• Date : 20 / 07 / 2018
    ข่าวล่าสุด
    กกพ.ชี้ถูกตั้งมาโดยคำสั่งคสช.แต่ก็พร้อมทบทวนบทบาท หลังถูกบีบให้ลาออก

    การเมืองส่งสัญญาณบีบให้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ลาออก ประธานกกพ.เปิดแถลงข่าวพร้อมพิจารณาตามประเด็นข้อกฎหมาย เผยคณะกรรมการทุกคนรู้ดีว่าได้รับตำแหน่งมาจากคำสั่งหัวหน้าคสช. เมื่อ4ปีที่แล้ว  และที่ผ่านมาดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงพลังงานจนมีผลงานเป็นที่ประจักษ์  ระบุการถูกบริษัทกัลฟ์ฯ ฟ้องร้อง คดี เป็นเรื่องของการปฎิบัติตามบทบาทหน้าที่ อย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทุจริตต่อหน้าที่

    นายพรเทพ ธัญญพงศ์ชัย ประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) เปิดเผยถึงกรณีที่รองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม เรียกเข้าพบ และมีกระแสข่าวลือว่า รัฐบาลต้องการให้ กกพ.ลาออก ว่า คณะกรรมการ กกพ. ชุดปัจจุบันที่เหลืออยู่ 6 คน ถือเป็นคณะกรรมการที่ถูกแต่งตั้งขึ้นจากคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2557  ซึ่งถือได้ว่าเป็นกฎหมายที่ต้องถือปฏิบัติ โดยในคำสั่งไม่ได้กำหนดว่า ต้องอยู่ในวาระกี่ปี   โดยไม่ได้มาจากกระบวนการสรรหาตามกฎหมายพ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงานปี 2550 เหมือนคณะกรรมการ กกพ.ทั้งสองชุดก่อนหน้านี้  ที่ในมาตรา 17 ระบุว่ากรรมการ กกพ.มีวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี นับตั้งแต่วันดำรงตำแหน่ง และเมื่อครบ 3 ปี ต้องจับฉลากออก 3 คน

    ทั้งนี้ปัจจุบัน กกพ.ทั้ง6คนได้ดำรงตำแหน่งมาครบ 4 ปี 3 วัน แล้ว ซึ่งในช่วงก่อนจะครบกำหนดการดำรงตำแหน่ง 3 ปี ได้ทำหนังสือสอบถามไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวการดำรงตำแหน่งของ กกพ. แล้วว่าจะยึดแนวปฎิบัติตาม พ.ร.บ. ประกอบกิจการพลังงานปี 2550  หรือจะยึดตามคำสั่ง คสช. ที่ยกเว้น มาตราที่เกี่ยวข้องกับการสรรหาเอาไว้  ซึ่งได้คำตอบว่า คณะกรรมการ กกพ. ชุดแรกซึ่งมีนายดิเรก ลาวัณย์ศิริ เป็นประธาน กกพ. ได้มีดำเนินการจับฉลากออกไปแล้ว3คนตามกฎหมายแล้ว ดังนั้นคณะกรรมการ กกพ.ชุดปัจจุบันซึ่งถือเป็นชุดที่ 3 จึงไม่จำเป็นต้องจับฉลากออกตามกฎหมายอีก  จึงได้นำ มติของคณะกรรมการกฤษฎีกา รายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในสมัยนั้น คือพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานรับทราบ และมีการปฎิบัติหน้าที่ในตำแหน่งมาจนถึงปัจจุบัน

    ทั้งนี้การส่งสัญญาณจากรัฐบาล ว่า กกพ.ชุดปัจจุบันได้ปฏิบัติภาระกิจลุล่วงแล้วและควรพิจารณาตัวเองเกี่ยวกับวาระการดำรงตำแหน่งนั้น ทาง กกพ.ไม่ได้นิ่งนอนใจ และจะเร่งหารือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเพื่อให้คำตอบกับรัฐบาลโดยเร็วที่สุด

    “กรรมการทุกคนรู้ตัวดีว่าได้รับการแต่งตั้งมาอย่างไร  และไม่ได้คิดว่าจะต้องอยุ่ไปเรื่อยๆจนครบวาระ โดยหากนโยบายรัฐบาลมีความเห็นออกมาเป็นอย่างไร เราก็พร้อมที่จะปฎิบัติตาม  ซึ่งที่ผ่านมาการทำงานของกกพ.ก็สนองตามนโยบายของรัฐบาลด้วยดีมาโดยตลอด เช่นการเร่งแก้ไขปัญหาการออกใบอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้า ที่สมัยนั้นติดปัญหาใบ รง.4 จำนวนมาก ซึ่งเราได้แก้ไขจนลุลวงแล้ว ใครจะบอกว่าเราเก่งหรือไม่เก่ง เราไม่ทราบ แต่เราตั้งปณิธานว่า ต้องทำงานกันเป็นทีม อย่างซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีเรื่องที่เกี่ยวกับการคอรัปชั่น โดย ที่ผ่านมา การที่ กกพ.ถูกฟ้องร้องตามกฎหมายจำนวนมาก ซึ่งเป็นเรื่องของกระบวนการดำเนินงานที่ต้องยึดหลักกฎหมาย และ เรายินดีให้เอกชนฟ้องเพราะจะได้พิสูจน์ว่าต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง ” นายพรเทพ กล่าว

    นายพรเทพ กล่าวว่า หากท้ายที่สุดต้องมีการจับฉลากออก 3 คน ก็เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อการปฏิบัติงานของ กกพ. เนื่องจากยังมี กกพ.ที่เหลือดำเนินการได้ แต่หากต้องออกจากตำแหน่งทั้งหมด ก็ย่อมมีผลกระทบต่องานต่างๆ ที่ยังต้องทำอยู่ในปัจจุบันแน่นอน

    ด้านนายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกกพ. ในฐานะโฆษก กกพ. กล่าวว่า  คดีที่กกพ.ถูกบริษัทกัลฟ์ ฟ้องนั้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามหน้าที่ ที่กกพ.มีการกำหนดหลักเกณฑ์ขึ้นมาเกี่ยวกับการให้ใบอนุญาต ให้เป็นผู้จัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติเหลว ( LNG Shipper) ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับการทุจริต คอรัปชั่น โดยที่กกพ.พิจารณาไม่ให้กลุ่มกัลฟ์ได้ใบอนุญาตดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่า บริษัทไม่ได้มีกลุ่มลูกค้าใหม่ที่จะใช้LNG แต่มีเฉพาะแหล่งที่สามารถซัพพลายLNG ให้ได้เท่านั้น จึงไม่เข้าหลักกณฑ์คุณสมบัติ  ซึ่งหากบริษัทเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการพิจารณา ก็สามารถที่จะยื่นฟ้องร้องได้ ถือเป็นเรื่องปกติ โดยที่ผ่านมา กกพ. ก็ถูกกลุ่มกัลฟ์ ฟ้องมาแล้ว 2คดี แต่ภายหลังได้มีการถอนฟ้องเป็นแล้วทั้งสองคดี

  • Date : 19 / 07 / 2018
    กบง.เรียกเก็บเงินโรงแยกก๊าซที่ส่งออกLPG 7บาทต่อกิโลกรัม หลังกองทุนLPG ติดลบ117 ล้านบาท

    กบง. มีมติเรียกเก็บเงินโรงแยกก๊าซฯ ที่ส่งออกLPG 7 บาทต่อกิโลกรัม หรือ ประมาณ 160 ล้านบาทต่อเดือน หลังใช้เงินบัญชี LPG พยุงราคาขายปลีกจนติดลบ 117 ล้านบาท เตรียมเสนอ กพช.เห็นชอบ 3 ส.ค.นี้ พร้อมขอความร่วมมือ ปตท. งดส่งออก LPG จากโรงแยกก๊าซฯ หวังเกิดการแข่งขันในประเทศมากขึ้น  ในขณะเดียวกันก็ปรับเกณฑ์ราคาอ้างอิงLPG จากรายสัปดาห์เป็น ราย2สัปดาห์มีผล 31ก.ค. 2561 รวมทั้งปรับลดเงินชดเชยกลุ่มดีเซลหลังราคาตลาดโลกลดต่ำลง

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2561 ที่มีนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน มีมติให้เรียกเก็บเงินผู้ส่งออกก๊าซหุงต้ม(LPG)เข้ากองทุนบัญชี LPG ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในอัตรา 7 บาทต่อกิโลกรัม เท่ากับกรณีที่ปัจจุบันเรียกเก็บเงินจากโรงแยกก๊าซฯที่ผลิตLPGเพื่อจำหน่ายในประเทศ 7 บาทต่อกิโลกรัม โดยจะนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ในวันที่ 3 ส.ค. 2561 เห็นชอบต่อไป

    ทั้งนี้ โดย 5 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ค.) ของปี 2561 พบว่า ปริมาณการนำเข้าเฉลี่ย 42,120 ตันต่อเดือน ขณะที่ปริมาณส่งออก LPG เฉลี่ยอยู่ที่ 22,876 ตันต่อเดือน ซึ่งหากมีการจัดเก็บเงินจากการส่งออกจำนวน 7บาทต่อกิโลกรัม  กองทุนบัญชีLPG จะมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 160ล้านบาทต่อเดือน

     ขณะที่ความต้องการใช้LPG ในประเทศ จะสูงกว่าการผลิตอยู่ประมาณ 20,000 ตันต่อเดือน ซึ่งชี้ให้เห็นว่า การนำเข้ามีปริมาณมากเกินความต้องการ จึงไม่น่าจะเกิดปัญหาการขาดแคลนขึ้น ที่ประชุมเห็นว่าควรเพิ่มระดับการแข่งขันของตลาดในประเทศโดยให้โรงแยกก๊าซฯ และโรงกลั่นน้ำมันลดการส่งอออกและให้มุ่งเน้นการแข่งขันจำหน่าย LPG ให้ตลาดภายในประเทศเพิ่มขึ้น

    โดยปัจจุบันเงินกองทุนน้ำมันฯ มีเงินเหลือ 29,556 ล้านบาท ณ วันที่ 15 ก.ค. 2561 แบ่งเป็นบัญชีน้ำมัน 29,673 ล้านบาท และในส่วนของบัญชีLPG ยังติดลบอยู่ 117 ล้านบาท เนื่องจากนำเงินไปชดเชยราคาขายปลีก LPG ไว้ให้อยู่ระดับ 363 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม อย่างไรก็ตาม กบง.เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2561 กำหนดให้บัญชี LPG ใช้เงินจากบัญชีน้ำมันได้ไม่เกิน 3,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะช่วยชดเชยราคาขายปลีก LPG ได้ระยะเวลา 6 เดือน     

    นอกจากนี้ได้มีมติให้ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ให้งดการส่งออกLPG จากโรงแยกก๊าซฯ เพื่อสร้างความสมดุลการผลิตและใช้LPGในประเทศ และให้เกิดการแข่งขันธุรกิจ LPG ในประเทศมากขึ้น ยกเว้นกรณีมีความจำเป็นเช่น ถังเก็บLPG เต็มต้องส่งออกแทน เป็นต้น

    พร้อมกันนี้ กบง. ได้เห็นชอบให้ทดลองปรับหลักเกณฑ์ราคาอ้างอิงนำเข้าและราคาก๊าซ LPG ณ โรงกลั่น จากเดิมที่เปลี่ยนแปลงเป็นรายสัปดาห์ ให้เป็นเปลี่ยนแปลงทุกสองสัปดาห์แทน โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 31 ก.ค. 2561 เป็นต้นไป เนื่องจากมีความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องหลายฝ่ายว่าราคา LPG ไม่จำเป็นต้องขึ้นลงอย่างรวดเร็วเกินไป  

    นายทวารัฐ กล่าวด้วยว่า กบง.ยังเห็นชอบปรับลดเงินชดเชยน้ำมันดีเซลลงจาก 0.50 บาทต่อลิตร เป็น 0.13 บาทต่อลิตร และลดเงินชดเชยน้ำมันดีเซลหมุนเร็วB20 จาก 3.51บาทต่อลิตร เป็น 3.10 บาทต่อลิตร  โดยผลจากการปรับลดอัตราเงินชดเชยกองทุนน้ำมันฯ ดังกล่าวจะทำให้กองทุนน้ำมันฯ มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นประมาณ 724 ล้านบาทต่อเดือน (หรือ 24 ล้านบาทต่อวัน) จากเดิมมีรายจ่าย ติดลบ1,040 ล้านบาทต่อเดือน   (หรือ -35 ล้านบาทต่อวัน) เป็นมีรายจ่าย  ติดลบ 315ล้านบาทต่อเดือน (หรือ -11 ล้านบาท/วัน) เนื่องจากราคาดีเซลตลาดโลกลดต่ำลง

  • Date : 19 / 07 / 2018
    ปตท.- กัลฟ์ เผยทิศทางธุรกิจพลังงาน ชี้ต้องปรับตัวรับความท้าทายและมีแผนลงทุนที่ดี

    สองบริษัทยักษ์ใหญ่พลังงาน เผยทิศทางการดำเนินธุรกิจท่ามกลางความท้าทายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีพลังงานในปัจจุบัน ปตท.เร่งปรับตัวเพื่อความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ เน้นจัดหาและใช้ LNG ใช้ศักยภาพท่อส่งก๊าซฯอย่างเต็มที่ และเดินหน้าธุรกิจ Nonoil คาดปี 2561-2563 รายได้เติบโตปีละ 2-3% ตามทิศทางน้ำมันและราคาปิโตรเคมีโลก ด้าน กัลฟ์ ตั้งเป้าธุรกิจเติบโตปีละ 30% เป็นเวลา 8 ปี จากแผนการลงทุนที่ดี ชี้แผน PDP ของรัฐมีความสำคัญ หากไม่สะท้อนความต้องการใช้ไฟฟ้าอย่างแท้จริง จะกระทบค่าไฟฟ้าและการวางแผนลงทุนของเอกชน รวมถึงศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ  

    นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีและวิศวกรรม และในฐานะว่าที่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงานเสวนา “ทิศทางหุ้นครึ่งปีหลัง ฟุบหรือไปต่อ” ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ โดยกล่าวในหัวข้อ “เจาะลึกสองยักษ์ใหญ่พลังงาน” ว่า ปตท.เป็นบริษัทที่เน้นสร้างความมั่นคงพลังงานให้กับประเทศ ปัจจุบันเทคโนโลยีพลังงานเปลี่ยนแปลงไปมาก ปตท.จำเป็นต้องปรับตัวให้พร้อมรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นับเป็นเรื่องท้าทายหลายประการ ทั้งกรณีรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่คาดว่าอีก 10-15 ปีข้างหน้าจะก้าวเข้ามามีบทบาทต่อประเทศไทยมากขึ้น โดยจะเริ่มเห็นภาพชัดขึ้นจากประเทศยุโรปและจีนก่อน นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงด้านการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนที่ต้นทุนลดต่ำลงทำให้การผลิตเพิ่มสูงขึ้น การเปิดเสรีธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ ปตท.กำลังอยู่ระหว่างเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น 

    ในส่วนของนโยบายภาครัฐนั้น ยอมรับว่ามีผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบต่อบริษัทฯ เพราะ ปตท. เป็นผู้เล่นรายหนึ่งในธุรกิจด้านพลังงาน ดังนั้นต้องปรับปรุงธุรกิจให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ในอนาคต โดยมองว่าปัจจุบันนโยบายพลังงานต้องการสร้างความมั่นคงพลังงานและมีการเข้าถึงพลังงานได้ในราคาที่ไม่แพง และส่งเสริมให้เกิดการแข่งขัน เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมได้มากขึ้น ก่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    โดยในอนาคตอันใกล้ ปตท.จะต้องดำเนินธุรกิจให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้น มีการแยกธุรกิจก๊าซฯ เน้นเรื่องการจัดหาและใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ศักยภาพการส่งก๊าซฯทางท่อ ที่จะเปิดให้บุคคลที่สามเข้ามาร่วมใช้ท่อได้ ส่วนธุรกิจน้ำมันปัจจุบันประเทศไทยมีปั๊มน้ำมันเกือบ 6,000 แห่ง โดย ปตท. มีปั๊มมากเป็นอันดับ 2 รองจากค่ายน้ำมัน PT ซึ่งต่อไป ปตท.จะเดินหน้าด้านธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน (Nonoil) มากขึ้นด้วย และจะมีบทบาทช่วยเหลือสังคมโดยการนำสินค้าเกษตรเข้ามาวางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อของ ปตท. เป็นต้น ขณะเดียวกันการผลิตน้ำมันก็ต้องปรับตัวโดยเฉพาะการนำน้ำมันเตาเปลี่ยนไปเป็นน้ำมันเครื่องบินและเชื้อเพลิง และปิโตรเคมีเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้ามากขึ้นด้วย 

    นอกจากนี้ ปตท. กำลังพยายามจะพัฒนาให้พื้นที่วังจันทร์ จ.ระยอง เป็นวังจันทร์วัลเลย์ ที่เน้นด้านนวัตกรรมเป็นหลัก ปัจจุบันมีการตั้ง โรงเรียนกำเนิดวิทย์ และสถาบันวิทยสิริเมธีแล้ว และจะมีการเดินหน้าต่อไป เพื่อไปสู่เป้าหมายการจัดตั้งระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษ (EEC) ของรัฐบาล

    สำหรับรายได้ของปตท.ในปี 2561-2563 คาดว่าจะสูงกว่า ปี 2560 ที่มีรายได้ 2 ล้านล้านบาท โดยในปี 2561-2563  คาดรายได้จะเติบโตประมาณปีละ 2-3% โดยในปี 2561 คาดว่าจะมีรายได้กว่า 2 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามทิศทางราคาน้ำมันและปิโตรเคมี

    นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ กล่าวว่า กัลฟ์ เป็นบริษัทที่ผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก และยังมีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนรวมทั้งการผลิตความเย็นและไอน้ำขายให้กับอุตสาหกรรมเป็นหลักด้วย โดยกัลฟ์ ตั้งเป้าหมายการเติบโตธุรกิจไว้ปีละ 30% เป็นเวลา 8 ปีนับจากนี้ เนื่องจากกัลฟ์มีทรัพย์สินและการลงทุนที่วางแผนเป็นอย่างดีจากประสบการณ์การทำงานมาอย่างยาวนาน มีการวางแผนที่ดี และมียังโครงการใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศที่พิจารณาแล้วว่าจะสร้างผลกำไรให้กับบริษัทฯได้

    สำหรับความคืบหน้าในการสร้างโรงไฟฟ้านั้นในปี 2561 กัลฟ์จะมีโรงไฟฟ้าที่สร้างเสร็จประมาณ 2 โรง ขนาดโรงละ 200     เมกะวัตต์ และปี 2562 อีก 2 โรง ส่วนรายได้ของกัลฟ์นั้นในปี 2560 กัลฟ์มีรายได้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท และในปี 2569 คาดจะมีรายได้ถึง 2 แสนล้านบาท

    อย่างไรก็ตามเชื่อว่าตัวที่จะชี้ทิศทางพลังงานของประเทศคือ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาวประเทศ (PDP) ที่ภาครัฐจะกำหนดออกมาเป็นนโยบายเร็วๆนี้ ซึ่งจะถูกใช้ไปเป็นระยะเวลา 10-20 ปีข้างหน้า เมื่อวางแผนเสร็จถึงจะทราบว่าสร้างโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงชนิดใดและเท่าไหร่ ซึ่งการทำแผน PDP หากไม่สะท้อนความต้องการใช้ไฟฟ้าอย่างแท้จริง จะสร้างความสับสนด้านค่าไฟฟ้า รวมถึงการวางแผนลงทุนของเอกชน ซึ่งจะมีผลสะท้อนไปสู่ศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศด้วย  

    ส่วนกรณีที่กัลฟ์เป็นบริษัทเอกชนรายใหญ่ที่มีการผลิตไฟฟ้าสูง ไม่ได้เป็นเหมือนปลาใหญ่กินปลาเล็ก เพราะเห็นว่าปลาใหญ่กินปลาเล็กไม่มีจริงในโลกปัจจุบัน ซึ่งแต่ละบริษัทต้องมีการเตรียมความพร้อมแผนการลงทุน หาจุดสมดุลทางการเงินไม่ให้หนี้สินมากเกินไป

    สำหรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนนั้น ปัจจุบันต้นทุนการผลิตลดต่ำลงมากและประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้น ดังนั้นไม่จำเป็นที่รัฐต้องให้เงินสนับสนุนสูงเหมือนในอดีต แต่ไม่ควรนำเรื่องพลังงานทดแทนของไทยไปเทียบกับต่างประเทศเพราะบริบททางสังคมต่างกัน เช่น เยอรมันที่มีการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนถึง 90% ของพลังงานทั้งหมด แต่ค่าไฟฟ้าสูงถึง 13-14 บาทต่อหน่วย ซึ่งหากไทยจะเดินไปสู่จุดนั้นได้ สังคมต้องยอมรับค่าไฟฟ้าที่แพงได้ด้วย ดังนั้นปัจจุบันไทยใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าสูงถึง 60% ของพลังงานทั้งหมด เพราะมีต้นทุนต่ำเพียง 2 บาทต่อหน่วย และยังเป็นพลังงานสะอาดด้วย 

    ส่วนกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีแนวโน้มจะถูกยกเลิกไปนั้น ส่วนตัวไม่แปลกใจ เพราะกัลฟ์เคยทำโรงไฟฟ้าถ่านหินที่บ่อนอก-หินกรูด มาก่อน ซึ่งเข้าใจว่าการยอมรับเชื้อเพลิงถ่านหินของโลกมีน้อยลงมาก ธนาคารหลายประเทศไม่ปล่อยกู้โรงไฟฟ้าถ่านหินเพราะเห็นว่าเป็นเชื้อเพลิงที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ในขณะที่การเปลี่ยนไปสู่พลังงานแดด ลม ยังมีปัญหาเรื่องต้นทุนราคาแพงกว่าก๊าซธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำ ซึ่งสิ่งสำคัญคือการหาจุดสมดุลของพลังงานหลักและพลังงานทดแทน 

    “ที่ผ่านมาเราปล่อยให้มีการติดตั้งโซลาร์ทั่วประเทศ โดยเฉพาะที่ภาคอีสาน ตอนเที่ยงคนไม่ใช้ไฟฟ้า ไฟฟ้าก็ไหลเข้าระบบ ทำให้ระบบไม่เสถียร ดังนั้นควรเลือกตั้งในพื้นที่ที่ต้องการใช้ไฟฟ้าจริงในช่วงกลางวัน” นายสารัชถ์กล่าว

บทความ อ่านบทความทั้งหมด