อ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ค่าซื้อไฟฟ้า และค่าใช้จ่ายตามนโยบายของรัฐ  

ประโยชน์ของค่า Ft คือ หากในการคำนวณอัตราค่าไฟฟ้าได้คาดการณ์ราคาเชื้อเพลิงไว้สูง (บนพื้นฐานราคา ณ วันที่ประกาศอัตราค่าไฟฟ้า) แต่ 4 เดือนต่อมาราคาค่าเชื้อเพลิงปรับตัวลดลง หากไม่มีค่า Ft มาสะท้อนต้นทุนที่ลดลงนั้น ประชาชนก็อาจเสียประโยชน์เพราะต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพง แต่ในทางกลับกัน หากคาดการณ์ค่าเชื้อเพลิงไว้ต่ำเกินไป และต่อมาราคาค่าเชื้อเพลิงปรับขึ้น หากไม่มีค่า Ft มาช่วย ก็อาจกระทบต่อรายได้ของการไฟฟ้าและการลงทุนเพื่อพัฒนาการผลิตไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการในอนาคตและความมั่นคงทางไฟฟ้าของประเทศ

* ค่า Ft จึงเป็นตัวสะท้อนต้นทุนค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมต่อทั้งผู้ใช้ไฟฟ้าและผู้ผลิตไฟฟ้า ถือเป็นกลไกที่สร้างความเป็นธรรมให้ทั้งสองฝ่าย * 

อย่างที่ทราบกันว่า เชื้อเพลิงเป็นต้นทุนสำคัญของการผลิตไฟฟ้า คือ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 70-80% ของค่าไฟฟ้า ดังนั้น การปรับขึ้น-ลงของค่าเชื้อเพลิง โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า จะมีผลอย่างมากต่อค่าไฟฟ้า ดังนั้น การนำปัจจัยค่าเชื้อเพลิงมาคำนวณผ่านกลไกสูตร Ft ทุกๆ รอบ 4 เดือน จึงทำให้เกิดความคล่องตัวในการปรับราคาค่าไฟฟ้า เป็นการสะท้อนต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ช่วยสะท้อนราคาค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมและเป็นธรรมทั้งสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าและผู้ผลิตไฟฟ้า

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าในบิลค่าไฟ มีการระบุอัตราค่า Ft ไว้อย่างชัดเจน (ดังภาพ) ซึ่งหากค่า Ft ลด ก็หมายความว่าค่าไฟฟ้าก็จะลดลง แต่หากค่า Ft ปรับขึ้น ผู้ใช้ไฟฟ้าก็ต้องจ่ายค่าไฟเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ไฟฟ้าในแต่ละงวดด้วย โดยหากใช้ไฟฟ้าในปริมาณเท่าๆ เดิม ค่า Ft ที่ลดลง ย่อมหมายความว่าผู้ใช้ไฟฟ้าก็จะเสียค่าไฟน้อยลงด้วย

จะสังเกตเห็นได้ว่าตัวเลขค่า Ft ในรอบปัจจุบันนี้ เป็นตัวเลขติดลบ นั่นหมายความว่า การไฟฟ้าจะนำตัวเลขค่า Ft ไปหักจากค่าไฟฐาน ทำให้ค่าไฟฟ้าที่ผู้ใช้ต้องจ่ายจะลดลง แต่หากเมื่อใดที่ค่า Ft เป็นปรับสูงขึ้นตามต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและค่าใช้จ่ายอื่นๆ จนเป็นบวก นั่นหมายความว่าต้องบวกค่า Ft เข้าไปกับค่าไฟฐาน ผู้ใช้ไฟฟ้าก็ต้องจ่ายค่าไฟสูงขึ้น

และจากมาตรการที่ กกพ. ประกาศตรึงค่า Ft งวดปัจจุบันไว้ที่อัตรา -11.60 สตางค์ต่อหน่วยนั้น คาดว่าจะใช้วงเงินประมาณ 5,120 ล้านบาท ซึ่ง กกพ. มีเงินสำหรับบริหารจัดการค่าไฟฟ้ารวมอยู่ประมาณ 24,000 ล้านบาท จึงทำให้สามารถนำบางส่วนมาใช้สนับสนุนมาตรการตรึงค่า Ft และมาตรการอื่นๆ เพื่อเยียวยาให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าในช่วงโควิด-19 ตามนโยบายของรัฐบาลได้

อย่างไรก็ตาม ในปีหน้า 2564 ถึงวาระที่ กกพ. จะต้องปรับอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ ซึ่งค่าไฟฟ้าฐานก็จะสะท้อนต้นทุนที่เหมาะสมมากขึ้น รวมถึงมีแนวคิดที่จะนำปัจจัยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของกิจการไฟฟ้าในประเทศไทย ที่ปัจจุบันผู้ใช้ไฟฟ้าหันมาเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เองและจำหน่ายด้วย หรือ ที่เรียกว่า prosumer ซึ่งทำให้อัตราค่าไฟฟ้าตามโครงสร้างราคาใหม่จะครอบคลุมกลุ่ม prosumer ด้วย และจะสะท้อนราคาที่เป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้ามากขึ้น