- Advertisment-

SPCG ประสบความสำเร็จขายหุ้นกู้กรีนบอนด์ วงเงินรวม 1,500 ล้านบาท สถาบันและนักลงทุนรายใหญ่แห่จอง ยอดเกินกว่า 3 เท่าที่ออกขาย ซีอีโอปลื้ม เพราะหุ้นกู้ดังกล่าวได้รับอันดับความน่าเชื่อถือจาก ทริสเรทติ้ง ที่ระดับ “A-” แนวโน้ม Stable และหุ้นกู้มีอายุเพียง 3 ปี ดอกเบี้ย 1.73% เผยนำเงินกว่า 1,000 ล้านบาทที่ได้ ใส่ร่วมทุนให้โครงการ Ukujima Mega Solar Project ที่ญี่ปุ่น มั่นใจโครงการสร้างผลที่ดีกลับคืนมาในปี 2566

ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG กล่าวว่า บริษัทประสบความสำเร็จจากการขายหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือ กรีนบอนด์ ครั้งที่ 1/2564 วงเงินรวม 1,500 ล้านบาท อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 1.73% โดยเสนอขายให้ผู้ลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth) สำหรับหุ้นกู้ดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่เป็นจำนวนมาก เนื่องจากปรากฏว่ามียอดจองเกินกว่าจำนวนหุ้นกู้ที่บริษัทขายกว่า 3 เท่า โดยการเสนอขายหุ้นกู้ครั้งนี้ เป็นหุ้นกู้ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน และได้รับอันดับความน่าเชื่อถือจากบริษัท ทริสเรทติ้ง ที่ระดับ “A-” แนวโน้ม “Stable”

ดร.วันดีกล่าวต่อว่า บริษัทมีแผนนำเงินจากการเสนอขายหุ้นกู้ดังกล่าว ไปใช้ลงทุนในโครงการโซลาร์ฟาร์ม Ukujima Mega Solar Project ที่ญี่ปุ่น ทั้งยังเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการขยายธุรกิจของบริษัทต่อไปในอนาคต

- Advertisment -

ทั้งนี้โครงการดังกล่าว มีงบการลงทุนทั้งสิ้นประมาณ 178,758 ล้านเยน โดยบริษัทฯ ถือหุ้น 17.92% คิดเป็นเงินลงทุน 9,000 ล้านเยน ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ ได้ชำระทุนไปแล้วจำนวน 2 รอบ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2563 จำนวนเงิน 2,289 ล้านเยน และวันที่ 18 พฤษภาคม 2563 จำนวนเงิน 1,924 ล้านเยน ดังนั้นบริษัทจะนำเงินไปทยอยจ่ายเงินเพิ่มทุนให้กับ Ukujima ในงวดที่ 3 และ 4 เร็วๆ นี้ ส่วนงวดสุดท้ายกว่า 1,000 ล้านบาท บริษัทจะชำระทุนที่เหลือหรือประมาณ 4,000 กว่าล้านเยน ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2565 เพราะเป็นสัญญาการจ่ายเงินตามความคืบหน้าโครงการ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากที่ประเทศญี่ปุ่นได้ประสบกับสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 เช่นเดียวกับประเทศอื่นทั่วโลก ทำให้งานก่อสร้างล่าช้าออกไปจากแผนงานเดิมเล็กน้อย

ปัจจุบันโครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างขั้นตอนการก่อสร้าง และคาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้สร้างผลตอบแทนที่ดีให้บริษัท ได้ในปี 2566 เป็นต้นไป เนื่องจากเป็นปีที่โครงการตั้งเป้าดำเนินการผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ COD และจะเริ่มรับรู้รายได้เต็มในปี พ.ศ.2567 เป็นต้นไป เช่นเดียวกับโครงการโซลาร์ฟาร์มแห่งอื่นที่ญี่ปุ่นที่บริษัทได้เข้าไปลงทุนและให้ผลตอบแทนที่ดีกลับคืนมา

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้รับการจัดอันดับเครดิตขององค์กรอยู่ที่ระดับ “A-” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” และได้รับการจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน ในวงเงินไม่เกิน 1,500 ล้านบาท ที่ระดับ “A-” จากทริสเรทติ้ง สะท้อนถึงศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ และความมั่นคงแข็งแกร่งขององค์กรจากธุรกิจผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

ดร. วันดี กล่าวด้วยว่า SPCG ในฐานะผู้บุกเบิกและผู้นำธุรกิจด้านพลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์ ยังคงมุ่งมั่นรักษาสิ่งแวดล้อม และเดินหน้าช่วยลดสภาวะโลกร้อนเทียบเท่ากับการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศของโลกประมาณ 200,000 ตัน CO2 ต่อปี จากการดำเนินงานโครงการโซลาร์ฟาร์ม 36 โครงการรวมกำลังการผลิต 260 เมกะวัตต์

Advertisment