• Date : 16 / 08 / 2018
    ข่าวล่าสุด
    กฟผ.จัดรับฟังความคิดเห็นประชาชนโครงการFSRU ครั้งที่2

    กฟผ. และบริษัทที่ปรึกษา เตรียมจัดรับฟังความคิดเห็นประชาชน ครั้งที่ 2 โครงการ สถานีเก็บรักษาและแปรสภาพก๊าซธรรมชาติจากของเหลวเป็นก๊าซ แบบลอยน้ำ (Floating Storage and Regasification Unit : FSRU) ในวันที่ 16 ส.ค. และ 24 ก.ย.2561 เพื่อจัดทำร่างรายงานการประเมินผลกระทบและสิ่งแวดล้อม (EIA) ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด ประกอบด้วย จ.สมุทรปราการ จ.สมุทรสาคร จ.ฉะเชิงเทรา และ จ.ชลบุรี คาดเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาภายในปี 2562 และเริ่มดำเนินการก่อสร้างพร้อมทดสอบระบบในระหว่างปี 2563 - 2566  โดยหากเป็นไปตามแผนจะสามารถส่งก๊าซฯได้ในปี 2567

    ว่าที่ พ.ต.อนุชาต ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการชุมชนสัมพันธ์และสิ่งแวดล้อมโครงการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. และบริษัท อีอาร์เอ็ม-สยาม จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาในการศึกษาและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการสถานีเก็บรักษาและแปรสภาพก๊าซธรรมชาติจากของเหลวเป็นก๊าซ แบบลอยน้ำ (Floating Storage and Regasification Unit : FSRU) เตรียมจัดประชุมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ครั้งที่ 2 สำหรับประชาชนในพื้นที่แนวทางเลือกที่มีความเหมาะสมและระยะประชิดของโครงการในระหว่างเดือน ส.ค. – ก.ย. 2561 ครอบคลุมพื้นที่ศึกษาใน4 จังหวัด ประกอบด้วย  จ.สมุทรปราการ จ.สมุทรสาคร จ.ฉะเชิงเทรา และ จ.ชลบุรี โดยเวทีแรกจะเริ่มในวันที่ 16 ส.ค. 2561 ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ และเวทีสุดท้ายคือวันที่ 24 ก.ย. 2561 จัดที่สมาคมการประมงสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร

    สำหรับการประชุมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 นี้ จะนำผลการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและ ข้อห่วงกังวลของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในบริเวณพื้นที่โครงการที่ได้รับรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 1 มานำเสนอ พร้อมร่างมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงมาตรการในการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการ และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อให้ครอบคลุมทุกข้อห่วงกังวลของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มของโครงการมากที่สุด

    อย่างไรก็ตามเมื่อการประชุมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 แล้วเสร็จ กฟผ. จะนำข้อเสนอแนะของประชาชนจากการประชุมมาจัดทำเป็นรายงานฉบับสมบูรณ์และ นำเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาเห็นชอบภายในปี 2562 จากนั้นจึงจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างและทดสอบระบบในระหว่างปี 2563 - 2566 ซึ่งตามแผนมีกำหนดจะเสร็จสามารถส่งก๊าซธรรมชาติได้ในปี 2567

    ทั้งนี้ โครงการ FSRU บริเวณพื้นที่ อ่าวไทยตอนบน, โครงการท่าเทียบเรือ FSRU และโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติจาก FSRU เป็นโครงการเตรียมความพร้อมในการจัดหาเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า เพื่อเสริมความมั่นคงในการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2559 ได้มอบหมายให้ กฟผ. เป็น ผู้ดำเนินโครงการFSRU ในพื้นที่อ่าวไทยตอนบนเป็นแห่งแรกของไทย สำหรับรองรับการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในปริมาณ 5 ล้านตันต่อปี เพื่อจัดส่งให้กับโรงไฟฟ้าพระนครใต้ จ.สมุทรปราการ และโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ จ.นนทบุรี รวมทั้งจัดส่งเข้าสู่โครงข่ายระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติในปัจจุบัน

  • Date : 15 / 08 / 2018
    สนพ.ยืนยันกระบวนการขอใช้งบกองทุนอนุรักษ์ฯโปร่งใส

    สนพ.ยืนยันกระบวนการเปิดรับผู้ร่วมโครงการขอใช้งบกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานประจำปี 2562 โปร่งใส ไม่มีการกีดกันรายใด เหตุใช้ระบบสมัครตรงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และมีคณะกรรมการ 3 ชุดกลั่นกรองโครงการ ระบุมีผู้สมัครแล้ว 956 โครงการ จากเอกชน 343 ราย คณะกรรมการกองทุนฯเตรียมประชุมพิจารณา 6 ก.ย. 2561 นี้

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน และในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เปิดเผยว่า  การดำเนินงานเปิดรับข้อเสนอโครงการของเอกชน เพื่อเข้าร่วมขอใช้เงินโครงการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานประจำปี 2562 เป็นไปอย่างโปร่งใส ไม่มีการทุจริต ไม่มีการกีดกันผู้ขอเข้าร่วมโครงการ หรือเปิดรับสมัครแบบกระชั้นชิดแต่อย่างใด

    ทั้งนี้ สนพ. ขอชี้แจงว่า การใช้งบกองทุนฯประมาณปี 2562 จะแตกต่างจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีการออกระเบียบใหม่ที่กำหนดให้ผู้ที่จะขอสมัครเข้าร่วมโครงการจะต้องสมัครผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากเดิมที่จะเสนอผ่าน “หน่วยผู้เบิก” คือ สนพ. และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) หลังจากนั้นจะมี 3 คณะกรรมการกลั่นกรอง ได้แก่ 1.คณะกรรมการกลั่นกรอง ซึ่งมีปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน 2.คณะอนุกรรมการกองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธานและ 3. คณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานที่มี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกองทุนฯ  ดังนั้นจึงไม่สามารถเกิดการกีดกันผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการโดยบุคคลใดได้  

    นอกจากนี้การเปิดรับข้อเสนอเพื่อเข้าร่วมกองทุนฯปี 2562 ยังต้องดำเนินการควบคู่กับการเปิดรับข้อเสนอของกองทุนฯปี 2561(เพิ่มเติม) ที่มีข้อกำหนดให้ใช้ตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ดังนั้นแม้จะมีการตั้งสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน(ส.กทอ.) เพื่อดำเนินกระบวนการโดยตรง แต่การดำเนินงานทั้งกองทุนฯปี 2561 และ ปี 2562 เป็นภาระที่หนักเกินไปของ ส.กทอ. เนื่องจากมีข้อจำกัดทั้งกำลังคนและประสบการณ์ ดังนั้น สนพ.จึงต้องเข้ามาช่วยดูแล โดยแบ่งหน้าที่กัน ให้ ส.กทอ.ดูแลในส่วนของงบกองทุนฯ ปี 2561(เพิ่มเติม) และสนพ. ช่วยดูแลรับข้อเสนองบปี 2562 ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมกันนี้ สนพ.ได้จ้างที่ปรึกษาตามปกติ มาปฏิบัติงานด้านธุรการ เตรียมเอกสารการเบิกจ่าย ติดตามประเมินผล เป็นต้น       

    สำหรับงบกองทุนฯปี 2562 มีกรอบวงเงินอยู่ 9,148 ล้านบาท  โดยตั้งแต่เปิดรับสมัครผู้สนใจร่วมโครงการกองทุนฯ ประจำปี 2562 ( 19 ก.ค.-10 ส.ค.2561 )มีผู้สมัครร่วมโครงการแล้ว 956 โครงการ จาก 343 หน่วยงานทั่วประเทศ โดยคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานที่มี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกองทุนฯ จะเปิดประชุมอีกครั้งในวันที่ 6 ก.ย. 2561 นี้

     

  • Date : 15 / 08 / 2018
    กลุ่มปตท.เผยมีกระแสเงินสดพร้อมลงทุนตอบโจทย์นโยบายรัฐบาล โดยเน้นหลัก3P

    กลุ่ม ปตท.เผยมีกระแสเงินสดกวา3.9แสนล้านบาท พร้อมสำหรับการลงทุนตามนโยบายรัฐบาลที่ให้ผลตอบแทนที่ดี โดย มุ่งเน้นแนวทางการบริหารจัดการความยั่งยืนกลุ่ม ปตท. ตามหลัก 3P โดยให้ความสำคัญ 3 ด้านอย่างสมดุล ได้แก่ People  การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ชุมชน และสังคม Planet การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ Profit การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยใช้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) เป็นตัวกำหนดทิศทางเพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาระดับสากล

     

    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมกาผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เมื่อวันที่15สิงหาคม 2561 ว่า  ปัจจุบันกลุ่ม ปตท.มีกระแสเงินสดรวมประมาณ 3.9 แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็นของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) หรือ PTTEP จำนวนกว่า 1 แสนล้านบาท และในส่วนของ ปตท.เกือบ 1 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นของบริษัทในกลุ่มปตท. โดยกระแสเงินสดดังกล่าวถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมสำหรับการลงทุนโครงการต่างๆ ในอนาคต ที่สามารถตอบโจทย์นโยบายของรัฐบาลได้  ซึ่ง ปตท.ได้มองโอกาสการลงทุนใหม่ๆ เอาไว้หลายโครงการ

    ทั้งนี้   ในฐานะที่ปตท.มีฐานะเป็นทั้งรัฐวิสาหกิจ และบริษัทมหาชน ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  กลุ่ม ปตท.มองถึงการลงทุนในอนาคต ไว้ว่า จะต้องเป็นการลงทุนที่มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ เศรษฐกิจชุมชน และสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษ(EEC)  รวมทั้งเป็นโครงการที่ให้ผลตอบแทนการลงทุนที่ดี

    โดยสำหรับโครงการใหม่ๆ ที่คาดว่าจะเข้าไปลงทุนในอนาคต ได้แก่ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน(สุวรรณภูมิ ดอนเมือง อู่ตะเภา),  เมืองอัจฉริยะ หรือ smart city, รถยนต์ไฟฟ้า(EV), ระบบกักเก็บสำรองไฟฟ้า(Energy Storage) และการบริหารจัดการวัตถุดิบของบริษันในกลุ่มให้เกิดประสิทธิภาพในการผลิตสูงสุด  เป็นต้น

    ซึ่งความคืบหน้าการลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ขณะนี้ ปตท.ได้มอบหมายให้บริษัท เอนเนอร์ยี คอมเพล็กซ์ จำกัด เข้าไปซื้อซองประกวดราคา และว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการลงทุน และจะร่วมลงทุนกับใคร  คาดว่าจะมีความชัดเจนแผนลงทุนในเดือนพ.ย.2561 นี้   เช่นเดียวกับการลงทุน Smart City ที่สถานีกลางบางซื่อ ที่ยังอยู่ระหว่างหารือกับผู้ร่วมทุนทั้งในและต่างประเทศ ที่มีความชำนาญในด้านการบริหารจัดการจราจรและการเดินรถไฟ เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ ปตท.ไม่มีประสบการณ์และไม่มีความชำนาญ

    นายเทวินทร์  กล่าวด้วยว่า การพัฒนาธุรกิจในอนาคตของปตท. ยังมุ่งเน้นแนวทางการบริหารจัดการความยั่งยืน  ตามหลัก 3P โดยให้ความสำคัญ 3 ด้านอย่างสมดุล ได้แก่ People  การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ชุมชน และสังคม Planet การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ Profit การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยใช้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) เป็นตัวกำหนดทิศทางเพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาระดับสากล

     ในส่วนของ People ปตท. มุ่งเน้นพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม เพื่อเศรษฐกิจที่ดี สร้างชีวิตที่มีคุณภาพแก่คนในสังคม  อันจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ โดยโครงการสำคัญในครึ่งปีแรก 2561 ได้แก่

    ·ร่วมพัฒนาการศึกษาไทย โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตามระบบสามัญ เริ่มจากระดับประถมศึกษาด้วยการ ร่วมเป็น 1ใน 12 บริษัท ผู้ร่วมพัฒนา “โรงเรียนประชารัฐ” ระยะที่ 2 ต่อเนื่องจากปี 2560 เพิ่ม จาก 42 โรงเรียน อีก 40 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 82 โรงเรียนใน 7 จังหวัด และต่อยอด    สู่โครงการ Partnership School Project (SP) นำประสบการณ์บริหารจัดการรูปแบบเอกชน ร่วมแบ่งปัน ในโรงเรียนร่วมพัฒนา กลุ่ม ปตท. ใน 5 จังหวัด ได้แก่ สมุทรปราการ ระยอง สุโขทัย พิษณุโลก และกำแพงเพชร ในส่วนของมัธยมศึกษา นักเรียนรุ่นแรกโรงเรียนกำเนิดวิทย์ KVIS ได้สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 71 คน และในจำนวนนี้ได้ทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศในสาขาวิชาทางด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีถึง 18 คน ในระดับอุดมศึกษา สถาบันวิทยสิริเมธี VISTEC ได้รับการจัดอันดับจากดัชนีวารสารวิจัยชั้นนำระดับโลก Nature Index Ranking 2017 ให้อยู่ในอันดับที่ 1 ของไทย ด้าน Chemical Science 

     ·        เป็นผู้นำพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EECi   โดยร่วมสนับสนุนแผนยุทธศาสตร์ของประเทศ พัฒนาพื้นที่วังจันทร์วัลเล่ย์ จ.ระยองให้เป็น Smart Natural Innovation Platform ในการขับเคลื่อนผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจประเทศไทยตามยุทธศาสตร์ Thailand 4.0 ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปโภคบนพื้นที่ 3,302 ไร่ ตามหลักการ Smart Cityพร้อมทั้งเตรียมลงนามสัญญาเช่าพื้นที่กับ สวทช. ในเดือนสิงหาคมนี้ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2563

    ·        มุ่งเน้นพัฒนารูปแบบธุรกิจเพื่อสังคม Social Enterprise (SE) นำร่อง Café Amazon for Chance ภายใต้การดูแลของบริษัท สานพลัง วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด

    ·        พัฒนาการปลูกและการผลิตกาแฟระบบอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ระยะที่ 2 ณ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตก อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ระหว่าง โครงการหลวง และ ปตท. ร่วมกับเครือข่ายชุมชนในพื้นที่ ทั้งนี้ มีเกษตรกรชาวเขาในพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวง จำนวน 24 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 88 หมู่บ้าน 9,500 ไร่ จำนวนประชากรที่ได้รับประโยชน์ 2,602 ครัวเรือน มีผลผลิตกาแฟจำหน่ายออกสู่ตลาดกว่า 500 ตัน ต่อปี และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรมากกว่า 40 ล้านบาท

    ·        เปิดพื้นที่สถานีบริการน้ำมัน รวมพลัง ร่วมใจ ช่วยเกษตรกร  พร้อมส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนจำหน่ายสินค้า อาทิ ข้าว สัปปะรด กระเทียม ผลิตภัณฑ์ยาง  เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนยามราคาผลิตผลตกต่ำ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

    ·        เสริมสร้างคุณภาพชีวิต ด้วยพลังงานชุมชน ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ อาคารประหยัดพลังงาน ที่สถานแรกรับเด็กชายปากเกร็ด จ.นนทบุรี โรงเรียนวัดประชุมมิตรบำรุง อ.บ้านฉาง (โรงเรียนประชารัฐ) และโรงเรียนบ้านยุบตาเหน่ง อ.วังจันทร์ (โรงเรียนประชารัฐ) จ.ระยอง ซึ่งช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าและลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

    ·        ร่วมเป็นพลังของแผ่นดิน ส่งเสริมจิตอาสา นำความเชี่ยวชาญประสบการณ์ และผลิตภัณฑ์เข้าช่วยเหลือสังคมเช่น การช่วยเหลือทีมหมูป่าด้วยการจัดส่งน้ำมันดีเซล ถังก๊าซหุงต้มให้กับโรงครัวพระราชทานฯ พร้อมทีมวิศวกรทั้งจาก ปตท. และบริษัท ปตท. จำหน่ายก๊าซธรรมชาติ จำกัด (PTTNGD)  นำท่อ HDPE และท่อเล็กที่สามารถเข้าที่คดเคี้ยวได้ เพื่อใช้สูบน้ำออกจากถ้ำ รวมทั้งร่วมกันบรรจุถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย สปป.ลาว

    ·        ส่งเสริมศักยภาพของนักกีฬาไทย ให้เป็นที่ภาคภูมิใจ ทำหน้าที่เป็นแรงผลักดันสร้างขวัญ กำลังใจ ให้นักกีฬาไทยพัฒนาไปสู่ความสำเร็จ ผลงานที่โดดเด่นในปี 2561 เช่น ฟลอร์บอลชายได้เป็นที่ 1 ของเอเชีย และได้เข้าร่วมแข่งขันฟลอร์บอลโลกในปลายปีนี้  ฮอกกี้ชายและหญิงผ่านการคัดเลือกเข้าเล่นในกีฬาเอเชียนเกมส์ในปี 2018 สโมสรฟุตซอล PTT Blue wave Chonburi เป็นอันดับ 1 ของเอเชีย และได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนทวีปเอเชียเข้าแข่งขันฟุตซอลสโมสรโลก ทั้งยัง สนับสนุนนักกีฬาที่มีผลงานโดดเด่น และสร้างชื่อเสียงระดับประเทศและนานาชาติ เช่น นักกีฬาขี่ม้า ได้รับคัดเลือกเข้าทีมชาติไทยร่วมแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ ปี 2018 สมาคมแข่งขันกีฬาบริดจ์ได้รับเหรียญทองจากการแข่งขันชิงแชมป์เอเชียครั้งที่ 3 ปี 2018 ที่ประเทศอินเดีย

     

             ขณะที่ด้าน Planet ปตท. มุ่งมั่นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมในทุกมิติของกระบวนการทำงาน ได้แก่

    ·        นำพาป่าสู่เมืองผ่าน “ศูนย์เรียนรู้ป่าในกรุง ปตท.” กรุงเทพฯ และ “ศูนย์เรียนรู้ป่าวังจันทร์” จ.ระยอง ได้รับความสนใจมากขึ้น มีผู้เยี่ยมชมแล้วกว่า 270,000 คน และ 87,000 คน ตามลำดับ ล่าสุด ทั้ง 2 โครงการได้รับรางวัล“ภูมิสถาปัตยกรรมดีเด่นระดับนานาชาติ” จากสมาพันธ์ภูมิสถาปนิกนานาชาติ หรือ IFLA (International Federation of Landscape Architects) ในการพัฒนาสุขภาพของสังคมและชุมชน รวมถึงสร้างสรรค์แหล่งที่อยู่ ความหลากหลายทางชีวภาพและสัตว์ป่า อีกทั้งกระทรวงวัฒนธรรม มอบโล่ยกย่องเชิดชูเกียรติ ปตท. ในฐานะองค์กรที่ประสบความสำเร็จในการปลูกป่า

    ·        ประสบความสำเร็จในการสานพลังความร่วมมือกับ 33 องค์กร ทั้งภาครัฐ เอกชน ผนึกกำลัง 6 ชุมชน   คุ้งบางกะเจ้า อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ในโครงการ OUR Khung Bang Kachao เป้าหมายยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนและสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นและเติบโตขึ้นร้อยละ 20 ใน 5 ปี
    เน้นร่วมมือรูปแบบสานพลังร่วมเพื่อพัฒนาสังคม 6 ด้าน ได้แก่พื้นที่สีเขียว จัดการน้ำและการกัดเซาะริมตลิ่ง จัดการขยะ ส่งเสริมอาชีพ ท่องเที่ยว และเยาวชนและการศึกษา โดย ปตท. เป็นหัวหน้าคณะทำงานด้านพัฒนาพื้นที่สีเขียว มุ่งฟื้นฟูและรักษาพื้นที่สีเขียวให้ได้ 6,000 ไร่ ภายใน 5 ปี โดยปี 2561
    กำหนดเป้าหมายระยะเริ่มต้นที่ 400 ไร่ บนพื้นที่ราชพัสดุ ภายใต้ความรับผิดชอบของกรมป่าไม้

             นอกจากนี้ด้าน Profit  ปตท. ดำเนินธุรกิจกลยุทธ์ PTT 3D ด้วย Do Now เพื่อสร้างความสามารถการแข่งขัน Decide Now เพื่อขยายการเติบโตอย่างยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ โดยขยายการลงทุนโครงการที่สำคัญ อาทิ ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 5 และคลังรับก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เป็นต้น

         Design Now เพื่อสร้าง New S-Curve ขยายการเติบโตแบบก้าวกระโดดในอนาคต อาทิ Electricity Value Chain และ Smart City & Property Development เป็นต้น ซึ่งจะอยู่ในพื้นที่ EEC ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

    ·        มุ่งดำเนินธุรกิจแบบมีส่วนร่วมบนหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยผลประกอบการเฉพาะ ปตท. ครึ่งปีแรกของปี 2561 มีกำไร33,218 ล้านบาท และเมื่อรับรู้ผลกำไรของบริษัทในกลุ่มตามสัดส่วนการถือหุ้นอีก 36,599 ล้านบาท ทำให้งบการเงินรวมของ ปตท. และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิรวม 69,817 ล้านบาท (ลดลงจากปีก่อนร้อยละ 9.89) คิดเป็นกำไร 2.43 บาทต่อหุ้น

    ปัจจัยสำคัญเชิงบวกและเชิงลบที่ทำให้ผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2561 ของ ปตท. และบริษัทในกลุ่ม ต่ำกว่าครึ่งปีแรกของปี 2560 ได้แก่

    -          กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 140,438 เป็น 170,870 ล้านบาท จากราคาน้ำมันดิบดูไบและราคาปิโตรเคมี ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผลการดำเนินงานปกติโดยรวมดีขึ้น

    -          การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity Improvement) สร้างกำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี 20,721 ล้านบาท ใน 1H/2561 ไม่มีรายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นประจำ (Non-recurring Items) ขณะที่ใน 1H/2560 ปตท. มี Non-recurring Items จากรายได้เงินปันผลจากกองทุนรวม EPIF 4,310 ล้านบาท และกำไรจากการขายเงินลงทุนในกองทุนรวม 990 ล้านบาท

    -          กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ลดลงจาก 7,822 เป็น 2,276 ล้านบาท จากเงินบาทที่อ่อนค่าลงภาษีเงินได้ เพิ่มขึ้น 14,650  ล้านบาท จาก 11,951 ล้านบาทใน 1H/2560 เป็น 26,601 ล้านบาทใน 1H/2561 โดยหลักมาจาก PTTEP ซึ่งได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนตามค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐฯ

    ·        ได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วนด้วยรางวัลเกียรติคุณ อาทิ มูลนิธิต่อต้านการทุจริตมอบโล่เกียรติคุณด้านความโปร่งใส  นิตยสารCorporate Governance Asia มอบรางวัล Asian Excellence Awards 2018 ประเภท ผู้นำองค์กรยอดเยี่ยมในเอเชียแห่งปี ประธานฝ่ายการเงินองค์กรยอดเยี่ยมในเอเชียแห่งปี  นิตยสาร Marketeer มอบให้แบรนด์ ปตท. เป็นอันดับ 1 ในประเทศ “The No.1 Brand Thailand 2017-2018” ติดต่อกันเป็นปีที่ 8 ในด้านสถานีบริการน้ำมัน คาเฟ่ อเมซอน และผลิตภัณฑ์หล่อลื่น

     

บทความ อ่านบทความทั้งหมด