• Date : 17 / 08 / 2018
    ข่าวล่าสุด
    ปตท.ร่วมสนับสนุนงาน IEEE PES GTD ASIA 2019 ซึ่งจัดใหญ่ครั้งแรกในภูมิภาคเอเซีย

    ปตท.ร่วมสนับสนุนงาน IEEE PES GTD ASIA 2019 ภายใต้ แนวคิด“Big Shift in Power and Energy” ซึ่งจัดใหญ่ครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย และครั้งแรกในประเทศไทย โดยระบุเสถียรภาพด้านไฟฟ้ามีความสำคัญต่อธุรกิจของ กลุ่มปตท.

    นายวิทวัส สวัสดิ์-ชูโต รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ นวัตกรรมและดิจิตอล บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงเหตุผลที่ ปตท. ให้การสนับสนุนการจัดงาน ประชุมวิชาการและนิทรรศการระดับโลก IEEE PES GTD ASIA 2019 ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย และครั้งแรกในประเทศไทย   ว่า ที่ผ่านมาปตท.สนับสนุนการจัดงานที่เป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำ  คืองานที่เกี่ยวกับก๊าซธรรมชาติ และน้ำมัน แต่การที่เข้ามาสนับสนุนการจัดงานที่เกี่ยวกับการผลิตไฟฟ้า เนื่องจาก ปตท.มีบริษัทลูกที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตไฟฟ้า อยู่ด้วย คือบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด(มหาชน) หรือ GPSC  ที่เกิดขึ้นจากการรวมหน่วยธุรกิจผลิตไฟฟ้า ที่ผลิตไฟป้อนอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และโรงกลั่นน้ำมัน ในกลุ่มปตท.  เข้ามาอยู่ในบริษัทเดียวกัน   เนื่องจากอุตสาหกรรมดังกล่าว ต้องการ super reliability หรือความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้าสูงมาก

    โดยหากเกิดกรณีไฟฟ้าตกหรือไฟฟ้าดับเพียงไม่กี่วินาที ก้จะส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิตที่สร้างความเสียหาย เป้นวงเงินสูง  200-1,000 ล้านบาท

    นายวิทวัส กล่าวด้วยว่า ในอนาคตที่แนวโน้มการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า(EV) และแบตเตอรี่ จะเพิ่มมากขึ้น ที่จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจของปตท. ยังทำให้กลุ่มปตท.ต้องมีการปรับตัวเตรียมความพร้อม  ซึ่งงาน IEEE PES GTD ASIA 2019 จะทำให้ปตท.มีเวที ที่จะแสดงให้เห็นว่า  กลุ่ม ปตท.คิดอย่างไร  โดยขณะนี้ ปตท. มีการตั้งทีมขึ้นมาศึกษาเรื่องของ EV ตลอดทั้ง Value Chain โดยเฉพาะ

    ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพพร ลีปรีชานนท์ ประธานการจัดงานIEEE PES GTD ASIA 2019 กล่าวว่า งานประชุมวิชาการและนิทรรศการนานาชาติ IEEE PES GTD ASIA 2019เป็นงานโลกด้านไฟฟ้าและพลังงาน จะมีองค์ประกอบของงานหลัก ๆ ประกอบด้วย งาน Power Generation (PG Asia) งานTransmission and Distribution (T&D Asia) งาน Renewable Energy (RE Asia)บูรณาการกับองค์ประกอบด้านDigitalizationที่มี Smart City & Data Center รวมเข้าด้วยกัน ภายใต้ Theme ที่ชื่อว่า “Big Shift in Power and Energy ” โดยมีจะนำเสนอการประชุมเชิงวิชาการและจัดแสดงนิทรรศการที่ครอบคลุมทุกด้านเกี่ยวกับระบบผลิต การส่งและจำหน่ายไฟฟ้า การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับระบบดิจิตอลที่บูรณาการกับการผลิตส่งและจำหน่ายไฟฟ้าและพลังงาน

    โดยงาน IEEE จัดมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 40 ปี ณ ทวีปอเมริกาเหนือ  และจะจัดเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย และครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด "Big Shift in Power and Energy"  ระหว่างวันที่ 19 -23 มีนาคม พ.ศ. 2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา โดยคาดว่าจะมีผู้ประกอบการด้านไฟฟ้าและพลังงานเข้าร่วมงานกว่า 400 ราย และมีผู้เข้าร่วมการประชุมและเยี่ยมชมนิทรรศการภายในงานกว่า 10,000 คน

    การจัดงานในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนอย่างดีจากหน่วยงาน องค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยเฉพาะ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และหน่วยงานอื่นๆ อาทิ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) สำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. รวมถึงสมาคมองค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น สมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย (TPVA) สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT)และยังรวมถึงการไฟฟ้าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภูมิภาคเอเชียด้วย 

  • Date : 16 / 08 / 2018
    BGRIM ส่งบริษัทย่อยลงนามโครงการโซลาร์ฟาร์มขนาด257เมกะวัตต์ที่เวียดนามแล้ว

    BGRIM  ส่งบริษัทย่อย(บี.กริม รีนิวเอเบิล เพาเวอร์ 2 ) ลงนามสัญญาซื้อขายหุ้นในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาด 257 เมกะวัตต์  มูลค่าการลงทุนในหุ้นที่ตราไว้  32.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อเป็นเจ้าของสัดส่วน 80% ในโครงการ แล้ว เมื่อวันที่16 สิงหาคม 2561   โดยมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในวันที่ 30 มิถุนายน 2562  มีระยะเวลาซื้อขายไฟฟ้ากับ Electricity of Vietnam (EVN) ยาวถึง 20 ปี 

    นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM  เปิดเผยว่า ตามที่ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2561 บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ได้แจ้งมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 9/2561 เกี่ยวกับการอนุมัติการเข้าลงทุนโดยบริษัทย่อย ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ที่จังหวัดฟูเยี้ยน สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งประมาณ 257 เมกะวัตต์ นั้น ล่าสุด วันที่ 16 สิงหาคม 2561 บริษัท บี.กริม รีนิวเอเบิล เพาเวอร์ 2 จำกัด บริษัทย่อยของบริษัท ได้เข้าลงนามใน สัญญาซื้อขายหุ้น ใน บริษัท ฟูเยี้ยน ทีทีพีจ็อยสต๊อก คอมพานี (Phu Yen TTP Joint Stock Company) จำนวน 80,000,000 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 80 โดยมีมูลค่าการลงทุนในหุ้นที่ตราไว้ เท่ากับ 32.5 ล้านเหรียญสหรัฐ 

    ทั้งนี้โครงการดังกล่าวมีระยะเวลาซื้อขายไฟฟ้า 20 ปี กับ Electricity of Vietnam (EVN) คาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ ได้ภายใน 30 มิถุนายน 2562 

    นับถึงปัจจุบัน บี.กริม เพาเวอร์ มีโรงไฟฟ้าเชิงพาณิชย์มาแล้วทั้งสิ้น 32 แห่ง แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 14 แห่ง โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 15 แห่ง  โรงไฟฟ้าพลังน้ำ 2 แห่ง และ โรงไฟฟ้าพลังงานดีเซล 1 แห่ง ตั้งอยู่ในประเทศไทยและ ต่างประเทศ โดยมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมกว่า 2,000 เมกะวัตต์ และ มีโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างแผนการก่อสร้างอีกว่า 1,000 เมกะวัตต์ รวมเป็นจำนวนกำลังการผลิตไฟฟ้ากว่า 3,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2565  

    โดยการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน ที่จังหวัด ฟูเยี่ยน ถือเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ได้รับการอนุมัติการลงทุนจากกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า (MOIT) 

  • Date : 16 / 08 / 2018
    บ้านปู เพาเวอร์ ปักธงลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานลม 80เมกะวัตต์ ที่ เวียดนาม

    บ้านปู เพาเวอร์  ปักธง ลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่เวียดนาม ขนาดกำลังการผลิต 80 เมกะวัตต์ วงเงินลงทุน 160 ล้านเหรียญสหรัฐ โดย โครงการระยะที่ 1 จะแล้วเสร็จและเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2563 ซึ่งเป็นการลงทุน ตามเป้าหมายที่จะมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้ได้สัดส่วน20% ในปี2568 ในขณะที่ธุรกิจถ่านหิน ของบริษัทแม่  ยังมีผลประกอบการที่ดีในไตรมาสที่2 โดยคาดการณ์ราคาถ่านหินในครี่งปีหลัง จะยังทรงตัวในระดับที่สูงเกินกว่า 100 เหรียญสหรัฐ ต่อตัน  

    นายสุธี สุขเรือน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)  ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ บ้านปู เปิดเผยว่า โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม กำลังผลิต 80 เมกะวัตต์ ใน จังหวัดซอกจัง (Soc Trang) ประเทศเวียดนาม แบ่งการพัฒนาออกเป็น 3 ระยะ โดยระยะที่ 1 กำลังผลิต 30 เมกะวัตต์ คาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ (Commercial Operation Date: COD) ภายในปี 2563 ส่วนโครงการอีก 2 ระยะ กำลังผลิต 30 เมกะวัตต์ และ 20 เมกกะวัตต์ คาดว่าจะ COD ภายในปี 2564   โดยเวียดนามถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีศักยภาพ มีความเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้า และมีนโยบายสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนอย่างชัดเจน

    นายสุธี กล่าวว่า การลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานลมในเวียดนามครั้งนี้ เป็นการเดินหน้าตามกลยุทธ์ Greener & Smarter ของบริษัทบ้านปู  โดยบริษัทตั้งเป้าหมายจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้า ให้ได้ 4,300 เมกะวัตต์ในปี2568 โดยเป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ในสัดส่วนไม่น้อยกว่า ร้อยละ 20  จากปัจจุบันที่ บ้านปู เพาเวอร์ฯ มีโครงการโรงไฟฟ้าและโรงไฟฟ้าทั้งหมด 28 แห่ง ในประเทศไทย สปป.ลาว จีน ญี่ปุ่น และเวียดนาม แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ COD แล้ว 16 โรง และอยู่ระหว่างการพัฒนา 12 โครงการ กำลังผลิตตามสัดส่วนการลงทุนรวม 2,869 เมกะวัตต์   แต่หากนับเฉพาะกำลังผลิตตามสัดส่วนการลงทุนของโรงไฟฟ้าที่ COD แล้วคิดเป็น 2,129.2 เมกะวัตต์  โดย เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงทั่วไป 1,955 เมกะวัตต์เทียบเท่า และโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 174.2 เมกะวัตต์  

    สำหรับความคืบหน้าการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าซานซีลู่กวง (Shanxi Lu Guang: SLG) ในจีนยังคงดำเนินไปตามแผนเพื่อให้โครงการทั้ง 2 หน่วย กำลังผลิตติดตั้ง 1,320 เมกะวัตต์ พร้อมเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายในปี 2562-2563 เช่นเดียวกับการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในญี่ปุ่นก็คืบหน้าตาม โดย ล่าสุดโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มุกะวะ (Mukawa) กำลังผลิตติดตั้ง 17 เมกะวัตต์ สามารถ COD แล้ว เมื่อวันที่1 ส.ค.2561ที่ผ่านมา

    บริษัทฯ ยังสนใจการลงทุนโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำในประเทศไทย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาต้นทุนและความเป็นไปได้   โดยปัจจุบันบริษัทฯมีโครงการ โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำในอ่างเก็บน้ำที่ประเทศจีนอยู่แล้ว 50 เมกะวัตต์

    ด้านนาง สมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด(มหาชน)​เปิดเผยว่า คาดว่าทิศทางราคาถ่านหินครึ่งหลังของปี 2561 จะเกิน 100 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน จากปัจจุบันที่ทรงตัวอยู่ระดับ 119-120 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน ซึ่งสูงกว่าไตรมาสแรกของปี 2560 ที่อยู่ระดับ 104-105 เหรียญสหรัฐต่อตัน  เนื่องจากความต้องการใช้ยังสูงโดยเฉพาะในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกำลังการผลิตใหม่ๆของโลกยังน้อย

    โดยล่าสุด บริษัท PT Indo Tambangraya Megah Tbk. (ITM) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบ้านปูฯ ได้ซื้อเหมืองแห่งใหม่ที่เกาะกาลิมันตันตอนกลางในสาธารณรัฐอินโดนีเซีย เพื่อตอบรับกับความต้องการถ่านหินที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าน่าจะเพิ่มปริมาณสำรองถ่านหินให้กับบริษัทฯ ได้ราว 77 ล้านตัน

    สำหรับผลการดำเนินงานของบ้านปูฯ ในไตรมาสที่ 2 ประจำปี 2561 มีรายได้จากการขายรวม 813 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 26,964 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 180 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 5,711 ล้านบาท)  หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 28 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนจากปริมาณการขายถ่านหินและราคาขายถ่านหินเฉลี่ยที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

    ส่วนกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย ค่าเสื่อมและค่าใช้จ่ายตัดจ่าย (EBITDA) ในไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ 290 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 9,618 ล้านบาท) ปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 27.8 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิในไตรมาสนี้เท่ากับ 124 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 4,112 ล้านบาท) สูงขึ้นเกือบเท่าตัวจากกำไรสุทธิ 66 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

     โดยผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2561 สามารถจำแนกตามประเภทธุรกิจได้ดังนี้

    ธุรกิจถ่านหิน ในไตรมาสที่ 2 ประจำปี 2561 มีรายได้จากการขายรวม 706 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 23,416 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 19 จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นร้อยละ 21 จากปีก่อนหน้า เนื่องจากปริมาณอุปทานถ่านหินที่มีอยู่อย่างจำกัด ส่งผลให้ราคาขายถ่านหินเฉลี่ยของบริษัทฯ ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 76.93เหรียญสหรัฐต่อตัน หรือเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับในปีก่อนหน้า แบ่งเป็นปริมาณการขายจากเหมืองในสาธารณรัฐอินโดนีเซีย 5.34 ล้านตัน และออสเตรเลีย 3.78 ล้านตัน

    ธุรกิจไฟฟ้า มีรายได้จากการขายรวมจากธุรกิจ ไฟฟ้า ไอน้ำ และอื่นๆ  72  ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 2,388ล้านบาท)  ประกอบกับส่วนแบ่งกำไรที่ดีจากการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี และหงสา ส่งผลให้ธุรกิจไฟฟ้าในไตรมาสนี้มี EBITDA 67 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 2,222 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ธุรกิจก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกา มีรายได้จากการขายที่ 35 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1,160 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 9 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 298 ล้านบาท) หรือร้อยละ 34.6 จากไตรมาสที่ผ่านมา เป็นผลมาจากปริมาณขายที่สูงขึ้นในไตรมาสนี้

    (*หมายเหตุ: คำนวณโดยอ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนที่ USD 1: THB 31.7289 สำหรับงบกำไรขาดทุนเฉลี่ยราย 6 เดือนUSD 1: THB 33.1672 สำหรับงบกำไรขาดทุนเฉลี่ยรายไตรมาส)

บทความ อ่านบทความทั้งหมด