ข่าวทั้งหมด

Date : 18 / 08 / 2016

  • Date : 18 / 08 / 2016
    ปตท.วางยุทธศาสตร์ลงทุนในอนาคต แตกไลน์ธุรกิจใหม่ ตามกระแสสังคมโลก

    ปตท.วางยุทธศาสตร์ลงทุน แตกไลน์ธุรกิจใหม่ ตามกระแสสังคมโลก จัดตั้งหน่วยงาน ExpresSo วิเคราะห์โมเดลต้นแบบธุรกิจใหม่เพื่อขยายผลเชิงพาณิชย์ ทั้งสถานีชาร์จไฟฟ้ารถยนต์EV ธุรกิจแบตเตอรี่ และไบโอเทคโนโลยี  พร้อมพิจารณาซื้อLNG 3 ล้านตันต่อปี เสนอบอร์ด ปตท.เดือน ก.ย. 2559 นี้  

    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดเผยถึง แผนการดำเนินงานในอนาคตของ กลุ่ม ปตท.ว่า ได้กำหนดยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย การดำเนินการที่ทำทันที (Do Now)  โอกาสการลงทุนต่อเนื่องในธุรกิจที่ดำเนินการอยู่ (Decide Now) และ การแสวงหาธุรกิจใหม่เพื่อความยั่งยืน (Shape Now)  โดยกลยุทธ์ที่กลุ่ม ปตท.สามารถดำเนินการได้ทันที คือ การเพิ่มประสิทธิภาพและบริหารค่าใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งการทบทวนค่าใช้จ่ายหรืองบลงทุนดังกล่าวนั้นมิใช่จะต้องเป็นการลดค่าใช้จ่ายเสมอไป  แต่ให้ความสำคัญกับการใช้เม็ดเงินหรือทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดผลตอบแทนสูงสุด (Productivity Improvement Program) ซึ่งได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ทั้งในด้านการสร้างรายได้ การลดต้นทุน และการปรับโครงสร้างธุรกิจให้เกิดประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น

    ในส่วนการดำเนินการเพื่อเพิ่มโอกาสการลงทุนต่อเนื่องในธุรกิจนั้น  กลุ่ม ปตท.ได้ให้ความสำคัญกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในประเทศได้แก่ ระบบท่อ คลังก๊าซฯและน้ำมัน ขยายธุรกิจที่มีความเชียวชาญสู่ต่างประเทศ เช่นขยายธุรกิจสถานีบริการน้ำมันและธุรกิจค้าปลีกโดยใช้รูปแบบ Life Station เป็นต้นแบบ ไปสู่ภูมิภาคอาเซียน  นอกจากนี้การลงทุนในสายโซ่อุปทานของแอลเอ็นจี  ที่คาดว่าประเทศไทยจะมีการนำเข้าแอลเอ็นจีมากขึ้นในอนาคต เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่ ปตท. ให้ความสนใจ โดยจะร่วมศึกษากับ ปตท.สผ.ผลิตแอลเอ็นจีจากแหล่งปิโตรเลียมต่างประเทศ

    นอกจากนี้ ปตท.ยังพิจารณารูปแบบการลงทุนที่เสริมความเข้มแข็งของเครือข่ายสถานีบริการน้ำมัน เช่นการหาพันธมิตรร่วมพัฒนาธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด (Budget Hotel) และธุรกิจร้านคาเฟ่ อเมซอนที่ประสบความสำเร็จในประเทศก็ได้เริ่มขยายตลาดในลักษณะขายเฟรนไชส์ในประเทศกัมพูชา และมีแผนขยายต่อไปยังประเทศฟิลิปปินส์ พม่า ญี่ปุ่น และโอมาน ในอนาคต เพื่อผลักดันแบรนด์ไทยก้าวสู่การเป็น Global Brand ต่อไป โดยตั้งเป้าเปิดร้านคาเฟ่อเมซอนในประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนรวม 400 แห่ง ในปี 2563

    สำหรับการแสวงหาธุรกิจใหม่เพื่อความยั่งยืนนั้น กลุ่ม ปตท.จะพัฒนาธุรกิจในรูปแบบใหม่ ให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้มของสังคมโลก   พฤติกรรมการใช้พลังงานในอนาคต และทันตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและนวัตกรรม  อาทิ สถานีชาร์จไฟฟ้า สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า(EV),ธุรกิจแบตเตอรี่สำหรับโรงไฟฟ้าและรถยนต์ไฟฟ้า ธุรกิจไบโอเทคโนโลยี พร้อมกันนี้ ปตท.กำลังศึกษาธุรกิจที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ เช่น โครงการปลูกไม้เมืองหนาวเพื่อพัฒนาวิถีเกษตรกร โครงการโรงไฟฟ้าขยะ และโครงการจัดหาเมล็ดกาแฟจากชุมชนสำหรับร้านคาเฟ่ อเมซอน เป็นต้น

     กลุ่มปตท.ได้มีการจัดตั้งหน่วยงาน ExpresSo (Express Solution) เพื่อเป็นศูนย์กลางในการวิเคราะห์ คัดเลือกแนวคิดธุรกิจใหม่ๆ จัดทำเป็นโมเดลธุรกิจต้นแบบ ซึ่งหากมีความเป็นไปได้ก็จะนำมาต่อยอดขยายผลสู่การดำเนินการเชิงพาณิชย์ต่อไป ในด้านสังคม ปตท. มีแนวทางยกระดับการสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ให้มีความยั่งยืนขึ้นโดยการสนับสนุนจัดตั้งธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) แสวงหาการลงทุนที่สามารถเลี้ยงตนเองได้โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมและเป็นเจ้าของ ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษา เช่น โครงการปลูกไม้เมืองหนาวเพื่อช่วยพัฒนาวิถีเกษตรกร โครงการโรงไฟฟ้าขยะ และโครงการจัดหาเมล็ดกาแฟจากชุมชนสำหรับร้านคาเฟ่ อเมซอน เป็นต้น

    นายเทวินทร์ กล่าวถึงธุรกิจLNG ในอนาคตว่า ปตท.อยู่ระหว่างพิจารณาข้อเสนอขายก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)จากผู้ประกอบการต่างประเทศ รวมถึงทบทวนสัญญาซื้อขาย LNG จากบริษัท Shell และบริษัท BP ใหม่ จากเดิมที่มีกำหนดส่งมอบ LNG ตั้งแต่ต้นปี 2559 ที่ผ่านมา ทั้งนี้เพื่อปรับแก้สูตรราคาและเงื่อนไขในสัญญา เนื่องจากขณะนี้ราคา LNG โลกปรับตัวลดลงมาก และเป็นโอกาสของผู้ซื้อที่จะเลือกซื้อในราคาที่เหมาะสมได้ 

    โดย ปตท.กำลังพิจารณาจะซื้อ LNG จากผู้ประกอบการดังกล่าวประมาณ 3 ล้านตันต่อปี  และเมื่อรวมกับสัญญาซื้อ LNG ระยะยาวที่ ปตท.ทำไว้กับประเทศการ์ตา 2 ล้านตันต่อปี จะทำให้ประเทศมี LNG อย่างต่ำ 5 ล้านตันต่อปี แต่หากความต้องการใช้ยังสูงกว่า 5 ล้านตันต่อปี ทาง ปตท. อาจพิจารณาซื้อ LNG จากตลาดจร หรือ ทำเป็นสัญญาระยะสั้น 3-5 ปีแทนได้ ทั้งนี้คาดว่าจะพิจารณาข้อเสนอขาย LNG และนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ(บอร์ด) ปตท.ได้เดือน ก.ย. 2559 และเสนอรัฐบาลพิจารณาต่อไป

    สำหรับกรณีการร่าง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ... ที่ภาครัฐกำลังจัดทำขึ้นนั้น เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากที่ผ่านมามาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยด้านพลังงาน เช่น การจำหน่ายราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(NGV)ราคาถูกสำหรับรถโดยสารสาธารณะ และการจำหน่ายก๊าซหุงต้ม(LPG)ราคาถูกสำหรับผู้มีรายได้น้อย ไม่สามารถนำเงินกองทุนน้ำมันฯไปช่วยได้ จึงต้องให้ ปตท.แบกรับภาระดังกล่าวแทน ประมาณ 3,000 ล้านบาทต่อปี ดังนั้นหาก พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันฯดังกล่าวมีผลบังคับใช้จะทำให้ภาครัฐสามารถนำเงินมาช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยได้ และไม่ตกเป็นภาระของ ปตท.อีกต่อไป       

     

  • Date : 18 / 08 / 2016
    ปตท.โชว์กำไรครึ่งปี2559เพิ่มขึ้น4.8%

    ปตท.โชว์ผลประกอบการครึ่งปี2559 มีกำไร 48,548 ล้านบาท เพิ่มขึ้น4.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้านี้โดยมีปัจจัยสำคัญราคาขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ปรับเพิ่มขึ้นประกอบกับต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติที่ทยอยปรับลดลงตามราคาน้ำมัน            

    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยภาพรวมผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2 ปี 2559 ว่า บริษัทมีกำไรสุทธิทั้งสิ้น 24,879 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.8 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 23,746 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.1 จากไตรมาสแรกที่มีกำไรสุทธิ 23,669 ล้านบาท ส่งผลให้ภาพรวมงวดครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิรวมทั้งสิ้น 48,548 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.8 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 46,330 ล้านบาท สาเหตุหลักจากราคาขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ปรับเพิ่มขึ้นประกอบกับต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติที่ทยอยปรับลดลงตามราคาน้ำมันที่ 

     ทั้งนี้ ในไตรมาสสองของปีนี้ ปตท.ได้ทบทวนแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ราคาพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป โดยปรับลดแผนการลงทุนปี 2559 จาก 50,839 ล้านบาท ซึ่งตั้งไว้เมื่อราคาน้ำมันอยู่ที่ 54 เหรียญดอลล่าสหรัฐฯต่อบาร์เรล ลงเหลือ 43,307 ล้านบาท เนื่องจากราคาน้ำมันปรับลดลงมาที่ระดับ 40 เหรียญดอลล่าสหรัฐฯต่อบาร์เรล โดยลดการลงทุนที่ไม่คุ้มทุนในสภาวะราคาน้ำมันตกต่ำ แต่ในระยะต่อไป ปตท. ได้เพิ่มเติมแผนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ท่าและคลังแอลเอ็นจี และ ระบบท่อส่งก๊าซฯและน้ำมัน เป็นต้น เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ ทำให้แผนลงทุน 5 ปี (2559 – 2563) ปตท. มีวงเงินเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 300,000 ล้านบาท

Date : 17 / 08 / 2016

  • Date : 17 / 08 / 2016
    ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ. กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

    สถาบันบริหารกองทุนพลังงาน (องค์การมหาชน) หรือ สบพน. ระบุ ครม.มีมติรับหลักการยกร่างกฎหมายกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ชี้จะทำให้กองทุนน้ำมันฯมีสถานะเป็นนิติบุคคลที่น่าเชื่อถือและมีความคล่องตัวมากขึ้นในการใช้เงินเพื่อดูแลราคาพลังงานเพื่อประโยชน์ของประชาชน

    นายเสมอใจ ศุขสุเมฆ สถาบันบริหารกองทุนพลังงาน (องค์การมหาชน) หรือ สบพน. เปิดเผยว่า วันนี้ (17 ส.ค.2559) คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบในหลักการยกร่าง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ... โดยหลังจากนี้ต้องผ่านการพิจาณาของกฤษฎีกา และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อพิจารณาและประกาศเป็นกฎหมายต่อไป

    ทั้งนี้ เมื่อ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันฯ มีผลบังคับใช้ จะต้องจัดตั้งคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน เพื่อดูแลการเงินของกองทุนน้ำมันฯ โดยตรง อย่างไรก็ตาม ระหว่างรอ พ.ร.บ.ดังกล่าว สบพน. จะทำหน้าที่ดูแลการเงินในกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามปกติต่อไป

    ส่วนคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ซึ่งปกติจะเป็นทั้งผู้กำหนดนโยบายด้านพลังงานและอนุมัติการใช้เงินในกองทุนน้ำมันฯ ก็จะปรับบทบาทเป็นเพียงผู้กำหนดนโยบายด้านพลังงานเท่านั้น ส่วนการอนุมัติเงินจะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันฯ แทน ขณะที่ สบพน.ก็จะต้องปรับบทบาทเป็นเพียงสำนักงานกองทุนน้ำมันฯ อยู่ภายใต้      พรบ.กองทุนน้ำมันฯ และเป็นเลขาคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันฯ ด้วย

    นายเสมอใจ กล่าวว่า ที่ผ่านมาการใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ ยังไม่มีกฎหมายชัดเจนมารองรับ จึงมีประเด็นเรื่องความน่าเชื่อถือในกรณีหากต้องไปกู้เงินจากสถาบันการเงิน อีกทั้งการนำเงินไปใช้ดูแลด้านพลังงานทดแทน หรือ นำไปช่วยดูแลด้านพลังงานแก่ผู้มีรายได้น้อย ไม่สามารถทำได้ เพราะผิดวัตถุประสงค์ ดังนั้น เมื่อมีกฎหมายมารองรับการใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ จะทำให้กองทุนน้ำมันฯ มีสถานะเป็นนิติบุคคลที่น่าเชื่อถือและสามารถนำเงินไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ในกฎหมาย เพื่อดูแลราคาพลังงานได้อย่างคล่องตัวและเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากขึ้น

    สำหรับกองทุนน้ำมันฯ ปัจจุบันมีเงินประมาณ 44,268 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีสำหรับใช้ดูแลราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) จำนวน7,148 ล้านบาท และบัญชีดูแลราคาน้ำมัน 37,120 ล้านบาท

  • Date : 17 / 08 / 2016
    กกพ.ตรึงค่าไฟฟ้าFT งวดก.ย.-ธ.ค.2559 เท่าเดิม
    กกพ.ประกาศตรึงค่าไฟฟ้า FT งวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2559 ไว้เท่าเดิม -33.29 สตางค์ต่อหน่วย ชี้สาเหตุไม่ลดราคางวดนี้แม้ต้นทุนเชื้อเพลิงจะปรับลดลง เพื่อนำไปลดค่าไฟฟ้าต้นปี 2560 แทน คาดปีหน้าค่าไฟฟ้าขึ้นแน่นอน 
     
    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) หรือเรกูเรเตอร์ เปิดเผยว่า กกพ.ได้ประกาศตรึงค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(FT) ประจำงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2559 ไว้เท่าเดิมที่ -33.29 สตางต์ต่อหน่วย และเมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานเฉลี่ย 3.75 บาทต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าโดยรวมของประเทศอยู่ที่ 3.42 บาทต่อหน่วย โดยกกพ.จะเปิดรับฟังความเห็นอัตราค่าไฟฟ้าดังกล่าวผ่าน www.erc.or.th ตั้งแต่ 18 ส.ค.-1 ก.ย. 2559 ก่อนจะประกาศใช้ต่อไป
     
    อย่างไรก็ตามหากพิจารณาต้นทุนค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าในงวดก.ย.-ธ.ค. 2559 นั้น จะพบว่าต้นทุนเฉลี่ยลดลง 75 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งค่าFT จริงควรต้องลดลงอีก 4.23 สตางค์ต่อหน่วย มาอยู่ที่ -37.52 สตางค์ต่อหน่วย แต่เนื่องจาก กกพ.พิจารณาเห็นว่าค่าไฟฟ้าต้นปี 2560 หรืองวด ม.ค.-เม.ย. 2560 ค่าไฟฟ้าของประเทศจะปรับขึ้นแน่นอน จากการหยุดซ่อมท่อก๊าซธรรมชาติของประเทศเมียนมาเป็นประจำทุกปี ประกอบกับเข้าสู่ฤดูร้อนทำให้การใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงมาก และค่าเชื้อเพลิงทั้งก๊าซฯ ถ่านหิน น้ำมัน มีแนวโน้มสูงขึ้น  ดังนั้น กกพ.จึงตัดสินใจไม่ลดค่า FT ในงวดนี้ (ก.ย.-ธ.ค.) เพื่อนำไปใช้ลดค่าไฟฟ้าในต้นปี 2560 แทน 
     
    ทั้งนี้ กกพ.ยังเหลือเงินค่า AF หรือค่าคาดเคลื่อนที่เกิดจากการคำนวณ ทั้งค่าเชื้อเพลิง ค่าน้ำมัน ก๊าซ ถ่านหิน และค่าสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทน ซึ่งเหลือเงินสะสมสำหรับไปใช้ลดค่าไฟฟ้าในต้นปี 2560 ได้ 2,397 ล้านบาท หรือเท่ากับช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ประมาณ 2.9 สต่างค์ต่อหน่วย จากที่คาดว่าค่า FT ต้นปี 2560 จะปรับขึ้นอย่างต่ำ 8-11 สต่างค์ต่อหน่วย 
     
    สำหรับค่าเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าในงวด ก.ย.-ธ.ค. 2559  เป็นดังนี้ 
    1.ค่าก๊าซฯอยู่ที่ 236.04 บาทต่อล้านบีทียู ปรับลดลงจากงวดที่ผ่านมา 6.24 บาทต่อล้านบีทียู 
    2. ราคาน้ำมันเตาอยู่ที่ 10.11 บาทต่อลิตร ปรับลดลง 2.48 บาทต่อลิตร 
    3.ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 20.13 บาทต่อลิตร ปรับลดลง 0.74 บาทต่อลิตร
    4. ถ่านหินนำเข้าเฉลี่ยอยู่ที่ 2,581.05 บาทต่อตัน ปรับลดลง 162.06 บาทต่อตัน
    และ5.ราคาถ่านหินลิกไนต์ไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ที่ 693 บาทต่อตัน 
     
     

Date : 16 / 08 / 2016

  • Date : 16 / 08 / 2016
    กกพ. เล็งออกมาตรการทางการเงิน จูงใจลดใช้ไฟช่วงวิกฤติ

    กกพ. เตรียมออก 3 มาตรการทางการเงิน จูงใจประชาชนลดใช้ไฟฟ้าช่วงวิกฤติ ชี้สำรองไฟฟ้าปัจจุบันยังสูง 30% คาดปี 2565 สำรองจะลดสู่ภาวะปกติเหลือ 15% พร้อมควบคุมการไฟฟ้าให้จ่ายดอกเบี้ยเงินประกันมิเตอร์ไฟฟ้าคืนให้ลูกค้าครัวเรือนย้อนหลัง 5 ปี เริ่มคืนลูกค้ารายย่อยครั้งแรกปี 2563 

    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) หรือ เรกูเลเตอร์ และในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า  กกพ. เตรียมเดินหน้ามาตรการจูงใจลดใช้ไฟฟ้าแบบให้เงินชดเชย หรือ Demand Response (DR) ซึ่งจะออกเป็นมาตรการแบบถาวร หลังจากได้ทดลองใช้มา 2 ครั้งในปี 2558 และได้ผลเป็นอย่างดี โดยผู้ร่วมโครงการสามารถลดใช้ไฟฟ้าในช่วงวิกฤติก๊าซธรรมชาติของประเทศได้ตามที่ภาครัฐต้องการ โดยขณะนั้นภาครัฐให้เงินชดเชยการลดใช้ไฟฟ้าในอัตรา 3 บาทต่อหน่วย 

    อย่างไรก็ตาม กกพ.กำลังออก 3 มาตรการสำหรับ DR แบบถาวร ได้แก่   1. มาตรการ Emergency Demand Response Program (EDRP) หรือ การกำหนดอัตราเงินชดเชย สำหรับกรณีที่ภาครัฐขอให้ผู้ร่วมโครงการลดใช้ไฟฟ้าอย่างฉุกเฉิน จากปัญหาสภาวะวิกฤติ เช่น การหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติ ซึ่งการไฟฟ้าสามารถปลดโหลดไฟฟ้าของผู้ร่วมโครงการได้โดยจะแจ้งล่วงหน้า 1 วัน

    2. มาตรการ Interruptible Load Program (ILP) หรือ การใช้แรงจูงใจทางด้านการเงิน เช่น ส่วนลดพลังไฟฟ้า หรือ Demand Charge เพื่อให้ลูกค้าลดภาระโหลดไฟฟ้าตามสัญญาในระยะเวลาสั้นๆ หลังจากได้รับคำสั่งการจากศูนย์ควบคุม เช่น 1 ชั่วโมงล่วงหน้า เป็นต้น

    และ 3. การปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ เพื่อจูงใจให้ลูกค้าลดใช้ไฟฟ้าในช่วงที่เกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Demand) เช่น ในช่วงเวลา 13.00-16.00 น. ซึ่งจะมีอัตราค่าไฟฟ้าสูงกว่าช่วงเวลาอื่น

    อย่างไรก็ตามทั้ง 3 มาตรการ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาอัตราเงินที่จะจูงใจให้ประชาชนช่วยกันลดใช้ไฟฟ้าในช่วงวิกฤติที่ภาครัฐต้องขอความร่วมมือ โดยจะเร่งดำเนินการเพื่อให้ออกประกาศใช้ได้โดยเร็วต่อไป

    นายไกรสีห์ กรรณสูต คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน  กล่าวว่า ปัจจุบันสำรองไฟฟ้าของประเทศยังสูงอยู่ระดับ 30% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด โดยส่วนหนึ่งเกิดจากปริมาณไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเป็นจำนวนมาก แต่คาดว่าจะเริ่มเห็นปริมาณลดลงในปี 2560  หากเศรษฐกิจประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการใช้ไฟฟ้าสูง จะทำให้สำรองลดลงทันที อย่างไรก็ตาม ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาวของประเทศ 21 ปี หรือ PDP 2015 ได้ปรับสัดส่วนสำรองไฟฟ้าให้อยู่ระดับที่เหมาะสม 15% ประมาณปี 2565-2566 

    นายวัชระ คุณาวัฒนาวุฒิ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กล่าวว่า ในส่วนของการคุ้มครองผู้บริโภคนั้น กกพ. ออกประกาศให้ 2 การไฟฟ้า คือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ต้องจ่ายคืนดอกเบี้ยเงินประกันการใช้ไฟฟ้า หรือ ประกันมิเตอร์ไฟฟ้าให้กับลูกค้า เนื่องจากเก็บค่าประกันมิเตอร์ หรือ เงินประกันการใช้ไฟฟ้าจากผู้ประกอบการและประชาชนไปไว้เป็นเวลานาน ถือว่าไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภค ซึ่งปกติครัวเรือนจะจ่ายค่าประกันมิเตอร์บ้านละ 2,000-3,000 บาทต่อหลัง หากเลิกใช้ไฟฟ้าถึงได้คืน ดังนั้น กกพ.จึงออกประกาศให้ต้องจ่ายคืนดอกผลแก่ลูกค้า โดยผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทกิจการขนาดกลางและขนาดใหญ่ ที่นำเงินสดมาเป็นหลักประกันการใช้ไฟฟ้านั้น ต้องได้รับเงินคืนในรูปของดอกเบี้ยปีละ 1 ครั้ง ตามอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์เฉลี่ยทั้งปีของธนาคารกรุงไทย ตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา ส่วนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย และกิจการขนาดเล็ก จะต้องได้รับเงินคืนในรูปดอกเบี้ยออมทรัพย์เฉลี่ยทั้งปีของธนาคารกรุงไทยคืนทุก 5 ปี เนื่องจากดอกผลเงินประกันเป็นจำนวนเงินน้อยจึงให้สะสมคืนทุก 5 ปี โดยจะเริ่มได้รับคืนครั้งแรกในปี 2563 นี้

    พร้อมกันนี้ กกพ. ยังได้ประกาศให้การไฟฟ้าสามารถคิดค่าไฟฟ้าย้อนหลังกับผู้ใช้ไฟฟ้าสูงสุดได้ไม่เกิน 3 ปี กรณีที่เกิดความผิดพลาดในการคิดหรือจ่ายค่าไฟฟ้า ซึ่งที่ผ่านมาการคิดค่าไฟฟ้าย้อนหลังไม่เคยมีการกำหนดระยะเวลาไว้ ซึ่งทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าที่เกิดปัญหาเดือดร้อนมาก ทั้งนี้ กกพ. ได้ออกประกาศดังกล่าวไปแล้วเมื่อเดือนมี.ค. 2559 ที่ผ่านมา ดังนั้นจะไม่มีการคิดค่าไฟฟ้าย้อนหลังเกิน 3 ปีอีกต่อไป

  • Date : 16 / 08 / 2016
    สนช. ขอขยายเวลาพิจารณากม.ปิโตรเลียม 2 ฉบับอีก 30 วัน ไม่กระทบแผนเปิดประมูลเอราวัณ บงกช

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานระบุ หาก สนช.เห็นชอบให้เลื่อนระยะเวลาการพิจารณาร่างแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับออกไปอีก 30 วัน จะไม่ส่งผลกระทบต่อการเตรียมการเปิดประมูลหาเอกชนมาดำเนินการแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกชที่จะสิ้นสุดอายุสัมปทานในปี 2565-2566

    พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยกับผู้สื่อข่าว Energy News Center  ถึงกรณีที่ทางกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียม และพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ขอขยายระยะเวลาการพิจารณาร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ ครั้งที่ 1 ออกไปอีก 30 วัน  ว่า หากที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ความเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาออกไปตามที่คณะกรรมาธิการเสนอ ก็จะไม่มีผลกระทบต่อกรอบระยะเวลาและการเตรียมการเพื่อเปิดประมูลหาเอกชนมาดำเนินการแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกชที่จะสิ้นสุดอายุสัมปทานในปี2565-2566 แต่อย่างใด เนื่องจากในการเตรียมการดังกล่าว ได้มีการพิจารณาเผื่อระยะเวลาที่ทางคณะกรรมาธิการจะขอขยายระยะเวลาอยู่แล้ว  แต่ทั้งนี้ ตามปกติของการพิจารณากฎหมายทั่วๆ ไป เห็นว่าการขอขยายระยะเวลาจะสามารถทำได้ครั้งเดียวคือ 30 วัน

    “การขอขยายระยะเวลาไปอีก 30 วัน คงจะไม่มีผลกระทบอะไร โดยกระทรวงพลังงานมีความเข้าใจและเห็นใจการทำหน้าที่ของคณะกรรมาธิการที่ต้องใช้เวลาในการรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย ซึ่งกระทรวงฯ ก็ยังคงเดินหน้าเตรียมการไปตามแผนที่วางเอาไว้” พลเอกอนันตพร กล่าว

    ทั้งนี้ การขอขยายระยะเวลาการพิจารณาร่างแก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียม และพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม บรรจุอยู่ในวาระที่ 7 ของการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 18 ส.ค. 2559 นี้

    ก่อนหน้านี้นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวถึงขั้นตอนจัดการแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุ ว่า กระทรวงพลังงานจะมีการดำเนินการในขั้นตอนต่างๆ ดังนี้คือ 1. การยกร่างกฎกระทรวงใน 6 ฉบับ คือ สัญญาในระบบแบ่งปันผลผลิตหรือ PSC และ สัญญาจ้างผลิตหรือ SC จำนวน 2 ฉบับ หลักเกณฑ์คุณสมบัติผู้ยื่นสัญญาในระบบ PSC และSC จำนวน 2 ฉบับ การจัดเก็บค่าภาคหลวงระบบ PSC จำนวน 1 ฉบับ และการแก้ไขกฎหมายให้ผู้ที่ชนะการประมูล กรณีที่เป็นรายใหม่ สามารถดำเนินการผลิตในแหล่งผลิตที่มีอยู่เดิมได้ โดยไม่ต้องมีขั้นตอนการสำรวจ เพื่อให้การดำเนินการผลิตปิโตรเลียมเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

     2. กำหนดเงื่อนไข TOR การประมูล คาดว่าเสร็จ ธ.ค. 2559 และจะรู้ว่ารัฐเลือกใช้ระบบใด ระหว่างสัมปทานแบ่งปันผลผลิต หรือจ้างผลิต 3. จัดเตรียมข้อมูล (Data Room) 4. ประเมินสิ่งติดตั้ง มูลค่า ภาระค่ารื้อถอนสิ่งติดตั้งแท่นผลิตปิโตรเลียม ซึ่งเบื้องต้น มีการประเมินว่าจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนทั้งหมดประมาณ 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 3      แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็นค่ารื้อถอนในแหล่งบงกชและเอราวัณ 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 2.45 แสนล้านบาท และแหล่งอื่นๆ อีก 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ ประมาณ 70,000 ล้านบาท โดยประเด็นนี้ คณะกรรมการปิโตรเลียมจะนำมาพิจารณาว่า ทรัพย์สินส่วนใดที่จะเลือกไว้เป็นของรัฐในการดำเนินการต่อ และส่วนใดที่เอกชนจะต้องรื้อถอนออกไป และ  5. ออกประกาศเชิญชวนและรับคำขอจากเอกชนในเดือน มี.ค.-มิ.ย. 2560 และคาดว่าจะรู้ผลว่าเอกชนรายใดจะได้สิทธิ์สำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแหล่งปิโตรเลียมทั้งเอราวัณและบงกช ในเดือน ก.ย. 2560 

Date : 15 / 08 / 2016

  • Date : 15 / 08 / 2016
    ปตท.ลงนามเอ็มโอยู6ค่ายรถยนต์ชั้นนำพัฒนาธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ

    ปตท.ลงนามเอ็มโอยู และบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำ 6 ราย ในการพัฒนาธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ สอดคล้องนโยบายรัฐบาล ตั้งเป้าจะมีสถานีชาร์จไฟ20แห่งในปี2560  

    เมื่อวันที่ 15 ส.ค.2559 พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือการให้บริการสถานีบริการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (PTT EV Station) ระหว่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำ 6 ราย ได้แก่ บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด, ปอร์เช่ ประเทศไทย โดยบริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด และ บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยมี นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับ

    พลเอก อนันตพร เปิดเผยว่า  ความร่วมมือในการให้บริการ PTT EV Station ระหว่าง ปตท. และค่ายรถยนต์ชั้นนำทั้ง 6 ราย ในครั้งนี้ นับเป็นการตอบสนองนโยบายของกระทรวงพลังงานที่ได้วางกรอบแผนบูรณาการพลังงานแห่งชาติ ในเรื่องมาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศให้ได้  1,200,000 คัน ภายในปี2579 เพื่อขับเคลื่อนให้แผนอนุรักษ์พลังงานสามารถลดการใช้พลังงานร้อยละ 30 ให้ได้ในปี 2579 เมื่อเทียบกับปี 2553

    โดยภาครัฐได้ให้การสนับสนุนในเชิงนโยบาย อาทิ สิทธิประโยชน์ภาษีเงินได้และสิทธิประโยชน์ด้านภาษีอื่นๆ ให้กับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่ได้รับสิทธิ์การลดหย่อน หรือยกเว้นอากรขาเข้าในรุ่นรถยนต์ที่จะผลิต รวมถึงสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนหรือยกเว้นอากรขาเข้าชิ้นส่วนสำคัญซึ่งยังไม่สามารถมีการผลิตในประเทศ เป็นต้น

    อย่างไรก็ตามพลเอกอนันตพร กล่าวว่า ในระยะแรกรัฐบาลจะให้ความสำคัญในการส่งเสริมในกลุ่มรถเมล์ประจำทางหรือรถบัสขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ ที่มีเส้นทางการเดินรถภายในเมือง มีจุดรับส่งที่ชัดเจน ในขณะที่รถยนต์ส่วนบุคคล อาจจะต้องใช้ระยะเวลาเปลี่ยนผ่านพอสมควรจากรถยนต์ที่ใช้น้ำมันมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้า  เนื่องจากรัฐจะต้องมีการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและกฏระเบียบต่างๆมารองรับเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา หากความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้ามีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

    นายเทวินทร์ กล่าวว่า  ปตท. ในฐานะหน่วยงานของรัฐ มีความยินดีและพร้อมที่จะสนองนโยบายของรัฐในเรื่องดังกล่าว โดยได้เริ่มศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้ามาตั้งแต่ปี 2555 เพื่อสร้างองค์ความรู้และเตรียมความพร้อมรองรับธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบัน ปตท. มี PTT EV Station ที่มีเครื่องชาร์จไฟที่ได้มาตรฐานยุโรป (IEC) และมาตรฐานญี่ปุ่น (CHAdeMO) ทั้งหมด 4 แห่ง ได้แก่ อาคาร ปตท. สำนักงานใหญ่, สถาบันวิจัยและเทคโนโลยี ปตท. อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา, สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาแหลมฉบังขาออก จ.ชลบุรี และ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขา The Crystal PTT ถ.ชัยพฤกษ์ โดยมีแผนที่จะขยายเพิ่ม 2 สถานีภายในสิ้นปีนี้ และเพิ่มเป็น 20 สถานี ภายในปี 2560   

    สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการร่วมกันพัฒนาและทดลองระบบการใช้งาน PTT EV Station พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาธุรกิจเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า โดย ปตท. จะเป็นผู้ก่อสร้างสถานีบริการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าตามแผนธุรกิจของ ปตท. และ บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ทั้ง 6 ราย จะเป็นผู้ศึกษาและพัฒนารถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าตามแผนธุรกิจของแต่ละบริษัทต่อไป ทั้งนี้ เพื่อสร้างการรับรู้และความมั่นใจสู่สาธารณะในการใช้ไฟฟ้าในรถยนต์ต่อไป

     

  • Date : 15 / 08 / 2016
    กรมธุรกิจพลังงานพร้อมแก้ไขประกาศไบโอดีเซลB3 หากกระทรวงพาณิชย์ขอให้ช่วยเรื่องราคาปาล์ม

    กรมธุรกิจพลังงาน แนะเกษตรกรสวนปาล์ม ตรวจสอบราคาตลาดภายใน 1-2 วัน ชี้หากราคาต่ำกว่า 5.40 บาทต่อกิโลกรัม ให้รีบแจ้งกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้ประสานความร่วมมือเข้ามา  ยืนยันพร้อมยกเลิกประกาศ B3 ที่จะมีผลในวันที่ 25 ส.ค. 2559  นี้ ด้านพลเอกอนันตพร ระบุกระทรวงพลังงานต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ใช้น้ำมันดีเซลด้วย

    นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยภายหลังรับหนังสือจากเกษตรกรชาวสวนปาล์ม ที่คัดค้านการปรับลดสัดส่วนการผสมน้ำมันปาล์มในน้ำมันดีเซล(ไบโอดีเซล) จากเดิมผสมน้ำมันปาล์มอยู่ 5% ของน้ำมันดีเซลทุกลิตร (B5) เหลือ 3% (B3) ในวันที่ 25 ส.ค. 2559 นี้ว่า กรมฯ พร้อมที่จะออกประกาศปรับเพิ่มสัดส่วนจาก B3 กลับเป็น B5 เหมือนเดิม หากกระทรวงพาณิชย์มีหนังสือแจ้งขอความร่วมมือมายังกระทรวงพลังงาน เพื่อแก้ไขสถานการณ์ราคาและปริมาณปาล์มของประเทศ

    อย่างไรก็ตามกรมฯ ได้ขอให้เกษตรกรช่วยตรวจสอบราคาปาล์มใน 1-2 วันจากนี้ หากราคายังต่ำกว่า 5.40 บาทต่อกิโลกรัม ให้รีบแจ้งไปยังกระทรวงพาณิชย์ เนื่องจากทางกระทรวงพาณิชย์ได้แจ้งกับเกษตรกรไว้ว่า ได้เปิดราคารับซื้อน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 100% หรือ CPO แล้วที่ 33 บาทต่อลิตร ซึ่งทำให้ราคาปาล์มทลายต้องอยู่ประมาณ 6.20 บาทต่อกิโลกรัม ดังนั้นหากราคาปาล์มทลายยังลดลงต่อเนื่อง  และมีการแจ้งไปยังกระทรวงพาณิชย์แล้ว ทางกระทรวงพลังงานก็จะประสานกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาต่อไป

    สำหรับประกาศของกรมฯที่ปรับลดสัดส่วนไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B3 นั้นจะมีผลบังคับทันทีในวันที่ 25 ส.ค. 2559 แต่หากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งขอความร่วมมือให้คงสัดส่วนเป็น B5 ก่อนวันที่ 25 ส.ค. 2559 กรมฯก็พร้อมจะแก้ไขประกาศได้ทันที แต่จะมีผลหลังประกาศ 15 วัน

    “การประกาศปรับเปลี่ยนสัดส่วนผสมไบโอดีเซล ที่ผ่านมาเป็นไปตามข้อมูลที่กระทรวงพาณิยช์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แจ้งปริมาณและราคามา เพื่อให้กระทรวงพลังงานช่วยดูดซับน้ำมันปาล์มให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ดังนั้นหากราคายังตกต่ำลงขอให้แจ้งกระทรวงพาณิชย์ หรือให้ข้อมูลกับกรมฯ เพื่อจะประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐเพื่อแก้ไขปัญหาให้ต่อไป แต่ขอร้องอย่าจัดม็อบมาประท้วง แต่ขอให้ใช้วิธีให้ข้อมูลที่ถูกต้อง และแก้ไขปัญหาร่วมกัน” นายวิฑูรย์ กล่าว

    นายชโยดม สุวรรณวัฒนะ ตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน กล่าวว่า เกษตรกรฯ ได้ยื่นหนังสือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน และผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่เพื่อยื่นต่อนายกรัฐมนตรี ขอให้แก้ไขปัญหาราคาปาล์มตกต่ำ เนื่องจากหลังจากที่กระทรวงพลังงานได้ออกประกาศช่วงต้นเดือน ส.ค. 2559 ให้ลดสัดส่วนไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B3 ส่งผลให้โรงกลั่นหยุดรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบทันทีในวันที่ 3-4 ส.ค. 259 เพื่อรอดูสถานการณ์ราคาตลาด และทำให้ราคาปาล์มทลายของเกษตรกรตกต่ำลงทันทีจาก 6.40 บาทต่อกิโลกรัม เหลือ 5.40 บาทต่อกิโลกรัม ดังนั้นเกษตรกรต้องการให้กระทรวงพลังงานยกเลิกประกาศ B3 ออกไป และรองรับปริมาณผลผลิตปาล์มที่จะออกจำนวนมากในเดือน ก.ย. 2559 นี้ด้วย

    “ต้นทุนของเกษตรกรชาวสวนปาล์มไม่รวมค่าแรงอยู่ที่ 4 บาทต่อกิโลกรัม และขณะนี้ราคาปาล์มลงมา 5.20-5.40 บาทต่อกิโลกรัม จากนโยบายลดสัดส่วน B5 เป็น B3 ดังนั้นต้องการให้ยกเลิกประกาศดังกล่าว และหากราคาน้ำมันปาล์มยังต่ำกว่า 5 บาทต่อกิโลกรัม ไม่เป็นไปตามที่กระทรวงพาณิยช์จะประกาศราคา CPO ไว้ 33 บาทต่อลิตร หรือราคาปาล์ม 6.20 บาทต่อกิโลกรัม เกษตรกรจะต้องออกมาชุมนุมเรียกร้องให้ภาครัฐแก้ปัญหาแน่นอน”นายชโยดม กล่าว

    พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นการปรับลดสัดส่วนไบโอดีเซล จากB5 เป็นB3 ว่าการดำเนินการของกระทรวงพลังงานนั้นไม่ได้ตัดสินใจโดยลำพัง แต่เป็นการตัดสินใจตามข้อมูลข้อเท็จจริง ที่กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ แจ้งเข้ามา ซึ่งมีคณะกรรมการที่ดูแลในเรื่องนี้อยู่ ดังนั้น หากเกษตรกรชาวสวนปาล์ม มีข้อมูลซึ่งเป็นข้อเท็จจริงใหม่ ก็ต้องแจ้งไปที่กระทรวงพาณิชย์  โดยประกาศที่ออกไปนั้นสามารถที่จะปรับเปลี่ยนไปตามข้อเท็จจริง อยู่แล้ว  

    อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานก็จำเป็นจะต้องดูแลผู้บริโภค ที่ใช้น้ำมันดีเซลด้วย เพราะปัจจุบันน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์อยู่ที่ลิตรละประมาณ 40 บาท แต่ดีเซลตกลิตรละ17 บาท ดังนั้นถ้ายิ่งผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ในสัดส่วนที่มาก ทั้งๆที่ราคาน้ำมันปาล์มไม่ได้ตกต่ำ ก็จะทำให้ผู้ใช้น้ำมันดีเซลต้องใช้น้ำมันราคาแพงขึ้น   การตัดสินใจของกระทรวงพลังงานจึงให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงในเรื่องของดีมานด์ ซัพพลาย โดยดูแลทั้งเกษตรกรชาวสวนปาล์มและผู้ใช้น้ำมันดีเซล

     

     

  • Date : 15 / 08 / 2016
    กกพ.เผย2 ปีเดินหน้ารับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนแล้วกว่า 9,223 เมกะวัตต์

    กกพ.เผยผลงาน 2 ปี อนุมัติรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนแล้ว 9,223 เมกะวัตต์ พร้อมเตรียมประกาศรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มอีก 2 โครงการในปี 2559 ทั้งโซลาร์ฟาร์มส่วนราชการ และการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลและก๊าซชีวภาพ  ระบุนับตั้งแต่เข้ามาบริหารงานช่วยให้ลดค่าเอฟทีลงแล้ว40สตางค์ต่อหน่วย

    นายพรเทพ ธัญญพงศ์ชัย ประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) เปิดเผยผลการดำเนินงานตลอด 2 ปี(2557-2559)ว่า กกพ.ได้อนุมัติรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนรวมแล้ว 9,223 เมกะวัตต์ จากการแก้ปัญหาใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าต่างๆและอนุมัติโครงการที่ค้างท่ออีกจำนวนมาก โดยเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนภายในปี 2579 จะมีถึง 16,778 เมกะวัตต์

    สำหรับปัจจุบันโครงการที่เริ่มเปิดรับซื้อไฟฟ้าในปี 2559 คือ โครงการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน(โซล่าร์ฟาร์ม)สำหรับราชการและสหกรณ์การเกษตร, โครงการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลและจากก๊าซชีวภาพในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้, โครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน และโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรม นอกจากนี้มีโครงการนำร่องผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซล่าร์รูฟท็อปเสรี)ที่เปิดให้ร่วมโครงการแต่ไม่ให้ขายไฟฟ้าเข้าระบบ

    อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ กกพ.เตรียมเปิดโครงการรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มเติมในปี 2559 นี้ ได้แก่ โครงการโซล่าร์ฟาร์มราชการสหกรณ์ เฟส2 ประมาณ 519 เมกะวัตต์ และโครงการไฟฟ้าชีวมวล ชีวภาพ อีก 400 เมกะวัตต์

    ในส่วนของเรื่องอัตราค่าไฟฟ้านั้น นายพรชัย กล่าวว่า กกพ.เตรียมเดินหน้าปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าฐานของประเทศประจำปี 2560-2563 ซึ่งเป็นการปรับทุกๆ 3-5 ปี อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา กกพ.ได้ปรับค่าไฟฟ้าฐานล่าสุดไปเมื่อปี 2558 มาอยู่ที่ 3.75 บาทต่อหน่วย แต่เป็นการปรับที่ล่าช้ากว่าแผน จึงทำให้รู้สึกเหมือนปรับค่าไฟฟ้าฐานบ่อยครั้ง

    สำหรับ ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(เอฟที) นั้น นับตั้งแต่ กกพ.ชุดนี้เข้ามาบริหารงาน ยังไม่มีการปรับขึ้นค่าเอฟที และได้ปรับลดราคาลงมาตลอดรวมกว่า 40 สตางค์ต่อหน่วย สำหรับค่าเอฟทีงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2559 นี้ กกพ.จะประกาศในวันที่ 17 ส.ค. 2559 โดยค่าเอฟทีจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ขึ้นกับหลายปัจจัย โดยเฉพาะค่าเชื้อเพลิงซึ่งราคาน้ำมันมีแนวโน้มลดลง แต่อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเข้าระบบเป็นจำนวนมากกว่า 9,000 เมกะวัตต์จะส่งผลกระทบให้ต้นทุนค่าเอฟทีเพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจากเป็นไฟฟ้าที่ภาครัฐใช้เงินเข้าไปอุดหนุน  

    นอกจากนี้ กกพ.ยังเตรียมกำหนดอัตราค่าใช้บริการสายไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) สำหรับโรงไฟฟ้าของผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก(SPP)ในนิคมอุตสาหกรรม เนื่องจากที่ผ่านมากลุ่ม SPP ในนิคมอุตสาหกรรม ได้สร้างสายไฟฟ้าเพื่อจ่ายไฟฟ้าให้กับผู้ประกอบการในนิคมฯ โดยตรง ซึ่งเป็นการเดินสายไฟฟ้าที่ซ้ำซ้อนกับของ PEA ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการลงทุนสายส่งไฟฟ้าแบบไม่คุ้มค่า กกพ. จะให้ SPP ไปใช้สายส่งไฟฟ้าของ PEA และ กกพ.จะกำหนดอัตราค่าใช้บริการสายส่งไฟฟ้าอย่างเป็นธรรม