• Date : 20 / 04 / 2018
    ข่าวล่าสุด
    โรงกลั่นอ่วม แต่ผู้บริโภคได้ใช้น้ำมันถูกลง จากมติ กบง.ปรับเกณฑ์คำนวณหน้าโรงกลั่นฯใหม่

    รายได้จากโรงกลั่นน้ำมันอาจจะได้รับผลกระทบประมาณ1,200ล้านบาทต่อเดือน  แต่ผู้บริโภคจะได้ใช้น้ำมันราคาถูกลง อีก 60-80 สตางค์ต่อลิตร หากมีการดำเนินการตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2561 ที่เห็นชอบเกี่ยวกับการปรับปรุงหลักเกณฑ์การคำนวณ ราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันเชื้อเพลิง และการปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center –ENC) รายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.)ที่มีนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2561 ที่ประชุมได้เห็นชอบเกี่ยวกับการปรับปรุงหลักเกณฑ์การคำนวณ ราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันเชื้อเพลิง  โดยให้ใช้เกณฑ์ราคา Euro IV เป็นฐานในการคำนวณ จากเดินที่ใช้ ใช้ Euro III เป็นฐาน เนื่องจากเห็นว่าสามารถสะท้อนสภาวะการแข่งขันในตลาดสากลได้ใกล้เคียงตามความเป็นจริงได้มากกว่า

    โดยหากเปรียบเทียบราคา ณ โรงกลั่น ของวันที่ 20 เมษายน 2561ที่คำนวณตามวิธีเดิมที่ใช้ Euro III เป็นฐาน กับ วิธีใหม่ ใช้ Euro IV เป็นฐานแล้ว จะส่งผลให้ราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันเชื้อเพลิง ลดลง 41 สตางค์ต่อลิตร สำหรับน้ำมันดีเซล และ 61 สตางค์ต่อลิตร สำหรับแก๊สโซฮอล 91 (E10)

    ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากยอดความต้องการใช้น้ำมันดีเซล ที่เฉลี่ย วันละประมาณ 60 ล้านลิตร และน้ำมันกลุ่มเบนซิน ที่เฉลี่ยวันละ 28 ล้านลิตร แล้ว รายได้จากโรงกลั่นน้ำมัน จะได้รับผลกระทบประมาณ วันละ 24 ล้านบาท และกลุ่มเบนซิน ประมาณวันละ16 ล้านบาท หรือรวมประมาณวันละ  40 ล้านบาท และเดือนละ ประมาณ 1,200 ล้านบาท

    นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การปรับโครงสร้างเกณฑ์การคำนวณราคา ณ โรงกลั่น และการปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน อีก15สตางค์ต่อลิตรในครั้งนี้ ที่ได้มีการลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นระยะเวลา 2 ปี จะส่งผลให้ราคาขายส่ง ( ก่อนรวมค่าการตลาดและจัดจำหน่ายตามสถานีบริการ) สามารถลดลงได้ 60 - 80 สตางค์ต่อลิตร โดยจะเป็นการะช่วยลดผลกระทบจากการที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้เพิ่มขึ้นมากในช่วง 2-3 สัปดาห์ ที่ผ่านมา ต่อผู้บริโภค เทียบเท่ากับราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น/ลดลง 3.00 – 4.00 เหรียญสหรัฐต่อบาเรล

    นอกจากนี้ ที่ประชุม กบง. ยังได้รับทราบรายงานว่าจากสถานการณ์ราคา LPG ตลาดโลก (CP PRICE) ในช่วงเดือนเมษายน 2561 ราคาอยู่ที่ 472.50 เหรียญสหรัฐต่อตัน ราคาไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนมีนาคม สำหรับสถานการณ์ราคาอ้างอิงรายสัปดาห์หรือ LPG Cargo เดือนเมษายน 2561 เฉลี่ยวันที่ 1-16 เมษายน 2561 อยู่ที่ 447.42 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อน 6.60 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน (เดือนมีนาคม 2561อยู่ที่ 454.01 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน) แม้ว่าทิศทางราคารายสัปดาห์จะยังผันผวนอยู่ค่อนข้างมาก แต่สถานการณ์ในประเทศนั้น ราคาไม่มีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้กองทุนน้ำมันฯ เดือนเมษายน 2561 ในส่วนการผลิตและจัดหา (กองทุนน้ำมันฯ 1) มีรายรับ 150.18 ล้านบาท/เดือน และในส่วนการจำหน่ายภาคเชื้อเพลิง (กองทุนน้ำมันฯ 2)มีรายจ่าย 618.65 ล้านบาท/เดือน ส่งผลให้กองทุนน้ำมันฯ มีรายจ่ายสุทธิ ในส่วนของ LPG 468.47 ล้านบาท/เดือน ซึ่งถือว่าลดลงอย่างมาก เมื่อเทียบระดับที่เคยอุดหนุนสูงถึง 900 ล้านบาท/เดือน

    ในส่วนของการปรับลดเงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน 15 สตางค์ต่อลิตร เหลือการเรียกเก็บเพียง 10 สตางค์ต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 21 เม.ย. 2561 เป็นระยะเวลา2ปี  นั้นจะทำให้รายรับจากเงินกองทุนฯ ลดลงจาก 9,000 ล้านบาทต่อปี เหลือ 3,500 ล้านบาทต่อปี  แต่ยืนยันว่ายังเพียงพอที่จะดูแลโครงการด้านการอนุรักษ์พลังงานต่อไป เนื่องจากกองทุนอนุรักษ์ฯมีเงินสะสมอยู่ประมาณ 41,000 ล้านบาท

  • Date : 19 / 04 / 2018
    เรียกร้องรัฐเร่งใช้B10 แก้ปัญหาปาล์มน้ำมันล้นตลาด
    สมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลไทย เรียกร้องภาครัฐบาลเร่งนโยบายการใช้ไบโอดีเซลB10 แก้ปัญหาสต๊อกปาล์มล้นตลาด หวั่นสิ้นปี 2561 สต๊อกพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทะลุ 560,000 ตัน ระบุการใช้B10 ช่วยดูดซับปาล์มได้ 500,000 ตันต่อปี และกระทบราคาน้ำมันหน้าปั๊มไม่เกิน 20 สตางค์ต่อลิตร 
     
    นายศาณินทร์ ตริยานนท์ นายกสมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลไทย เปิดเผยว่า สมาคมฯ เรียกร้องให้รัฐบาลประกาศใช้น้ำมันไบโอดีเซลB10(น้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 10% ทุกลิตร)โดยเร็ว จากปัจจุบันที่ภาครัฐบังคับใช้ไบโอดีเซลB7(น้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 7% ทุกลิตร) เนื่องจากปัจจุบันไทยเกิดปัญหาน้ำมันปาล์มล้นตลาด จนทำให้ราคาตกต่ำกว่าตลาดโลกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน ก.ย. 2560 ที่ผ่านมา
     
    ทั้งนี้สมาคมฯคาดการณ์ว่าสิ้นปี 2561 นี้ ปริมาณสำรอง(สต๊อก)น้ำมันปาล์มจะล้นตลาดสูงถึง 560,000 ตัน ซึ่งถือว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากสต๊อกที่เหมาะสม อยู่ที่ 350,000 ตัน เนื่องจากผลผลิตปาล์มออกมามากและสต๊อกปาล์มที่ค้างเก่ายังอยู่ในระดับสูง โดยหากภาครัฐบังคับใช้ B10 จะช่วยดูดซับสต๊อกปาล์มได้ถึง 500,000 ตันต่อปี 
     
    อย่างไรก็ตามมองว่าการส่งออกปาล์มเพื่อแก้ปัญหาน้ำมันปาล์มล้นตลาดไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสม ในขณะนี้ เนื่องจากต้องกดราคาขายให้ต่ำเพื่อแข่งขันกับต่างประเทศ และจะส่งผลกระทบถึงราคาผลผลิตทลายปาล์มในประเทศตกต่ำลงด้วย  จากปัจจุบันราคาต่ำมากอยู่ที่ประมาณ 3 บาทต่อกิโลกรัม  โดยประเมินว่าหากรัฐกำหนดให้ใช้ B10 จะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดีเซลหน้าปั๊มไม่มาก ประมาณ 20สตางค์ต่อลิตร ซึ่งผู้บริโภคจะไม่รู้สึกถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น 
    ปัจจุบันมีผู้ผลิตน้ำมันปาล์มบริสุทธ์ หรือ B100 อยู่ 13 ราย กำลังการผลิตรวม 6.62 ล้านลิตรต่อวัน และคาดว่าสิ้นปี 2561 นี้จะมีการผลิตรวมถึง 8 ล้านลิตรต่อวัน เนื่องจากมีผลผลิตใหม่เข้าสู่ระบบมากขึ้น ขณะที่ความต้องการใช้ปัจจุบันอยู่ที่ 4.2 ล้านลิตรต่อวัน ดังนั้นควรเร่งนโยบายการใช้B10 โดยเร็ว 
     
    โดยถึงแม้ว่ากระทรวงพลังงานได้ร่วมกับสมาคมฯ และสมาคมผู้ผลิตยานยนต์แห่งประเทศญี่ปุ่น(JAMA) ทำการทดสอบการใช้B10กับรถยนต์ ไปแล้ว แต่คาดว่าจะสรุปผลได้สิ้นปี 2561 จึงอยากให้ภาครัฐเร่งการทดสอบได้เร็วขึ้น เพราะปัจจุบัน JAMA ได้ให้การรับรองไบโอดีเซล B15 ให้ประเทศอินโดนีเซีย และรับรอง B10 ให้ประเทศมาเลเซียแล้ว       
     
    ด้านนายจิรวัฒน์ นุริตานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC กล่าวว่า การส่งออกน้ำมันปาล์มไปประเทศยุโรป จำเป็นต้องได้รับมาตรฐานยุโรป RSPO หรือมาตรฐานในการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชนสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันไทยได้รับ RSPO เพียง 5% ของผลผลิตปาล์มทั้งหมด ขณะที่ประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียได้รับ RSPO ถึง 50% ของผลผลิตทั้งหมด ดังนั้นการส่งออกน้ำมันปาล์มของไทยจึงเป็นเรื่องที่ดำเนินการได้ยาก
  • Date : 18 / 04 / 2018
    "ทวารัฐ"แจงร่างแผนPDPฉบับใหม่อยู่ระหว่างจัดทำ และไม่ได้ถูกตีกลับจากรัฐมนตรีพลังงาน

    “ทวารัฐ”แจง ร่างแผนPDPฉบับใหม่ ไม่ได้ถูกตีกลับ จากรัฐมนตรีพลังงาน โดยสำนักนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบการจัดทำแผน ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ และยังไม่แล้วเสร็จ ระบุมีบางข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ชุดที่มี นายพรชัย รุจิประภา เป็นประธาน จะถูกนำมาผนวกรวมอยู่ในแผน และบางข้อเสนอจำเป็นจะต้องมีการศึกษาให้เกิดความชัดเจนเสียก่อน

    นาย ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เปิดเผยว่า สนพ.กำลังอยู่ในระหว่างการจัดทำร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือแผนPDP ฉบับใหม่ ที่จะนำมาใช้แทนแผน PDP2015 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จและยังไม่ได้มีการนำเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานพิจารณา ดังนั้น จึงไม่ได้มีการตีกลับแผน PDP จากรัฐมนตรี เพื่อให้ สนพ.นำกลับมาแก้ไขปรับปรุงใหม่ ตามที่มีการนำเสนอผ่านสื่อหลายสำนักแต่อย่างใด

    นายทวารัฐ กล่าวว่า สาระสำคัญในแผน PDP ฉบับใหม่ มีหลายประเด็นที่เป็นการปรับปรุงแผนPDP2015 ให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ส่วนข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ชุดที่มี นายพรชัย รุจิประภา เป็นประธาน นั้น มีบางเรื่องที่สอดคล้องกับที่กระทรวงพลังงานตั้งใจจะดำเนินการและถูกผนวกรวมอยู่ในแผนอยู่แล้ว และบางข้อเสนอยังต้องมีการศึกษาเพื่อให้เกิดความชัดเจนเสียก่อน

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) รายงานว่า สำหรับข้อเสนอของคณะกรรมการปฎิรูปประเทศด้านพลังงาน ที่เกี่ยวกับด้านไฟฟ้านั้น มี 3 ประเด็นที่ต้องปฏิรูป ได้แก่ 1. โครงสร้างแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า โดยกำหนดสัดส่วนเชื้อเพลิง และปฏิรูปการจัดหาพลังงานทั้งระบบ  2. ส่งเสริมกิจการไฟฟ้าเพื่อเพิ่มการแข่งขัน และ 3. ปฏิรูปโครงสร้างการบริหารกิจการไฟฟ้า เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของแผนพัฒนา กำลังผลิตไฟฟ้าให้สอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและทรัพยากรที่มีอยู่ ปรับปรุงการกำหนดสัดส่วนเชื้อเพลิงและปฏิรูปการจัดหาพลังงาน พร้อมทั้งจัดทำ PDP รายภาค และใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานและที่ตั้งโรงไฟฟ้าที่มีให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และปรับโครงสร้างกิจการไฟฟ้าที่ส่งเสริม ให้เกิดการแข่งขัน และกลไกตลาดในกิจการไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน โดยเสนอให้ดำเนินการปรับโครงสร้างอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสม

บทความ อ่านบทความทั้งหมด