เปิดแผนยุทธศาสตร์5ปีกลุ่มบางจาก ตั้งงบ5หมื่นล้าน เน้นลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน

เปิดแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี (2563-2567)ของกลุ่ม บางจาก ใน6 ธุรกิจ ตั้งเป้า  ลงทุน 50,000 ล้านบาท  โดยกว่าร้อยละ60-70 เน้นลงทุนด้านไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ตั้งเป้าขยายกำลังผลิตถึง 1,000 เมกะวัตต์ ในปี 2567  พร้อมวางกลยุทธ์ 4Es ในการสร้างการเติบโต  ได้แก่ Expanding มุ่งเน้นการเติบโตในธุรกิจหลัก   Extending ขยายธุรกิจเพื่อรองรับทิศทางของธุรกิจพลังงานในอนาคต  Enhancing การพัฒนาและเพิ่มศักยภาพโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ในปัจจุบัน และ Evaluating บริหารสินทรัพย์ด้วยการติดตามการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เปิดเผยถึงแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี(ปี 2563-2567) ของกลุ่มบางจากฯ ว่า จะใช้เงินลงทุน 5 หมื่นล้านบาท สำหรับขยายธุรกิจไฟฟ้าเป็นส่วนใหญ่ คิดเป็นประมาณ 60-70% ของเงินลงทุนทั้งหมด  โดย กลุ่มธุรกิจผลิตไฟฟ้า ซึ่งดำเนินการภายใต้บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน)  ได้สร้างความเติบโตในธุรกิจหลักของบริษัทฯ ด้วยการเข้าซื้อโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งถือว่าเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำแห่งแรกของบริษัทฯ ทำให้ปัจจุบัน บริษัทฯ มีกำลังการผลิตตามสัญญาทั้งหมดจำนวน 403.5 เมกะวัตต์ ครอบคลุม 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และตั้งเป้าเพิ่มกำลังผลิตเป็น 1,000 เมกะวัตต์ในปี 2567

โดยโรงไฟฟ้าของ บีซีพีจี  มีทั้ง โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานความร้อนใต้พิภพ และพลังน้ำ ซึ่งบริษัทยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจ ตั้งเป้า EBITDA เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 15 สำหรับ 5 ปี ข้างหน้า (2563-2567) โดยใช้กลยุทธ์ 4Es ในการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนขององค์กร ได้แก่  Expanding มุ่งเน้นการเติบโตในธุรกิจหลักของบริษัทฯ ด้วยการขยายธุรกิจโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่โดยวิธีการพัฒนาโครงการตั้งแต่แรกเริ่ม (Organic growth) และการเข้าซื้อกิจการโครงการที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว (Inorganic growth)  Extending ขยายธุรกิจเพื่อรองรับทิศทางของธุรกิจพลังงานในอนาคต โดยการรุกข้าสู่ธุรกิจใหม่แต่ยังมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจหลัก อาทิ Digital energy, Energy storage, LNG to Power เป็นต้น Enhancing การพัฒนาและเพิ่มศักยภาพโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงกระบวนการทำงานต่างๆ ในองค์กร เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และ Evaluating บริหารสินทรัพย์ด้วยการติดตามการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ และพิจารณาหาพันธมิตรในการลงทุนเพิ่มเติมหากได้รับผลตอบแทนที่อยู่ในระดับที่พึงพอใจ

Advertisment

สำหรับธุรกิจอื่นๆ  ได้แก่กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน บริษัทฯ มีแผนยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มกำลังการกลั่นให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องถึง 120,000 บาร์เรลต่อวันภายในปี 2563 พร้อมศึกษาการลงทุนเพื่อปรับเป็นมาตรฐานยูโร 5 ทั้งโรงกลั่น คาดการณ์ว่าจะแล้วเสร็จในปี 2566  พร้อมตั้งเป้าลดค่าใช้จ่ายจากการปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานของโรงกลั่นจากการดำเนินโครงการ Rocket ให้ได้ไม่น้อยกว่า 900 ล้านบาทต่อปี ภายในสิ้นปี 2563

ในส่วนของธุรกิจการค้าน้ำมันโดย บริษัท BCP Trading จำกัด จะขยายธุรกิจ โดย  เพิ่มยอดการจัดซื้อและจัดจำหน่ายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ ให้อยู่ในระดับ 250,000 บาร์เรลต่อวัน จากปัจจุบัน 68,000 บาร์เรลต่อวัน ในรูปแบบ Out-Out Trading ซึ่งเป็นการจัดซื้อและจำหน่ายสินค้าในต่างประเทศโดยไม่นำเข้าประเทศไทย ในสัดส่วนร้อยละ 50%

กลุ่มธุรกิจการตลาด ปัจจุบันแบรนด์บางจากฯ มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ในอันดับ 2 และมียอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2562 สามารถทำส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ร้อยละ 16 และมีสถิติสูงสุดอยู่ที่ร้อยละ 16.5  โดยมีแผนปรับปรุงภาพลักษณ์สถานีบริการให้มีความเป็นเอกลักษณเฉพาะตัว (Unique Design) รวมทั้งขยายจำนวนสถานีบริการรูปแบบทันสมัย ขยายโครงข่ายสถานีบริการน้ำมันรวม 60 แห่ง ในทำเลยุทธศาสตร์ พร้อมให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังได้ทำข้อตกลงความร่วมมือกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในการขยายจุดชาร์จรถพลังงานไฟฟ้า EV Charger ในสถานีบริการน้ำมันบางจาก ไม่น้อยกว่า 62 สาขาทั่วประเทศ ภายในปี 2564 และสร้างรูปแบบธุรกิจแบบใหม่เปลี่ยนจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์เป็นการนำเสนอบริการ (Products to Services)

กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ โดยบริษัท บีบีจีไอ (จำกัด) มหาชน ได้มีการขยายกำลังการผลิตเอทานอล จากโรงงานที่อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี จาก 200,000 ลิตรต่อวันเป็น 300,000 ลิตรต่อวัน และขยายกำลังการผลิตไบโอดีเซล จาก 930,000 ลิตรต่อวันเป็น 1,000,000 ลิตรต่อวัน รวมทั้งมีโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและดำเนินโครงการ ก่อสร้างโรงกลั่นกลีเซอรีนให้บริสุทธิ์ ถือเป็นธุรกิจผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิงชีวภาพที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยที่มีความพร้อม ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง ทั้งด้านไบโอพลาสติก วัสดุชีวภาพ ฯลฯ นอกจากนี้ ยังเตรียมพร้อมในการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ B100 เพิ่มขึ้นตามนโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซล (B100) ทั้งน้ำมันดีเซล B20 และ B10 เพื่อรองรับความต้องการใช้ในอนาคต ตลอดจนหาโอกาสขยายการลงทุนเพิ่มในธุรกิจพลังงานชีวภาพผ่านการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ในปี 2563 เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกลุ่มบริษัทฯ ในฐานะผู้นำเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศ

พร้อมกันนี้ ยังได้ประกาศจัดตั้ง SynBio Academy ร่วมกับพันธมิตรในภาครัฐและเอกชนจากทั้งในและต่างประเทศ สนับสนุนการพัฒนาธุรกิจชีวนวัตกรรมในประเทศไทยผ่านการอบรม การจัดประชุม การให้ข้อมูล ฯลฯ ในรูปแบบต่างๆ

กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ บางจากฯ ถือหุ้นเป็นอันดับ 2 ใน Lithium Americas Corp. ธุรกิจต้นน้ำของธุรกิจแบตเตอรี่ ซึ่งปัจจุบันมีกำลังการผลิตแร่ลิเทียมในเฟสที่ 1 เพิ่มขึ้นจาก 25,000 ตันต่อปี เป็น 40,000 ตันต่อปี รวมทั้งได้รับสิทธิ์ในการรับผลิตภัณฑ์จากแผนการจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ในปี 2564 ไปจำหน่ายเป็นจำนวน 6,000 ตันต่อปี เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่ได้รับสิทธิ์ จำนวน 2,500 ตันต่อปี ซึ่งปริมาณแร่ลิเทียมดังกล่าว เพียงพอสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าประมาณ 120,000 คัน

นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมผ่านบริษัท OKEA ที่นอร์เวย์ มีแหล่งน้ำมันดิบ Yme และ Grevling ในทะเลเหนือที่จะเริ่มเปิดดำเนินการเพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้มีกำลังผลิตจากแหล่งน้ำมันดิบ 5 แหล่ง รวม 20 kboepd และบริษัทฯ จะยังคงแสวงหาแหล่งน้ำมันดิบและพลังงานใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

สำหรับ สถาบันนวัตกรรมและบ่มเพาะธุรกิจ หรือ BiiC นั้น จะเน้นการเสาะหาการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพและกิจกรรมงานวิจัยพัฒนาร่วมกับหน่วยงานภายนอก เพื่อใช้นวัตกรรมต่อยอดขยายธุรกิจพลังงานสีเขียวและธุรกิจด้านชีวภาพทั้งในและนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2562 ได้ลงทุนในธุรกิจชีวภาพ 8 ล้านเหรียญสหรัฐ และธุรกิจพลังงานสะอาด 9 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยได้ลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพด้านพลังงานของไทยด้วย

Advertisment