• Date : 24 / 06 / 2018
    ข่าวล่าสุด
    บอร์ดกฟผ.เห็นชอบแผนปรับโครงสร้างองค์กร รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

    บอร์ด กฟผเห็นชอบแผนปรับโครงสร้างองค์กร ตามการศึกษาของบริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส (PWC) เน้นควบรวมงานที่ซ้ำซ้อน ลดตำแหน่งระดับรองผู้ว่าการ จาก12ตำแหน่งเหลือ7ตำแหน่ง และจำนวนพนักงานจะลดลงจาก2.18หมื่นคนเหลือประมาณ1.5 หมื่นในอีก 4-5ปีข้างหน้า จากการเกษียณอายุแต่ไม่รับเพิ่ม ยกเว้นตำแหน่งที่มีความจำเป็นต่อการเปลี่ยนแปลง พร้อมสั่งผู้บริหารรายงานผลความคืบหน้าทุกเดือน

    แหล่งข่าวจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการ กฟผหรือ บอร์ด กฟผที่มีนายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานเป็นประธาน เมื่อเดือนพ..ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้อนุมัติแผนปรับโครงสร้างองค์กรของกฟผตามผลการศึกษาของบริษัทไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส (PWC) และได้มอบหมายให้ระดับผู้บริหารของกฟผ.ไปทำความเข้าใจกับพนักงานเพื่อให้เข้าใจถึงความจำเป็นที่ต้องมีการปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต นำไปสู่การปฎิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยให้ฝ่ายบริหารรายงานความคืบหน้าต่อบอร์ด ทุกเดือน

    ทั้งนี้ในสาระสำคัญของการปรับโครงสร้างองค์กรของกฟผมีวัตถุประสงค์สำคัญ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินการ ลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน สามารถที่จะมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่แข่งขันได้กับเอกชนในอนาคต โดยจะมีการปรับลดตำแหน่งผู้บริหารระดับรองผู้ว่าการลง ให้เหลือเฉพาะสายงานที่มีความจำเป็นต่อการดำเนินงาน คือจากที่มีอยู่12ตำแหน่ง จะเหลือเพียง7ตำแหน่งตามภารกิจ ได้แก่ 1.รองยุทธศาสตร์ 2. รองบริหาร 3. รองบัญชีและการเงิน 4.เชื้อเพลิง 5. ระบบส่ง 6. ผลิตไฟฟ้า 7.ธุรกิจ เป็นต้น โดยภายหลังจากการปรับโครงสร้างองค์กร กฟผ.จะมีขนาดองค์กรที่เล็กลง จากจำนวนพนักงานที่มีอยู่2.18หมื่นคน เหลือประมาณ 1.5หมื่นคน ในอีก4-5ปีข้างหน้า แต่จะใช้วิธีการลดคนจากพนักงงานที่เกษียณอายุ แต่ไม่รับเพิ่ม ยกเว้นตำแหน่งที่มีความสำคัญและจำเป็นต่อองค์กรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง แทนการเลิกจ้าง

    แหล่งข่าว กล่าวด้วยว่า การปรับโครงสร้างฯครั้งนี้ ยังอยู่บนพื้นฐานของเนื้องานที่ กฟผ.ยังรักษาความมั่นคงไฟฟ้าให้กับประเทศ ได้ตามกฎหมาย ซึ่งจะมีการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าเดิมที่จะมีการปลดระวางออกไป ทำให้จะยังมีกำลังการผลิตอยู่ในสัดส่วนไม่น้อยกว่า 15,000-17,000 เมกะวัตต์ ส่วนการดำเนินการลงทุนโรงไฟฟ้าใหม่ นั้นจะขึ้นอยู่กับนโยบายของกระทรวงพลังงาน

    โดยก่อนหน้านี้ นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ระบุในเอกสารข่าวของกฟผ.ว่า การปรับโครงสร้างองค์กร เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องดำเนินการ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพการณ์ในปัจจุบันและเตรียมรองรับการขยายงานในอนาคต โดยการปรับเปลี่ยนของกฟผ.จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป แบ่งเป็น ระยะที่ ระยะ โดยเรื่องของจำนวนพนักงานนั้นจะมีจำนวนลดลงตามธรรมชาติ เนื่องจากการเกษียณอายุตามวาระ ซึ่งในช่วงปี 2560 – 2564 ประมาณ 6,200 คน และบางส่วนขอเกษียณทางเลือก จะทำให้ในปี 2564 กฟผจะมีพนักงานประมาณ 16,500 คน และ กฟผจะยังคงเปิดรับสมัครพนักงานในสาขาวิชาชีพที่มีความจำเป็น ทั้งนี้เพื่อให้งานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพและรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

     

  • Date : 22 / 06 / 2018
    GPSCยันซื้อกิจการGLOWคุ้มค่า หวังทำกำไรในอนาคต

    บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) มั่นใจซื้อกิจการบริษัท โกลว์ พลังงาน (GLOW) คุ้มค่าเพราะสามารถทำกำไรได้ในอนาคต ชี้ศักยภาพโรงไฟฟ้าเหลือมากกว่า 10 ปี โดยหลังหมดสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  จะหันมาผลิตไฟฟ้าขายอุตสาหกรรมเป็นหลักเพื่อสร้างความมั่นคงไฟฟ้าประเทศภาคตะวันออกรองรับ EEC

    นายเติมชัย บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) เปิดเผยว่า บริษัทฯ มั่นใจว่าการเข้าซื้อหุ้นของบริษัท โกลว์ พลังงาน(GLOW) จะเกิดความคุ้มค่า เนื่องจากพิจารณาแล้วพบว่า โรงไฟฟ้าของ GLOW มีศักยภาพผลิตไฟฟ้าสูงในระดับประเทศ แม้จะเป็นโรงไฟฟ้าเก่าหลายโรง แต่มีการดูแลอุปกรณ์เป็นอย่างดี รวมทั้งประเมินแล้วพบว่าเครื่องผลิตไฟฟ้ายังมีอายุเฉลี่ยเหลือไม่ต่ำกว่า 10 ปี หลังจากหมดสัญญาการซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ซึ่งสามารถขายไฟฟ้าและไอน้ำให้กับโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมได้ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเป้าหมายของบริษัทฯ ที่ต้องการสร้างความมั่นคงทางไฟฟ้าให้ภาคอุตสาหกรรมของประเทศ โดยเฉพาะโรงงานด้านปิโตรเคมีในภาคตะวันออก สำหรับรองรับระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) เมื่อไฟฟ้ามีความมั่นคงจะสามารถดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศได้มากขึ้น 

    อย่างไรก็ตามการเข้าซื้อหุ้นในครั้งนี้ นับเป็นผลดี เนื่องจากบริษัทฯ ไม่ต้องเร่งสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เพื่อรองรับกิจการของบริษัทในกลุ่ม ปตท. เพราะโรงไฟฟ้าของ GLOW จะช่วยเพิ่มปริมาณกำลังผลิตไฟฟ้าให้กับบริษัทฯ เพิ่มขึ้นทันทีจาก 1,900 เมกะวัตต์ เป็น 4,800 เมกะวัตต์ ทำให้มีกำลังการผลิตเป็นอันดับ 3 ของประเทศ (อันดับ 1 กฟผ. อันดับ 2 บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน))จากเดิมอยู่อันดับที่ 6 ของประเทศ นอกจากนี้การเข้าซื้อกิจการของ GLOW ในครั้งนี้ถือว่าใช้เงินลงทุนน้อยกว่าการสร้างโรงไฟฟ้าหลักเพื่อรองรับกิจการของกลุ่ม ปตท. ด้วย

    สำหรับกำไรที่ได้หลังจากควบรวมกิจการแล้ว บริษัทฯจะนำไปขยายการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน และธุรกิจระบบกักเก็บพลังงาน(Energy Storage) ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอยู่ 10% ของกำลังการผลิตทั้งหมด 1,900 เมกะวัตต์ โดยคาดว่าอนาคตจะขยายกำลังผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้นเรื่อยๆ  ซึ่งเมื่อใช้พลังงานหมุนเวียนรวมกับEnergy Storage จะทำให้การผลิตไฟฟ้าเกิดความมั่นคงเป็นไฟฟ้าฐานของประเทศได้ในอนาคต

    นายเติมชัย กล่าวว่า การที่บริษัทเตรียมเข้าซื้อกิจการ โดยเข้าซื้อหุ้นจำนวน 69.11% ของ บริษัท  GLOW จาก Engie Global Developments B.V.  ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ทั้งทางตรงและทางอ้อมในGLOW ที่ราคาหุ้นละ 96.5 บาท ถือเป็นราคาที่เหมาะสมตามการประเมินของสินทรัพย์ที่จะได้มา โดยพิจารณาจากกระแสเงินสดที่จะเข้ามาภายหลังการเข้าถือหุ้นเป็นที่เรียบร้อย รวมถึงจะส่งผลต่อผลประกอบการที่ดีขึ้นในระยะยาว ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญที่จะสร้างการเติบโตในธุรกิจพลังงานให้กับบริษัท และทำให้บริษัทมีโครงข่ายพลังงานที่เข้มแข็งขึ้น

    สำหรับระยะเวลาและขั้นตอนของการดำเนินการในการเข้าซื้อหุ้นของ GLOW หลังจากที่บริษัท ได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายหุ้นกับกลุ่ม Engie Global Developments B.V.ไปแล้วเมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2561 นั้น จะต้องทำการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท GPSC (EGM) ในวันที่ 24 ส.ค.2561  เพื่อขออนุมัติใน 2 เรื่อง คือ 1.ขอเข้าซื้อหุ้นGLOW และ2.ขออนุมัติการกู้เงิน โดยหลังจากขออนุมัติเรียบร้อยแล้ว ในเดือนต.ค.นี้ จะทำการเข้าซื้อหุ้น 69.11% ซึ่งต้องใช้เงินกู้ระยะสั้นจากการกู้บริษัทแม่ และสถาบันการเงินรวม 1.42 แสนล้านบาท และในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย.2561 จะทำคำเสนอซื้อหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์กับผู้ถือหุ้นรายย่อย จำนวน 31% จากนั้น จะเรียกประชุมEGM อีกครั้งในช่วงต้นปี 2562 เพื่อขออนุมัติขอวงเงินเพื่อการออกหุ้นกู้ เพื่อใช้ในการดำเนินการปรับโครงสร้างทางการเงินภายหลังการเข้าซื้อแล้วเสร็จ คาดว่า Deal นี้จะจบในเดือน ต.ค.2561 นี้ และเสร็จสมบรูณ์ ในไตรมาส 1 ปี 2562

    ส่วนกรณีเพจของนายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาระบุว่า การซื้อหุ้น GLOW ในครั้งนี้จะก่อให้เกิดการผูกขาดกิจการไฟฟ้าของประเทศหรือไม่นั้น ยืนยันว่า บริษัทฯ เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีบริษัท ปตท.ฯถือหุ้นเพียง 22% เท่านั้น และเมื่อควบรวมกิจการแล้วจะทำให้บริษัทฯเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าอันดับ 3 ของประเทศ ซึ่งไม่ใช่รายใหญ่ที่สุดที่จะสามารถครอบงำตลาดด้านไฟฟ้าของประเทศได้ อีกทั้งกิจการไฟฟ้าของประเทศมีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ดูแลและมีกฎกติกาที่ชัดเจน โดยบริษัทฯมั่นใจว่าจะทำให้เกิดความแข็งแกร่งด้านประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าในภาคตะวันออก

    “เห็นว่าคุณกรณ์ คิดมากไปหรือเปล่า สิ่งที่เราทำเป็นสิ่งที่เราต้องสร้างความมั่นคงไฟฟ้าให้ประเทศ ไม่ใช่ก่อให้เกิดการผูกขาดแต่อย่างใด”นายเติมชัย กล่าว

  • Date : 22 / 06 / 2018
    เชฟรอนพร้อมเกินร้อยประมูลแหล่งก๊าซฯ มั่นใจแข่งได้เพราะความน่าเชื่อถือของแผน

    ผู้บริหารเชฟรอนประเทศไทยย้ำ พร้อมเกินร้อยประมูลแหล่งปิโตรเลียม มั่นใจแข่งขันได้เพราะมีประสบการณ์และนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่จะสามารถนำไปใช้ในอนาคตเพื่อพัฒนาการผลิตก๊าซธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง หวังความน่าเชื่อถือของแผนและข้อเสนอทางเทคนิคจะทำให้ได้รับความไว้วางใจจากรัฐให้ดำเนินการต่อ

    นายไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทย สำรวจและผลิต จำกัด กล่าวในรายการ  “Suthichai Live: แหล่งก๊าซเอราวัณในอ่าวไทย” ทาง Facebook Suthichai Yoon ของนายสุทธิชัย หยุ่น ว่า เชฟรอนฯ มีความมั่นใจและความพร้อมเกิน 100% ในการเข้าร่วมประมูลสิทธิการสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติในแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกชที่กำลังจะหมดสัมปทานในปี 2565-2566  

    “เชื่อมั่นว่าจะสามารถแข่งขันได้เพราะมีประสบการณ์การดำเนินการในอ่าวไทย และนอกจากประสบการณ์แล้ว เชฟรอนยังมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จะสามารถนำมาใช้ในอนาคตเพื่อการผลิตที่ต่อเนื่อง เพราะต่อไปการผลิตก๊าซฯ ในอ่าวไทยจะยากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนั้น บุคลากรของเรายังมีความพร้อม ที่จะช่วยกันพัฒนาแหล่งก๊าซให้มีประสิทธิภาพการผลิตสูงสุด” นายไพโรจน์กล่าว

    นอกจากนั้น ยังมั่นใจว่า ความน่าเชื่อถือของแผนและเทคนิคที่สามารถปฏิบัติได้จริง ที่เชฟรอนจะยื่นเป็นข้อเสนอการประมูลภายในวันที่ 25 กันยายน นี้ จะทำให้เชฟรอนได้รับความไว้วางใจให้ดำเนินการต่อไปได้

    ทั้งนี้ เชฟรอนฯเป็นผู้ดำเนินการในแหล่งเอราวัณ และได้พัฒนาการผลิตในแหล่งเอราวัณมาตลอดระยะเวลา 36 ปีที่มีการผลิตก๊าซฯจากแหล่งดังกล่าว ซึ่งนับว่าเป็นแหล่งปิโตรเลียมที่มีความท้าทายเพราะลักษณะทางธรณีวิทยาที่มีความยากในการขุดเจาะและนำก๊าซฯ ขึ้นมา เพราะมีลักษณะเป็นหลุมเล็กๆ และแต่ละหลุมอยู่ห่างกระจัดกระจายกันไป รวมถึงเป็นหลุมที่มีอุณหภูมิสูงเป็นพิเศษ จึงต้องออกแบบอุปกรณ์ทนความร้อนเป็นการเฉพาะ ทำให้มีต้นทุนในการขุดและบริหารจัดการหลุมสูง

    อย่างไรก็ตาม นายไพโรจน์กล่าวว่า แม้ต้นทุนสูง แต่เชฟรอนสามารถบริหารจัดการให้อยู่ได้และสามารถทำการผลิตได้ตามสัญญามาโดยตลอด

    นอกจากแหล่งเอราวัณที่เป็นแหล่งสัมปทานในปัจจุบันของเชฟรอนแล้ว นายไพโรจน์กล่าวว่ากำลังพิจารณาข้อมูลรายละเอียดของแหล่งบงกชด้วย

     

บทความ อ่านบทความทั้งหมด