พลังงาน ซ้อมแผนฉุกเฉิน ทดสอบมาตรการปันส่วนน้ำมัน

กระทรวงพลังงานซ้อมแผนฉุกเฉินด้านพลังงาน  โดยจำลองเหตุการณ์ “การปิดช่องแคบฮอร์มุซ”ที่น้ำมันหายไปจากระบบ62%ต่อวัน เกิดผลกระทบวงกว้างจนต้องมีการประกาศใช้มาตรการปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิง  เพื่อหวังให้ 33 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ร่วมทดสอบการประสานงานระหว่างหน่วยงาน ให้มีความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้จริง

การประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการซ้อมแผนรองรับสภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน ประจำปี 2562 ดังกล่าวมีขึ้น เมื่อวันที่ 19 ก.ย.2562 โดยมีนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ณ ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ อาคาร บี ชั้น 15  พร้อม หน่วยงานภายในกระทรวงพลังงาน และหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้อง  รวม33 หน่วยงาน เข้าร่วมซ้อมแผน

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีพลังงาน นั่งเป็นประธานการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการซ้อมแผนรองรับสภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน ประจำปี 2562

โดยจำลองสถานการณ์ “การปิดช่องแคบฮอร์มุซ” อันเกิดจากเหตุความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลเตหะรานของอิหร่าน ซึ่่งเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบของไทยหายไปถึง 62% ต่อวัน ซึ่งทำให้มีปริมาณน้ำมันไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศและมีการจำลองเหตุการณ์เพิ่มเติมให้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อหลายๆ ภาคส่วน จนต้องมีการประกาศใช้มาตรการปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อบริหารจัดการแบ่งสรรปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับภาคส่วนที่มีความสำคัญและเพื่อความมั่นคงของประเทศ

การสั่งซ้อมแผนฉุกเฉินในครั้งนี้ เนื่องจากการเกิดสถานการณ์จริงที่บริษัทน้ำมัน Aramco ของประเทศซาอุดิอาระเบียถูกโจมตี และรัฐมนตรีพลังงานตระหนักถึงความสำคัญของแผนรับมือสถานการณ์เพราะพลังงานถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ เพราะภารกิจของกระทรวงพลังงานคือการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพของพลังงานทุกประเภท และจัดสรรให้ทุกภาคส่วนมีใช้อย่างเพียงพอต่อความต้องการ

ซึ่งผลดีจากการสั่งซ้อมแผนฉุกเฉินครั้งนี้ ถือเป็นการทดสอบกระบวนการการประสานงานระหว่างหน่วยงาน โดยแนวทางการตัดสินใจจากการซ้อมแผนฯ จะนำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศต่อไป

สำหรับในส่วนของภาคประชาชนนั้น สามารถมีส่วนร่วมช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นได้ โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงให้เกิดความประหยัด ให้ความสนใจต่อข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐ รวมทั้งให้ความร่วมมือต่อมาตรการในช่วงเวลาจำเป็นดังกล่าว ซึ่งจะเป็นการช่วยลดความความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในช่วงที่เกิดเหตุสภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานได้อีกทางหนึ่ง