• Date : 21 / 05 / 2018
    ข่าวล่าสุด
    วงเสนาพลังงานหมุนเวียน แนะรัฐประมูลซื้อไฟฟ้าโดยแยกตามประเภทชีวมวล

    วงเสวนาพลังงานหมุนเวียน แนะรัฐ ไม่ควรนำราคารับซื้อไฟฟ้า 2.40บาทต่อหน่วย มาเป็นตัวกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าแบบเหมารวมทั้งหมด เพราะทำลายศักยภาพพลังงานทดแทนประเภทอื่นๆ เช่นฟางข้าว เหง้ามัน ซังข้าวโพด ที่สร้างประโยชน์ให้กับชาวนาและเกษตรกร โดยควรแยกประมูลตามประเภทชีวมวล ในขณะที่ผู้บริหารกฟผ. แนะรัฐสร้างความเป็นธรรมระหว่างผู้ใช้ไฟฟ้าที่เป็นconsumer ซึ่งซื้อไฟฟ้าจากรัฐ และกลุ่มProsumer ที่เป็นทั้งผู้ซื้อไฟฟ้าจากรัฐแต่มีการผลิตใช้เองและส่วนที่เหลือขายให้กับรัฐ

    ในงานเสวนา “รู้ลึก รู้จริง พลังงานหมุนเวียน เดินหน้าอย่างไรให้คนไทยได้ประโยชน์” ซึ่งจัดโดย Energy Forum และ NIDA Wisdom for Change ที่ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เมื่อวันที่ 21 .. 2561 มีผู้ร่วมเสวนาสำคัญคือ นายนที สิทธิประศาสน์ ประธานชมรมผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก(SPP) ชีวมวล,นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.), ดร.บุญรอด สัจจกุลนุนิจ อาจารย์บัณฑิตวิทยาลัยร่วมพลังงานและสิ่งแวดล้อม ,.ดร.ธีระพงษ์ วิกิตเศรษฐ อาจารย์ประจำคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และ ดร.สุเมธ สุทธภักดี รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (...)

    โดยนายนที สิทธิประศาสน์ ประธานชมรมผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก(SPP) ชีวมวลและกรรมการผู้จัดการบริษัท สุราษฎร์ธานี กรีน เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด กล่าวว่า การชะลอรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทน 5 ปี และการประกาศจะรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนเฉพาะที่ไม่เกิน 2.40 บาทต่อหน่วย ของนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นั้นภาคเอกชนมองว่าเป็นเพียงแค่ถ้อยแถลงของรัฐมนตรีพลังงานเท่านั้น ยังไม่มีผลในทางปฎิบัติ โดยเอกชนยังยึดนโยบายพลังงานตามที่ผ่านมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีนายกฯ เป็นประธาน และคณะรัฐมนตรี ที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายไปจากเดิม เพียงแต่เอกชนมีความกังวลเกี่ยวกับแนวคิดของรัฐมนตรีพลังงานที่ประกาศออกมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจจะกลายเป็นปัญหาในอนาคตได้

    ทั้งนี้การที่รัฐมนตรีพลังงานประกาศจะรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนที่ต่ำกว่าราคา 2.40 -2.44 บาทต่อหน่วย โดยระบุว่าเป็นตัวเลขที่มาจากผลการประมูลโรงไฟฟ้าชีวมวลของผู้ประกอบการรายเล็ก หรือ SPP Hybrid Firm 300 เมกะวัตต์ เมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา เห็นว่าเป็นการอ้างอิงตัวเลขอัตราค่าไฟฟ้าที่ไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวล ทั้งระบบ เนื่องจากผู้ชนะการประมูลที่เสนอราคาต่ำสุดนั้น เป็นกลุ่มโรงงานน้ำตาลที่มีเชื้อเพลิงจากกากอ้อยเป็นของตัวเอง และเป็นวัสดุเหลือทิ้ง จึงมีความได้เปรียบในการประมูล โดยเห็นว่าการประมูลรับซื้อไฟฟ้าชีวมวลในอนาคตควรต้องแยกประมูล ตามประเภทเชื้อเพลิงชีวมวลให้ชัดเจน เพราะแต่ละประเภทมีต้นทุนค่าไฟฟ้าที่แตกต่างกัน โดยการกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าที่อัตราค่าไฟ2.40 บาทต่อหน่วย ทำให้การจะนำศักยภาพชีวมวลประเภทฟางข้าว เหง้ามันสำปะหลัง หรือซังข้าวโพด ที่มีเหลืออยู่มากและปัจจุบันมีการเผาทิ้ง มาใช้ผลิตไฟฟ้าซึ่งจะส่งผลดีต่อชาวนาและเกษตรกรโดยตรงนั้น เป็นไปไม่ได้เลย

    นอกจากนี้ยังต้องการให้ภาครัฐเร่งแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมในการสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าชีวมวล เพราะปัจจุบันกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กมาก(VSPP) ที่ผลิตไฟฟ้าไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ ได้รับการสนับสนุนด้วยระบบ “การรับซื้อไฟฟ้าตามต้นทุนที่แท้จริง หรือ FiT” ที่ราคา 4.54 บาทต่อหน่วย และการขายไฟฟ้าเป็นสัญญาไฟฟ้าไม่เสถียร(Non-firm)ขณะที่กลุ่ม SPP หรือผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กที่ผลิตไฟฟ้าระหว่าง 10-90 เมกะวัตต์ ยังไม่ได้รับการปรับเปลี่ยนเป็นระบบ FiT และยังคงได้รับการสนับสนุนการรับซื้อไฟฟ้าเพียง 2.65 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ไม่สามารถแข่งขันแย่งซื้อเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า อีกทั้ง SPP ยังเป็นสัญญาขายไฟฟ้าแบบเสถียร(Firm) ซึ่งหากไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องจะต้องถูกค่าปรับตามสัญญาอีกด้วย ดังนั้นจึงต้องการให้ภาครัฐเร่งแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมดังกล่าวโดยเร็ว

    นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กล่าวว่า ภาครัฐที่เป็นฝ่ายนโยบาย รวมถึงฝ่ายกำกับอย่างคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน และฝ่ายปฏิบัติ จำเป็นต้องนำเอาการประมูล SPP Hybrid Firm 300 เมกะวัตต์ มาเป็นบทเรียนเพื่อปรับปรุงการประมูลในรอบใหม่ให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น เพราะการแข่งขันเสรีที่แท้จริงต้องอยู่บนบริบทที่เหมือนกัน เปรียบเสมือนต้องเป็นมวยรุ่นเดียวกันจึงจะแข่งขันกันได้ แต่ที่ผ่านมาเป็นการนำมวยคนละรุ่นมาชกกัน ทำให้นักมวยรุ่นเล็กสุ้นักมวยรุ่นใหญ่ไม่ได้

    นอกจากนี้ภาครัฐควรสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า ทั้งกลุ่มที่ซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว(Consumer) กับกลุ่มที่ซื้อไฟฟ้าและผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ (Prosumer) ซึ่งกลุ่ม Prosumer นั้นมีความได้เปรียบจากการซื้อถูกและขายแพง คือ ซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้ามาใช้ในช่วงค่ำ ที่ค่าไฟฟ้า มีราคาถูก ประมาณ 2 บาทต่อหน่วย ในขณะที่กลางวันก็ผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ใช้เองและส่วนที่เหลือก็อยากจะขายให้การไฟฟ้าในราคาสูงประมาณ 3 บาทต่อหน่วย ขณะที่ Consumer ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าเฉลี่ย 3.70 บาทต่อหน่วย ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมระหว่างผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งสองกลุ่ม

    ดร.บุญรอด สัจจกุลนุกิจ อาจารย์บัณฑิตวิทยาลัยร่วมพลังงานและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปัจจุบันต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ ลดลงมาก โดยการลงทุนผลิตไฟฟ้า 1 เมกะวัตต์ ปัจจุบันราคาอยู่ที่ 30-45 ล้านบาท และในอนาคตจะไม่สามารถหยุดยั้งการเติบโตของการผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลล์จากภาคประชาชนได้ เพราะต้นทุนถูกคุ้มค่ากว่าการซื้อไฟฟ้าจากภาครัฐ ดังนั้นภาครัฐจึงต้องเตรียมมาตรการ กฎระเบียบต่างๆเอาไว้รองรับ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา

    นาย สุเมธ สุทธภักดี รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (...) กล่าวว่า การชะลอรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนของภาครัฐไม่ควรกระทำอย่างกระทันหัน เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนต่อการลงทุน และภาคเอกชนต้องการความชัดเจนจากภาครัฐ รวมทั้งต้องการให้แก้ไขข้อจำกัดในระเบียบของภาครัฐให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีพลังงานใหม่ๆที่เกิดขึ้น ส่วนการประมูลโรงไฟฟ้าชีวมวลนั้น เห็นว่าภาครัฐควรแยกการประมูลตามวัสดุชีวมวลที่ใช้ผลิตไฟฟ้า เพราะแต่ละประเภทมีต้นทุนที่แตกต่างกัน

    .ดร.ธีระพงษ์ วิกิตเศรษฐ อาจารย์ประจำคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวว่า ในการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนในช่วงแรกเป็นโครงการที่ขาดทุน เพราะผู้ใช้ไฟฟ้าเปรียบเสมือนผู้สนับสนุนโครงการที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าแทน ดังนั้นเมื่อโครงการเริ่มมีกำไร ภาครัฐควรพิจารณาคืนกำไรบางส่วนให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า ซึ่งอาจอยู่ในรูปของค่าไฟฟ้า ที่ลดลงก็ได้

  • Date : 21 / 05 / 2018
    ชี้โรงไฟฟ้าจากขยะเกิดยากเพราะต้องเจรจากับเจ้าของสัมปทานขยะตัวจริง

    ผู้บริหารกฟผ.ระบุอุปสรรคของการส่งเสริมโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะ คือการเจรจากับเจ้าของสัมปทานขยะตัวจริง ที่ไม่ใช่เทศบาลหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีปริมาณขยะเพียงพอที่จะใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ในระยะยาว และปัญหาการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับการประเภทขยะ 

    นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียน และพลังงานใหม่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)ตอบคำถามบนเวทีในงานเสวนา “รู้ลึก รู้จริง พลังงานหมุนเวียน เดินหน้าอย่างไรให้คนไทยได้ประโยชน์ “ ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เมื่อวันที่ 21 .. 2561 ว่า การนำขยะมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ถือเป็นเรื่องของการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนที่ค่อนข้างปราบเซียน ที่ไม่ง่ายเลย แม้ว่าประเทศไทยจะมีปัญหาขยะล้นเมืองในหลายเมืองใหญ่อยู่ในขณะนี้ก็ตาม ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญ อยู่ที่เอกชนผู้ลงทุนจะต้องเจรจากับผู้รับสัมปทานขยะในแต่ละพื้นที่ ที่ไม่ใช่นิติบุคคลตามกฎหมายอย่างเทศบาลหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้เข้าใจถึงประโยชน์ที่จะได้รับ และเมื่อเจรจากันได้แล้วก็ต้อง มั่นใจว่าจะมีปริมาณขยะเพียงพอที่จะส่งป้อนให้กับโรงไฟฟ้าในระยะยาวได้   รวมทั้งการเลือกใช้เทคโนโลยีนำเข้าที่เหมาะสมกับประเภทของขยะที่จะนำมาใช้ ซึ่งทั้งสองปัจจัยเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก

    ทั้งนี้ เทคโนโลยีโรงไฟฟ้าขยะ ในแบบเตาเผานั้น เป็นเทคโนโลยีที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ  ซึ่งออกแบบหรือพัฒนามาให้เหมาะกับขยะแบบแห้ง เพราะส่วนใหญ่ขยะในต่างประเทศนั้นเป็นขยะแบบแห้ง ในขณะที่ขยะในประเทศไทย นั้นส่วนใหญ่เป็นขยะแบบเปียก ดังนั้นการนำมาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตเป็นไฟฟ้า จะใช้กระบวนการและเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน โดยต้องนำขยะมาหมักให้เกิดเป็นก๊าซก่อน แล้วจึงค่อยนำเอาก๊าซที่ได้มาผลิตเป็นไฟฟ้า  ดังนั้นเมื่อผู้ประกอบการที่เลือกใช้เทคโนโลยีที่ผิด คือใช้แบบเตาเผา แล้วนำขยะเปียกไปเป็นเชื้อเพลิง จึงมักจะขาดทุน เนื่องจากค่าไฟฟ้าที่ได้รับการส่งเสริมหมดไปกับกระบวนการผลิตที่ต้องให้พลังงานเพื่อเผาให้ขยะเปียกกลายเป็นขยะแห้ง ก่อนที่จะนำมาเผาเพื่อผลิตเป็นไฟฟ้า

    ประเด็นปัญหาในการส่งเสริมพลังงานไฟฟ้าจากขยะสำคัญอีกประการ คือ การเจรจากับเจ้าของขยะตัวจริง ซึ่งไม่ใช่นิติบุคคลที่เป็นเทศบาล หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่เป็นผู้รับสัมปทานขยะ เพื่อให้เข้าใจและเห็นถึงประโยชน์ในการนำขยะมาผลิตเป็นไฟฟ้า โดยเมื่อเจ้าของขยะตัวจริงเข้าใจแล้ว ผู้ลงทุนจะต้องมั่นใจด้วยว่า จะมีปริมาณขยะเพียงพอที่จะใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าได้ในระยะยาว “ นายสหรัฐ กล่าว

    ด้านศ.ดร.ธีระพงษ์ วิกิตเศรษฐ อาจารย์ประจำคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวว่า ปัญหาของผู้ประกอบการที่ไม่สามารถที่จะเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะ แม้ว่ารัฐจะให้การส่งเสริม คือ การไม่สามารถที่จะทำสัญญากับเจ้าของสัมปทานขยะในระยะยาวได้ ซึ่งเมื่อไม่มีการทำสัญญา จึงไม่มีความมั่นใจว่าจะมีขยะส่งป้อนให้กับโรงไฟฟ้าได้อย่างสม่ำเสมอ ส่วนประเด็นเรื่องของเทคโนโลยีการนำขยะมาผลิตเป็นไฟฟ้านั้น เชื่อว่าผู้ประกอบการไทยนั้นเก่งพอที่จะนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมได้

    ทั้งนี้ การนำขยะมาผลิตเป็นไฟฟ้า นั้นประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเจนคือการลดปริมาณขยะลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องมีปัญหาเรื่องของการฝังกลบที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งทุกฝ่ายโดยเฉพาะภาครัฐต้องช่วยกันผลักดันให้การลงทุนของเอกชนสามารถเดินหน้าต่อไปได้ 

  • Date : 21 / 05 / 2018
    กลุ่มพลังงานทดแทน ส.อ.ท.เรียกร้องรัฐบาลนำทีมเจรจาเปิดทางลงทุนประเทศเพื่อนบ้าน

    กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(...) เรียกร้องให้รัฐบาลเป็นผู้นำคณะเอกชนไทยออกไปเจรจาแบบรัฐต่อรัฐเพื่อเปิดทางการลงทุนด้านพลังงานทดแทนในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งเวียดนาม เมียนมา ลาว อินโดนีเซีย หลังจากที่โอกาสการขยายธุรกิจในประเทศมีน้อยลงจากนโยบายชะลอการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนของรัฐ

    นายสุเมธ สุทธิภักดี รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผย ภายหลังจากการเป็นวิทยากรในงานเสวนา “รู้ลึก รู้จริง พลังงานหมุนเวียน เดินหน้าอย่างไรให้คนไทยได้ประโยชน์ “ ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เมื่อวันที่ 21 .. 2561 ที่ผ่านมาว่า แผนพัฒนาพลังงานทดแทนหรือ AEDP ที่รัฐให้การส่งเสริมในช่วงที่ผ่านมา นั้นผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมมีการลงทุนผลิตไฟฟ้าไปแล้วประมาณ64% ของเป้าหมายตามแผนแล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและขีดความสามารถของเอกชนไทย อย่างไรก็ตามแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจภายในประเทศ มีโอกาสที่ลดลง จากการที่ภาครัฐ ออกมาประกาศที่จะชะลอการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนลง ทำให้ผู้ประกอบการมองหาโอกาสที่จะไปเติบโตในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น จึงต้องการให้ภาครัฐยื่นมือเข้ามาช่วยในการเป็นผู้นำคณะในการเจรจา ที่จะทำให้เอกชนเดินหน้าโครงการได้เร็วขึ้น

    การจะช่วยให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้อยู่รอดได้ รัฐไม่ควรมองการส่งเสริมแค่เพียงตลาดในประเทศ โดยปัจจุบัน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ก็มีสำนักความร่วมมือระหว่างประเทศ ที่ค่อนข้างจะมีบทบาทที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว ซึ่งหากมองว่า ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนยังคงมีศักยภาพ ที่จะทำธุรกิจต่อไปได้ในระยะยาว ภาครัฐควรจะมองการส่งเสริมที่ไม่ใช่มิติเรื่องของราคาเพียงอย่างเดียว แต่ควรจะมีมิติการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนออกไปลงทุนด้านพลังงานทดแทนในประเทศเพื่อนบ้าน โดยอาจจะเป็นการลงทุนเพื่อผลิตไฟฟ้าขายให้กับประเทศเพื่อนบ้านที่ไปลงทุน หรือ จะลงทุนเพื่อขายไฟฟ้ากลับมายังประเทศไทยก็ได้ เพราะอาเซียนเองก็มีความร่วมมือกันในเรื่องของระบบสายส่งอาเซียน หรืออาเซียนกริดที่สอดคล้องกันอยู่แล้ว “ นายสุเมธ กล่าว

    นายสุเมธ กล่าวว่า กระทรวงพลังงานมีผลการศึกษาเรื่องพลังงานทดแทนของประเทศเพื่อนบ้านอยู่พอสมควร ทั้งเวียดนามที่มีศักยภาพเรื่องของลม เมียนมา ที่มีศักยภาพเรื่องของพลังงานแสงอาทิตย์ ลาวก็มีเรื่องของพลังน้ำ และชีวมวล อินโดนีเซีย แม้แต่ประเทศที่เกิดใหม่อยากปาปัวนิวกินี ก็ยังมีการศึกษาเอาไว้

    โดยกรณีของเวียดนาม ที่มีศักยภาพการลงทุนเรื่องพลังงานลม นั้นอยากเปรียบเทียบให้เห็นว่า ระหว่างที่รัฐปล่อยให้เอกชนเดินหน้าไปเจรจาลงทุนเพียงลำพังด้วยทรัพยากรของบริษัทเขาเอง กับการที่รัฐบาลหรือภาครัฐยื่นมือเข้ามาช่วยเป็นผู้นำคณะในการเจรจา แบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี เพื่อให้เกิดความร่วมมือเรื่องโซนนิ่งในการลงทุน แล้วมาส่งเสริมให้เอกชนไทย ออกไปลงทุนตามนโยบายที่รัฐไปเจรจาเอาไว้ นั้น กรณีที่รัฐยื่นมือเข้ามาช่วยเป็นผู้นำ จะช่วยให้เอกชนตัดสินใจลงทุนก็จะง่ายขึ้น และเร็วขึ้น และจะทางออกหนึ่งที่จะช่วยเยียวยาผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนในประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจากการชะลอการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนของภาครัฐ ได้

บทความ อ่านบทความทั้งหมด