ประเด็นร้อนพลังงาน รุมเร้า “สนธิรัตน์”

ประเด็นร้อนพลังงานรุม “สนธิรัตน์ “โดยสส.เพื่อไทยใช้เวทีรัฐสภา อภิปรายนโยบายรัฐบาลด้านพลังงาน แนะปรับแผนพีดีพี2018 ปรับสัดส่วนผลิตไฟฟ้าให้ลงสู่ภาคชุมชนมากขึ้น ในขณะที่โลกโซเซียล แชร์ประเด็น อดีตรัฐมนตรีคลัง”ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” เขียนข้อมูลเปิดผนึกถึงรัฐมนตรีพลังงาน ระบุการให้ ราช กรุ๊ป สร้างโรงไฟฟ้าภาคตะวันตก 1,400 เมกะวัตต์ โดยไม่มีการประมูลนั้นอาจขัดรัฐธรรมนูญหลายมาตรา

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) รายงานว่า ในการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา เมื่อวันที่25ก.ค.2562 ซึ่งมีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ TPTV ช่อง10 และ TPBS ช่อง3 ช่วงเวลา15.00 – 15.02 น. นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นอภิปราย ถึงนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาล โดยสรุปสาระสำคัญว่า นโยบายที่เขียนไว้
ในข้อที่ 5.6.3 ที่ระบุว่าจะเสริมสร้างความมั่นคงพลังงานโดยกระจายชนิดของเชื้อเพลิงฟอสซิลหรือพลังงานทดแทนอย่างเหมาะสม สนับสนุนการผลิตและการใช้พลังงานทดแทน ตามศักยภาพของแหล่งเชื้อเพลิงในพื้นที่ เปิดโอกาสให้ชุมชนและประชาชนมีส่วนร่วมในการผลิตและการบริหารจัดการพลังงาน  นั้นเป็นนโยบายที่สวยหรู แต่สัดส่วนตามแผนพลังงาน(แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือพีดีพี2018) ในขณะนี้ มีการอนุมัติการผลิตไฟฟ้าให้กับกลุ่มทุน มากกว่าการส่งเสริมให้กับชุมชน โดยเสนอให้รัฐปรับสัดส่วนการผลิตใหม่ ให้สอดคล้องกับนโยบายที่เขียนไว้ ซึ่งหากสามารถจะส่งเสริมให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าได้เอง เหมือนการผลิตน้ำดื่ม จะเกิดคุณูปการต่อประเทศเป็นอย่างมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในวันเดียวกัน เฟชบุก ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล Facebook Thirachai Phuvanatnaranubala  ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้โพสต์ข้อมูลเปิดผนึกถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุถึงมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)ในช่วงที่ นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ เป็นรัฐมนตรีพลังงานและประธานกบง.ที่อนุมัติให้ ราช กรุ๊ป สร้างโรงไฟฟ้าภาคตะวันตก1,400เมกะวัตต์ ตามแผนPDP2018 โดยไม่เปิดให้มีการประมูลแข่งขัน ว่า อาจขัดต่อกฏหมายรัฐธรรมนูญ หลายมาตรา คือ
ม. 27 เลือกปฏิบัติแก่ ‘ราช กรุ๊ป’ เหนือกว่าเอกชนรายอื่นที่สนใจ
ม. 63 ไม่เป็นการป้องกันทุจริต เพราะไม่มีการแข่งขันเสรี อาศัยการเจรจาโดยเจ้าหน้าที่
ม. 75 ไม่มีการแข่งขัน
ม 164 (1) ไม่เป็นการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนส่วนรวม

ในขณะที่การอนุมัติให้ บริษัทเนชั่นแนล เพาเวอร์ ซัพพลาย หรือ NPS เปลี่ยนเชื้อเพลิงโรงไฟฟ้า กำลังผลิต 540 เมกะวัตต์ จากถ่านหินเป็นก๊าซธรรมชาติ นั้น ก็เป็นนโยบายที่ไม่เป็นประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติโดยให้เหตุผลว่าก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย หรือที่ซื้อจากเมียนมา เป็นเอกสิทธิของประชาชนทั้งมวล จึงควรสงวนไว้ให้แก่ กฟผ. เป็นหลัก ถ้าจะเปลี่ยนไปใช้ก๊าซธรรมชาติ ก็ควรจะบังคับให้นำเข้าเท่านั้น

พร้อมแนะนำให้รัฐมนตรีพลังงานคนใหม่ทำการตรวจสอบการอนุมัติทั้ง2เรื่องดังกล่าวเป็นการเร่งด่วน

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here