• Date : 22 / 07 / 2018
    ข่าวล่าสุด
    กรรมการกกพ.ได้ข้อสรุปยื่นลาออก3คน ตามการส่งสัญญาณจากรองนายกฯ

    ได้ข้อสรุปแล้ว คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)จะมีการยื่นลาออก3คนเปิดทางให้รัฐบาลใช้คำสั่ง มาตรา44 แต่งตั้งกรรมการกกพ.มาทดแทน เพื่อให้การทำงานสามารถที่จะเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่สะดุด

    แหล่งข่าวในสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการกกพ.ที่ยังเหลือปฏิบัติหน้าที่ทั้ง6 คนประกอบด้วยนายพรเทพ ธัญญพงศ์ชัย ประธานกกพ. และกรรมการกกพ.อีก5คนคือ นายวัชระ คุณาวัฒนาวุฒิ  นายวีระพล  จิรประดิษฐกุล  นางสาววิไลพร ลิ่วเกษมศานต์  นางปัจฉิมา ธนสันติ  และนางดวงมณี โกมารทัต  ได้มีการหารือกันเป็นการภายในแล้ว หลังจากที่ได้เข้าพบกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันอังคารที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา และทางนายวิษณุ ได้ให้คณะกรรมการกกพ. ทบทวนบทบาทในการดำรงตำแหน่งหลังจากที่ปฏิบัติหน้าที่มาเป็นระยะเวลา 4 ปีแล้ว

    โดยในการหารือกันนั้น ได้ข้อสรุปว่า คณะกรรมการ กกพ. 3 คน จะมีการลาออกจากตำแหน่งในเร็วๆนี้  ซึ่งยังไม่ได้ระบุว่าจะเป็นใครบ้าง และจะใช้วิธีการจับสลากออก หรือ เป็นการสมัครใจลาออก  เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลได้มีการตั้งกรรมการ กกพ.เข้ามาทำหน้าที่แทน  ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลน่าจะต้องใช้คำสั่งตามมาตรา44 ในการแต่งตั้ง เพราะจะช่วยให้งานที่ดำเนินการมีความต่อเนื่อง ไม่สะดุด  เนื่องจากหากกลับไปใช้วิธีการสรรหาคณะกรรมการ กกพ. ตามพ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 จะต้องมีขั้นตอนการดำเนินการที่ใช้เวลานานถึง4 เดือน  และในระหว่างที่รอการสรรหา กรรมการกกพ.ที่เหลืออยู่เพียง3 คนจะจัดประชุมเพื่อลงมติพิจารณาเรื่องต่างๆไม่ได้

    “ คณะกรรมการกกพ. ที่การแต่งตั้งโดยคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2557 เดิมจำนวน7คน และปัจจุบันเหลืออยู่ 6 คน เนื่องจาก นายไกรสีห์ กรรณสูต ครบวาระการทำงานเพราะมีอายุครบ70ปี  ซึ่งในการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งมาครบ4ปี ถือว่ามีการทำงานเป็นทีม และถือดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลมาโดยตลอด  แต่เมื่อรัฐบาลส่งสัญญาณว่าต้องการให้มีการทบทวนบทบาทการดำรงตำแหน่งจำนวนครึ่งหนึ่ง เพราะเห็นว่าอยู่ในตำแหน่งมาพอสมควรแล้ว  ก็มีการหารือกันว่า หากทั้ง6คนลาออกทั้งหมด อาจจะถูกมองว่าเป็นการลาออกเพื่อประชด  ดังนั้นทางออกของการลาออก3 คน จึงน่าจะตรงกับที่รัฐบาลอยากจะให้เป็น “ แหล่งข่าวกล่าว

    ในขณะที่แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน มองว่า ที่ผ่านมาการทำงานของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ที่แต่งตั้งโดยคสช.ถือว่าตอบสนองต่อนโยบายของกระทรวงพลังงานในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลด้านนโยบาย มาโดยตลอด นับตั้งแต่สมัยที่นายณรงค์ชัย อัครเศรณี และพลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน   อย่างไรก็ตามเมื่อมีการปรับคณะรัฐมนตรี และเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มาเป็น นาย ศิริ จิระพงษ์พันธ์  ก็มีการชะลอการแต่งตั้ง กรรมการกกพ.ที่จะมาแทนนายไกรสิห์ กรรณสูต เมื่อปลายปี 2560 ที่ผ่านมา  

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center –ENC) วิเคราะห์ว่า ประเด็นที่ คณะกรรมการ กกพ.ต้องลาออกด้วยเหตุผลที่อยู่ตำแหน่งมานาน และควรต้องทบทวนบทบาทตามที่รองนายกรัฐมนตรีส่งสัญญาณ  มาในช่วงนี้ นั้น ไม่น่าจะมีน้ำหนัก เพราะ ในคำสั่ง คสช.ที่แต่งตั้ง ไม่ได้กำหนดวาระของการดำรงตำแหน่งเอาไว้ และทางคณะกรรมการกกพ.ก็ได้มีการหารือประเด็นดังกล่าวกับทางคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วว่า ไม่จำเป็นจะต้องมีการจับสลากลาออก3คน ตาม พ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2550   หรือหากต้องการจะให้กรรมการ กกพ. จำนวน3 คน จับสลากลาออก ด้วยเหตุผลนี้จริง  รัฐบาลจะควรจะต้องส่งสัญญาณนี้มาตั้งแต่ปี2560 ที่คณะกรรมการกกพ. มีการทำงานมาครบ3ปี แล้ว  ดังนั้นประเด็นที่มีน้ำหนักมากที่สุด น่าจะเป็นเรื่องของการทำงานที่ไม่สนองตอบความต้องการของคนบางกลุ่มที่มีบทบาทอยู่ในรัฐบาลในระยะหลังมากกว่า    โดยเป็นที่น่าสังเกตุ  ว่าสัญญาณกดดันให้ กรรมการ ลาออก  เกิดขึ้นหลังจากที่ คณะกรรมการกกพ.ไม่ออกใบอนุญาตการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติเหลว ให้กับกลุ่มบริษัทกัลฟ์ จนถูกเอกชนฟ้องร้องต่อศาลปกครอง   การที่ไม่เสนอแนวทางการต่ออายุโรงไฟฟ้าให้กับผู้ประกอบการSPP Cogeneration จำนวน25 ราย แบบให้พิจารณาเป็นแต่ละกรณี ตามนโยบาย   แต่คณะกรรมการกกพ. มีการเสนอให้ต่อายุกับทั้ง25รายโดยเท่าเทียมกัน  รวมทั้งการที่ไม่เร่งอนุมัติเงินจำนวน 50 ล้านบาท จากกองทุนพัฒนาโรงไฟฟ้า ตามมาตรา97(5) เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินการว่าจ้างที่ปรึกษา ของ คณะกรรมการกำกับการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ที่รัฐมนตรีพลังงานลงนามแต่งตั้งเมื่อวันที่30 มีนาคม 2561  เป็นต้น

    อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าว นายวีระพล  จิรประดิษฐกุล  กรรมการ กกพ. ได้มีการชี้แจงทำความเข้าใจแล้วว่า ประเด็นการที่ไม่ออกใบอนุญาตการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติเหลว ( LNG Shipper) นั้นไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับการทุจริต คอรัปชั่น แต่คณะกรรมการ กกพ.เนื่องจากเห็นว่า บริษัทกลัฟ์ ไม่ได้มีกลุ่มลูกค้าใหม่ที่จะใช้LNG แต่มีเฉพาะแหล่งที่สามารถซัพพลายLNG ให้ได้เท่านั้น จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์คุณสมบัติ  ซึ่งหากบริษัทกัลฟ์ เห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการพิจารณา ก็สามารถที่จะยื่นฟ้องร้องได้ ถือเป็นเรื่องปกติของการทำงานตามบทบาทหน้าที่ของกกพ.

    ส่วนประเด็นการเสนอแนวทางต่ออายุโรงไฟฟ้าให้กับSPP Cogeneration จำนวน25 ราย อย่างเท่าเทียมกัน ก็เพื่อไม่ให้ มีปัญหาการเลือกปฏิบัติ และเปิดช่องให้ เอกชนที่ไม่ได้รับการพิจารณายื่นฟ้องคณะกรรมการ กกพ.  และประเด็นของการที่ยังไม่อนุมัติวงเงิน 50 ล้านบาทจากกองทุนพัฒนาโรงไฟฟ้า ตามมาตรา97(5) ให้กับคณะกรรมการ SEA ก็เพราะมีการพิจารณาในรอบแรกไปแล้ว  ซึ่งตามหลักเกณฑ์จะต้องรอให้มีการเปิดการพิจารณาวงเงินในรอบที่สอง  ยกเว้นกระทรวงพลังงานจะมาลงนามเอ็มโอยูกับทางคณะกรรมการกกพ. เพื่อขอใช้วงเงินดังกล่าวเป็นกรณีพิเศษ จึงจะสามารถดำเนินการได้

  • Date : 21 / 07 / 2018
    กกพ.เสนอให้ต่ออายุ SPP Cogeneration อีก10ปีเท่าเทียมกันทั้ง25ราย ป้องกันวิ่งเต้น

    คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)สรุปแนวทางการดำเนินการกับ ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ประเภทสัญญา Firm ระบบ Cogeneration ที่จะสิ้นสุดอายุสัญญาในปี 2560 – 2568 ทั้ง25ราย ให้กระทรวงพลังงานแล้ว โดยให้กฟผ.รับซื้อในปริมาณไม่เกิน30เมกะวัตต์เป็นระยะเวลา10ปี ด้วยอัตราค่าไฟฟ้าที่ 2.37บาทต่อหน่วย กับทุกราย อย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่เลือกปฏิบัติ  แต่เรื่องดังกล่าวถูกถอดออกจากวาระการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)ในการประชุม เมื่อวันที่ 18ก.ค.2561ที่ผ่านมา

    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกกพ. ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า คณะกรรมการกกพ.ได้มีการสรุปแนวทางการดำเนินการกับ ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ประเภทสัญญา Firm ระบบ Cogeneration ที่จะสิ้นสุดอายุสัญญาในปี 2560 – 2568 ทั้ง25ราย ให้กับทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ซึ่งถือว่าหมดหน้าที่ความรับผิดชอบในส่วนของกกพ.แล้ว โดยขั้นตอนต่อไปก็เป็นเรื่องของนโยบาย ว่าจะดำเนินการตามที่คณะกรรมการกกพ.มีข้อเสนอหรือไม่ ซึ่งทาง สนพ.จะมีการนำเสนอเป็นวาระในการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธานต่อไป

    ในขณะที่แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า แนวทางดำเนินการกับ ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ประเภทสัญญา Firm ระบบ Cogeneration ที่จะสิ้นสุดอายุสัญญาในปี 2560 – 2568 ทั้ง25ราย เดิมนั้นถูกกำหนดเป็นหนึ่งในวาระการพิจารณาของ กบง.ในการประชุมเมื่อวันที่ 18ก.ค.2561 แต่ก็ถูกสั่งให้มีการถอนเรื่องออกไปก่อน

    ทั้งนี้ในแนวทางการดำเนินการกับ ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ประเภทสัญญา Firm ระบบ Cogeneration ที่จะสิ้นสุดอายุสัญญาในปี 2560 – 2568 ทั้ง25ราย นั้น  คณะกรรมการ กกพ.มีข้อเสนอ ให้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พิจารณารับซื้อไฟฟ้าจาก SPP Cogeneration ทุกราย รายละไม่เกิน 30 เมกะวัตต์ โดยไม่เลือกปฏิบัติ  เป็นระยะเวลา 10 ปี นับจากที่สิ้นสุดอายุสัญญา  ในอัตราค่าไฟฟ้าที่ 2.37 บาทต่อหน่วย ในอัตราการใช้ความร้อน Heat Rate ที่เคยได้มี การหารือกับทาง สมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน แล้วว่ามีความเหมาะสม  คือ7,400 บีทียูต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง

    โดยผู้ประกอบการSPP Cogeneration จะสามารถสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทดแทนโรงเดิมในสถานที่ที่เดิม หรือจะปรับปรุงโรงไฟฟ้าที่มีอยู่เดิมก็ได้  แต่หากมีการย้ายสถานที่โรงไฟฟ้าไปยังที่ใหม่ จะได้รับเฉพาะค่าพลังงานไฟฟ้าในอัตราเดิมเท่านั้น  แต่จะไม่ได้ค่าความพร้อมจ่าย หรือ AP (Availability Payment)   ซึ่งหากที่ประชุม กบง.ให้ความเห็นชอบตามที่ คณะกรรมการกกพ. เสนอ ก็จะต้องมีการนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน  เพื่อพิจารณา แก้ไขมติ กพช.เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2559 ที่เห็นชอบตามแนวทางที่ กบง.ได้นำเสนอ  จากเดิมที่เคยให้ต่ออายุสัญญาจาก25ปี  เพื่อให้เหลือ10ปี และให้ครอบคลุมไปถึง SPP Cogeneration ที่สิ้นสุดสัญญาในปี2559 ที่ยังมีเรื่องฟ้องร้องกับกฟผ.ในชั้นของอนุญาโตตุลาการ ด้วย

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) รายงานว่า ข้อเสนอของคณะกรรมการกกพ. ครั้งนี้เน้นในเรื่องของการต่ออายุให้กับ ผู้ประกอบการ SPP Cogeneration กับทุกรายอย่างเป็นธรรม เท่าเทียมกัน แทนการให้พิจารณาอนุมัติต่ออายุสัญญาเป็นบางราย เพื่อไม่ให้เกิดการวิ่งเต้นล็อบบี้ให้ตัวเองได้รับการอนุมัติ  ที่จะทำให้เกิดการฟ้องร้อง กกพ.ได้ในภายหลัง  อย่างไรก็ตาม ในประเด็นที่ คณะกรรมการกกพ.ให้สัมภาษณ์ว่าจะมีการทบทวนบทบาทของตัวเองหลังดำรงตำแหน่งมาครบ4ปี โดยจะมีกรรมการกกพ.บางส่วนลาออก ในเร็วๆนี้   อาจจะทำให้เรื่องดังกล่าวถูกส่งกลับไปให้ คณะกรรมการกกพ.ชุดใหม่ ทบทวนอีกรอบได้ ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ว่าจะให้มีการดำเนินการอย่างไร 

  • Date : 20 / 07 / 2018
    กกพ.ชี้ถูกตั้งมาโดยคำสั่งคสช.แต่ก็พร้อมทบทวนบทบาท หลังถูกบีบให้ลาออก

    การเมืองส่งสัญญาณบีบให้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ลาออก ประธานกกพ.เปิดแถลงข่าวพร้อมพิจารณาตามประเด็นข้อกฎหมาย เผยคณะกรรมการทุกคนรู้ดีว่าได้รับตำแหน่งมาจากคำสั่งหัวหน้าคสช. เมื่อ4ปีที่แล้ว  และที่ผ่านมาดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงพลังงานจนมีผลงานเป็นที่ประจักษ์  ระบุการถูกบริษัทกัลฟ์ฯ ฟ้องร้อง คดี เป็นเรื่องของการปฎิบัติตามบทบาทหน้าที่ อย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทุจริตต่อหน้าที่

    นายพรเทพ ธัญญพงศ์ชัย ประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) เปิดเผยถึงกรณีที่รองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม เรียกเข้าพบ และมีกระแสข่าวลือว่า รัฐบาลต้องการให้ กกพ.ลาออก ว่า คณะกรรมการ กกพ. ชุดปัจจุบันที่เหลืออยู่ 6 คน ถือเป็นคณะกรรมการที่ถูกแต่งตั้งขึ้นจากคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2557  ซึ่งถือได้ว่าเป็นกฎหมายที่ต้องถือปฏิบัติ โดยในคำสั่งไม่ได้กำหนดว่า ต้องอยู่ในวาระกี่ปี   โดยไม่ได้มาจากกระบวนการสรรหาตามกฎหมายพ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงานปี 2550 เหมือนคณะกรรมการ กกพ.ทั้งสองชุดก่อนหน้านี้  ที่ในมาตรา 17 ระบุว่ากรรมการ กกพ.มีวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี นับตั้งแต่วันดำรงตำแหน่ง และเมื่อครบ 3 ปี ต้องจับสลากออก 3 คน

    ทั้งนี้ปัจจุบัน กกพ.ทั้ง6คนได้ดำรงตำแหน่งมาครบ 4 ปี 3 วัน แล้ว ซึ่งในช่วงก่อนจะครบกำหนดการดำรงตำแหน่ง 3 ปี ได้ทำหนังสือสอบถามไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวการดำรงตำแหน่งของ กกพ. แล้วว่าจะยึดแนวปฎิบัติตาม พ.ร.บ. ประกอบกิจการพลังงานปี 2550  หรือจะยึดตามคำสั่ง คสช. ที่ยกเว้น มาตราที่เกี่ยวข้องกับการสรรหาเอาไว้  ซึ่งได้คำตอบว่า คณะกรรมการ กกพ. ชุดแรกซึ่งมีนายดิเรก ลาวัณย์ศิริ เป็นประธาน กกพ. ได้มีดำเนินการจับสลากออกไปแล้ว3คนตามกฎหมายแล้ว ดังนั้นคณะกรรมการ กกพ.ชุดปัจจุบันซึ่งถือเป็นชุดที่ 3 จึงไม่จำเป็นต้องจับฉลากออกตามกฎหมายอีก  จึงได้นำ มติของคณะกรรมการกฤษฎีกา รายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในสมัยนั้น คือพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานรับทราบ และมีการปฎิบัติหน้าที่ในตำแหน่งมาจนถึงปัจจุบัน

    ทั้งนี้การส่งสัญญาณจากรัฐบาล ว่า กกพ.ชุดปัจจุบันได้ปฏิบัติภาระกิจลุล่วงแล้วและควรพิจารณาตัวเองเกี่ยวกับวาระการดำรงตำแหน่งนั้น ทาง กกพ.ไม่ได้นิ่งนอนใจ และจะเร่งหารือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเพื่อให้คำตอบกับรัฐบาลโดยเร็วที่สุด

    “กรรมการทุกคนรู้ตัวดีว่าได้รับการแต่งตั้งมาอย่างไร  และไม่ได้คิดว่าจะต้องอยู่ไปเรื่อยๆจนครบวาระ โดยหากนโยบายรัฐบาลมีความเห็นออกมาเป็นอย่างไร เราก็พร้อมที่จะปฎิบัติตาม  ซึ่งที่ผ่านมาการทำงานของกกพ.ก็สนองตามนโยบายของรัฐบาลด้วยดีมาโดยตลอด เช่นการเร่งแก้ไขปัญหาการออกใบอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้า ที่สมัยนั้นติดปัญหาใบ รง.4 จำนวนมาก ซึ่งเราได้แก้ไขจนลุลวงแล้ว ใครจะบอกว่าเราเก่งหรือไม่เก่ง เราไม่ทราบ แต่เราตั้งปณิธานว่า ต้องทำงานกันเป็นทีม อย่างซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีเรื่องที่เกี่ยวกับการคอรัปชั่น โดย ที่ผ่านมา การที่ กกพ.ถูกฟ้องร้องตามกฎหมายจำนวนมาก นั้นเป็นเรื่องของกระบวนการดำเนินงานที่ต้องยึดหลักกฎหมาย และ เรายินดีให้เอกชนฟ้องเพราะจะได้พิสูจน์ว่าต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง ” นายพรเทพ กล่าว

    นายพรเทพ กล่าวว่า หากท้ายที่สุดต้องมีการจับสลากออก 3 คน ก็เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อการปฏิบัติงานของ กกพ. เนื่องจากยังมี กกพ.ที่เหลือดำเนินการได้ แต่หากต้องออกจากตำแหน่งทั้งหมด ก็ย่อมมีผลกระทบต่องานต่างๆ ที่ยังต้องทำอยู่ในปัจจุบันแน่นอน

    ด้านนายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกกพ. ในฐานะโฆษก กกพ. กล่าวว่า  คดีที่กกพ.ถูกบริษัทกัลฟ์ ฟ้องนั้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามหน้าที่ ที่กกพ.มีการกำหนดหลักเกณฑ์ขึ้นมาเกี่ยวกับการให้ใบอนุญาต ให้เป็นผู้จัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติเหลว ( LNG Shipper) ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับการทุจริต คอรัปชั่น โดยที่กกพ.พิจารณาไม่ให้กลุ่มกัลฟ์ได้ใบอนุญาตดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่า บริษัทไม่ได้มีกลุ่มลูกค้าใหม่ที่จะใช้LNG แต่มีเฉพาะแหล่งที่สามารถซัพพลายLNG ให้ได้เท่านั้น จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์คุณสมบัติ  ซึ่งหากบริษัทเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการพิจารณา ก็สามารถที่จะยื่นฟ้องร้องได้ ถือเป็นเรื่องปกติ โดยที่ผ่านมา กกพ. ก็ถูกกลุ่มกัลฟ์ ฟ้องมาแล้ว 2คดี แต่ภายหลังได้มีการถอนฟ้องไปแล้วทั้งสองคดี

บทความ อ่านบทความทั้งหมด