• Date : 19 / 09 / 2017
    ข่าวล่าสุด
    ไออาร์พีซี ใช้นวัตกรรม Krungsri Blockchain’s Interledger ร่นเวลาโอนเงินระหว่างประเทศ
    ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) นำนวัตกรรม Krungsri Blockchain’s Interledger มาใช้ในการโอนเงินระหว่างประเทศแบบเรียลไทม์เป็นครั้งแรกในการซื้อ-ขายน้ำมันระหว่างไออาร์พีซีและคู่ค้าในต่างประเทศ โดยสามารถร่นระยะเวลาลงจาก1-3 วันทำการ เหลือเพียงหลักวินาที 
     
    นายโนริอากิ โกโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารกรุงศรีฯนับเป็นธนาคารแรกของไทยที่นำเทคโนโลยี Blockchain’s Interledger มาใช้ในการโอนเงินระหว่างประเทศสำหรับภาคธุรกิจ  และได้รับความไว้วางใจจาก IRPC ซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจขนาดใหญ่ของธนาคารมายาวนานในการตอบรับเพื่อใช้บริการ Krungsri Blockchain’s Interledger โอนเงินระหว่าง IRPC และคู่ค้าในต่างประเทศของ IRPC คือบริษัท พลังงานบัวสวรรค์ จำกัด ในช่วงสัปดาห์ที่ ผ่านมา ซึ่งสามารถ โอนเงินสำเร็จภายในหลักวินาทีจากเดิม ที่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1-3 วันทำการ 
     
    ความสำเร็จครั้งนี้จะสร้างการปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในภูมิทัศน์ทางการเงินสำหรับภาคธุรกิจและจะเป็นพลังขับเคลื่อนในการขยายบริการโอนเงินระหว่างประเทศ ด้วยนวัตกรรมทางการเงินให้กับคู่ค้าธุรกิจรายอื่นๆ  ซึ่งธนาคารกรุงศรีฯจะใช้ประโยชน์จากเครือข่าย MUFG กลุ่มสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และ 1 ใน 5 กลุ่มสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดของโลก ในการพัฒนาความเชื่อมโยงของเครือข่าย ที่มีอยู่กว่า 2,000 แห่งในกว่า 50 ประเทศ
     
    ด้าน นายสุกฤตย์ สุรบถโสภณ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) กล่าวว่า การนำนวัตกรรมการโอนเงินระหว่างประเทศของธนาคารกรุงศรีฯ มาใช้ และประสบความสำเร็จในครั้งนี้ จะพลิกโฉมธุรกิจระหว่างประเทศอย่างมาก  โดยธุรกรรมการโอนเงินระหว่างประเทศที่รวดเร็วขึ้นนั้นช่วยสร้างความได้เปรียบในเวทีธุรกิจ และสนับสนุนโอกาสในการเติบโตธุรกิจได้เป็นอย่างดี และยังเชื่อมโยงการบริหารจัดการในด้านการขนส่งได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบยิ่งขึ้น
     
    ทั้งนี้ธุรกรรมการโอนเงินระหว่างประเทศที่รวดเร็วยังช่วยให้ลูกค้าของIRPC คือบริษัท พลังงานบัวสวรรค์ จำกัด  ซึ่งเป็นผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งส่งผลต่อการจัดการต้นทุน รับสินค้าได้รวดเร็วขึ้น และสร้างความได้เปรียบในเชิงธุรกิจ
     
    นอกจากนี้  IRPC อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ IRPC 4.0 ด้วยการนำระบบดิจิทัลมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทั่วทั้งองค์กร ทุกขั้นตอนการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการผลิต การตลาด และการจัดซื้อจัดจ้างให้รวดเร็วขึ้น โดยคาดว่าจะนำมาใช้ใน ปี 2561 ให้พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจให้สอดคล้องกับยุคไทยแลนด์ 4.0
  • Date : 19 / 09 / 2017
    กฟผ.พร้อมผลักดันนโยบายสร้างสมดุลพลังงานด้วยพลังงานหมุนเวียนควบคู่โรงไฟฟ้าหลัก
    การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)พร้อมผลักดันนโยบายสร้างสมดุลพลังงานด้วยการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนควบคู่โรงไฟฟ้าหลัก โดยจะให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการผลิต ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมและการผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง 
     
    ในงานAsia Power Week 2017 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 21 กันยายน 2560 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ร่วมเป็นองค์ปาฐกในพิธีเปิดซึ่งมีขึ้นใน19 กันยายน 2560  โดยกล่าวถึง ทิศทางการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าว่า ปัจจุบันโลกมุ่งเน้นส่งเสริมพลังงานที่ปล่อยคาร์บอนต่ำเพื่อลดโลกร้อนอย่างพลังงานหมุนเวียน โดยนำนวัตกรรมระบบกักเก็บพลังงานมาเสริมให้ระบบพลังงานไฟฟ้าของประเทศมีความมั่นคง
     
    นายสหรัฐ กล่าวว่า ความท้าทายในการจัดหาและบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าทั่วโลก กระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ที่นำไปสู่การผลิตนวัตกรรมล้ำสมัย และท่ามกลางความท้าท้ายนี้ กฟผ. ได้ผลักดันโยบายสร้างสมดุลพลังงานด้วยการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนควบคู่โรงไฟฟ้าหลัก โดยให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการผลิตและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมและผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ กฟผ. ยังสนับสนุนความคิดในการแบ่งปันความรู้ที่แปลกใหม่และแหวกแนวทางธุรกิจ (Disruptive Business Thinking) เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานต่อไปในอนาคต   ซึ่งงาน Asia Power Week 2017  จะเป็นโอกาสดีที่ผู้เข้าร่วมงานจะได้ระดมความคิดและร่วมหาคำตอบที่เหมาะสมให้กับพลังงานของโลก
     
    ทั้งนี้ในงานดังกล่าวกฟผ. ได้ร่วมจัดแสดงนิทรรศการในหัวข้อ “EGAT innovate power solutions for a better life” ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับความมุ่งมั่นของ กฟผ. ในการคิดสร้างนวัตกรรมรองรับความหลายหลายในการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานประเภทต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในยุคไทยแลนด์ 4.0 และมีการจัดบรรยายสดแลกเปลี่ยนความเห็นในหัวข้อที่น่าสนใจภายในบูธตลอดทั้ง 3  นอกจากนี้กฟผ. ยังเปิดให้โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 2 ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าต้นแบบที่ตั้งอยู่ท่ามกลางชุมชนเมือง ให้เป็นสถานที่ศึกษาดูงานของผู้แทนองค์กรชั้นนำด้านพลังงานของโลกที่มางาน Asia Power Week 2017 ด้วย
     
    สำหรับงาน Asia Power Week 2017 ในครั้งนี้เป็นการรวมงาน Power-Gen Asia และงาน Renewable Energy World Asia ไว้รวมกัน โดยมีพลเอก สุรศักดิ์ ศรีศักดิ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพลังงาน  เป็นประธานในพิธีเปิด 
     
     
  • Date : 18 / 09 / 2017
    กรมธุรกิจพลังงานเผย ท่อส่งน้ำมันเหนือ-อีสาน มีความคืบหน้าตามแผน
    กรมธุรกิจพลังงาน เผยโครงการสร้างท่อส่งน้ำมันภาคเหนือ เสร็จตามแผนเปิดใช้ปี 2562  หลังผ่าน EIA แล้ว อยู่ระหว่างก่อสร้างคลังที่จ.พิจิตร และลำปาง  ในขณะท่อส่งน้ำมันภาคอีสานอยู่ระหว่างทำประชาพิจารณ์รอบแรก และว่าจ้างออกแบบก่อสร้าง ตามแผนเสร็จปี 2565  แจงระบบท่อส่งน้ำมันทั้งสองเส้นทางจะช่วยสร้างความปลอดภัยด้านการขนส่งได้มากขึ้น 
     
    นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการสร้างท่อส่งน้ำมันว่า โครงการสร้างท่อส่งน้ำมันจากภาคกลางไปภาคเหนือ ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด หรือ FPT ได้ดำเนินการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) และผ่านความเห็นชอบจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) ไปแล้วเมื่อเร็วๆนี้  ซึ่งจะส่งผลให้ FPT สามารถเข้าดำเนินการวางท่อน้ำมันและสร้างคลังน้ำมันได้ทันที
     
    โดยขณะนี้ FPT อยู่ระหว่างการสร้างคลังน้ำมันที่จังหวัดพิจิตร ซึ่งตามแผนงานจะสร้างเสร็จในปี 2561 จากนั้นจะสร้างคลังน้ำมันที่จังหวัดลำปาง และมีกำหนดเสร็จในปี 2562  จากนั้นจึงจะเปิดให้บริการได้ต่อไป 
     
    ส่วนความคืบหน้าโครงการสร้างท่อน้ำมันไปภาคอีสาน ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท ไทยไปป์ไลน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด(TPN) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของกลุ่มบริษัท SC Group อยู่ระหว่างว่าจ้างผู้ออกแบบโครงการและจัดทำรายงาน EIA รอบแรก โดยปกติการทำ EIA จะใช้เวลาประมาณ 1 ปี ซึ่งตามแผนงานของ TPN กำหนดสร้างท่อน้ำมันไปภาคอีสาน โดยไปสิ้นสุดที่จังหวัดขอนแก่น และมีกำหนดเปิดใช้งานได้จริงในปี 2565
     
    นายวิฑูรย์​ กล่าวด้วยว่า กรมฯได้ติดตามการสร้างท่อส่งน้ำมันทั้งภาคเหนือและภาคอีสานอย่างใกล้ชิด ซึ่งระยะเวลาการดำเนินงานยังเป็นไปตามแผนงานที่แจ้งมายังกรมฯ ทั้งนี้เชื่อว่าหากเปิดใช้ได้จริงจะช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนจากการขนส่งน้ำมันลงได้มาก และราคาค่าขนส่งน้ำมันจะถูกลง ส่วนการพิจารณาอัตราค่าบริการจะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ในส่วนของกรมฯจะเน้นดูแลด้านความปลอดภัยเป็นหลัก อย่างไรก็ตามกรมฯยังไม่มีแนวคิดให้ขยายส่วนต่อท่อน้ำมันเพิ่มขึ้น โดยจะขอรอดูโครงการแรกทั้งภาคเหนือและภาคอีสานว่าประสบความสำเร็จแค่ไหน แต่หากภาคเอกชนต้องการสร้างส่วนขยายเพิ่มก็สามารถดำเนินการได้ แต่ต้องมาแจ้งกับกรมฯก่อน 
     
    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) รายงานว่า สำหรับโครงการสร้างท่อส่งน้ำมันภาคเหนือนั้น ปัจจุบันมีท่อน้ำมันจากดอนเมืองถึงบางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา อยู่แล้ว ซึ่ง FPT เป็นเจ้าของ และ FPT จะสร้างส่วนขยายจากบางปะอิน ไปจังหวัดพิจิตรและจังหวัดลำปาง ระยะทาง 365 กิโลเมตร ใช้เงินลงทุนประมาณ​ 7,500 ล้านบาท พร้อมกับสร้างคลังเก็บน้ำมันในจังหวัดพิจิตรและลำปางด้วย  ตามแผนงานจะสร้างเสร็จในปี 2562 
     
    ส่วนโครงการสร้างท่อส่งน้ำมันไปภาคอีสานนั้น บริษัท SC Group ได้เจรจากับบริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด. หรือ แทปไลน์ เสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อขอเชื่อมต่อท่อน้ำมันของแทปไลน์ที่สระบุรีไปยังคลังน้ำมันของTPN ที่จ.ขอนแก่น  โดยตามแผนงานจะเริ่มก่อสร้างในปี 2562 และเสร็จในปี 2565 รวมระยะทาง 342 กิโลเมตร ใช้เงินลงทุน 12,000 ล้านบาท  โดยท่อส่งน้ำมันดังกล่าวจะช่วยรองรับความต้องการใช้น้ำมันภาคอีสาน 2,700 ล้านลิตรต่อปี 

บทความ อ่านบทความทั้งหมด