ทีม PRISM Expert คาดราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปี 2565 อยู่ที่ 67-75 เหรียญสหรัฐ ต่อบาร์เรล

- Advertisment-

ทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมัน กลุ่ม ปตท. (PRISM Expert) ร่วมกับ กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปี 2565 อยู่ที่ 67 – 75 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นจากปี 2564 เนื่องจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในหลายประเทศทั่วโลก ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันปรับตัวสูงขึ้น แต่ยังคงมีความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่อาจเกิดการกลายพันธุ์และกลับมาระบาดอีกครั้ง รวมถึงอุปทานในตลาดที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ในวันนี้ (25 พฤศจิกายน 2564) นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นประธานเปิดงานสัมมนาออนไลน์ 2021 The Annual Petroleum Outlook Forum ภายใต้หัวข้อ “Global Climate Action for A Better World – ประสานพลัง สร้างโลกที่ดีกว่า” ซึ่งทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันของ กลุ่ม ปตท. หรือ PRISM Expert ร่วมกับ กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 เพื่อนำเสนอทิศทางและแนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลก รวมถึงความท้าทายของอุตสาหกรรมพลังงาน กระแสของพลังงานในอนาคต และประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่ประชาคมโลกต่างจับตามอง

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ เปิดเผยว่า “ปี 2021 ถือเป็นปีที่อุตสาหกรรมพลังงานยังคงต้องเผชิญกับความท้าทาย จากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ความต้องการใช้น้ำมันที่เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว แต่ก็ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงจากความไม่แน่นอนในการควบคุมการระบาดของโควิด-19 รวมถึงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่ทั่วโลกร่วมตั้งเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ที่อาจส่งผลต่อรูปแบบการใช้พลังงานทั่วโลก และความต้องการใช้น้ำมันที่ไม่แน่นอนนี้ ทำให้ผู้ผลิตฯ บางส่วนยังคงชะลอการผลิตและการลงทุน ส่งผลให้อุปทานไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ด้วยสภาพอากาศร้อนจัดและหนาวจัดที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดความผันผวนของราคาพลังงาน ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในช่วงที่ผ่านมา

ในขณะที่ การประชุม COP26 ของสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ผ่านมา ปรากฏให้เห็นถึงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนของนานาชาติในการร่วมกันกำหนดทิศทางประเทศ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายให้การเพิ่มอุณหภูมิของโลกไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียสในปี ค.ศ. 2050 กลุ่ม ปตท. พร้อมเป็นส่วนสนับสนุนนโยบายด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ พร้อมจัดหาพลังงานทางเลือกที่หลากหลาย เพื่อรักษาสมดุลและความมั่นคงทางด้านพลังงาน ให้ไทยบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายใน ค.ศ. 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายใน ค.ศ. 2065 ภายใต้วิสัยทัศน์ “Powering Life with Future Energy and Beyond” ขับเคลื่อนทุกชีวิตด้วยพลังแห่งอนาคต”

- Advertisment -

นายบัณฑิต ธรรมประจำจิต ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจัยที่ท้าทาย ซึ่งส่งผลต่อราคาและทิศทางของอุตสาหกรรมพลังงาน คือ ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ที่ทุกประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะมหาอำนาจ เช่น สหรัฐอเมริกาสหภาพยุโรป หรือ จีน หันมาตั้งเป้าหมายและกำหนดนโยบาย ที่ช่วยแก้ปัญหา Climate Change ซึ่ง Theme ของการสัมมนาในปีนี้ “Global Climate Action for A Better World … ประสานพลัง สร้างโลกที่ดีกว่า” ก็เป็นเหมือนเครื่องย้ำเตือนว่าเรื่องของสิ่งแวดล้อมได้กลายเป็นความท้าทายครั้งใหม่ รวมถึงเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตประจำวัน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกันได้”

นางสาว ชนัฐฐา ฤกษ์ชัยรัศมี ตัวแทนPRISM Expert จาก บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทีม PRISM Expert ได้มีการคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปี 2565 อยู่ที่ 67 – 75 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นจากปี 2564โดยในด้านดีมานด์ ยังต้องติดตามดูปัจจัยเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในขณะที่ด้านซัพพลาย ต้องจับตาดูการประชุมโอเปคพลัสในวันที่ 4 ธ.ค.นี้ และการเจรจาของอิหร่านกับ 5 ประเทศเกี่ยวกับข้อตกลงเรื่องการจำกัดอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อแลกกับการยกเลิกการคว่ำบาตร ในวันที่ 29 ธ.ค.64 นี้ ซึ่งหากได้ข้อสรุปว่าอิหร่านสามารถกลับมาส่งออกน้ำมันได้ จะทำให้มีซัพพลายเพิ่มขึ้นมาอีกประมาณ1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน
อย่างไรก็ตามยังมองว่าผู้ผลิตน้ำมันก็ยังคงจำกัดการผลิตอย่างระมัดระวัง และทำให้ปริมาณน้ำมันโลกยังตึงตัวเมื่อเทียบกับความต้องการใช้ของโลกที่มากขึ้น

น.ส. ดาวรุ่ง ติรวงศ์กุศล PRISM Expert จากบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า คาดว่า ในปี 2565 ความต้องการใช้น้ำมันของโลกจะมีแนวโน้มเติบโตขึ้น โดยคาดว่าการใช้น้ำมันจะเพิ่มขึ้น 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากปี 2564 ที่การใช้น้ำมันเริ่มฟื้นตัวแม้จะยังไม่ถึง 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 โดยการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นมาจากภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มเติบโตมากขึ้นประมาณ 4.9% เนื่องจากการฉีดวัคซีนป้องกันการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 มากขึ้น และทำให้เกิดการเดินทางระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น ขณะที่นานาประเทศต่างให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาโลกร้อน ดังนั้นในปี 2565 พลังงานน้ำมันจะถูกพลังงานสะอาดเข้ามาแทนที่ประมาณ 0.5-0.8 ล้านบาร์เรลต่อวันด้วย

น.ส. วิภาวี สายสุนทร PRISM Expert จากบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้ในการประชุม COP26 ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างยุโรปและสหรัฐฯ ตั้งเป้าปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายใน ค.ศ. 2050 ขณะที่จีนและอินเดีย ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณมากของโลก กำหนดเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายใน ค.ศ. 2060-2070 แต่โลกก็ยังจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น 1.8 องศา ภายในสิ้นศตวรรษนี้ ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ COP 26 ตั้งเป้าให้อุณหภูมิโลกสูงไม่เกิน 1.5 องศา ดังนั้นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงจำเป็นต้องเข้ามาร่วมมือให้มากขึ้น

นายอดิพล ตันนิรันดร PRISM Expertจากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การรักษาอุณหภูมิของโลกไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศา นั้น เทคโนโลยีจะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยรักษาอุณภูมิโลกได้ เช่น ธุรกิจการบินปรับเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด,การรีไซเคิลและใช้พลาสติกชีวภาพ ,การส่งเสริมการใช้พลังงานลม และแสงแดดมากขึ้น,การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า(EV) และการพัฒนาพลังงานไฮโดรเจน เป็นต้น

นายกมลพันธ์ สุขเจริญ PRISM Expertจากบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การหยุดภาวะโลกร้อนต้องเริ่มที่ตัวเราก่อน จนกระทั่งไปถึงการสร้างความร่วมมือระดับประเทศ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยการเพิ่มพลังงานทางเลือกและการลดมลภาวะ การปรับตัวจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและการสร้างสัญญาณเตือนภัยให้กับประชากรโลกต่างๆ ซึ่งการเริ่มจากตัวเราก่อนและขยายไปถึงระดับประเทศ ก็จะช่วยสร้างโลกใบใหม่ที่สะอาดให้เกิดขึ้นได้

Advertisment

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here