ปตท.สผ. ทุ่มงบลงทุนปี 63 กว่า 1.43 แสนล้านบาท เดินหน้าผลิตปิโตรเลียมต่อเนื่อง

ปตท.สผ. เตรียมใช้งบลงทุนปี 2563 จำนวนกว่า 1.43 แสนล้านบาท และระยะ 5 ปี วงเงินกว่า 7.16 แสนล้านบาท เดินหน้าการลงทุนในโครงการที่มีอยู่ในปัจจุบันตามกลยุทธ์การดำเนินงาน (Execute) เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการผลิตปิโตรเลียมจากโครงการที่ประมูลได้ รวมทั้งโครงการที่ได้เข้าซื้อกิจการที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มระดับการผลิตปิโตรเลียมและการเติบโตในอนาคต คาดเพิ่มปริมาณการขายปิโตรเลียมในปี 2563 ได้ ร้อยละ 11 จากปี 2562

นายพงศธร ทวีสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า ปตท.สผ. ได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ไว้ที่ 4,613 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 143,012 ล้านบาท แบ่งเป็นรายจ่ายลงทุน 2,647 ล้านดอลลาร์ฯ หรือ 82,064 ล้านบาท และรายจ่ายดำเนินงาน 1,966 ล้านดอลลาร์ฯ หรือ 60,948 ล้านบาท คาดว่าจะเพิ่มปริมาณการขายปิโตรเลียมได้ประมาณร้อยละ 11 จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปี 2562

นายพงศธร ทวีสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)

ทั้งนี้ ปตท.สผ.จะมุ่งดำเนินงานตามกลยุทธ์ Execute ในโครงการหลักต่าง ๆ เพื่อรักษาปริมาณการผลิต และเร่งพัฒนาโครงการที่สำคัญเพื่อเริ่มการผลิตให้ได้ตามแผน รวมทั้งเร่งกิจกรรมการสำรวจเพื่อค้นหาปิโตรเลียมเพิ่มเติม เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว ดังนี้
1. รักษาปริมาณการผลิตจากโครงการผลิตหลักที่สำคัญ ได้แก่ โครงการเอส 1 โครงการบงกช โครงการอาทิตย์ โครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย และโครงการซอติก้า รวมถึงรักษาปริมาณการผลิตในโครงการใหม่ที่ได้จากการเข้าซื้อกิจการและการชนะประมูล ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ได้แก่ โครงการมาเลเซีย โครงการภายใต้บริษัท พาร์เท็กซ์ โฮลดิ้ง บี.วี. โครงการ G1/61 (แหล่งเอราวัณ) และโครงการ G2/61 (แหล่งบงกช)
2. เพิ่มปริมาณการผลิตในอนาคต มุ่งเน้น 3 โครงการหลักที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ได้แก่ โครงการมาเลเซีย แปลงเอช โครงการโมซัมบิก แอเรีย วัน และโครงการแอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซ ให้สามารถเริ่มการผลิตได้ตามแผน รวมถึงการเร่งพัฒนาโครงการมาเลเซีย – ซาราวัก เอสเค 410บี ซึ่งประสบความสำเร็จในการเจาะสำรวจในปีที่ผ่านมา เพื่อให้สามารถเข้าสู่ขั้นตอนการตัดสินใจการลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision)
3. เร่งกิจกรรมสำรวจ ค้นหาทรัพยากรเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว โดยการเจาะหลุมสำรวจและประเมินผลสำหรับโครงการในประเทศมาเลเซียและเมียนมาร์

สำหรับแผนการลงทุน 5 ปี หรือตั้งแต่ปี 2563-2567 ได้จัดสรรงบประมาณรวม 24,619 ล้านดอลลาร์ฯ หรือประมาณ 716,216 ล้านบาท โดยตั้งเป้าปริมาณการขายปิโตรเลียมจากโครงการผลิตปัจจุบัน เติบโตเฉลี่ยต่อปี ร้อยละ 6 ของปริมาณการขาย ซึ่งทั้งหมดนี้ ถือเป็นความสำเร็จจากการดำเนินการตามกลยุทธ์ Expand ทั้งการชนะการประมูล และการเข้าซื้อกิจการในพื้นที่ยุทธศาสตร์การลงทุนในประเทศไทย มาเลเซีย และประเทศในตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ ปตท.สผ. ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนกิจกรรมการสำรวจ พัฒนา และผลิตปิโตรเลียม โดยบริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ ปตท.สผ. ได้วิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์จนสามารถให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ทั้งในและนอกอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เช่น โดรนเพื่อการตรวจสอบ (Inspection Drone) โดรนแปรอักษร (Swarm Drone) และยานยนต์ใต้น้ำบังคับระยะไกล (Observation-class Remotely Operated Underwater Vehicle: OBS-ROV)

ส่วนแผนงานในปี 63 จะพัฒนาหุ่นยนต์สำหรับการใช้งานจริง ได้แก่ หุ่นยนต์อัตโนมัติใต้น้ำตรวจสอบท่อส่งปิโตรเลียมและโครงสร้างใต้น้ำ (Inspection-class Autonomous Underwater Vehicle: IAUV) หุ่นยนต์ซ่อมบำรุงท่อใต้น้ำ (Subsea Flowline Control and Repair Robot: SFCR) และหุ่นยนต์ตรวจสอบภายในท่อ (In-pipe Inspection Robot) รวมทั้งยังมีแผนพัฒนาอีกกว่า 30 โครงการให้บริการเชิงพาณิชย์ในปีต่อ ๆ ไป