• Date : 17 / 01 / 2018
    ข่าวล่าสุด
    ปตท.หนุนนโยบายเปิดเสรีธุรกิจก๊าซธรรมชาติ หลังแยกธุรกิจท่อและคลังเสร็จสิ้นปี2561
    กลุ่มปตท.แถลงข่าวหนุนนโยบายรัฐเปิดเสรีธุรกิจก๊าซธรรมชาติ สร้างความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยปตท.คาดว่าจะแยกธุรกิจท่อส่งก๊าซและคลังรับจ่ายก๊าซ เสร็จภายในสิ้นปี2561นี้ ในขณะที่  ตั้งเป้างบลงทุน 5 ปี 3.4 แสนล้านบาท โดยจะนำมาใช้ปรับโครงสร้างธุรกิจ PTTOR 1.2 แสนล้านบาท 
     
    เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2561 6 ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทในกลุ่มบริษัท ปตท.นำโดย นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ร่วมแถลงข่าวทิศทางการดำเนินงานในปี 2561 
     
    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า แผนงาน ปตท.ในปี 2561 ยังคงให้การสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการเปิดแข่งขันเสรีธุรกิจก๊าซธรรมชาติทั้งก๊าซหุงต้ม(LPG)และก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์(NGV) โดยเห็นว่าจะสร้างความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
    โดยในส่วนของธุรกิจก๊าซธรรมชาติของปตท. ปัจจุบัน เดินมาถึงจุดที่ต้องปรับโครงสร้างมาเป็นผู้ให้บริการคลังและท่อก๊าซฯ พร้อมเปิดให้เอกชนรายอื่นเข้ามาใช้บริการได้ด้วย โดย ปตท.ได้เริ่มแยกบัญชีงบการเงินและแยกการกำกับดูแลธุรกิจท่อก๊าซฯและคลังเก็บก๊าซฯ แล้ว คาดว่าสิ้นปี 2561 นี้จะสามารถแสดงผลประกอบการธุรกิจท่อส่งก๊าซและคลังก๊าซที่ชัดเจนได้
     
    ในส่วนของข้อเสนอที่จะให้มีการลดบทบาท ปตท.ลงนั้น มองว่าเป็น ข้อเสนอที่มาจากภายนอก แต่ต้องดูว่า ประเทศจะได้ประโยชน์อะไร  ซึ่งเชื่อว่าในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคงด้านพลังงาน นั้น ปตท.จะยังมีบทบาทหลักการ แต่จะมีบางส่วน ที่ปตท.เองเห็นด้วยว่าควรจะเปิดให้เอกชนเข้ามามีบทบาทแข่งขันกันกับปตท.ให้มากขึ้น ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องที่ดีเพราะจะก่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และเป็นประโยชน์ต่อประเทศ
     
    สำหรับแผนงานลงทุนปี 2561 จะมีโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบกเส้นที่ 5 ซึ่งเริ่มดำเนินการก่อสร้างแล้วและจะเสร็จภายในปี 2564 รวมถึงโครงการก่อสร้างและขยายคลังก๊าซธรรมชาติเหลว( LNG) ให้เสร็จภายในปี 2562   ส่วนงบการลงทุน 5 ปี(2561-2565) จะแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ 1. แผนการลงทุน 5 ปี สำหรับโครงการที่มี commitment แล้ว ปตท.ตั้งงบลงทุนไว้ที่ 3.4 แสนล้านบาท และ 2.กรณีการลงทุนที่เป็นไปได้แต่ยังไม่มี commitment ปตท.ตั้งงบลงทุนไว้ที่ 2.45 แสนล้านบาท ทั้งนี้ในส่วนของงบที่ลงทุนที่ตั้งไว้สูงถึง 3.4 แสนล้านบาท เป็นงบที่เตรียมไว้ใช้สำหรับใช้ปรับโครงสร้างจัดตั้ง บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (PTTOR) 1.2 แสนล้านบาท เพื่อให้ PTTOR นำเงินไปซื้อสินทรัพย์จาก ปตท. เพื่อให้ PTTOR มีสินทรัพย์เป็นของตัวเอง โดยคาดว่าจะเริ่มโอนกิจการได้ภายในปี 2561 และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2562
     
    ด้าน นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) หรือ ปตท.สผ. กล่าวว่า ปตท.สผ.ยืนยันจะลงประมูลแข่งขันสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุในแหล่งบงกชแน่นอน เพราะเป็นแหล่งที่ ปตท.สผ.ดำเนินการมาโดยตลอด ซึ่งเป็นเหมือนจิตใจและความภาคภูมิใจของคน ปตท.สผ. 
    สำหรับในปี 2561 ปตท.สผ.ตั้งเป้าหมายจำหน่ายปิโตรเลียม 3 แสนบาร์เรลต่อวัน และรักษาระดับต้นทุนไว้ที่ 30 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล นอกจากนี้มีแผนจะร่วมประมูลแปลงสำรวจปิโตรเลียมในประเทศมาเลเซียเพิ่มด้วย ส่วนแผนการลงทุน 5 ปี นั้นได้ตั้งงบไว้ปีละ 3.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
     
    นายสุพัฒนพงษ์​ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ในปี 2561 บริษัทฯ มีแผนจะลงทุนธุรกิจปลายน้ำ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีพลาสติกคุณภาพสูง โดยร่วมกับพันธมิตรในต่างประเทศ พร้อมทั้งจะเปิดตลาดไปสู่ประเทศกลุ่ม CLMV เพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจมากขึ้น โดยตั้งงบลงทุน 5 ปีไว้ที่ 180,000ล้านบาท
     
    นายสุกฤตย์ สุรบถโสภณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า คณะกรรมการ(บอร์ด) IRPC ได้อนุมัติให้ศึกษาโครงการอะโรเมติกส์ (MARS)1.3 ล้านตันต่อปี แบ่งเป็นพาราไซลีน 1 ล้านตัน และเบนซีน 3 แสนตันต่อปี คาดว่าจะผลการศึกษาจะแล้วเสร็จใน1ปี หากผลการศึกษามีความเหมาะสมก็จะเริ่มลงทุน คาดใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 3-4 ปี ใช้เงินลงทุนรวม 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ รวมทั้งหาโอกาสในการซื้อกิจการ(M&A)โดยตั้งทีมงานขึ้นมาดูแลในเรื่องนี้โดยตรง ซึ่งงบลงทุน 5ปีของไออาร์พีซีปกติจะอยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท แต่ถ้ารวมการลงทุนโครงการ MARS จะมีงบลงทุน 5 หมื่นล้านบาท
     
    นายเติมชัย บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) กล่าวว่า GPSC ตั้งงบลงทุน 5 ปีไว้ที่ 28,000 ล้านบาท สำหรับการขยายการลงทุนในโครงกการเดิม และโครงการผลิตแบตเตอรี่ในไทย คาดว่าจะสร้างโรงงานแล้วเสร็จในปี 2561 นี้แล้วเดินเครื่องปี 2562
    นอกจากนั้น บริษัทยังมีการลงทุนธุรกิจไฟฟ้่าเพิ่มเติมในต่างประเทศทั้งรูปแบบลงทุนใหม่และซื้อกิจการ ซึ่งการลงทุนในต่างประเทศอยู่ระหว่างทุนโรงไฟฟ้าน้ำลิก และโรงไฟฟ้าไชยะบุรี ที่สปป.ลาว
     
    นายอธิคม เติบศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่าในปี 2561 จะเน้นการพัฒนาคุณภาพน้ำมันให้มีมูลค่าสูงขึ้นด้วยการนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ โดยจะทำให้โรงกลั่นสามารถผลิตน้ำมันดีเซลและน้ำมันเครื่องบินได้มากขึ้น เนื่องจากมองว่าน้ำมันดีเซลและน้ำมันเครื่องบินมีความจำเป็นต้องใช้แม้ในอนาคตแม้จะมีรถยนต์ไฟฟ้า(EV)มากขึ้นก็ตาม ดังนั้นน้ำมันทั้ง 2 ชนิดดังกล่าวถือเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการเกิดรถ EV น้อยสุด
     
  • Date : 17 / 01 / 2018
    อดีตผู้ว่ากฟผ.ตั้งคำถาม ลดบทบาทกฟผ.ผลประโยชน์ตกที่ใคร

    สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ กฟผ. ค้านรัฐลดบทบาทกฟผ. จัดเสวนาระดมสมอง อดีตผู้ว่าการกฟผ.แนะทางออก โดย"สุนชัย" ตั้งคำถาม จะลดบทบาทกฟผ.ผลประโยชน์ตกที่ใคร ชี้ตัวเลขเปรียบเทียบ กฟผ.ส่งรายได้ให้รัฐมากกว่าผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรวมกัน กว่า16,000 ล้านบาทต่อปี และส่งประโยชน์ถึงมือประชาชน  ในขณะที่ "ไกรสีห์ " โชว์ข้อมูลสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของกฟผ.ที่ลดลงเรื่อยๆ ระบุ เทคโนโลยีเปลี่ยน  นโยบายเปลี่ยน กฟผ.ต้องเร่งปรับตัวเพื่อผ่านพ้นวิกฤต  ส่วน"กรศิษฏ์ " เร่งปรับลดต้นทุน พร้อมแข่งขันโรงไฟฟ้ากับเอกชน

    เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2561 ณ หอประชุม เกษม จาติกวณิช กฟผ.สำนักงานใหญ่ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ สร.กฟผ. จัดเสวนา เรื่อง ฝ่าวิกฤตปฎิรูปไฟฟ้า กฟผ.จะก้าวข้ามอย่างไร  โดยเชิญ อดีตผู้ว่าการกฟผ.คนที่9 และอดีตกรรมการ กำกับกิจการพลังงาน นายไกรสีห์ กรรณสูต นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ อดีตผู้ว่ากฟผ.คนที่12 ปัจจุบันเป็นคณะกรรมการปฎิรูปประเทศด้านพลังงาน และผู้ว่ากฟผ.คนปัจจุบัน นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ เป็นวิทยากรหลักในการเสวนา ซึ่งได้รับความสนใจจากพนักงานกฟผ. กว่า700คนเต็มที่นั่งห้องประชุม พร้อมถ่ายทอดสัญญาณไปยัง สำนักงานกฟผ.ในต่างจังหวัดด้วย

    โดยหลังการเสวนา ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ กฟผ.นายศิริชัย ไม้งาม ได้กล่าวเจตนารมณ์ และจะเดินทางไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ทำเนียบรัฐบาลในวันที่18 ม.ค. เพื่อคัดค้านข้อเสนอที่จะลดบทบาท กฟผ. ในการเป็นรัฐวิสาหกิจ ที่ดูแลความมั่นคงด้านไฟฟ้าของประเทศ

    ด้าน นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ อดีตผู้ว่ากฟผ.คนที่12 ปัจจุบันเป็นคณะกรรมการปฎิรูปประเทศด้านพลังงาน  กล่าวยอมรับในเวทีเสวนา ว่า กฟผ.จะต้องมีการปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น โดยจะทำงานแบบเดิมไม่ได้  อย่างไรก็ตามในการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน  ที่แผนทั้งหมดจะแล้วเสร็จมีเนื้อหา 273 หน้า และรวมอยู่ในแผนยุทธศาสตร์การปฎิรูปประเทศระยะยาว ซึ่งจะประกาศในเดือนเม.ย. 2561 นี้ เชื่อว่า กฟผ.จะยังมีบทบาทหลักในการดูแลเรื่องความมั่นคงไฟฟ้าให้กับประเทศ

    โดยนายสุนชัย กล่าวว่า กฟผ.เป็นองค์กรที่มีการปรับปรุงประสิทธิภาพมาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเปรียบเทียบต้นทุนการผลิตไฟฟ้า กับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน กฟผ.ก็ยังมีต้นทุนที่ต่ำกว่า แถมยังเป็นรัฐวิสาหกิจที่ล่าสุดไตรมาสแรก ปี2561 นำส่งรายได้ให้กับรัฐมากที่สุดด้วย

    ทั้งนี้ตัวเลขต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเดือนพ.ย. ปี2560  ของกฟผ.อยู่ที่ 1.90บาทต่อหน่วย ผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ หรือไอพีพี 2.30 บาทต่อหน่วย จากโรงไฟฟ้าของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็กหรือเอสพีพี ราคา3.50บาทกว่า พลังงานทดแทนอยู่ที่ประมาณ 6บาทกว่า เพราะมีระบบAdder และFeed in Tariff  

    " ต้องดูว่าประสิทธิภาพวัดกันตรงไหน เมื่อปี 2559  กฟผ.ขายไฟฟ้าแบบเดียวกับเอกชน และแถมยังเดินเครื่องน้อยกว่าด้วย เพราะต้องให้เอกชนเดินเครื่องให้ครบตามสัญญา  แต่ก็มีกำไรและส่งรายได้ให้กับรัฐ 21,600 ล้านบาท  รัฐนำไปเป็นงบประมาณของประเทศ กลับคืนสู่ประชาชน    ส่วนเอกชนทั้งผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่หรือไอพีพี และเอสพีพี  มีกำลังการผลิตรวมกันอยู่ประมาณ 20,000 กว่าเมกะวัตต์ ซึ่งมากกว่ากฟผ. จ่ายภาษีให้กับรัฐได้เพียงประมาณ4,000 ล้านบาท  ถามว่าประโยชน์นั้นตกอยู่ที่ใคร  "นายสุนชัย กล่าว

    ทั้งนี้ รัฐบาลเองก็ต้องพิจารณาดูเหมือนกันว่าในเมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดให้ ระบบสาธารณูปโภค ความมั่นคง  รัฐต้องดูแลให้ผลประโยชน์กลับไปสู่ประชาชน ก็เป็นสิ่งที่ กฟผ.จะต้องดูแลเรื่องนี้ ใครจะมาทำอะไรเราไม่ได้  ถ้าเรายืนยันได้ว่าสิ่งที่กฟผ.ทำไปนั้นมีความตรงไปตรงมา  มีประสิทธิภาพ มีความซื่อสัตย์ รายได้ทุกบาททุกสตางค์ มีการกลับส่งคืนให้กับรัฐ  เพราะไม่มีเอกชนรายไหนที่จะกล้าส่งเงินให้รัฐมากถึง40% ของกำไรเหมือนกฟผ.

    "  แต่ก็จะมีบางคนที่อยากจะทำอย่างนั้น เพราะมองว่าไฟฟ้าเป็นธุรกิจ  เราก็เห็นว่าขายไฟไม่ได้กำไรสักเท่าไหร่ แต่สามารถไปสร้างมูลค่าเพิ่มในตลาดหลักทรัพย์ได้มากมายมหาศาล หลายคนร่ำรวยแบบฉับพลัน  มันก็เลยอยากจะให้เอกชนมาทำอีก เปิดเสรีให้แข่งขันกัน ทุกคนอยากจะสร้างโรงไฟฟ้า เพื่อเก็บจำนวนเมกะวัตต์ไว้ใน portfolio ของตัวเองเยอะๆ ตลาดหุ้นจะได้วิ่ง แล้วจะได้กำไร  ถ้าแน่ใจว่าระบบเศรษฐกิจแบบนี้ เรารับได้ ก็ทำเลย แต่สื่อมวลชนไทยเรียกระบบแบบนี้ว่าทุนนิยมสามานย์ " นายสุนชัย กล่าว

    นายสุนชัย กล่าวว่า ในคณะกรรมการปฎิรูปเราพูดกันว่า ในการที่จะทำเรื่องพลังงาน ต้องครบถ้วนทั้ง3ด้าน คือเรื่องของความมั่นคง ราคา และสิ่งแวดล้อม โดยนำปรัชญาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9 มาเป็นหลัก ซึ่งคณะกรรมการหลายคนก็เห็นตรงกันว่า ในเรื่องของการสร้างความมั่นคงไฟฟ้า กฟผ.ก็จะยังต้องมีบทบาทนำ การจะลดบทบาทของกฟผ.ลง ก็ไม่เชื่อว่ามันจะออกมาได้ ถ้าตนยังเป็นคณะกรรมการปฎิรูปด้านพลังงานอยู่  

    นายสุนชัย กล่าวด้วยว่า ในเรื่องของการกระจายความเสี่ยงเชื้อเพลิง กฟผ.ก็ยังเสนอว่ามันยังจำเป็นต้องมีไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของนโยบายของรัฐ ถ้ารัฐจะมุ่งไปสร้างแต่โรงไฟฟ้าก๊าซ จะไม่เอาถ่านหิน ก็บอกมา  ที่ผ่านมา กฟผ.นำเสนอชัดเจนว่า ภาคไหนเป็นแบบไหน ภาคใต้ขาดอะไร  ระบบสายส่งไฟฟ้ามีปัญหาคอขวด อย่างไร ถ้ารัฐจะทำตามข้อเสนอของกระดาษ3แผ่นที่แจกในการประชุมคณะรัฐมนตรี ที่จะยกเลิกสายส่ง ก็ลองดู ว่าภาคใต้จะเป็นอย่างไร "คนกฟผ.ต้องบอกว่าสิ่งที่เรามีความรู้ทางด้านเทคนิค เป็นสิ่งที่เราต้องเสนอ ว่าอนาคตโรงไฟฟ้าควรจะต้องเป็นอย่างไร เชื้อเพลิงควรจะจัดการอย่างไร จะกระจายความเสี่ยงเรื่องเชื้อเพลิงแค่ไหน  โดยเรื่องของLNG ที่จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในอนาคต รัฐก็ต้องพิจารณาด้วยว่า มีความเสี่ยงเรื่องของระบบการขนส่งและการจัดเก็บ หากมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นเราจะมีทางออกอย่างไร

    ด้านนาย ไกรสีห์ กรรณสูต อดีตผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย คนที่9 และอดีตกรรมการ กำกับกิจการพลังงาน กล่าวว่า สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของกฟผ.มีแนวโน้มที่ลดลงเรื่อยๆ โดยในปี2560 กฟผ.มีสัดส่วนผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 33% ในขณะที่ ไอพีพี มีสัดส่วน 28% เอสพีพี 19% วีเอสพีพี 8% ที่เหลือคืออื่นๆ  ในขณะที่อัตราการเติบโตของ ผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก หรือ วีเอสพีพี โตมากสุด 37% รองลงมาคือ ผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง หรือ IPS โต21.9% เอสพีพี โต 14.9% ส่วน กฟผ. อยู่ที่ประมาณ 2.5% เท่านั้น ซึ่งหมายถึงว่า กฟผ.แทบจะไม่ได้สร้างโรงไฟฟ้าใหม่เลย มีแต่โรงไฟฟ้าเดิม

    " เราดูรายได้กฟผ.มาจาก Return on Invest Capital -ROIC  เมื่อไม่มีโรงไฟฟ้าใหม่ๆเข้ามา ทรัพย์สินเก่าก็เสื่อมราคาลงไปเรื่อยๆ แน่นอนรายได้จะมีแต่ลดลงๆ แต่ต้นทุนคงที่(Fix Cost) แทบจะไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าตามกฏกติกาปัจจุบัน  กฟผ.บอกไม่เดือดร้อน เพราะโรงไฟฟ้าของกฟผ.ต้องได้ ROIC ที่กำหนดไว้ 5.7-5.8% คิดดูว่าสังคมจะมองกฟผ.อย่างไร  เขาจะคิดว่าเขาจะต้องจ่ายค่าไฟเพิ่มขึ้นเพื่อให้กฟผ.มีค่าตอบแทนตามที่กำหนด ซึ่งมันคงไม่ยั่งยืน มันจะมีแรงกดดัน  กติกานี้คงจะต้องมีการเปลี่ยน ให้ROIC นี้ใช้กับระบบส่งเพียงอย่างเดียวส่วนโรงไฟฟ้า ก็ถ้ากฟผ.สร้างไม่ได้ ก็คือสร้างไม่ได้ ผลกระทบก็จะกลายเป็นว่า กฟผ.ซึ่งเคยมีกำไรมาโดยตลอด ก็จะกลายเป็นรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุน เหมือนที่เราเห็นในรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในธุรกิจเทเลคอม" นายไกรสีห์ กล่าว

    เขากล่าวว่า เรื่องนี้เป็นวิกฤตการณ์ที่กฟผ.จะต้องมานั่ง แก้ไข  ถึงแม้มันจะยังไม่เกิดขึ้นในปัจจุบัน  แต่มันเป็นภัยคุกคาม ที่มันจะเกิดขึ้นในอนาคต  สิ่งที่จะต้องฝากผู้บริหารชุดปัจจุบันคือถ้ารู้ว่า รายได้เราจะลดลง จะสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ได้ลดลง ทำอย่างไรจึงจะเพิ่มรายได้ให้มันขึ้นมา  กฟผ.อาจจะต้องไปทำธุรกิจอื่นหรือทำธุรกิจที่มันเกี่ยวข้อง กฟผ.มีจุดแข็งหลายๆด้านในเรื่องวิชาการ ก็ต้องไปดูว่าจะนำจุดแข็งที่มีอยู่ไปสร้างเป็นรายได้ ได้อย่างไร

    " กฟผ.จะต้องปรับตัวอย่างแน่นอนเพราะโลกมันเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน นโยบายก็เปลี่ยนว่า อยากจะให้เอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น จะไม่ให้มีการกำหนดโควต้า  กฟผ.อยากจะสร้างโรงไฟฟ้าก็ต้องไปแข่งขันกับเอกชน  ถ้ามองอนาคตเรื่องโรงไฟฟ้า กฟผ.ต้องปรับตัวอย่างมาก" นายไกรสีห์ กล่าว

    ด้าน นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการกฟผ.คนปัจจุบัน กล่าวว่า  กฟผ. พร้อมที่จะปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยจะต้องเร่งปรับองค์กรให้รวดเร็วและลดต้นทุนการผลิต เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มความคล่องตัวให้กับ กฟผ. ซึ่งแนวทางในการเร่งปรับองค์กรนั้น จะต้องมุ่งเน้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพราะ กฟผ.เป็นผู้รับผิดชอบในการผลิตไฟฟ้าตาม พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(พ.ร.บ.กฟผ.)ที่ควรเป็นผู้นำริเริ่มการลงทุนในรูปแบบใหม่ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่ำลง
     

    นายกรศิษฏ์ กล่าวว่า กฟผ.พร้อมแข่งขันในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ประเภทเชื้อเพลิงฟอสซิล เพราะที่ผ่านมากฟผ.ถูกให้แข่งขันโดยกำหนดผลตอบแทนการลงทุนอยู่ที่ 5.7% ต่ำกว่าภาคเอกชนที่มีผลตอบแทนการลงทุนสองหลัก แต่กฟผ.ก็ยังสามารถผลิตไฟฟ้าได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่าประมาณ 10 สตางค์ต่อหน่วย และหากให้แข่งขันด้านการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ก็พร้อมที่จะแข่งบนกติกาเงื่อนไขเดียวกัน

    ทั้งนี้กฟผ.ยังจำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพื่อความมั่นคงของประเทศและเป็นเครื่องมือของรัฐที่จะช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน

     

  • Date : 17 / 01 / 2018
    PEA อัดเงินลงทุน3.2หมื่นล้านบาทรองรับกระแสProsumer

    การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) อัดเม็ดเงินลงทุนปี 2561 จำนวน 3.2 หมื่นล้านบาท เริ่มเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีไฟฟ้าหลายโครงการ รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตที่ผู้ใช้ไฟฟ้าจะกลายเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง( Prosumer)  โดยเร่งปรับตัวมาเป็นผู้ผลิตติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปให้ผู้บริโภค รวมถึงให้บริการเทคโนโลยีทั้ง Smart home ,Smart Grid และเป็นผู้ให้บริการสายส่งไฟฟ้าสำหรับ Prosumer ควบคู่บทบาทการรักษาความมั่นคงไฟฟ้าประเทศ

    นายเสริมสกุล คล้ายแก้ว ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) เปิดเผยว่า รัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายให้ PEA ลงทุนให้ได้ 3.2 หมื่นล้านบาทในปี 2561 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่กำหนดไว้ 2.3 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ โดย PEA เตรียมใช้ลงทุนใน 3 ด้าน ได้แก่ 1.ส่งเสริมการพัฒนาสายส่งและสถานีไฟฟ้า  2.ดำเนินโครงการพัฒนาโครงข่ายสมาร์ทกริดในพื้นที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี และ3.โครงการด้านเทคโนโลยีต่างๆ  โดยการลงทุนทั้ง 3 ด้านนี้ เพื่อสร้างความมั่นคงไฟฟ้าประเทศและรองรับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต

    ทั้งนี้มองว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าผู้ใช้ไฟฟ้าจะเปลี่ยนมาเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง(Prosumer)มากขึ้น รวมทั้งอาจจะก้าวไปถึงการผลิตไฟฟ้าใช้เองและขายให้กับเพื่อนบ้าน(Energy trading) ซึ่งยอมรับว่าจะมีผลกระทบต่อการจำหน่ายไฟฟ้าของ PEA ให้ลดน้อยลงแน่นอน ดังนั้น PEA ก็จะซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)เพื่อมาจำหน่ายน้อยลงเช่นกัน

    นอกจากนี้ในการรักษารายได้ไม่ให้ต่ำลง ทาง PEA กำลังเร่งปรับตัว โดยจะเริ่มเห็นการลงทุนตั้งแต่ปี 2561 นี้เป็นต้นไป หลังจากได้วางแผนงานมาหลายปี

    โดยในส่วนของการลงทุนด้านส่งเสิรมการพัฒนาสายส่งและสถานีไฟฟ้านั้น เพื่อรองรับผู้ใช้บริการไฟฟ้ารายใหม่ที่เพิ่มขึ้น 5 แสนราย จากปัจจุบัน PEA มีลูกค้าอยู่ 19 ล้านราย และช่วยให้ประชาชนมีไฟฟ้าใช้อย่างทั่วถึงรวมทั้งเกิดความมั่นคงไฟฟ้าในประเทศ

    สำหรับการดำเนินโครงการพัฒนาโครงข่ายระบบสมาร์ทกริดในพื้นที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรีนั้น คาดว่าจะได้ผู้รับเหมาติดตั้งระบบมิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะ(Smart Meter)ในปี 2561 นี้ และจะเริ่มทยอยติดตั้งสมาร์ทมิเตอร์ให้ชาวบ้านเมืองพัทยาฟรี 1 แสนเครื่องในปี 2561 นี้เช่นกัน ซึ่งระบบสมาร์ทมิเตอร์จะช่วยให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถทราบพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของตัวเองและบริหารจัดการใช้ไฟฟ้าผ่านระบบปฏิบัติการในมือถือได้ทันที ขณะที่ PEA จะทราบข้อมูลการใช้ไฟฟ้าของประชาชนได้แม่นยำขึ้นเพื่อนำมาบริหารจัดการไฟฟ้าให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยโครงการนี้ใช้เงินลงทุนของ PEA เองประมาณ 1,000 ล้านบาท และขณะนี้เตรียมทำสมาร์ทมิเตอร์ เฟส 2 ที่พัทยาเพื่อให้ครอบคลุมผู้ใช้บริการในพื้นที่พัทยาทั้งหมด และขยายไปสู่จังหวัดเชียงใหม่ จ.นครราชสีมา จ.ขอนแก่น และที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ต่อไป

    และโครงการด้านเทคโนโลยีที่ PEA เตรียมดำเนินการ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงการใช้ไฟฟ้าในอนาคต ได้แก่ 1.การผันตัวเองมาเป็นผู้ให้บริการจำหน่ายและติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป) ซึ่งมอบหมายให้บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูก มาดำเนินการ ทั้งนี้ถือเป็นทางเลือกหนึ่งของผู้บริโภคเพราะแผงโซลาร์ที่นำมาจำหน่ายเป็นสินค้าเกรดA ที่ได้มาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้มั่นใจในสินค้าและบริการที่ดีได้

    2.PEA จะต่อยอดจากการทำสมาร์ทกริด (Smart Grid) เมืองพัทยา มาสู่การพัฒนาเทคโนโลยีสมาร์ทโฮม (Smart home)เพื่อให้บริการประชาชน โดยระบบสมาร์ทโฮม คือระบบผลิตไฟฟ้าและบริหารจัดการไฟฟ้าภายในบ้านแบบอัจฉริยะ ด้วยการติดตั้งแผงโซลาร์รูฟท็อปเพื่อผลิตไฟฟ้า รวมถึงการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่พื้นฐานไปสู่การใช้ไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า(EV) ซึ่งผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถควบคุมการเปิดปิดไฟฟ้า อุณหภูมิเครื่องปรับอากาศ และเลือกใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปหรือซื้อจาก PEA ได้โดยผ่านระบบปฏิบัติการในมือถือ ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนเกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดการประหยัดสูงสุด โดยปลายเดือนม.ค. 2561 นี้ PEA จะลงนามความร่วมมือพัฒนาสมาร์ทโฮม ร่วมกับบริษัท นารายณ์พร็อพเพอตี้ จำกัด

    นายเสริมสกุล กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม PEA ยังคงทำหน้าที่หลักในการดูแลระบบไฟฟ้าของประเทศให้เกิดความมั่นคงต่อไป และเมื่อเกิด Prosumer มากขึ้น PEA จะหันมาให้บริการสายส่งไฟฟ้าแทน เพราะPEA มีสายส่งไฟฟ้าครอบคลุมทั่วประเทศ สามารถเปิดให้ใช้บริการและคิดค่าเช่าสายส่งได้

บทความ อ่านบทความทั้งหมด