• Date : 20 / 09 / 2018
    ข่าวล่าสุด
    เผยโฉมว่าที่2ผู้ว่าการ PEA และ กฟน.คนใหม่ รอเสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ

    เผยโฉมว่าที่ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค( PEA ) “สมพงษ์ ปรีเปรม”  ที่จะมา แทน “เสริมสกุล คล้ายแก้ว” และว่าที่ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง  “กีรพัฒน์ เจียมเศรษฐ์” แทน “ชัยยงค์ พัวพงศกร” หลังบอร์ด ของทั้ง2องค์กร ให้ความเห็นชอบ รอเสนอชื่อเข้าคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาอนุมัติ ในเร็วๆนี้   โดยในส่วนของผู้ว่าการ PEA จะครบวาระงานต้นเดือน พ.ย. 2561 ส่วน กฟน. ครบวาระ 27 ก.ย. 2561 นี้

    นายเสริมสกุล คล้ายแก้ว ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2561 บอร์ดของPEA ได้อนุมัติให้ นายสมพงษ์ ปรีเปรม รองผู้ว่าการวางแผนและพัฒนาระบบไฟฟ้า PEA ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผู้ว่ากาการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แทนตัวเขาที่จะเกษียณอายุงานในต้นเดือน พ.ย. 2561 นี้

    อย่างไรก็ตามขั้นตอนหลังจากนี้ ต้องรอให้กระทรวงการคลังพิจารณาเกี่ยวกับค่าค่าตอบแทนในการปฏิบัติหน้าที่  และต้องรอเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบก่อน  โดยจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนตัวเองเกษียณ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

    ในขณะที่แหล่งข่าวจากการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) กล่าวว่า บอร์ด กฟน. ได้มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง นายกีรพัฒน์ เจียมเศรษฐ์ รองผู้ว่าการวิชาการและบริหารพัสดุ ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวงแล้ว ตั้งแต่วันที่ 23 ส.ค. 2561 แล้ว เพื่อมาดำรงตำแหน่งแทนนายชัยยงค์ พัวพงศกร ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง ที่หมดวาระงานในวันที่ 27 ก.ย. 2561 นี้

    อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังอยู่ขั้นตอนการเสนอชื่อนายพีรพัฒน์ให้ ครม.พิจารณาเห็นชอบก่อนถึงจะมีผลในทางปฏิบัติต่อไป

  • Date : 19 / 09 / 2018
    จ้างม.นเรศวร 30ล้าน ศึกษารูปแบบ NETP หวังเป็นศูนย์รวมซื้อขายไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ทั่วประเทศ

    กฟน. เผยจ้างมหาวิทยาลัยนเรศวร ศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการ National Energy Trading Platform (NETP) กำหนดแล้วเสร็จปี 2562   ชี้เป็นศูนย์รวมการซื้อขายไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ทุกรูปแบบในเมืองไทย ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศผ่านระบบBlock Chain  ยอมรับระบบผลิตและซื้อขายไฟฟ้ากันเองจะกระทบรายได้ กฟน.  จึงต้องเร่งปรับตัวเป็นผู้ให้บริการสายส่งไฟฟ้า และบริหารการจำหน่ายไฟฟ้าผ่าน Block Chain  รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของคนเมืองที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต  

    นายกีรพัฒน์ เจียมเศรษฐ์  รองผู้ว่าการ ด้านวิชาการและบริหารพัสดุ การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) เปิดเผยว่า หลังจากที่3 การไฟฟ้า(กฟน. , การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA) ได้ลงนามความร่วมมือ(MOU) โครงการวิจัยและพัฒนาแพลตฟอร์มตลาดกลางซื้อขายพลังงานไฟฟ้าแห่งชาติ และจัดทำแผนที่นำทางแพลตฟอร์มดิจิทัลการไฟฟ้าแห่งชาติ หรือ โครงการ National Energy Trading Platform (NETP) ไปเมื่อเดือน เม.ย. 2561 ที่ผ่านมา นั้น  ขณะนี้ได้เริ่มว่าจ้างมหาวิทยาลัยนเรศวร ทำการศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการดังกล่าวแล้ว ในกรอบวงเงินประมาณ 30 ล้านบาท คาดว่าการศึกษาจะแล้วเสร็จในปี 2562

    อย่างไรก็ตามโครงการดังกล่าวเป็นเสมือนการสร้างระบบปฏิบัติการ(Platform) เทคโนโลยีบล็อกเชน( Block Chain) ซึ่งสามารถบริหารจัดการไฟฟ้าให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันเองได้ ระหว่างผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์(โซล่าร์เซลล์)และผู้ใช้ ในรูปแบบระดับชาติ โดยในอนาคตเอกชนที่มีการซื้อขายไฟฟ้ากันเองผ่านระบบบล็อกเชน ก็สามารถนำบล็อกเชนมาเชื่อมโยงกับPlatform ของโครงการนี้ได้ เช่น เอกชนที่ซื้อขายไฟฟ้ากันเอง หากมีกำลังการผลิตไฟฟ้าเหลือ ก็สามารถขายไฟฟ้าเข้าระบบบล็อกเชนของโครงการนี้ได้ จากนั้นจะมีการบริหารจัดการไฟฟ้าไปยังพื้นที่อื่นที่ต้องการไฟฟ้าในช่วงเวลานั้นๆ ต่อไปผ่านระบบสายส่งของทั้ง3การไฟฟ้า

    ทั้งนี้คาดว่า NETP  จะรองรับการผลิตไฟฟ้าจากเซล์แสงอาทิตย์ทั่วประเทศ ครอบคลุมทุกจังหวัดและกระจายไปทุกพื้นที่ได้ เป็นรูปแบบการบริหารจัดการไฟฟ้ารูปแบบใหม่เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต   อย่างไรก็ตามในการนำมาปฎิบัตินั้น จะต้องสอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว หรือ PDP ฉบับใหม่ของกระทรวงพลังงาน และต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี(ครม.)ก่อน  รวมทั้งอาจจำเป็นต้องตั้งหน่วยงานกลางขึ้นมาบริหารจัดการซื้อขายไฟฟ้าโซลาร์เซลล์จากบล็อกเชนดังกล่าว โดยเฉพาะด้วย  โดยผู้ร่วมโครงการในอนาคตจะต้องมีระบบมิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะ(Smart Meter)แล้วเท่านั้น ซึ่งจะสามารถทราบข้อมูลการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันได้ชัดเจน

    นายกีรพัฒน์ กล่าวว่า การซื้อขายไฟฟ้ากันเอง เริ่มเติบโตมากขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของ กฟน. เช่นกันแต่คาดว่าไม่มากนัก เนื่องจาก กฟน. เป็นเพียงผู้จำหน่ายไฟฟ้า ไม่ใช่ผู้ผลิต ดังนั้นหากรัฐบาลเปิดโอกาสให้ กฟน. สามารถจัดซื้อไฟฟ้าจากประชาชนผู้ผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ได้ จะมีส่วนช่วยให้ราคาค่าไฟฟ้าที่ซื้อมาเพื่อจำหน่ายถูกลงไปด้วย และแม้จะมีระบบบล็อกเชนเกิดขึ้นแต่การซื้อขายไฟฟ้าในระบบบล็อกเชนของพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลยังต้องพึ่งพาสายส่งไฟฟ้าของ กฟน.อยู่ ซึ่ง กฟน.ยังมีรายได้จากการเป็นผู้ให้บริการสายส่งไฟฟ้าต่อด้วย

    นอกจากนี้คาดว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าของกรุงเทพฯและปริมณฑลจะเพิ่มขึ้นในอนาคต เนื่องจากจะมีการใช้รถยนต์ไฟฟ้า(EV) การใช้เครื่องมือสื่อสารสูงขึ้น รวมถึงการมีรถไฟฟ้าหลายสายที่ทำให้การใช้ไฟฟ้าในเขตเมืองเพิ่มขึ้นด้วย

  • Date : 19 / 09 / 2018
    3การไฟฟ้าจับมือขสมก. และสวทช.ทุ่มงบวิจัย เปลี่ยนรถเมล์เก่า เป็นรถไฟฟ้าหรือ E-BUS

    3การไฟฟา (กฟน. กฟผ. PEA ) จับมือ ขสมก.และสวทช.  ทุ่มงบวิจัย 30 ล้านบาท ศึกษาโครงการดัดเปลงรถเมล์ปรับอากาศเก่าสภาพดี ยกเครื่องใหม่เป็นรถยนต์ไฟฟ้า หรือ E-Bus นำร่อง 4 คัน คาดเสร็จภายใน 2 ปี หากสำเร็จจะเป็นรถ E-Bus ต้นแบบที่ผลิตเองในประเทศ พร้อมเปิดให้เอกชนนำไปพัฒนาต่อยอดธุรกิจ และส่งเสริมเป็นรถเมล์ไฟฟ้าบริการประชาชนในอนาคต 

    นายกีรพัฒน์ เจียมเศรษฐ์  รองผู้ว่าการ ด้านวิชาการและบริหารพัสดุ  การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) เปิดเผยว่า กฟน. ลงนามความร่วมมือกับ 2 การไฟฟ้า (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA) รวมทั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในวันที่ 19 ก.ย. 2561 เพื่อจัดทำโครงการปรับเปลี่ยนรถประจำทางให้กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้า(E-Bus) โดยใช้งบวิจัยจาก 3 การไฟฟ้ารวม 30 ล้านบาท ซึ่งจะดำเนินโครงการเป็นเวลา 2 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย. 2561

    เบื้องต้นจะนำรถประจำทางประเภทปรับอากาศ ของ ขสมก. ที่ไม่ใช้แล้วแต่มีสภาพดี จำนวน 4 คัน มาดัดแปลงให้เครื่องยนต์จากเชื้อเพลิงน้ำมันให้กลายเป็นเครื่องยนต์ไฟฟ้า เพื่อใช้เป็นต้นแบบให้ 4 หน่วยงาน(กฟน. , กฟผ., PEA และสวทช.) นำไปทดลองขับใช้งานจริงก่อนจะขยายไปสู่การให้บริการประชาชนในอนาคต โดยขั้นตอนการนำไปใช้งานจริงของ 4 หน่วยงานจำเป็นต้องมีการติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าในพื้นที่แต่ละแห่งด้วย เพื่อให้เกิดความสะดวกในการชาร์จไฟฟ้า

    อย่างไรก็ตามโครงการนี้ จะเป็นส่วนสำคัญช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ให้สามารถเรียนรู้ต่อยอดไปสู่การผลิตและประกอบรถ EV รวมถึงรถ E- Bus ขึ้นภายในประเทศไทย โดยการนำต้นแบบที่ศึกษาในครั้งนี้ไปพัฒนาต่อยอดธุรกิจได้ ขณะเดียวกันหากผลการศึกษาสำเร็จและภาครัฐต้องการนำไปใช้เป็นรถประจำทางให้บริการประชาชนก็สามารถดำเนินการได้ โดยต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี(ครม.)ก่อน

    ทั้งนี้โลกปัจจุบันกำลังมุ่งสู่ทิศทางรถ EV มากขึ้น ดังนั้นทั้ง 3 การไฟฟ้าจึงต้องเร่งพัฒนาและเรียนรู้การใช้ไฟฟ้าของเทคโนโลยีรถ EV โดยเร็ว เพื่อรองรับการใช้ไฟฟ้าของประเทศในอนาคต และโครงการนี้จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศด้วย หากคนไทยสามารถประกอบรถยนต์ไฟฟ้าได้เองในประเทศ จากที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นการนำรถยนต์ไฟฟ้าจากต่างประเทศมาทดลองใช้เท่านั้น

บทความ อ่านบทความทั้งหมด