• Date : 18 / 06 / 2018
    ข่าวล่าสุด
    SPPชีวมวล หวังกบง.ให้ความเป็นธรรม ในการประชุมปลายมิ.ย.นี้

    ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก SPP ชีวมวล ยื่นเอกสารข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)ยืนยันความเดือนร้อนที่เกิดขึ้นจริง ในกรณีความไม่เท่าเทียมของภาครัฐในการสนับสนุนกลุ่ม SPP กับกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กมาก(VSPP) ประเภทเชื้อเพลิงชีวมวล โดยหวังว่าการประชุม กบง. ปลายเดือนมิ.ย. 2561จะมีการ พิจารณาหาข้อยุติ

     

    แหล่งข่าวจากชมรมผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก(SPP)ชีวมวล เปิดเผยถึงความหน้าการแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมของภาครัฐ ในการสนับสนุนผู้ผลิตไฟฟ้าเชื้อเพลิงชีวมวล ระหว่างกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก(SPP)กับกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กมาก(VSPP) ว่า  ล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ที่มีนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน เมื่อเดือน พ.ค. 2561 ที่ผ่านมาได้เห็นชอบหลักการช่วยเหลือและสร้างความเป็นธรรมในการรับซื้อไฟฟ้าชีวมวลจากกลุ่ม SPP แล้ว แต่มอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงความเดือดร้อนว่าเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และมีผลกระทบอย่างไร

     

    ทั้งนี้ผู้ประกอบการSPPเชื้อเพลิงชีวมวล ได้จัดส่งเอกสารข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเดือดร้อนทั้งหมดไปให้ทาง กกพ. เรียบร้อยแล้ว โดยยืนยันว่า กรณีที่ภาครัฐให้กลุ่ม VSPP เปลี่ยนระบบการขอรับเงินสนับสนุนจากระบบเงินส่วนเพิ่มรับซื้อไฟฟ้า(Adder) เป็นระบบให้การสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง(Fit) ซึ่งได้เงินสนับสนุนสูงกว่ากลุ่ม SPP ส่งผลให้กลุ่ม SPP ไม่สามารถแข่งขันแย่งซื้อชีวมวลเพื่อมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าได้ และหากไม่สามารถผลิตไฟฟ้าเข้าระบบได้ จะถูกปรับตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า เพราะกลุ่ม SPP มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบเสถียร(Firm)ที่ต้องจ่ายไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่ม VSPP ไม่ถูกเรียกค่าปรับ เพราะเป็นสัญญาแบบไม่เสถียร (Non-firm) คือ พร้อมผลิตได้เมื่อไหร่ก็ขายไฟเข้าระบบเมื่อนั้น   นอกจากนี้กลุ่ม SPP พร้อมเข้ามายืนยันข้อมูลความเดือนร้อนต่อรัฐมนตรีว่าการพลังงาน หากมีการเรียกพบ

     

     ทั้งนี้กลุ่ม SPP ชีวมวล ยังรอให้ภาครัฐดำเนินการแก้ไขปัญหาตามขั้นตอน และติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่า กกพ. จะนำข้อมูลดังกล่าวชี้แจงต่อที่ประชุม กบง. ปลายเดือน มิ.ย. 2561 อีกครั้ง และหวังว่าจะนำเข้าเสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ต้นเดือน ก.ค. 2561 นี้เพื่อให้มีผลในทางปฏิบัติต่อไป

     

    อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นทราบว่า กบง.เมื่อเดือนพ.ค. 2561 ที่ผ่านมาเห็นชอบหลักการแก้ปัญหาตามมติกบง.เดิมเมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2560 คือ อนุมัติให้กลุ่ม SPP ชีวมวลรายเดิมที่ขายไฟฟ้าเกิน 10 เมกะวัตต์ ได้รับเงินสนับสนุนรูปแบบ Fit ในราคา 3.66 บาทต่อหน่วย ส่วนกลุ่มSPP ชีวมวลที่ขายไฟฟ้าต่ำกว่า 10 เมกะวัตต์ จะได้รับ Fit ในอัตราเดียวกับ VSPP คือ 4.24 บาทต่อหน่วย ภายใต้เงื่อนไขต้องผลิตไฟฟ้าแบบ Firm เท่านั้น

     

    นอกจากนี้ภาครัฐจะรักษาระดับวงเงินสนับสนุนตามสัญญาเดิมกับ SPP แต่ละรายไว้ เช่น สัญญาเดิมรับซื้อไฟฟ้า 20 ปี ราคา  รับซื้อ 2 บาทต่อหน่วย รัฐจะให้เงินสนับสนุนวงรวมไม่เกิน 1,000 ล้านบาท แต่เมื่อเปลี่ยนเป็น Fit ได้รับเงินเพิ่มเป็น 3 บาทต่อหน่วย วงเงินสนับสนุนจริงจะสูงขึ้น ดังนั้นเพื่อให้วงเงินอยู่ระดับเดิม จึงต้องลดจำนวนปีที่ขายไฟฟ้าเข้าระบบลง เป็นต้น  ซึ่งแต่ละรายมีอายุสัญญาที่แตกต่างกันและได้รับการสนับสนุนที่แตกต่างกัน เนื่องจากเป็นSPP รุ่นบุกเบิก ที่มีทั้งการรับซื้อไฟฟ้าแบบอิงราคาน้ำมันเตา, อิงราคาก๊าซธรรมชาติ,อิงราคาถ่านหิน และที่เป็นระบบAdder เป็นต้น ซึ่งคาดว่าภาครัฐจะมีกฎเกณฑ์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละราย

     

    สำหรับปัจจุบันผู้ผลิตไฟฟ้า SPP ชีวมวลมีทั้งสิ้นประมาณ 33 ราย ได้รับเงินสนับสนุนผลิตไฟฟ้าในอัตรา 2.65 บาทต่อหน่วย รวมปริมาณขายไฟฟ้า 681.1 เมกะวัตต์ ขณะที่ผู้ผลิตไฟฟ้า VSPP มี 201 ราย ได้รับเงินสนับสนุน Fit อัตรา 4.54 บาทต่อหน่วย รวมปริมาณขายไฟฟ้า 1,199.1 เมกะวัตต์  

     

     

     

     

  • Date : 18 / 06 / 2018
    บี.กริม พาวเวอร์ ลงนามโครงการโซลาร์ฟาร์มในเวียดนามใหญ่สุดของอาเซียน นายกฯ สองประเทศเป็นสักขีพยาน

    นายกรัฐมนตรี ไทย และเวียดนาม ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามความร่วมมือระหว่าง บมจ. บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) กับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มในประเทศเวียดนามขนาดใหญ่ที่สุดของอาเซียน

    พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี (ที่ 4 จากซ้าย)  และ นายเหงียน ซวน ฟุก นายกรัฐมนตรี สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (ที่ 3 จากซ้าย)  ให้เกียรติร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามความร่วมมือการพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 420 เมกะวัตต์ ขนาดกำลังการผลิตใหญ่ที่สุดในอาเซียน โดยมีกำหนดการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ในปี 2562 ระหว่าง บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) และ บริษัท ซวน เคา จำกัด (Xuan Cau Co.,Ltd.) โดยมี ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานคณะกรรมการบริษัท BGRIM (ที่ 5 จากซ้าย) และ นางปรียนาถ สุนทรวาทะ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BGRIM และ มร.โต หยุง (Mr.To Dung) ประธานบริษัท ซวน เก่า (ที่ 2 จากซ้าย) และ มร.ด่าว จุง ขัน (Mr.Dao Trong Khanh) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซวน เก่า จำกัด พร้อมด้วย คณะผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสองประเทศเข้าร่วมในพิธีดังกล่าว ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพมหานคร  เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2561

  • Date : 15 / 06 / 2018
    กระทรวงพลังงานตรวจสอบข้อเท็จจริงการรับซื้อไฟฟ้าของ บริษัทโกลว์พลังงาน

    กระทรวงพลังงาน ระบุกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงการรับซื้อไฟฟ้าของบริษัท โกลว์พลังงาน จำกัด(มหาชน) หลังมีข่าวโรงไฟฟ้าได้ต่ออายุสัญญา 3 ปี และไม่เป็นตามหลักเกณฑ์ตามมติ กพช. ในขณะที่บริษัท โกลว์ฯ ออกหนังสือชี้แจงว่าข่าวที่ออกมามีความบิดเบือน และเตรียมฟ้องร้องตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป  

    นายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงกรณีกระแสข่าวโรงไฟฟ้า GLOW โครงการ 1 ของ บริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) ได้รับการต่อสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เป็นเวลา 3 ปี ทั้งที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของมติคณะกรรมการนโยบายแผนพลังงาน (กพช.) ว่า กระทรวงพลังงานกำลังอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว แต่ไม่สามารถตอบคำถามใดๆได้ในขณะนี้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่อ่อนไหว  

    นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กล่าวว่า การรับซื้อไฟฟ้าของกฟผ.จากบริษัท โกลว์ฯ นั้น เป็นไปตามมติของ กพช.และสัญญาซื้อขายไฟฟ้า

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) กล่าวว่า  มติกพช. เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2559 มีมติให้ต่ออายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก(SPP) ประเภทพลังงานความร้อนร่วม(Cogeneration)ที่จะหมดอายุในปี 2560-2561 ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ขายไฟฟ้าและไอน้ำให้กับโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม และไฟฟ้าส่วนเกินขายให้กับ กฟผ. โดยมติดังกล่าวกำหนดให้ กฟผ.รับซื้อไฟฟ้าในจำนวนไม่เกิน 60เมกะวัตต์  และไม่เกินกว่าปริมาณขายไฟฟ้าตามสัญญาเดิมในราคา 2.37 บาทต่อหน่วย

    ทางด้านบริษัท โกลว์ ฯ ได้ออกหนังสือชี้แจงกรณีที่มีข่าวเกี่ยวกับการซื้อขายไฟฟ้าของบริษัท ในวันที่ 15 มิ.ย. 2561 ว่า ตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ขอให้บริษัทฯ ชี้แจงว่า กรณีกระแสข่าวดังกล่าวเป็นการกล่าวหาและบิดเบือนข้อเท็จจริง บริษัทฯเข้าใจว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวเกี่ยวข้องกับสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าระยะที่ 2 โครงการ 1 โดยโรงไฟฟ้าของบริษัทฯยังคงจำหน่ายไฟฟ้าให้กับ กฟผ.ตามข้อตกลงและแนวทางตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากโครงการนี้เป็น 1 ใน 25 โครงการที่มีรายชื่ออยู่ในเอกสารนำเสนอและได้รับอนุมัติจาก กพช.เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2559

    ข้อเท็จจริง คือ กฟผ.และบริษัท มีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องวันสิ้นสุดอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโครงการ ซึ่งอยู่ในระหว่างกระบวนการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดในสัญญาซี้อขายไฟฟ้า และหากได้คำชี้ขาดจากอนุญาโตตุลาการเป็นอย่างใด บริษัท พร้อมที่จะปฏิบัติตามคำชี้ขาดอย่างเคร่งครัด ดังเช่นที่บริษัทถือปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับอย่างเคร่งครัดตลอดมา

    นอกจากนี้บริษัทฯกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการทางกฎหมายกับสื่อและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการบิดเบือนข้อมูลที่เผยแพร่ออกสื่อดังกล่าว


     

บทความ อ่านบทความทั้งหมด