• Date : 26 / 05 / 2017
    ข่าวล่าสุด
    น้ำมันร่วงหลังโอเปกขยายเวลาลดผลิตแค่ 9 เดือน แต่คาดราคาจะปรับขึ้นครึ่งปีหลัง

    ราคาน้ำมันในตลาดโลกร่วงแรงเกือบ 5% เมื่อคืนวันพฤหัสที่ผ่านมา ภายหลังกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ หรือ โอเปก และพันธมิตรนอกกลุ่มที่นำโดยรัสเซีย ตกลงขยายเวลามาตรการลดกำลังการผลิตออกไปอีก 9 เดือน ซึ่งน้อยกว่าที่ตลาดคาดหวัง อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าราคามีโอกาสไต่กลับขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เมื่อสต็อกน้ำมันลดระดับลง

    สมาชิกโอเปก 14 ประเทศ และพันธมิตรนอกกลุ่มอีก 10 ประเทศ บรรลุข้อตกลงร่วมกันอย่างเป็นทางการในการประชุมที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เมื่อวันพฤหัสบดี (25 พ.ค. 2560) หรือเช้ามืดวันศุกร์ที่ 26 พ.ค. 2560 ตามเวลาในประเทศไทย เห็นชอบขยายเวลาการลดกำลังการผลิตออกไปอีก 9 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2560 จนถึงสิ้นเดือน มีนาคม 2561 จากเดิมที่มาตรการดังกล่าวจะยุติลงในสิ้นเดือน มิ.ย. นี้ โดยเป็นความพยายามของกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลกที่จะยกระดับราคาน้ำมัน ซึ่งเผชิญภาวะตกต่ำมาตลอดสามปี

    อย่างไรก็ตาม การขยายเวลามาตรการลดกำลังการผลิตออกไปถึงแค่ มี.ค. ปีหน้า สร้างความผิดหวังให้แก่ตลาด เนื่องจากต่างคาดหวังให้โอเปกและพันธมิตรขยายเวลาการลดกำลังการผลิตออกไปให้นานกว่านี้ หรือถึงกลางปี 2561 ทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดซื้อขายล่วงหน้าในยุโรปและสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงเกือบ 5%  โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ตกลง 2.60 เหรียญสหรัฐฯ   มาอยู่ที่ 51.36 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เมื่อคืนวันพฤหัสที่ผ่านมา ส่วนราคาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส  ร่วงลงไป 2.58 เหรียญสหรัฐฯ  มาอยู่ที่ 48.82 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

    ทั้งนี้ กลุ่มโอเปกและพันธมิตร ได้บรรลุความตกลงครั้งสำคัญร่วมกันเมื่อเดือน พ.ย. 2559 ที่ผ่านมา โดยร่วมกันดำเนินมาตรการลดกำลังการผลิตเพื่อจำกัดปริมาณน้ำมันที่ล้นตลาดและเป็นสาเหตุหลัดที่กดดันราคา อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวที่เริ่มตั้งแต่ 1 ม.ค. 2560 ยังไม่สามารถขจัดปริมาณน้ำมันส่วนเกินที่ล้นตลาดออกไปได้ เป็นผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงถูกกดดันจากปริมาณผลผลิตและสต็อกที่ยังอยู่ในระดับสูง

    อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก Wood Mackenzie มีความเห็นว่า การปรับตัวลงของราคาตลาดครั้งนี้ ค่อนข้างจะเกินความเป็นจริง (overreaction) เนื่องจากมองว่าตลาดกำลังเข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้นในไตรมาสที่สามและสี่ของปี

    ทั้งนี้ Wood Mackenzie คาดว่า หลังการลดกำลังการผลิตของโอเปก ปริมาณผลผลิตในตลาดจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่วันละ 200,000 บาร์เรลต่อวัน ในขณะที่ความต้องการอยู่ที่ 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน  ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า สต็อกจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งจะช่วยยกระดับราคาขึ้น โดย Wood Mackenzie คาดว่าราคาน้ำมันดิบในครึ่งปีหลังจะอยู่ที่ราว 55 เหรียญต่อบาร์เรล

  • Date : 26 / 05 / 2017
    คาดกฎหมายบังคับอาคารพื้นที่10,000ตารางเมตรต้องลดใช้พลังงาน10%เดือนก.ย.นี้

    พพ.เร่งอบรมวิศวกรกว่า 1,000 คน ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ตรวจประเมินอาคาร ตาม กฎหมายประหยัดพลังงานในอาคารใหม่ และอาคารดัดแปลงที่มีพื้นที่10,000 ตารางเมตร  ต้องลดพลังงานให้ได้ขั้นต่ำ 10% คาดเริ่มบังคับใช้เป็นครั้งแรก ก.ย. 2560 นี้

    แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าของ "ร่างกฎหมายเกณฑ์มาตรฐานการอนุรักษ์พลังงานในอาคาร"  ว่า ขณะนี้ทางคณะกรรมการควบคุมอาคารได้เห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าวแล้ว และอยู่ในขั้นตอนของการเตรียมยกร่างกฎหมายเสนอต่อกรมโยธาธิการ และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รวมทั้งคณะรัฐมนตรี(ครม.) ให้ความเห็นชอบเพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป โดยคาดว่าจะออกประกาศกฎหมายดังกล่าวได้ประมาณเดือนมิ.ย. 2560 นี้ และมีผลบังคับใช้หลังจากประกาศ 120 วัน หรือประมาณเดือน ก.ย. 2560  


    โดยสาระสำคัญของกฎหมายฉบับดังกล่าวจะบังคับให้อาคารสร้างใหม่และอาคารดัดแปลงซึ่งที่มีเนื้อที่ 10,000 ตารางเมตร ขึ้นไปต้องออกแบบให้เกิดการประหยัดพลังงานให้ได้ขั้นต่ำ 10% เมื่อเทียบกับอาคารแบบเดิม ซึ่งขณะนี้ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) ได้อบรมวิศวกรเพื่อออกแบบอาคารให้สอดรับดับกฎหมายดังกล่าวไปแล้วกว่า 1,000 คน และเมื่อกฎหมายประกาศใช้ ทางวิศวกรที่ผ่านการอบรมจะต้องมาทดสอบเพื่อขอขั้นทะเบียนเป็นผู้ตรวจประเมินอาคารตามกฎหมายต่อไป 

    ทั้งนี้หากไม่ปฏิบัติตามกฎหมายทางเจ้าหน้าที่รัฐจะไม่อนุญาตให้ก่อสร้างอาคาร  โดยนอกจากกฎหมายจะบังคับใช้กับตึกใหญ่ขนาด 10,000 ตารางเมตรแล้ว ยังกำหนดให้บังคับใช้กับอาคารขนาด 5,000 ตารางเมตรในปี 2562 จากนั้นจะบังคับใช้กับอาคารขนาด 2,000 ตารางเมตรในปี 2563 ด้วย

    จากสถิติ ที่พพ.มีการรวบรวมไว้ ประเมินว่าจะมีอาคารขนาด 10,000 ตารางเมตร เกิดขึ้น ประมาณ100 แห่งต่อปี ส่วนขนาด 5,000 ตารางเมตร เกิดขึ้น 400 อาคารต่อปี และขนาด 2,000 ตารางเมตรเกิดขึ้น 700 ตารางเมตรต่อปี ส่วนที่ขนาด 2,000 ตารางเมตรขึ้นไปเกิดขึ้นถึง 1,200 อาคารต่อปี  โดยเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับวัสดุอาคารมีการพัฒนาต่อเนื่อง ดังนั้น ทุกๆ 3-4 ปี จะต้องมีการปรับหลักเกณฑ์การประหยัดพลังงานในอาคารใหม่ให้ทันสมัยและเพิ่มการประหยัดพลังงานให้มากขึ้น

    แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า นอกจากกระทรวงพลังงานมีเป้าหมายลดการใช้พลังงานในอาคารตามกฎหมายใหม่ดังกล่าวให้ได้ 10%แล้ว ยังตั้งเป้าให้ปี 2579 เกิดการลดใช้พลังงานในอาคารตามกฎหมายนี้ให้ได้ 1,166 กิโลตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ(ktoe) ด้วย 

    กฎหมายการประหยัดพลังงานในอาคารที่จะมีผลบังคับใช้เร็วๆนี้ เป็นมาตรฐานที่เทียบเท่ากับมาตรฐานของ สิงคโปร์และฮ่องกง ซึ่งมีใช้นานแล้ว แต่ในส่วนประเทศไทยนั้น เพิ่งจะเริ่มใช้ครั้งแรก ซึ่งช่วยยกระดับมาตรฐานอาคารของประเทศที่มีอยู่เดิม ให้สูงขึ้น 

  • Date : 25 / 05 / 2017
    กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติยันเปิดขายBidding TORเอราวัณ บงกช ช้าสุดเดือนส.ค.

    อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ยืนยันเปิดรับฟังความเห็นกฎหมายลูกของพ.ร.บ.ปิโตรเลียม 5 ฉบับ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ระบุดำเนินการเพราะเห็นเป็นเรื่องใหม่ที่ต้องรับฟังข้อมูลรอบด้าน คาดอีก 2 เดือนกฎหมายเสร็จ เปิดขายTOR ช้าสุด ส.ค.นี้ ได้รายชื่อผู้ชนะประมูล ก.พ.ปี 2561 ด้านคปพ.บุกกระทรวงพลังงาน ยื่นหนังสือคัดค้านกฎกระทรวง 3 ฉบับ 

    นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ชธ.) เปิดเผยว่า การเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างกฎกระทรวง 5 ฉบับ สำหรับผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต(PSC) และสำหรับผู้รับสัญญาจ้างผลิต(SC)  ตามร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ปิโตรเลียม พ.ศ.... ที่รอประกาศใช้ ไม่ถือว่าเป็นการดำเนินการที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 
            
    เนื่องจากกฎหมายไม่ได้กำหนดให้ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็น แต่กรมฯ ต้องการรับฟังข้อมูลให้รอบด้าน เพราะกฎหมายดังกล่าวถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย และตามมติคระรัฐมนตรี(ครม.) ได้สั่งการให้กรมฯเร่งดำเนินการออกกฎกระทรวงดังกล่าว ควบคู่ไปกับรอ พ.ร.บ.ปิโตรเลียมประกาศใช้ เพื่อให้การเปิดประมูลสำรวจและผลิตปิโตรเลียม 2 แหล่ง คือ เอราวัณและบงกช ที่จะหมดอายุในปี 2565-2566 สามารถดำเนินการได้ตามแผนภายในปี 2560 นี้ 
            
    สำหรับการรับฟังความคิดเห็นกฎกระทรวง 3 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับระบบ PSC จะปิดรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 26พ.ค.2560 ส่วนกฎกระทรวง อีก 2 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับระบบ SC คาดว่าจะสามารถเปิดรับฟังความคิดเห็นได้ภายใน 2 เดือนนี้ ซึ่งจะทำให้การออกกฎกระทรวงทั้ง 5 ฉบับ เสร็จสิ้น และจะนำเสนอคณะกรรมการกฤษฎีกา กลั่นกรองข้อกฎหมาย ก่อนส่งให้ครม.ประกาศใช้ต่อไป แต่ทั้งนี้ การจะนำเสนอต่อครม.จะต้องดำเนินการหลัง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ประกาศใช้แล้วเท่านั้น 
            
    ขณะที่ร่างหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการประมูล(Bidding TOR)เปิดประมูลแหล่งสัมปทานหมดอายุ มีความคืบหน้าไปมาก แต่ยังต้องปรับหลักเกณฑ์ในบางประเด็นให้ชัดเจน โดยเฉพาะแผนรักษาอัตราการผลิตก๊าซธรรมชาติ ที่อาจกำหนดให้ต้องรักษาอัตราการผลิตก๊าซไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากปัจจุบันผู้รับสัมปทานเดิมผลิตได้ราว  2,160 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และหากดำเนินการไม่ได้ตามแผนจะมีบทลงโทษ โดยจ่ายค่าปรับให้รัฐ รวมถึงการกำหนดราคาเพดานรับซื้อก๊าซฯที่เหมาะสม ซึ่งอยู่ระหว่างเจรจากับบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ที่เป็นผู้รับซื้อก๊าซฯจาก 2 แหล่งสัมปทานหมดอายุ เป็นต้น
            
    นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า หาก พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ประกาศใช้อย่างเป็นทางการแล้ว คาดว่า อย่างช้าที่สุดจะสามารถขายTOR เพื่อเปิดประมูลแหล่งสัมปทานหมดอายุได้ภายในเดือน ส.ค.นี้ และจะเสร็จสิ้นประกวด หรือได้รายชื่อผู้ชนะการประมูลภายในเดือน ก.พ.ปี 2561 
            
    ส่วนการจัดตั้งคณะกรรมการ ศึกษาข้อดีและข้อเสียในการจัดตั้ง "บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ" ตามคำสั่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ภายใน 60 วัน นั้น ในเร็วๆนี้ กรมฯเตรียมนำเสนอรายชื่อบุคคลที่เหมาะสมให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานพิจารณา เบื้องต้นกรรมการจะประกอบด้วยตัวแทนจากส่วนราชการ เช่น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เป็นต้น โดยมองว่า สศช.เป็นหน่วยงานกลางที่มีความเหมาะสมที่จะเป็นเจ้าภาพหลักรับดำเนินการในเรื่องนี้

    ขณะที่วันนี้(25 พ.ค. 2560 ) เมื่อเวลา 10.00 น.  กลุ่มเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.)  ซึ่งนำโดยนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ และน.ส.บุญยืน ศิริธรรม ได้เข้ายื่นหนังสือต่อกระทรวงพลังงาน เพื่อคัดค้านร่างกฎกระทรวง 3 ฉบับ ที่เปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทางเว็บไซต์ของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ โดยมีนายธีระศักดิ์ จรัสศรีวิสิษฐ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นตัวแทนรับเรื่องร้องเรียนและเตรียมนำเสนอต่อพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รวมถึงผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาข้อเท็จจริงตามข้อเรียกร้องดังกล่าวต่อไป 

    สำหรับร่างกฎกระทรวง 3 ฉบับที่ คปพ.คัดค้านได้แก่ 
    1. ร่างกฎกระทรวงหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลาในการนำส่งค่าภาคหลวงให้แก่รัฐ สำหรับผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ. ....
    2.ร่างกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอและการได้รับสิทธิเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ. ....
    3.ร่างกฎกระทรวง กำหนดแบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ. ....  

    สำหรับสาระสำคัญที่ คปพ. เรียกร้อง ได้แก่ ไม่เห็นด้วยกับการเปิดรับฟังความเห็นผ่านทางเว็บไซด์กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เพราะเป็นการรับฟังความเห็นที่ไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะประชาชนที่ไม่มีคอมพิวเตอร์หรือมือถือ เป็นต้น 

    นอกจากนี้การกำหนดให้นำส่งอัตราค่าภาคหลวง 10% ของผลผลิตปิโตรเลียมที่ขาย
    นั้น เห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะตามระบบแบ่งปันผลผลิต(PSC)ค่าภาคหลวงจะต้องได้รับเป็นปิโตรเลียม ดังนั้นการกำหนดให้เอกชนนำปิโตรเลียมไปขายแล้วมาจ่ายเงินค่าภาคหลวงให้กับรัฐในภายหลังเป็นการลอกแบบมาจากสัมปทานจึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง  

    รวมถึงสัมปทานปิโตรเลียมที่กำลังจะหมดอายุนั้น ไม่ควรเปิดประมูลด้วยระบบ PSC แต่ควรใช้ระบบสัญญาจ้างบริการ(SC) เพราะเป็นแหล่งที่คาดว่ามีปิโตรเลียมแน่นอน จึงไม่ควรนำมาแบ่งปันผลประโยชน์กับเอกชน  

บทความ อ่านบทความทั้งหมด