• Date : 25 / 09 / 2018
    ข่าวล่าสุด
    ส่งสัญญาณบีบค่าการตลาดดีเซลผู้ค้าน้ำมัน เหลือ1.40 บาทต่อลิตร เพื่อไม่ให้ราคาทะลุ 30บาทต่อลิตร

    กระทรวงพลังงาน ส่งสัญญาณ บีบค่าการตลาดดีเซลผู้ค้าเหลือ 1.40บาทต่อลิตร พร้อมใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปชดเชยลิตรละ 15สตางค์ต่อลิตร แม้ราคาดีเซลจะยังไม่ทะลุเพดาน 30บาทต่อลิตร

    แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สถานการณ์ค่าการตลาดของผู้ค้าน้ำมัน ในส่วนของดีเซล  ในขณะนี้ อยู่ที่ประมาณ 1.40 บาทต่อลิตร ซึ่งถือว่าอยู่ในระยะต่ำกว่าค่าการตลาดที่เหมาะสมที่ผู้ค้าควรได้รับคือ  1.50-1.60 บาทต่อลิตร โดยรัฐมนตรีพลังงาน ยังคงโยบายการใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เข้าไปชดเชย ในอัตราลิตรละ 15 สตางค์ต่อลิตร  เพื่อให้ราคาดีเซลหน้าสถานีบริการ อยู่ในระดับที่ไม่เกิน 30บาทต่อลิตร  ส่งผลให้กองทุนน้ำมันยังมีเงินไหลออกต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ การใช้เงินกองทุนน้ำมันฯเข้าไปชดเชยราคาดีเซล นั้น  เป็นการดำเนินการตามมติของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)มาตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย. 2561 ที่ยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง แม้ปัจจุบันราคาน้ำมันดีเซลจะเริ่มลดลงจาก 29.99บาทต่อลิตร เหลือ 29.59 บาทต่อลิตร  ที่ยังมีช่องว่างให้ ผู้ค้าสามารถปรับขึ้นราคาเพื่อเพิ่มค่าการตลาดได้ก็ตาม

    สำหรับมติ กบง.เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2561 กำหนดให้นำเงินกองทุนน้ำมันฯไปชดเชยราคาดีเซลในอัตราไม่เกิน 30 สตางค์ต่อลิตร เฉพาะกรณีราคาน้ำมันดิบโลกไม่เกิน 80 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล โดยให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เป็นผู้ประกาศอัตราชดเชยตามความเหมาะสม โดยในวันที่ 5 ก.ย. 2561  สนพ. ได้เริ่มประกาศราคาชดเชยที่ 15 สตางต์ต่อลิตร และยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงจนปัจจุบัน

    ด้าน หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์พลังงาน บริษัท ไทยออยล์ จำกัด(มหาชน) รายงานราคาน้ำมัน ณ วันที่ 24 ก.ย. 2561 โดยราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 78.28 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลสำเร็จรูปสิงคโปร์อยู่ที่ 93.74 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล โดยไทยออยล์คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเวสเท็กซ์ซัส( WTI )ในสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวอยู่ที่ 70-75 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล และนักวิเคราะห์น้ำมันต่างประเทศคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจแตะระดับ 90 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรลช่วงปลายเดือนธ.ค. 2561 นี้ และอาจแตะ 100 เหรียญสหรัฐฯของต้นปี 2562 ได้ จากอุปทานน้ำมันดิบที่ตรึงตัวขึ้นภายหลังมาตรการที่สหรัฐฯจะคว่ำบาตรอิหร่านที่จะมีผลเดือนพ.ย. 2561 นี้   

  • Date : 24 / 09 / 2018
    ผู้ประกอบการ43รายสนใจร่วมประมูล นำเข้าLNG ให้กฟผ.

    กฟผ. เผยผู้ประกอบการ 43 รายทั้งในและต่างประเทศ ยื่นเอกสารแสดงความสนใจร่วมประมูลนำเข้าก๊าซ LNG โควต้าไม่เกิน 1.5 ล้านตันต่อปี คาดคัดเลือกผู้ผ่านคุณสมบัติเสร็จต.ค. 2561 และรู้ผลต้นปี 2562 หวังนำก๊าซฯมาใช้กับโรงไฟฟ้าวังน้อย เล็งนำเข้าล็อตแรกปลายปี 2562

     

    นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการนโยบายและแผนพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยความคืบหน้าการออกประกาศเชิญชวนให้ผู้ผลิตหรือผู้ค้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ยื่นเอกสารแสดงความสนใจเป็นผู้จัดหา LNG ในปริมาณ 1.5 ล้านตันต่อปีให้กับกฟผ.ว่า ได้ปิดการยื่นเอกสารเมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2561 มีผู้ยื่นแสดงความสนใจทั้งสิ้น 43 รายจากทั้งในและต่างประเทศ และคาดว่าจะรู้ผลผู้ที่ผ่านคุณสมบัติในช่วงเดือน ต.ค.2561 หลังจากนั้นจะเริ่มขั้นตอนการประกวดราคาและยื่นเอกสารประกวดราคา ซึ่งคาดว่าจะรู้ผลผู้ชนะประมูลและลงนามสัญญาจัดหา LNG ได้ในช่วงต้นปี 62 เพื่อนำเข้ามาใช้ในโรงไฟฟ้าของ กฟผ.ช่วงปลายปี 2562

     

    ทั้งนี้ กฟผ.และ Fact Global Energy (FGE) ซึ่งเป็นที่ปรึกษาจากยุโรป จะร่วมกันตรวจสอบผู้ที่ผ่านคุณสมบัติ ซึ่งเบื้องต้นจะต้องเป็นผู้ที่ประสบการณ์ในธุรกิจน้ำมันและก๊าซฯ รวมถึงมีความสามารถในการจัดส่งก๊าซฯ เป็นต้น เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าจะได้รับ LNG ตามปริมาณที่ต้องการ หลังจากนั้นจะแจ้งต่อผู้เข้าร่วมแสดงความสนใจก่อนจะเริ่มกระบวนการประกวดราคาต่อไป

     

    สำหรับ LNG ที่จัดหามาได้นั้นจะใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้าใหม่ที่ประสิทธิภาพดีที่สุดของกฟผ.  เบื้องต้นกฟผ.จะใช้สำหรับโรงไฟฟ้าวังน้อย ยูนิต 4 ขนาด 600-700 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นยูนิตใหม่ ที่มีความต้องการใช้ LNG เป็นเชื้อเพลิงราว 7-8 แสนตันต่อปี  หากสามารถจัดหา LNG ได้มากกว่าปริมาณดังกล่าวก็จะนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้าบางปะกง ยูนิตใหม่ด้วย โดยการนำเข้า LNG ล็อตแรกน่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2562

     

    สำหรับเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกผู้จัดหา LNG ให้กับกฟผ.นั้นจะพิจารณาที่ราคาต่ำสุด เพื่อไม่ให้กระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้า โดยกำหนดขั้นต่ำในการจัดส่ง LNG ที่ 8 แสนตันต่อปี และกำหนดเพดานสูงสุดไม่เกิน 1.5 ล้านตันต่อปี ซึ่งเป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่อนุญาตให้กฟผ.จัดหา LNG ในปริมาณ 1.5 ล้านตันต่อปี ส่วนระยะเวลาการนำเข้านั้นขณะนี้ยังไม่ได้ข้อยุติ ซื่งคงต้องมีการเจรจาและสรุปกันอีกครั้ง ก่อนจะออกเอกสารเชิญชวนประมูล (TOR) ด้านราคาต่อไป และหลังการคัดเลือกผู้ชนะประมูลแล้วก็จะนำเสนอต่อกพช. และคณะรัฐมนตรี (ครม.)พิจารณา

  • Date : 24 / 09 / 2018
    สหภาพแรงงานฯปตท.กฟผ. หนุนเปิดประมูลแหล่งก๊าซ เอราวัณ บงกช

    สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ปตท.และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) แสดงจุดยืนให้รัฐเดินหน้าประมูลแหล่งผลิตปิโตรเลียมเอราวัณ และบงกช เพื่อความมั่นคงพลังงานประเทศ  เผยผลหารือร่วมกับรัฐมนตรีพลังงานไม่เห็นด้วยกับการชะลอการประมูล ในขณะสภาพลังงานเพื่อประชาชน ปักหลักชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล ยื่นข้อเสนอให้แก้ไข TOR จากแบ่งปันผลผลิต เป็นระบบจ้างผลิตและตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ

     

    เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2561  สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ได้เดินทางมายื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุนให้ภาครัฐเดินหน้าประมูลแหล่งสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเอราวัณและบงกชต่อไป เพื่อสร้างความมั่นคงพลังงานให้กับประเทศ  

     

    นางสาวอัปสร กฤษณะสมิต ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) หรือ สร.ปตท. กล่าวว่า  สร.ปตท. ได้มายื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อแสดงจุดยืนให้รัฐบาลเร่งตัดสินใจในสิ่งที่จะทำให้ประเทศและประชาชนไม่เสี่ยงกับการขาดแคลนพลังงาน หรือ ตกอยู่ในภาวะที่ต้องใช้พลังงานในราคาที่สูงเกินความจำเป็น เพราะความล่าช้าจะทำให้เสียโอกาสในการนำทรัพยากรของประเทศมาใช้ในเวลาที่เหมาะสม จึงได้ยื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเพื่อให้เดินหน้าประมูลแหล่งผลิตปิโตรเลียมเอราวัณและบงกชต่อไป

     

    “ความไม่เข้าใจเกี่ยวกับภารกิจของ ปตท. และ กิจการด้านพลังงาน ซึ่งมีกลุ่มประชาชนที่มีความเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับการจัดตั้งและสนับสนุนพรรคการเมือง มีความพยายามนำประเด็นทางพลังงานชี้นำสังคมด้วยข้อมูลที่บิดเบือน ทั้งยังมีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแม้ว่าภาครัฐ และ ปตท. รวมถึง สร.ปตท. จะพยายามอธิบายผ่านสื่อสารมวลชนและเครือข่ายต่างๆ ก็ยังคงโต้แย้งและมีประเด็นที่นำมาซึ่งความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความสับสนและข้อขัดแย้งทางความคิด ลิดรอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อผู้รับผิดชอบภาครัฐ  ส่งผลกระทบต่อ ปตท. ดังนั้น สร.ปตท. จึงตัดสินใจนำคณะกรรมการ อนุกรรมการ และ สมาชิก  สร.ปตท. ออกมาเคลื่อนไหวแสดงจุดยืนในครั้งนี้”

     

    นายพนมทวน ทองน้อย รองประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(สร.กฟผ.) กล่าวว่า สร.กฟผ.สนับสนุนให้เดินหน้าประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกช โดยเห็นว่าไทยใช้ก๊าซฯผลิตไฟฟ้าสูงถึงเกือบ 70% ดังนั้นการมีก๊าซฯ จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อความมั่นคงไฟฟ้าประเทศ แต่ต้องการให้การประมูลเป็นธรรม มีธรรมาภิบาล และโปร่งใส เพื่อให้ทุกฝ่ายเกิดความสบายใจ

     

    นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการนโยบายและแผนพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กล่าวว่า   กฟผ.ใช้ก๊าซฯผลิตไฟฟ้า 5 ล้านตันต่อปี จากก๊าซฯในอ่าวไทย การนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) และนำเข้าจากประเทศเมียนมา ดังนั้นหากก๊าซฯในอ่าวไทยผลิตได้ต่อเนื่องจะสร้างหลักประกันให้การผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องด้วย

     

    นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า จากการหารือกับผู้บริหารกระทรวงพลังงานทุกฝ่ายแล้ว ทางกระทรวงพลังงานยืนยันไม่เห็นด้วยกับการชะลอการประมูลแหล่งเอราวัณและบงกช เนื่องจากกระทรวงพลังงานมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง โดยต้องรับเอกสารการประกวดราคาในวันที่ 25 ก.ย. 2561 ตามขั้นตอนที่ดำเนินการมาตั้งแต่เดือนเม.ย. 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

     

     อย่างไรก็ตามในวันนี้(24 ก.ย. 2561) เมื่อเวลา 10.00 น สภาพลังงานเพื่อประชาชนพร้อมด้วย สมาพันธ์รัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย(สรส.) ประมาณ 100 คนนัดรวมตัวกันที่ประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยมีตัวแทนจากสำนักรับเรื่องราวร้องทุกข์ของทำเนียบรัฐบาลออกมารับหนังสือ และผู้ชุมนุมจะปักหลักอยู่ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาลในคืนวันที่ 24 ก.ย. 2561 ต่อไป 

     

    นายนพพร วิสุทธิศักดิ์ชัย ผู้ประสานงานสภาพลังงานเพื่อประชาชน กล่าวหลังการเดินทางไปยื่นหนังสือว่า  จากการที่กระทรวงพลังงานจะเปิดซองประมูลแหล่งบงกช-เอราวัณในวันที่ 25 ก.ย. 2561 ด้วยสัญญาเงื่อนไขการประมูล(TOR)ที่ประเทศไม่ได้ผลประโยชน์สูงสุด ทำให้ต้องลุกขึ้นมาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนไทย โดยในเวลาเดียวกันนี้ก็ได้มีการยื่นหนังสือให้กับผู้ว่าฯทุกจังหวัดทั่วประเทศด้วย ทั้งนี้กลุ่มสภาพลังงานฯจะปักหลักชุมนุมไปจนถึง 25 ก.ย. 2561 นี้ ก่อนที่จะมีการเปิดประมูลแหล่งเอราวัณ-บงกช ว่ารัฐบาลจะสั่งชะลอเรื่องนี้หรือไม่    

     

    โดยข้อเรียกร้องที่สำคัญของกลุ่มสภาพลังงานเพื่อประชาชนนั้น ประกอบด้วย 2 ข้อ คือ 1.ต้องการให้กำหนด TOR แหล่งเอราวัณและบงกชให้เป็นระบบสัญญาจ้างบริการ และตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ(NOC) 2. แก้ไขโครงสร้างราคาพลังงาน ให้ลดราคาก๊าซหุงต้มลง 3 บาทต่อกิโลกรัม และลดราคาน้ำมันสำเร็จรูป 3 บาทต่อลิตร ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายก๊าซหุงต้มและน้ำมันสำเร็จรูปของประชาชนลง 1 แสนล้านบาทต่อปี   

บทความ อ่านบทความทั้งหมด