ไบโอดีเซล (Biodiesel) หรือ B100 คือเชื้อเพลิงเหลวที่ผลิตจากน้ำมันพืช ไขมันสัตว์ หรือ น้ำมันที่ใช้ประกอบอาหารแล้ว ซึ่งสามารถนำมาใช้ทดแทนน้ำมันดีเซลจากปิโตรเลียมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญ ไบโอดีเซลมีการเผาไหม้ที่สะอาดและมีกำมะถันต่ำ ทำให้เป็นพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ประเทศไทยมีนโยบายส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ และสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน ตลอดจนเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการใช้พลังงานที่สะอาดขึ้นเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก โดยภาครัฐกำหนดให้น้ำมันดีเซลที่มีการผสมไบโอดีเซลในสัดส่วน 10% (B10) เป็นน้ำมันดีเซลพื้นฐานของประเทศ
อย่างไรก็ตามในปัจจุบันอุตสาหกรรมการผลิตไบโอดีเซล (B100) ต้องเผชิญปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินและความต้องการที่ลดลง จึงเป็นประเด็นที่น่าติดตามดูเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ว่าทิศทางธุรกิจไบโอดีเซลไทยในปี 2568 รวมถึงความเสี่ยงของตลาดไบโอดีเซลในระยะกลางถึงยาวจะเป็นอย่างไร
โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ “ธุรกิจไบโอดีเซลไทยปี 2568 กำลังการผลิตส่วนล้น ความต้องการหด กดดันรายได้ลด” ออกมาเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ระบุว่าอัตราการใช้กำลังการผลิต (capacity utilization) ของไบโอดีเซลในปี 2568 จะลดลงสู่ระดับราว 34% เทียบกับอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ 53% ในปี 2564 สาเหตุที่กำลังการผลิตได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2564-2567 เพราะในปี 2563 ภาครัฐกำหนดให้น้ำมันดีเซลที่มีการผสมไบโอดีเซลราว 10% (B10) เป็นน้ำมันดีเซลพื้นฐานของประเทศแทนที่น้ำมันดีเซลที่มีการผสมไบโอดีเซลราว 7% (B7) นอกจากนี้ ยังมีแรงจูงใจด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI เพื่อส่งเสริมการลงทุนในกิจการไบโอดีเซลที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงหรือมีการวิจัยและพัฒนา ทำให้ผู้ประกอบการเล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจและขยายกำลังการผลิต
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมก็ได้เริ่มปรับตัว ด้วยการลดกำลังการผลิตลงราว 2.5% ในปี 2568 แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินที่เผชิญอยู่ได้ โดยปัญหานี้ทำให้การแข่งขันเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะรายเล็กและกลางที่ประสบอุปสรรคในการแย่งชิงความต้องการที่จำกัดในตลาด นอกจากนี้ ต้นทุนต่อหน่วยการผลิตยังคงอยู่ในระดับสูง เพราะผู้ผลิตไม่สามารถใช้ประโยชน์จากการประหยัดเชิงขนาด ซึ่งภาวะดังกล่าวคาดว่าจะดำเนินต่อเนื่องไปในระยะข้างหน้า
ทั้งนี้ คาดว่ารายได้ธุรกิจไบโอดีเซลไทยในปี 2568 มีทิศทางลดลง เพราะความต้องการไบโอดีเซลที่หดตัว แม้ราคาจะสูงขึ้น ในขณะที่ปี 2569 รายได้อาจจะฟื้นตัวเล็กน้อยจากนโยบายเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซล ประกอบกับราคาไบโอดีเซลที่คาดว่าจะปรับขึ้นเล็กน้อย โดยอุปสงค์ไบโอดีเซลไทยคาดว่าจะลดลง 14% ในปี 2568 และเพิ่มขึ้น 1.1% ในปี 2569 ซึ่งอุปสงค์ไบโอดีเซลไทยขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย คือ
1. สัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่ภาครัฐกำหนด ซึ่งสำหรับปี 2568 อุปสงค์ไบโอดีเซลไทยคาดว่าจะลดลง เพราะแม้ว่าสัดส่วนมีโอกาสเพิ่มขึ้นช่วงปลายปีนี้ แต่ไม่เพียงพอที่จะพยุงความต้องการไบโอดีเซลโดยรวมได้ และภาครัฐอาจจะปรับเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาจาก 5-7% (B5) มาเป็น 6.6-7% (B7) ในช่วงปลายปี 2568 เนื่องจากราคาน้ำมันปาล์มดิบไทยมีแนวโน้มลดลง เพราะผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ขยายตัวหลังจากไตรมาสแรกปีนี้ และจะทยอยเพิ่มขึ้นทั้งปีจากปรากฏการณ์ลานีญา โดยในเดือนมีนาคม ผลผลิต CPO ขยายตัวกว่า 102% MoM ทว่านโยบายการใช้ B5 ต่อเนื่องจากเดือนพฤศจิกายน 2567 ก็ยังเป็นปัจจัยกดดันต่อปริมาณการใช้ไบโอดีเซลในปีนี้ ส่วนในปี 2569 ความต้องการไบโอดีเซลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย หากภาครัฐปรับเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาในช่วงปลายปี 2568 และยังได้รับแรงหนุนจากฐานที่ต่ำในปี 2568 ที่ความต้องการหดตัวลงมาก
2. ความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงดีเซลไทยคาดว่าจะลดลง 0.8% และ 1.3% ในปี 2568-2569 เพราะการใช้น้ำมันดีเซลเพื่อขนส่งนักท่องเที่ยวโดยรถโดยสารมีแนวโน้มหดตัว เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยที่จะลดลงจากฐานที่สูงในปี 2567 ประกอบกับได้รับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยเฉพาะในภาคการผลิต
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกไทยอาจไม่สามารถปรับตัวต่ำลงตามราคาน้ำมันดิบดูไบที่มีแนวโน้มลดลงในปี 2568-2569 เพราะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไทยที่ตรึงราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกยังคงมีฐานะขาดดุลสูง
ราคาไบโอดีเซลคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3.6% และ 0.9% ในปี 2568 และ 2569 ตามทิศทางราคาน้ำมันปาล์มดิบ ซึ่งสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของราคาไบโอดีเซล
ในปี 2568 ราคาน้ำมันปาล์มดิบไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สืบเนื่องจากในช่วงไตรมาสแรกของปี 2568 ที่อุปทานน้ำมันปาล์มดิบไทยตึงตัวในระดับสูง โดยเฉลี่ยสต็อก CPO ในช่วงดังกล่าวหดตัว 39% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จึงพยุงราคาไบโอดีเซลให้สูงกว่าปี 2567 แม้ว่าราคาจะเริ่มปรับตัวลงตามผลผลิตปาล์มที่ทยอยเพิ่มขึ้นหลังจากไตรมาสแรกแล้วก็ตาม
สำหรับปี 2569 ราคาน้ำมันปาล์มดิบไทยคาดว่าจะขยายตัวตามราคาตลาดโลก โดย World Bank คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันปาล์มดิบโลกจะโต 2% ในปีหน้า เพราะได้รับแรงหนุนจากอินโดนีเซียที่ได้ปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลจาก 35% (B35) ให้เป็น 40% (B40) ในปี 2568 และมีแผนจะเพิ่มเป็น 50% (B50) ในปี 2569 ทั้งนี้ อินโดนีเซียผลิตและใช้น้ำมันปาล์มดิบเป็นอันดับหนึ่งของโลก

ความเสี่ยงของตลาดไบโอดีเซลในระยะกลางถึงยาว
- พ.ร.บ. กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ซึ่งระบุให้ยกเลิกการชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพภายในปี 2569 จะกระทบราคาและความต้องการไบโอดีเซล เพราะผู้ผลิตไบโอดีเซลจะต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นในช่วงที่ราคาปาล์มอยู่ในระดับสูง ทำให้ความสามารถในการดำเนินธุรกิจและสร้างผลกำไรลดลง
- กฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมและแผนพลังงานไทยกดดันการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วต่อเนื่องในอนาคต อาทิ พ.ร.บ. Climate Change ที่ภาครัฐมีแผนจะบังคับใช้ภายในปี 2569 อาจจะทำให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่างๆ ต้องปรับตัวเพื่อลดการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เช่น การเปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรกลไฟฟ้ามากขึ้นในภาคก่อสร้างและการเกษตร เป็นต้น นอกจากนี้ ร่างแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2567-2580 (Oil Plan 2024) ยังมุ่งเน้นเปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า อีกด้วย