ปตท.แจงผู้ถือหุ้น คัดเลือกแฟรนไชส์คาเฟ่อเมซอนโปร่งใส หลังคนแห่สมัครมากถึง400-500รายต่อเดือน

ปตท.แจงที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น มีกระบวนการคัดเลือกแฟรนไชส์ร้านคาเฟ่อเมซอนโปร่งใส หลังมีผู้สนใจอยากเปิดกิจการมากถึงเดือนละ400-500ราย พร้อมขอยืดระยะเวลาอีก6เดือนนำPTTOR จดทะเบียนกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์  ในขณะที่มั่นใจจะมีผลประกอบการที่ดีขึ้น หากการลงทุนโครงการต่างๆมูลค่ากว่า2แสนล้านบาทในช่วง3-5ปีข้างหน้าเป็นไปตามแผน

เมื่อวันที่ 11เม.ย.2562 ที่ผ่านมา มีการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี2562ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)โดยมีผู้บริหารระดับสูงของปตท.ร่วมชี้แจงถึงการดำเนินกิจการและตอบคำถามของผู้ถือหุ้น

โดยนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย .บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ตอบคำถามและชี้แจงประเด็นเรื่องของกิจการร้านกาแฟคาเฟ่อเมซอน ว่า ปัจจุบัน มีผู้สนใจสมัครแฟรนไชส์ร้านคาเฟ่อเมซอน มากถึงเดือนละ 400-500 ราย ซึ่งปตท. มีกระบวนการคัดเลือกผู้ลงทุนอย่างโปร่งใส โดยมีการตั้งคณะกรรมการ ขึ้นมาพิจารณาอนุมัติ และจากนี้จะพยายามลดขั้นตอนการพิจารณาให้สั้นลงเหลือประมาณ 2-3 เดือน

สำหรับแผนการขยายร้านคาเฟ่อเมซอนนั้น จะดำเนินการทั้งในส่วนภายในสถานีบริการน้ำมัน และนอกสถานีบริการน้ำมัน (Stand Alone) โดยปัจจุบัน มีร้านคาเฟ่อเมซอนในสถานีบริการน้ำมันจำนวน 1,600 แห่ง และนอกสถานีบริการน้ำมัน 600-700 แห่ง และยังได้ขยายจำนวนร้านกาแฟคาเฟ่อเมเซอนไปในต่างประเทศอย่างต่อเนื่องด้วย โดยขณะนี้มีอยู่จำนวนมากกว่า 200 แห่ง
นายอรรถพล ยังกล่าวชี้แจงผู้ถือหุ้นถึงความล่าช้าในการนำ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ PTTOR เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หลังจากแยกกิจการออกมาจาก ปตท. ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา  ว่า ปตท.ยังต้องดำเนินการต่ออีกหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นการโอนทรัพย์สิน โอนสัญญา และโอนคู่ค้า ซึ่งมีจำนวนมากนับหมื่นรายการ ซึ่งขณะนี้สามารถดำเนินการได้ประมาณ 80%  ดังนั้นการขอยืดเวลาออกไปอีก 6 เดือน ก็เพื่อดำเนินการในส่วนที่เหลืออีก 20% ให้แล้วเสร็จ และจากความล่าช้าที่เกิดขึ้นเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อ ปตท. เนื่องจาก ปตท. ยังคงถือหุ้นอยู่ใน PTTOR สัดส่วน 100% โดย PTTOR ก็ยังคงดำเนินธุรกิจน้ำมันของ ปตท. เช่นเดิม

ด้าน นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวชี้แจงผู้ถือหุ้น ว่า ผลประกอบการของปตท.จะดีขึ้น หากในช่วง3-5ปีข้างหน้าสามารถที่จะลงทุนโครงการต่างๆมูลค่า2แสนล้านบาทได้ตามแผน  ซึ่งที่ผ่านมานับว่า ปตท. สามารถบริหารงานได้ดี  โดยปี 2560 มีผลกำไรสุทธิอยู่ที่ 1.35 แสนล้านบาท ส่วนปี 2561 ที่มีกำไรสุทธิลดลงเหลือ 1.19 แสนล้านบาทซึ่ง เป็นผลมาจากการมี Stockloss การจ่ายภาษีของธุรกิจน้ำมันเพิ่มขึ้น และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ลดลง

ส่วนนายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) กล่าวชี้แจงผู้ถือหุ้นถึงเรื่องราคาก๊าซธรมชาติเหลว (LNG) ว่าในระยะ 4-5 ปีข้างหน้า ราคา LNG มีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้น จากการที่จีนซึ่งเป็นผู้บริโภค LNG รายใหญ่ของโลก มีนโยบายลดการใช้ถ่านหินและหันมาใช้ก๊าซธรรมชาติมากขึ้น แม้ว่าซัพพลาย LNG ในตลาดโลก ทั้งจากสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง  จะยังคงมีปริมาณมากก็ตาม ทั้งนี้ ปตท. มียุทธศาสตร์ที่จะรุกตลาด LNG ด้วยการลงทุนในห่วงโซ่ธุรกิจ (Value Chain) และธุรกิจขั้นต้นของ LNG มากขึ้น เพื่อรองรับปริมาณก๊าซฯ ในอ่าวไทยที่เริ่มน้อยลงและรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ขณะเดียวกัน จะติดตามเรื่องการกำหนดสูตรราคา LNG ที่เริ่มมีสัญญาการซื้อขาย LNG ที่อิงกับราคาถ่านหินจากเดิมที่อิงราคาน้ำมันหรือราคาก๊าซฯ ซึ่งพัฒนาการในเรื่องดังกล่าวนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้บริโภคในภาพรวม