เปิด8มาตรการกลุ่มปตท.ช่วยลดฝุ่นPM2.5อย่างต่อเนื่อง

เปิด 8 มาตรการของกลุ่ม ปตท.บรรเทาผลกระทบฝุ่น PM 2.5 อย่างต่อเนื่อง  อาทิ ส่งเสริมใช้ดีเซลB10 ปรับปรุงโรงกลั่น เพื่อรองรับการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงยูโร 5  ส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า   โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงขยะ ส่งเสริมการใช้ก๊าซธรรมชาติในโรงงานอุตสาหกรรม และส่งเสริมปลูกป่าขยายพื้นที่สีเขียว

สถานการณ์ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่ เกินมาตรฐานในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษระบุถึงปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปริมาณฝุ่นละอองสะสมสูง ได้แก่ 1. การเผาไหม้ในที่โล่งแจ้ง 24.6 – 37.8 %  2. การเผาไหม้ของไอเสียจากรถยนต์ดีเซลที่ไม่สมบูรณ์  20.8 – 29.2 % 3. ปัญหาฝุ่นละอองทั่วไปและการก่อสร้าง 15.2 – 20.7%  4. ปัจจัยอื่นๆ อาทิ ความกดอากาศ ช่วงเดือน พ.ย. – ก.พ. กระแสลม และการใช้พลังงานในอาคารและครัวเรือน นั้น  ทำให้กลุ่มปตท.มีการดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 อย่างต่อเนื่องประกอบด้วย

1.การส่งเสริมการใช้ดีเซลB10 เนื่องจาก ผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการ โดยสถาบันนวัตกรรม ปตท. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่า รถกระบะเครื่องยนต์ยูโร 4 ที่ใช้ไบโอดีเซล B10 สามารถช่วยลด PM 2.5 ได้ถึงร้อยละ 3.5  เมื่อเทียบกับการใช้ไบโอดีเซล B7  ดังนั้น กลุ่มปตท.จึงประกาศความพร้อมในการขยายสถานีบริการจำหน่ายน้ำมัน PTT UltraForce Diesel B10 ให้ครบทุกสถานีภายในเดือนมีนาคม 2563   ส่วนการส่งเสริมการใช้ B20 ในกลุ่มรถขนาดใหญ่ เน้นการใช้กับรถโดยสารสาธารณะ เช่น รถเมล์ ขสมก. บขส. ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะต่างๆ

2.กลุ่มปตท. โดย ศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto ของโออาร์ ได้จัดโปรโมชั่นร่วมบรรเทาปัญหาฝุ่นละออง โดยให้บริการตรวจเช็กสภาพรถฟรี 30 รายการ พร้อมการมอบส่วนลดพิเศษทั้งน้ำมันหล่อลื่นและการล้างแอร์รถยนต์ จนถึงสิ้นเดือน ก.พ.นี้

3.การพัฒนาและปรับปรุงโรงกลั่น เพื่อรองรับการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงยูโร 5 คุณภาพสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในอนาคต สอดรับตามแผนของนโยบายรัฐบาล

4. การส่งเสริมเทคโนโลยีและสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยอุปกรณ์สำหรับชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) โดยมีแผนที่จะขยาย EV Charging Station ในสถานีบริการน้ำมันโดยตั้งเป้าเพิ่มเป็น 77 สถานี ในปี 2563  และเพิ่มเป็น 300 สถานี ภายในปี 2567  รวมทั้งสนับสนุน Start Up ด้านยานยนต์ไฟฟ้า เช่น รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมศึกษาวิจัยความเหมาะสมของเทคโนโลยีระบบการบำบัด PM 2.5 ในการช่วยบรรเทาปัญหามลภาวะทางอากาศ

5. มีแผนดำเนินการเชิงพาณิชย์โรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะในปี 2564 โดยมีมาตรการในการจัดการมลพิษทางอากาศด้วยระบบดักฝุ่นได้มากกว่าร้อยละ 95 พร้อมติดตั้งเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศจากปล่องระบายแบบต่อเนื่อง

6.บริษัทในกลุ่ม ปตท. มีการดำเนินงานตามกรอบมาตรฐานสากล เพื่อให้กระบวนการผลิตของโรงแยกก๊าซธรรมชาติ โรงกลั่นน้ำมัน และโรงงานปิโตรเคมี เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้โครงการ
ปฏิบัติการสู่ความเป็นเลิศ (PTT Group Operational Excellence)

7. การริเริ่ม “โครงการส่งเสริมการใช้ก๊าซธรรมชาติในโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อลดฝุ่นละออง PM 2.5 ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล”  ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการเผาไหม้เชื้อเพลิง และสนับสนุนปรับเปลี่ยนใช้พลังงานสะอาดในโรงงานอุตสาหกรรม เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 มีนาคม 2563 ซึ่งหากไม่มีการใช้ก๊าซธรรมชาติในภาคอุตสาหกรรมอย่างเช่นปัจจุบัน จะทำให้มีการปล่อย PM 2.5 ถึงวันละ 86 ล้านกรัมต่อวัน หรือมากกว่าในปัจจุบันถึง 96%

8.กลุ่ม ปตท. เดินหน้าเพิ่มพื้นที่สีเขียวอย่างต่อเนื่อง จากที่ผ่านมาได้ดำเนินโครงการปลูกป่า 1 ล้านไร่ จนขยายผลมาสู่การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ป่าในกรุง ศูนย์เรียนรู้ป่าวังจันทร์ จ.ระยอง และศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ปัจจุบัน กลุ่ม ปตท. ได้ขยายพื้นที่สีเขียวเข้าสู่ตัวเมือง ผ่านการดำเนินโครงการ Our Khung Bangkachao ที่ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ภายใต้การกำกับดูแลโดยมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อให้คุ้งบางกะเจ้ากลับมามีความสมบูรณ์เป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ ผลิตออกซิเจนให้กรุงเทพ ถึงปีละ 9 เดือน  และโครงการ Green Bangkok 2030 ร่วมกับกรุงเทพมหานคร และภาคีเครือข่าย พัฒนาพื้นที่สีเขียวให้ได้ 30% ของพื้นที่เมืองภายใน 10 ปี ทำให้มีพื้นที่ร่มไม้มากขึ้น โดยต้นไม้ 1 ต้นมีศักยภาพในการดักจับฝุ่นละออง และมลภาวะทางอากาศ1.5 กิโลกรัมต่อปี

ชาญศิลป์ ตรีนุชกร ซีอีโอ ปตท.

นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินมาตรฐาน ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้โดยการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เริ่มตั้งแต่การหยุดการเผาในที่โล่งแจ้ง ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีคุณภาพ ควบคู่กับการตรวจสอบสมรรถนะเครื่องยนต์ให้สมบูรณ์อยู่เสมอ  โดยกลุ่ม ปตท. พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รณรงค์กระตุ้นให้ประชาชนตระหนักรู้และลงมือช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม สร้างพลังงานทางเลือกที่ดีกว่าให้แก่ผู้ประกอบการและผู้บริโภค เพื่อให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน