ข่าวทั้งหมด

Date : 22 / 09 / 2016

  • Date : 22 / 09 / 2016
    เปิดชื่อ26รายเรียงตามคิวยื่นข้อเสนอขายไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรม

    กกพ.เปิดรายชื่อ26ผู้ประกอบการยื่นข้อเสนอขายไฟฟ้าโครงการรับซื้อไฟฟ้าพิเศษจากขยะอุตสาหกรรมในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) โดยเจนโก้รีนิวเอเบิ้ล จำกัด ดวงดี จับสลากได้คิวแรก มีโอกาสเสนอขายไฟฟ้าได้ก่อน เนื่องจาก ใช้ระบบ First Come First Serve  ไม่ต้องผ่านกระบวนการแข่งขันด้านราคา (Competitive Bidding)

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2559  คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. ได้เปิดให้มีการยื่น ข้อเสนอขายไฟฟ้า ในโครงการการรับซื้อไฟฟ้าพิเศษจากขยะอุตสาหกรรมในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) สำหรับการประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนปี 2558 - 2562 เป็นวันแรก โดยมีเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าที่ กำลังการผลิตติดตั้งไม่เกิน 50 เมกะวัตต์

    ทั้งนี้ เนื่องจากการพิจารณาข้อเสนอขอขายไฟฟ้า กกพ. ใช้ระบบการจัดเรียงลำดับเลขที่การยื่นคำร้องก่อนหลัง คือใครยื่นก่อนมีสิทธิ์ได้รับการพิจารณาประเมินคำร้องก่อน หรือ(First Come First Serve)ไม่ใช่การแข่งขันด้านราคา(Competitive Bidding)  โดยผู้ยื่นข้อเสนอ 1 ราย สามารถยื่นปริมาณเสนอขายได้ไม่เกิน 10 เมกะวัตต์   จึงมีผู้ยื่นข้อเสนอบางส่วน ที่เดินทางมาถึงก่อนเวลา 09.00 น. ทางสำนักงาน กกพ.จึงได้กำหนดให้มีขั้นตอน การจับสลากคิวก่อน-หลัง  เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม   ซึ่งการยื่นข้อเสนอในวันแรกมีผู้ประกอบการมายื่นข้อเสนอจ านวนทั้งสิ้น 26 ราย

    กกพ.จะยังเปิดให้มีการยื่นข้อเสนอขายไฟฟ้าไปจนถึงวันที่  28 กันยายน 2559 ระหว่างเวลา 09.00 - 15.30 น. เฉพาะวันทำการ ณ สำนักงาน กกพ. ชั้น 19 อาคารจัตุรัสจามจุรี กรุงเทพฯ  และ จะมีการแจ้งผลลำดับเลขที่การยื่นข้อเสนอขอขายไฟฟ้าทุกวัน  ในเวลา 15.30 น. จนถึงวันที่28 กันยายน 2559 ซึ่งเป็นวันที่ปิดรับข้อเสนอ  โดยกำหนดการยื่นข้อเสนอนั้นถูกเลื่อนมาจากกำหนดเดิม ที่คาดว่าจะเปิดรับข้อเสนอตั้งแต่วันที่22-31สิงหาคม2559

    แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า  ผู้ประกอบการที่ยื่นข้อเสนอเป็นลำดับแรก หากมีคุณสมบัติและเอกสารถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กกพ. กำหนด อาทิ คำร้องและข้อเสนอขอขายไฟฟ้า ,หนังสือมอบอำนาจ , หนังสือรับรองตนเองถึงความสามารถในการรองรับอัตราการปลดปล่อยมลสารทางอากาศจากปล่องของโรงงานของนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตประกอบการอุตสาหกรรม ,หนังสือค้ำประกันการยื่นคำร้องและข้อเสนอขอขายไฟฟ้า ก็มีโอกาสสูงที่จะได้รับการพิจารณารับซื้อไฟฟ้า โดยกกพ.จะพิจารณาตามลำดับคิวของผู้ประกอบการที่ได้มีการประกาศไว้ จนได้กำลังการผลิตติดตั้งไฟฟ้าครบตามเป้าหมาย รวมทุกรายแล้วไม่เกิน50เมกะวัตต์

    อย่างไรก็ตามการที่กกพ.ไม่ใช้วิธีการแข่งขันด้านราคา ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงพลังงาน ทั้งๆที่มีผู้ประกอบการสนใจยื่นข้อเสนอขายเข้ามามากกว่าเป้าหมายที่รับซื้อ จะทำให้รัฐเสียโอกาสที่จะซื้อไฟฟ้าจากโครงการที่มีต้นทุนค่าไฟฟ้าต่ำที่สุด

    สำหรับรายชื่อผู้ประกอบการ26รายที่ยื่นคำร้องและข้อเสนอ ขอขายไฟฟ้าเข้ามาในวันแรก เรียงตามลำดับ ดังนี้

    1.บริษัทเจนโก้ รีนิวเอเบิ้ลจำกัด  2.บริษัทเอนเนอจี รีพับบลิคจำกัด 3.บริษัทชัยวัฒนากรีนเพาเวอร์1 จำกัด  4.บริษัทพีจีแอนด์ซี5714 จำกัด(โครงการโรงไฟฟ้าพีจีแอนด์ซี สหรัตนนคร ) 5.บริษัทวีกรุ๊ปดีเวลอปเมนท์จำกัด  6.บริษัทสิริลาภา พาวเวอร์จำกัด 7.บริษัทชลบุรี คลีน เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด  8.บริษัทศแบงยั่งยืน พิจิตร จำกัด 9.บริษัทโปรเกรส อินเตอร์เคม(ประเทศไทย)จำกัด 10.บริษัทเอ็น15เทคโนโลยีจำกัด 11.บริษัทเจนโก้ พลังงานสะอาดจำกัด 12.บริษัทโปรเกรส โพลีเคม(ประเทศไทย)จำกัด  13.บริษัทไพร์ม โรด รีนิวเอเบิล จำกัด 14.บริษัทโกลว์ เหมราช วินด์ จำกัด 15.บริษัทเอวา แกรนด์  เอ็นเนอยี่ จำกัด   16.บริษัทไทยเพาเวอร์เทค เอ็นเนอยี่จำกัด 17.บริษัทรีคัฟเวอรี่ เฮ้าส์ จำกัด 18.บริษัทอนุรักษ์พลังงานซีเมนต์ไทย จำกัด

     19.บริษัทซุปเปอร์ เฮิร์ธ เอนเนอยี่5 จำกัด( โครงการโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม  นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้)  20. บริษัทพีจีแอนด์ซี5714 จำกัด(โครงการโรงไฟฟ้าพีจีแอนด์ซี เหมราช)  21.บริษัทไทยอีสเทิร์น ไบโอพาวเวอร์จำกัด  22.บริษัทประจุธารา จำกัด 23. บริษัทระยองคลีน เอ็นเนอยี่ จำกัด 24.บริษัทโซลาร์ อีพีซีเอฟจำกัด(โครงการโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม  นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร) 25.บริษัทโซลาร์ อีพีซีเอฟจำกัด(โครงการโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม  นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค บ้านหว้า)  26.บริษัท ซุปเปอร์ เอิร์ธ เอ็นเนอยี่ 1จำกัด (โครงการโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม  นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง)  

  • Date : 22 / 09 / 2016
    GPSCเล็งลงทุนโซลาร์ฟาร์มหลายโครงการในเมียนมา

    GPSCมีแผนที่จะลงทุนโครงการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศเมียนมาหลายโครงการ หวังช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าในหลายพื้นที่  ระบุการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่ของเมียนมาทำให้กลุ่มปตท.ต้องทบทวนโครงการลงทุนด้านพลังงานหลายโครงการ

    นายเติมชัย บุนนาค กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ซึ่งเป็นบริษัทลูกของปตท.เปิดเผยในระหว่างการเข้าร่วมออกบูธแสดงผลงานการลงทุนด้านพลังงานในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงาน ครั้งที่ 34 ที่กรุงเนปยีดอ ประเทศเมียนมา เมื่อวันที่21 ก.ย.ที่ผ่านมาว่า บริษัทมีความสนใจที่จะลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนพื้นดิน (โซล่าร์ฟาร์ม) จำนวนหลายโครงการในประเทศ เมียนมา เนื่องจากในหลายพื้นที่ของเมียนมา ยังอยู่ไกลจากระบบสายส่ง ทำให้ขาดแคลนไฟฟ้าใช้ โดยโครงการโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งบนพื้นดิน หรือโซลาร์ฟาร์ม นั้นจะทำให้การต้นทุนค่าไฟฟ้า ถูกกว่าโรงไฟฟ้าขนาดเล็กที่ใช้น้ำมันดีเซล เป็นเชื้อเพลิง ที่ทางเมียนมาใช้อยู่ในปัจจุบัน   ซึ่งปัจจุบันบริษัทอยู่ในระหว่างการศึกษาขนาดกำลังการผลิตที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ รวมถึงยังมีแผนที่จะพัฒนาสายส่งในพื้นที่ภาคใต้ของเมียนมา ที่เมืองมะริด เชื่อมต่อกับระบบสายส่งของไทยที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ของไทย ด้วย

    นอกเหนือจากแผนการลงทุนโครงการโซลาร์ฟาร์มแล้ว บริษัทยังมีความสนใจลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง โดยอาจใช้ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งผลิตในเมียนมา หรือ อาจเป็นการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ก็ได้เนื่องจากก่อนหน้านี้กลุ่มปตท.ได้รับอนุมัติโครงการพัฒนาคลังก๊าซธรรมชาติเหลวลอยน้ำ หรือ FSRU  กำลังผลิต 3 ล้านตันต่อปี ในเมียนมา ซึ่ง อยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมในการสำรวจพื้นที่เป้าหมายคือบริเวณ "กันบอก"ที่ทั้งไทยและเมียนมาจะได้ประโยชน์จากก๊าซแอลเอ็นจีนำเข้าร่วมกัน

    “โครงการลงทุนที่เมียนมา จะเป็นโรงไฟฟ้าขนาดไม่เกิน 100-200 เมกะวัตต์ ซึ่งเดิมเคยศึกษาไว้หลายโครงการ แต่อาจต้องมาทบทวนกันใหม่ ซึ่งหากกระทรวงพลังงานของไทยช่วยเจรจากับรัฐบาลเมียนมา เพราะเป็นประโยชน์กับเมียนมา เพื่อผลักดันให้โครงการเกิดขึ้นได้โดยเร็ว ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างความมั่นคงทางไฟฟ้าของเมียนมา ที่ปัจจุบันมีประชากรทั้งประเทศมากกว่า 50%ที่ยังขาดแคลนไฟฟ้า”นายเติมชัย กล่าว

    สำหรับการเข้าร่วมแสดงผลงานการลงทุนด้านพลังงานภายในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงาน ครั้งที่ 34 กลุ่มปตท.มีความคาดหวังว่า เวทีดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นในการสานต่อ โครงการลงทุนด้านพลังงานในเมียนมา เนื่องจากเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่ หลายโครงการจะต้องเริ่มต้นเจรจากันใหม่ โดย ทางกลุ่ม ปตท.ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาติดตามความชัดเจนด้านนโยบายของเมียนมา หลังจากที่มีการควบรวมกระทรวงน้ำมันและไฟฟ้า เพื่อให้วางแผนการลงทุนในอนาคตของกลุ่มปตท.สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลเมียนมา 

Date : 21 / 09 / 2016

  • Date : 21 / 09 / 2016
    ไทยเจรจาทวิภาคีจีนคงกรอบซื้อไฟ3,000เมกะวัตต์

    ไทย เจรจาทวิภาคีกับจีน คงกรอบความร่วมมือขายไฟฟ้าให้ไทย 3,000 เมกะวัตต์ หวังเป็นทางเลือกกรณีไม่สามารถสร้างโรงไฟฟ้าไม่ได้ตามแผน พร้อมแสดงความสนใจศึกษาสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในจีน 

    พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงาน หรือASEAN Ministers on Energy Meetings -AMEM ครั้งที่ 34ว่า ประเทศไทยได้เจรจาทวิภาคีความร่วมมือพลังงานกับประเทศจีน ในระหว่างการประชุมโดยไทยขอให้จีนขยายระยะเวลากรอบความร่วมมือเดิมที่ตกลงจะขายไฟฟ้าให้ไทย 3,000 เมกะวัตต์ หลังจากที่ความร่วมมือดังกล่าวไม่มีความคืบหน้ามากว่า 1 ปี เนื่องจากเห็นว่าอนาคตไทยอาจจำเป็นต้องรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น หากไม่สามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าในประเทศได้ตามแผน  เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ที่ยังติดปัญหาความไม่เข้าใจจากภาคประชาชน

    นอกจากนี้จีนยังขอให้ไทยไปศึกษาการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศจีน โดยไทยแสดงความสนใจที่จะเข้าไปศึกษาการก่อสร้างดังกล่าวต่อไป ขณะเดียวกันไทยยังได้เจรจาทวิภาคีกับประเทศกัมพูชาเกี่ยวกับการลงทุนผลิตไฟฟ้า ซึ่งทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างศึกษาผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นร่วมกัน  

    ที่ประชุมยังเห็นชอบการเชื่อมโยงโครงข่ายพลังงาน โดยจะมีการเชื่อมต่อท่อส่งก๊าซแบบทวิภาคี 6 ประเทศ รวมความยาว 3,673 กิโลเมตร และดำเนินการสถานีเปลี่ยนก๊าซธรรมชาติเหลวให้เป็นก๊าซ 6 สถานี กำลังผลิต 22.5 เมตริกตันต่อปี และที่สำคัญจะมีการขยายการเชื่อมโยงระบบส่งไฟฟ้าอาเซียนกว่า 1,700 เมกะวัตต์ รวม 8 โครงการ รวมทั้งเห็นชอบให้คงยุทธศาสตร์หลักอาเซียนกรอบเดิมของปี 2559-2568 ที่ตั้งเป้าหมายลดความเข้มข้นของการใช้พลังงานภูมิภาคลง 20% ภายในปี 2563 และลดลง 30% ในปี 2573 รวมถึงเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนเป็น  23% ในปี 2568 

  • Date : 21 / 09 / 2016
    ลาว ไทย มาเลเซีย ลงนามซื้อขายไฟฟ้าข้ามประเทศไฮไลท์การประชุมAMEMครั้งที่34

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทยลงนามบันทึกความเข้าใจโครงการ LTM on Power Integration Project ร่วมกับรัฐมนตรีจากสปป.ลาวและมาเลเซีย ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าของความร่วมมือด้านพลังงานที่สำคัญซึ่งเกิดขึ้นในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงาน หรือASEAN Ministers on Energy Meetings -AMEM ครั้งที่ 34

    พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยที่กรุงเนปยีดอ ประเทศเมียนมา ระหว่างการเข้าร่วมประชุม AMEM ครั้งที่34ว่า ประเทศไทยได้ลงนามบันทึกความเข้าใจในโครงการ LTM  on Power Integration Project  ในการศึกษาการซื้อขายไฟฟ้าข้ามแดน ระหว่าง สปป.ลาว ไทย และมาเลเซีย ตามแผนปฏิบัติการว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงานอาเซียน 2016-2025 ในระยะที่ 1 ระหว่างปี  2016-2020

    โดยการศึกษาดังกล่าวสืบเนื่องจาก มาเลเซียมีความต้องการซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว โดยไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพในเรื่องสายส่ง ซึ่งจะมีการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างประเทศทั้งสองได้ในปี 2018 ถึงแม้ว่าขณะนี้ไทยจะมีความพร้อมในด้านสายส่งไฟฟ้าอยู่แล้ว แต่ต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องค่าธรรมเนียมระหว่างประเทศ ที่จะต้องคำนึงถึงความเท่าเทียมและผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งนับเป็นโครงการบูรณาการด้านไฟฟ้าร่วมกันของภูมิภาค โดยโครงการดังกล่าวจะนำร่องซื้อขายไฟฟ้าไม่เกิน  100 เมกะวัตต์ในช่วงเริ่มต้น 

  • Date : 21 / 09 / 2016
    สนพ.หาวิธีช่วยลาวปลดหนี้ค่าไฟฟ้ากฟผ.เกือบ6พันล้านบาท

    สนพ.เล็งหาวิธีช่วยสปป.ลาวปลดหนี้ค่าไฟ กฟผ.เกือบ6,000 ล้านบาท โดยจะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาแนวทางโดยเฉพาะ เผยยังมีโครงการที่มีศักยภาพที่อยู่ในระหว่างการเจรจาอีก6โครงการกำลังการผลิตรวมประมาณ2,700เมกะวัตต์

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน เปิดเผยภายหลังการร่วมสัมมนาเรื่อง”คุณูปการของศ.ดร.บุญรอด บิณฑสันต์ ต่อสังคมไทย” ที่ห้อง105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งจัดโดยมูลนิธินิสิตเก่า จุฬาฯ เมื่อวันที่21ก.ย.2559 ที่ผ่านมา ว่า ศ.ดร.บุญรอด บิณฑสันต์ เป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยคนแรกของประเทศไทย เป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติและอดีตเลขาธิการสำนักงานพลังงานแห่งชาติ ถือเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาพลังงานและไฟฟ้า โดยเฉพาะการรวมกิจการ3การไฟฟ้าก่อตั้งเป็นการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เมื่อปี2512 และพัฒนาความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างกฟผ.และการไฟฟ้าลาว จนนำไปสู่การซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกัน

    โดยปัจจุบันไทยมีการลงนามเอ็มโอยูกับสปป.ลาวเพื่อขยายปริมาณรับซื้อไฟฟ้าจาก7,000เมกะวัตต์เป็น9,000เมกะวัตต์เมื่อวันที่6ก.ย.2559  โดยมีโครงการที่จ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบแล้ว5โครงการได้แก่โครงการเทิน-หินบุน โครงการห้วยเฮาะ  โครงการน้ำเทิน2 โครงการน้ำงึม2 และโครงการหงสาลิกไนต์ ซึ่งเป็นโรงฟ้าถ่านหิน  รวมกำลังการผลิตทั้งหมด3,578 เมกะวัตต์

    มีโครงการที่ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า(PPA)แล้วแต่อยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 3โครงการ คือโครงการเซเปียน-เซน้ำน้อย โครงการน้ำเงี๊ยบ1 โครงการไซยะบุรี รวมกำลังการผลิต1,843 เมกะวัตต์  และโครงการที่มีการลงนามTariff MOU เพื่อนำไปสู่การทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า อีก1โครงการ คือโครงการ น้ำเทิน1 กำลังการผลิต 515 เมกะวัตต์  

    ทั้งนี้หากรวมปริมาณไฟฟ้าจากโครงการทั้งหมดเข้าด้วยกันจะคิดเป็นกำลังการผลิตรวม 5,936เมกะวัตต์  ซึ่งยังคงเหลือปริมาณฟ้าที่ทางสปป.ลาว จะส่งขายให้กับไทยได้อีกประมาณ 3,064 เมกะวัตต์  โดยยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการเจรจาและโครงการที่มีศักยภาพที่จะผลิตไฟฟ้าเพื่อขายไฟฟ้าให้กับไทย อีก6โครงการ รวมกำลังการผลิต2,693 เมกะวัตต์ โดยเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำ5โครงการคือโครงการปากเบ่ง โครงการเซกอง4 โครงการเซกอง5 โครงการน้ำกง1 โครงการเซนาคาม  ส่วนอีก1โครงการเป้นโรงไฟฟ้าถ่านหิน คือโครงการเซกอง ของกลุ่มบริษัทพอนสัก ขนาดกำลังการผลิต590 เมกะวัตต์

    นอกเหนือจากการรับซื้อไฟฟ้าภายใต้กรอบเอ็มโอยู9,000 เมกะวัตต์แล้ว ไทยกับสปป.ลาว ยังมีความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนไฟฟ้าระหว่างกฟผ.และการไฟฟ้าลาว อีกรวม494เมกะวัตต์ ซึ่งภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว หากสปป.ลาวผลิตไฟฟ้าได้มากเกินกว่าความต้องการใช้ในประเทศ ก็จะส่งไฟฟ้าส่วนที่เหลือขายมายังประเทศไทยผ่านระบบสายส่ง  ในขณะเดียวกัน หากสปป.ขาดแคลนไฟฟ้า ไทยก็จะส่งไฟฟ้าขายกลับคืนไปให้สปป.ลาว ผ่านระบบสายส่งเช่นเดียวกัน

    อย่างไรก็ตามภายใต้กรอบความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนไฟฟ้าดังกล่าวทำให้สปป.ลาวมีภาระหนี้สะสมต่อกฟผ.อยู่ประมาณเกือบ6,000 ล้านบาท  เนื่องจากอัตราค่าไฟฟ้าที่ไทยส่งขายให้กับสปป.ลาวนั้นสูงกว่าอัตราค่าไฟฟ้าที่สปป.ลาวขายให้กับไทย เพราะต้องบวกค่าต้นทุนของระบบสายส่งเข้าไปด้วย เพราะจุดขายไฟฟ้าที่ สปป.ลาวส่งให้กับไทยนั้นมีเพียง เพียง2จุด แต่จุดที่ทางสปป.ลาวต้องการซื้อไฟฟ้ากลับไปใช้ มีถึง6จุด ซึ่ง กฟผ.ต้องมีค่าใช้จ่ายในการลงทุนระบบสายส่งโดยประเด็นดังกล่าว ทางการไฟฟ้าลาว มีความเข้าใจดี

    นายทวารัฐ กล่าวว่า ประเด็นภาระหนี้เกือบ6,000ล้านบาทนั้น จะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อทบทวนกรอบความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนไฟฟ้าระหว่าง กฟผ.กับการไฟฟ้าลาว เพื่อหาแนวทางที่จะช่วยปลดภาระหนี้ดังกล่าว โดยอาจจะเปิดให้ทางสปป.ลาวขายไฟฟ้าผ่านจุดที่มีระบบสายส่ง2จุดในปริมาณที่มากขึ้น เพื่อไปชดเชยกับค่าไฟฟ้าที่สปป.ลาวต้องซื้อไฟฟ้ากลับคืนในอัตราที่สูงกว่า เป็นต้น 

     

  • Date : 21 / 09 / 2016
    เปิดฉากประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน ถกเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าในภูมิภาค

    การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงาน ครั้งที่ 34 เริ่มต้นขึ้น ณ กรุงเนปีดอว์ ประเทศเมียนมา มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาพลังงานทดแทนและส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงานโดยการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าในภูมิภาค โดยไทยลงนามร่วมกับ สปป.ลาวและมาเลเซีย นำร่องโครงการเชื่อมโยงโครงข่ายซื้อขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ 3 ประเทศ ไม่เกิน 100 เมกะวัตต์  

    พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงาน ครั้งที่ 34 ซึ่งมีสมาชิก 10 ประเทศเข้าร่วมการประชุมภายใต้หัวข้อ Towards Greener Community with Cleaner Energy ซึ่งจัดขึ้นที่ กรุงเนปีดอว์  ประเทศเมียนมาว่า สาระสำคัญในการประชุมครั้งนี้จะมุ่งเน้นการขับเคลื่อนเรื่องการพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานสะอาด การใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพ ใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาด รวมถึงการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานและตลาดพลังงานเพื่อประโยชน์ในการแบ่งปันทรัพยากรร่วมกันในภูมิภาค ส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในภูมิภาคและการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าระหว่างกัน

    นอกจากนั้น ยังได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจในโครงการ LTM on Power Integration Project ในการศึกษาการซื้อขายไฟฟ้าเชื่อมโยงโครงข่ายระบบสายส่งไฟฟ้าอาเซียนให้เป็นรูปธรรม โดยนำร่อง 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย สปป.ลาว และมาเลเซีย ขนาดไม่เกิน 100 เมกะวัตต์ โดยในระยะที่ 1 มีกรอบดำเนินการระหว่างปี 2559-2563 และคาดว่าน่าจะเริ่มโครงการได้ 2-3 ปีจากนี้ และจะขยายความร่วมมือเชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้าไปยังประเทศสิงคโปร์ต่อไป

    ทั้งนี้ การลงนามดังกล่าวจะก่อให้เกิดความมั่นคงพลังงานอาเซียน และไทยจะมีรายได้จากการเป็นศูนย์กลางการซื้อขายไฟฟ้าระหว่าง สปป.ลาวไปยังมาเลเซีย

     

    "การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงานในปีที่ผ่านมา ได้มีการเตรียมที่จะลงนามร่วมกัน 4 ประเทศในการเชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้า คือ ไทย สปป.ลาว มาเลเซียและสิงคโปร์ แต่ปีนี้จะนำร่องใน 3 ประเทศก่อน เนื่องจากสิงคโปร์แจ้งว่ายังไม่มีความพร้อม แต่เชื่อว่าอนาคตสิงคโปร์จะเข้าร่วมด้วยแน่นอน" รมว. พลังงาน กล่าว

    นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ รองผู้ว่าการนโยบายและแผน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กล่าวว่า การลงนามโครงการ LTM เชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้าระหว่างสปป.ลาว ไทย มาเลเซีย จะเริ่มซื้อขายไฟฟ้าได้ประมาณปี 2561 โดยระหว่างนี้จะอยู่ในขั้นตอนเตรียมการลงนามซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ระหว่าง สปป.ลาวและมาเลเซีย ส่วนประเทศไทยไม่ต้องลงนาม เนื่องจากเป็นเพียงทางผ่านเชื่อมสายส่งไฟฟ้าของสปป.ลาวและมาเลเซียเท่านั้น

    นอกจากนี้ ประเทศไทยยังรับหน้าที่เป็นผู้คิดราคาค่าไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ขณะที่มาเลเซียจะรับหน้าที่ดูแลด้านเทคนิคการเชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้าและ สปป.ลาว รับหน้าที่ดูเรื่องการแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ โดยจะดำเนินการให้เสร็จก่อนจ่ายเข้าระบบเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกในปี 2561 และในอนาคตทางประเทศสิงคโปร์จะเข้าร่วมเชื่อมโยงสายส่งด้วย โดยเป้าหมายสุดท้ายจะให้อาเซียนทั้ง 10 ประเทศเชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้าและซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันอย่างครบวงจรต่อไป

Date : 20 / 09 / 2016

  • Date : 20 / 09 / 2016
    เตรียมลงนามซื้อขายไฟฟ้าแบบพหุภาคี3ประเทศนำร่องเป็นครั้งแรกในอาเซียน

    ที่ประชุมระดับรัฐมนตรีด้านพลังงานของอาเซียนเตรียมลงนามบันทึกความเข้าใจโครงการ Power Integration  3 ประเทศ ลาว ไทย มาเลเซีย ที่จะร่วมมือกันทั้งด้านเทคนิค ด้านระเบียบ และด้านราคา ใน การเชื่อมต่อระบบส่ง และการซื้อขายไฟฟ้าในวันที่ 21 ก.ย.นี้  โดยจะเป็นครั้งแรกของการซื้อขายไฟฟ้าแบบพหุพาคีในอาเซียน( multilateral power trade in ASEAN)

    นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) โพสต์ผ่านเฟซบุคส่วนตัว Prasert Sinsukprasert ถึงการเข้าร่วมประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านพลังงาน (Senior Official Meeting  on Energy หรือ SOME  ที่กรุงเนปิดอว์  ประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2559 ว่า การ ประชุมระดับรัฐมนตรี ASEAN Ministers on Energy Meeting (AMEM) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 21ก.ย. 2559 จะมีความก้าวหน้า (milestone) สำคัญ คือ การลงนามบันทึกความเข้าใจ โครงการ Power Integration ระหว่าง ไทย ลาว มาเลเซีย ที่จะร่วมมือกันทั้งด้านเทคนิค ด้านระเบียบ และด้านราคา ใน การเชื่อมต่อระบบส่ง และการซื้อขายไฟฟ้า ระหว่าง 3 ประเทศ  โดยระบุว่าหากข้อตกลงดังกล่าวประสบความสำเร็จ จะถือเป็นครั้งแรก ของการซื้อขายไฟฟ้าแบบพหุภาคีในอาเซียน ( multilateral power trade in ASEAN)

    แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ในการประชุม AMEM ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เมื่อเดือนพ.ย.2558 ที่ผ่านมา ที่ประชุมเตรียมที่จะลงนามบันทึกความเข้าใจในโครงการ Power Integration ของ 4 ประเทศ คือลาว ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ หรือ LTMS แต่การลงนามดังกล่าวก็ถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากสิงคโปร์ ไม่พร้อมที่จะลงนาม

    ในขณะที่การประชุมระดับผู้นำสูงสุดการไฟฟ้าภูมิภาคอาเซียน ((The Head of ASEAN Power Utilities/Authorities Council: HAPUA Council) ครั้งที่ 32 ซึ่งผู้บริหารระดับสูงของ กฟผ.เป็นผู้นำคณะผู้แทนจากประเทศไทยเข้าร่วมประชุมเมื่อเดือนพ.ค.2559 ที่ผ่านมา มีถ้อยแถลงร่วม 4 ประการ ที่สำคัญได้แก่

    1) เน้นย้ำพันธสัญญาต่อความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าในระดับภูมิภาคอาเซียน เพื่อให้สอดคล้องกับการเติบโตของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) โดยได้วางกรอบพลังไฟฟ้าที่ถ่ายเทภายใต้โครงข่ายเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Power Grid: APG) ณ ปี พ.ศ. 2563 เป็น 10,800 เมกะวัตต์ และหลังปี พ.ศ. 2563 ปริมาณจะเพิ่มขึ้นเป็น 16,000 เมกะวัตต์  โดย HAPUA Council ยังให้ความสำคัญต่อโครงการนำร่องสำหรับการซื้อขายไฟฟ้าจาก สปป.ลาว ไปยัง สิงคโปร์ ผ่านไทยและมาเลเซีย (Lao PDR, Thailand, Malaysia, Singapore (LTMS) Power Integration Project (PIP): LTMS - PIP) และจะนำไปสู่การซื้อขายไฟฟ้าในรูปแบบพหุภาคี (Multilateral Electricity Trading) ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2561

    2) สนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนในภูมิภาค โดยกำหนดเป้าหมายสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในระดับภูมิภาคเป็นร้อยละ 23 ณ ปี 2568 ซึ่งจะต้องคำนึงถึงความมั่นคง และความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้าควบคู่ไปด้วย

     3) เน้นย้ำการพัฒนาคุณภาพและเสริมสร้างความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้า ผ่านการใช้เทคโนโลยีระบบส่งไฟฟ้าที่ทันสมัย การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี Smart Grid รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และผู้เชี่ยวชาญระหว่างหน่วยงานการไฟฟ้าภายในภูมิภาคอาเซียน

    4) ให้พิจารณาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการ APG ผ่านการร่วมทุนโดยภาคเอกชนสำหรับโครงการขนาดใหญ่ (Guidelines for Public Private Partnership (PPP) Financing Modalities in ASEAN Power Project)

     

Date : 19 / 09 / 2016

  • Date : 19 / 09 / 2016
    อนันตพร พร้อมปรับปรุงระบบกำกับดูแลกิจการพลังงานให้มีความทันสมัยรับการเปลี่ยนแปลงภาคพลังงาน

    อนันตพร พร้อมปรับปรุงระบบการกำกับดูแลกิจการพลังงานให้มีความทันสมัยต่อการเปลี่ยนแปลงภาคพลังงาน ชี้ประสบการณ์ความสำเร็จของสหภาพยุโรปมีประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบาย ในขณะที่ อดีตผู้อำนวยการ Energie Control Austria เชื่อการเปิดเสรีพลังงานโดยที่มีระบบการกำกับกิจการพลังงานที่ดีจะช่วยให้เกิดการแข่งขัน เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคและสังคม

    เมื่อวันที่19ก.ย.2559 พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เป็นประธานกล่าวเปิดการบรรยายพิเศษของสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ในโอกาสครบรอบ 30 ปี ของการ ก่อตั้งสถาบันปิโตรเลียมฯ ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่าลาดพร้าว

    โดยนายวอลเทอร์ โบ้วส์(DI Walter Boltz) อดีตผู้อำนวยการ Energie Control Austria (E-Control) ได้กล่าวในการบรรยายในเรื่องเกี่ยวกับการเสริมสร้าง ประสิทธิภาพและความมั่นคงด้านพลังงานของสหภาพยุโรป ว่า  การบริหารจัดการและการ กำกับกิจการพลังงานของสหภาพยุโรป ซึ่งครอบคลุมทั้งภาคไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติ ที่มีการดำเนินการตลอดช่วง เกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ได้บรรลุถึงเป้าหมายการเปิดเสรีระบบพลังงานให้มีการแข่งขันโดยผู้ประกอบการมากราย ทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อจากผู้จำหน่ายที่มีหลายรายแข่งขันกันในราคาพลังงานที่สะท้อนการแข่งขัน รวมทั้ง การเชื่อมโยงโครงข่ายพลังงานให้สามารถรับส่งพลังงานข้ามพรมแดนระหว่างประเทศในสหภาพยุโรปได้อย่างเสรี ซึ่ง นอกจากจะช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานแล้ว ยังช่วยทำให้ตลาดพลังงานมีการแข่งขันกันอย่างมีประสิทธิภาพทั้ง ภูมิภาค และเมื่อดำเนินการไปพร้อมกับการมีระบบการกำกับกิจการพลังงานที่ดี ก็จะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้บริโภค และสังคม

    ทั้งนี้ นายวอลเทอร์ โบ้วส์ ได้กล่าวด้วยว่า “การเปิดเสรีระบบพลังงานต้องใช้เวลา หลายปีกว่าจะสัมฤทธิ์ผล และหวังว่าประสบการณ์ในการบริหารและกำกับกิจการพลังงานของสหภาพยุโรปที่ได้ นำเสนอในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ในการพิจารณาการปรับโครงสร้างการบริหารและกำกับกิจการพลังงานของประเทศ ไทย เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคและสังคมในอนาคตได้เช่นกัน”

     ด้าน พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้กล่าวถึงนโยบายของกระทรวงพลังงานว่า “กระทรวงพลังงานได้มีการทบทวนยุทธศาสตร์ในการปฏิบัติงานอย่าง ต่อเนื่อง เพราะการเปลี่ยนแปลงในภาคพลังงานเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา หากการกำหนดนโยบายและการกำกับดูแลไม่ สามารถพัฒนาได้ทันกับความเปลี่ยนแปลงก็ย่อมส่งผลกระทบต่อภาคพลังงาน ซึ่งในด้านนโยบายก็ได้กำหนดทิศทาง ใหม่ๆ ที่จะสร้างภาคพลังงานให้มีความมั่นคง มีประสิทธิภาพ และมีความยั่งยืน อาทิ การเพิ่มการแข่งขันในกิจการ ก๊าซธรรมชาติ การปฏิรูปการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ที่ปัจจุบันมีการผลิตอย่างกว้างขวาง ซึ่งในอนาคตไฟฟ้า ที่จะส่งเข้าระบบต้องมีลักษณะ Firm การพัฒนาด้าน Smart City และ Smart Grid การพัฒนาเพื่อรองรับยานยนต์ ไฟฟ้า รวมถึงการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในภาคพลังงานของไทย จึงมีความจำเป็นที่การกำกับดูแลจะต้องมีความทันสมัยรองรับสิ่งใหม่ๆ เหล่านี้ด้วย  การบรรยายในครั้งนี้จึงเป็นประโยชน์ในการเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญด้านการกำกับดูแลในระดับสากล ซึ่งกระทรวง พลังงานสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

    นาย ศิริ จิระพงษ์พันธ์ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมฯ กล่าวในตอนท้ายว่า “การบรรยายพิเศษครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่ง ของชุดการบรรยายพิเศษภายใต้หัวข้อ “อนาคตโลกที่สัมผัสได้ด้านพลังงาน – ยานยนต์ – วัสดุ – สังคม” หรือ “The Smart Future in Energy – Transport – Materials –Society: A Far Away Reality?” ที่ จัด ขึ้นในวาระครบรอบ 30 ปี ของการก่อตั้งสถาบันปิโตรเลียมฯ โดยเป็นการเสนอมุมมองเกี่ยวกับวิวัฒนาการด้านการกำกับกิจการ พลังงานในสหภาพยุโรปในสังคมโลกยุคใหม่ ที่นำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดหาพลังงาน และความมั่นคง ด้านพลังงานอย่างยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งการบรรยายในครั้งนี้ เป็นการบรรยายต่อเนื่องจากการบรรยายของนายโทนี่ เซบ้า (Mr. Tony Seba) ในหัวข้อเรื่อง “Clean Disruption: Why Current Energy and Transport System Will Be Obsolete by 2030” ที่จะผลักดันประเทศไทยให้เป็นเมืองอัจฉริยะด้านพลังงานและยานยนต์ในอนาคต และการบรรยายของ ดร. คริสเตียน ฮัสเลอร์(Dr. Christian Haessler) จากบริษัท โคเวสโตร จำกัด ในหัวข้อเรื่อง “Materials from CO2 : How Will CO2 Replace Petroleum in Polymers” ซึ่งนำเสนอนวัตกรรมการรักษ์โลก ด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ด้วยการน าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตวัสดุพอลิเมอร์เชิงพาณิชย์ แทนการใช้น้ ามันและก๊าซฯ เป็นวัตถุดิบ” 

  • Date : 19 / 09 / 2016
    บูรณาการงานบริหารกองทุนอนุรักษ์พลังงานเป็นOne Stop Service

    สนพ.รับนโยบายบูรณาการงานบริหารกองทุนอนุรักษ์พลังงาน  จัดโครงสร้างใหม่ รองรับมติคณะกรรมการกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ที่เห็นชอบจัดตั้งหน่วยบริหารกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ให้เป็น One-Stop Service เพื่อให้ บริหารงานอย่างเป็นแบบมืออาชีพ สะดวก รวดเร็ว

      พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การบริหารจัดการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน แบบบูรณาการและมุ่งผลสัมฤทธิ์ โดยองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) เมื่อเร็วๆนี้ว่า กระทรวงพลังงานได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) บูรณาการจัดการบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานให้มีความทันสมัย โปร่งใส คล่องตัว และมีประสิทธิภาพ เนื่องจากกองทุนอนุรักษ์พลังงานฯ เป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายพลังงานด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP 2015) และแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP 2015)

     “กองทุนอนุรักษ์พลังงาน มีหลายส่วนงานเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานบริหารจัดการ หน่วยขอรับการสนับสนุน หน่วยประเมินผลการทำงาน ซึ่งการบูรณาการทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องให้มาเข้าใจในหลักการเดียวกัน เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ดังนั้น ผมจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ค่อนข้างมาก เพราะถ้าสามารถทำให้ทุกหน่วยงานหลายๆ ภาคส่วนมีแนวทางการทำงานไปในทิศทางเดียวกันได้ ก็จะทำให้การบริหารงานเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้” พลเอก อนันตพร กล่าว

    นาย ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การจัดอบรมเชิงบูรณาการครั้งนี้ เป็นหนึ่งในการพัฒนาบุคลากรของกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ให้มีความทันสมัย กระชับ ฉับไว และบริหารงานอย่างมืออาชีพ ตามที่รัฐมนตรีพลังงานได้มอบหมายให้ สนพ. ดำเนินการ ซึ่งสอดคล้องกับเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2559 คณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งมี พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง   รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม ได้อนุมัติให้จัดตั้งหน่วยบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ให้เป็น One-Stop Service ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.การบริหารทุนหมุนเวียน พ.ศ. 2558  ที่กำหนดให้มีโครงสร้างการบริหารทุนหมุนเวียนเป็นการเฉพาะ พร้อมทั้งได้อนุมัติเห็นชอบร่างระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ว่าด้วยการบริหารงานกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. .... เพื่อให้ระเบียบสอดรับสัมพันธ์กับโครงสร้างใหม่นี้ โดยภายหลังจากนี้จะนำเสนอร่างระเบียบนี้ต่อกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณา และนำเสนอร่างระเบียบต่อประธานกรรมการกองทุนฯ ลงนาม และประกาศใช้ต่อไป

     ทั้งนี้ ในการดำเนินงานของหน่วยงานบริหารกองทุน ได้แบ่งการทำงานเป็น 3 กลุ่มงาน ซึ่งแต่ละกลุ่มได้มีการกำหนดบทบาทหน้าที่ไว้อย่างชัดเจน ได้แก่ กลุ่มงานนโยบายและแผนกองทุนฯ ปฏิบัติงานในฐานะฝ่ายเลขานุการ คณะอนุกรรมการกองทุนฯ ดำเนินการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการจัดทำ และบริหารเงินกองทุนตามประมาณการรายจ่ายประจำปี หรือประมาณการรายจ่ายเพิ่มเติม กลุ่มงานวิเคราะห์โครงการ ปฎิบัติงานในฐานะฝ่ายเลขานุการ คณะอนุกรรมการกลั่นกรองงบประมาณกองทุนฯ จัดทำเกณฑ์ ค่าใช้จ่ายต่อหน่วย ในการพิจารณาความเหมาะสมของข้อเสนอการขอรับทุน และกลุ่มงานประเมินผลและรายงาน ปฎิบัติงานในฐานะฝ่ายเลขานุการ คณะอนุกรรมการประเมินผลกองทุนฯ ที่ทำหน้าที่พัฒนาระบบ รูปแบบ วิธีการ และเครื่องมือในการติดตามประเมินผลโครงการที่ได้รับการสนับสนุนไว้

     “การบริหารจัดการกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ในปีนี้ถือว่าเป็นการส่งสัญญาณที่ดี เปิดรับมิติใหม่ของการบริหารงานกองทุนฯ ที่จะเกิดอย่างเป็นรูปธรรมอันใกล้นี้ ปรับทัพจัดระเบียบโครงสร้างการบริหารกองทุนฯ ที่ชัดเจน ยกระดับของผู้ปฏิบัติการ เพื่อให้เกิดความชัดเจน มีประสิทธิภาพสูงสุด”  นายทวารัฐกล่าว