เชื่อมั่นโมเดล 4 D นำไทยฝ่าวิกฤติโควิด-19 พร้อมตรึงราคาดีเซล LPG ไม่ให้ทะลุเพดาน

- Advertisment-

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยังคงมีความเชื่อมั่นในโมเดล 4 D ว่าจะสามารถใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทยให้ก้าวข้ามพ้นวิกฤตโควิด-19 ที่ยังคงแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ได้ โดยมีสัญญาณบวกหลายเรื่องที่ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยจะยังเติบโตต่อไปได้ดีทั้งในระยะสั้นและระยะยาว  ในขณะที่บทบาทของกระทรวงพลังงานจะยังคงดูแลทั้งราคาน้ำมันดีเซล ก๊าซหุงต้มและไฟฟ้า ไม่ให้ขยับขึ้นสูงกว่าเพดานราคาที่กำหนด

ในการกล่าว ปาฐกถาพิเศษ  “เปิดแผน..เดินหน้าเศรษฐกิจไทย” ในงานเสวนา Restart เศรษฐกิจไทยฝ่าภัยโควิด รูปแบบ Virtual Seminar ซึ่งจัดโดย กรุงเทพธุรกิจ และ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่ง​ประเทศ​ไทย (กฟผ.)​ เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2564 ที่ผ่านมา นายสุพัฒนพงษ์​ พันธ์​มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ชี้ให้เห็นว่า โมเดล 4 D (Digitalization, Decarbonization, Decentralization และ D-risk)  ที่รัฐบาลใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อน​เศรษฐกิจ​ ที่ประกาศไปเมื่อเดือนธันวาคม 2563 นั้น ผ่านมา 6 เดือน เริ่มมีความเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจ​ไทยจะก้าวข้ามพ้นจากวิกฤตโควิด-19 ได้ แม้ว่ารัฐจะมีมาตรการล็อกดาวน์ใน 10 จังหวัด ในขณะนี้ จนทำให้ประชาชนและภาคธุรกิจมีความวิตกกังวลอยู่ก็ตาม

นายสุพัฒนพงษ์ บอกว่า วันนี้ประเทศมีความชัดเจนในเรื่องของวัคซีน ว่าจะมีเข้ามาเท่าไหร่ และจะฉีดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่อย่างไร ทำให้มองเห็นปลายทางว่าจะสามารถเปิดประเทศได้อย่างแน่นอน

โดยตัวเลขการลงทุนของภาคเอกชนในประเทศ ที่กลับมาเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส  แม้การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/64 จะติดลบ 2.6%   สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อมีวัคซีน อย่างไรเสียสถานการณ์โควิดก็ต้องคลี่คลาย นักลงทุนจึงตัดสินใจลงทุน

- Advertisment -

นอกจากนี้ ตัวเลขคำขอส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ 6 เดือนแรกของปีนี้ ได้รับทราบแล้วว่ามีจำนวนเกือบจะเท่ากับตัวเลขคำขอส่งเสริมการลงทุนของทั้งปี 2563 ดังนั้นตัวเลขเศรษฐ​กิจไทยปีนี้หลายๆ ตัวชี้วัด น่าจะดีกว่าปี 2563 และมีบางตัวที่น่าจะดีกว่าปี 2562 ซึ่งเป็นปีที่ยังไม่มีผลกระทบเรื่องของโควิด

สำหรับโมเดล 4 D ที่ประกาศใช้ผ่านมาแล้ว 6 เดือนนั้น  รัฐบาลก็มีการดำเนินการในหลายเรื่องที่มีความคืบหน้าเป็นลำดับ โดยในส่วนของ Digitalization คือ การส่งเสริมเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล การลดกฎระเบียบ การพัฒนาศูนย์กลางข้อมูล (Data center) ให้มีความพร้อมรับเศรษฐกิจดิจิทัล นั้นวันนี้มีนักลงทุนหลายรายแสดงความสนใจที่จะย้ายฐานการลงทุนมาที่ประเทศไทย​แทนสิงคโปร์

ในเรื่อง Decarbonization หรือการมุ่งเน้นการส่งเสริมการผลิตที่ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์และมลภาวะ นั้น คณะกรรมการยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติก็มีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ที่เรียกว่า 30/30 คือการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้สัดส่วน 30% ของรถยนต์ที่ผลิตในประเทศภายในปี 2030 หรืออีก 9 ปีข้างหน้า แต่จะมีการเร่งเป้าหมายให้เร็วขึ้นในปี 2025 ในเรื่องของการลงทุนโรงงานประกอบรถยนต์ไฟฟ้า โรงงานผลิตแบตเตอรี่​ การขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้า​และการวางระบบ Eco system เรื่องการให้สิทธิประโยชน์ ​แรงจูงใจที่เหมาะสม เพื่อดึงนักลงทุนรายใหญ่ระดับโลก 7-8 รายที่รู้จักกันดีให้ย้ายฐานการลงทุนมาที่ประเทศไทย ที่ตั้งความหวังไว้ว่าจะเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์​ไฟฟ้าในภูมิภาค

ในส่วนของการเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำหรือเป็นศูนย์นั้น ในแผนการผลิตไฟฟ้าจะเน้นไปที่พลังงานสะอาด ซึ่งได้มีการหารือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ​และ​สิ่ง​แวดล้อม​ที่จะร่วมกันกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอน​ไดออกไซด์​ให้ได้มากที่สุดในปี 2030-2035 ที่ในเดือน พ.ย. นี้ ไทยจะไปประกาศ​เป้าหมายในเวทีการประชุม COP26 

ทั้งนี้ การประกาศความพร้อมที่จะเป็นประเทศสังคมคาร์บอนต่ำ จะช่วยให้ไทยได้รับการสนับสนุนด้านการเงิน  เทคโนโลยี่​ และการลงทุนจากกลุ่มประเทศที่มีความพร้อมมากกว่า

ในเรื่อง Decentralization คือ การเตรียมความพร้อมด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานเพื่อดึงฐานการผลิตของบริษัทและอุตสาหกรรมชั้นนำที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ใช้แรงงานไม่มาก ซึ่งจะเป็นเป้าหมายใหม่ ให้ย้ายฐานการลงทุนเข้ามายังประเทศไทย

โดยจุดแข็งหนึ่งที่สำคัญของรัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ ตลอด 6 ปีคือความต่อเนื่องในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ที่ใช้เงินลงทุนไปกว่า 1.2 ล้านล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมสร้างให้ไทยเป็นศูนย์กลาง​ในภูมิภาคเชื่อมโยงกับเพื่อนบ้านที่จะดึงดูดนักลงทุนให้ใช้ไทยเป็นฐานการผลิต

ส่วนโมเดลสุดท้าย D-risk คือ ดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายชาวต่างชาติ เป็นนักธุรกิจที่มีฐานะดี หรือเป็นผู้เกษียณอายุ แต่มีรายได้ที่ดี หรือคนเก่งที่มีความรู้ความสามารถ มาท่องเที่ยวและซื้ออสังหาริมทรัพย์และอยู่อาศัยระยะยาวในไทยเหมือนเป็นบ้านหลังที่สอง โดยกลุ่มนี้มีกำลังจะใช้จ่ายเงินได้มากกว่านักท่องเที่ยวปกติ หากดึงเข้ามาได้ 1 ล้านคน แต่ละคนใช้จ่ายเงิน 2 แสนบาทต่อปี การท่องเที่ยวลักษณะนี้ ก็จะทำให้เงินไหลเข้าประเทศ ได้ 2 แสนล้านบาทต่อปี

นายสุพัฒนพงษ์​  กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า การขับเคลื่อนโมเดล 4 D โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีวัคซีนที่เป็นความหวังว่าจะทำให้วิกฤตโควิดคลี่คลายลงได้ในที่สุด จะสร้างความเชื่อมั่นกับนักลงทุนว่าเศรษฐกิจไทยจะยังเติบโตต่อไปได้ในระยะยาว

ด้านนายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงบทบาทของกระทรวงพลังงานในการ Restart เศรษฐกิจไทยฝ่าภัยโควิด  ว่า ในสถานการณ์​ที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก รวมถึง LPG ที่ปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากมีความต้องการใช้เพิ่มขึ้นนั้น กระทรวงพลังงานยังมีความมั่นใจว่าจะสามารถดูแลราคาพลังงานในประเทศไม่ให้ขยับสูงเกินกว่าเพดานที่กำหนดคือ ดีเซล ไม่เกินลิตรละ 30 บาทได้  โดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง  ยังคงมีเงินเหลือพอที่จะนำมาใช้พยุงราคาไปได้   ซึ่งราคาดีเซล ณ วันที่ 15 ก.ค.64 ยังอยู่ที่ลิตรละ 26.29 บาท

ส่วนราคาก๊าซหุงต้ม​ หรือ LPG รัฐก็ยังตรึงราคาเอาไว้ที่ 318 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ซึ่งเป็นการตรึงราคามาตั้งแต่เดือน เม.ย.63 แล้ว ส่วนค่าไฟฟ้าผันแปร หรือ ค่าเอฟที  ที่ถึงแม้ราคาเชื้อเพลิงหลักที่ใช้ผลิตไฟฟ้า คือ ก๊าซธรรมชาติ​จะขยับสูงตามราคาน้ำมัน แต่คณะกรรมการกำ​กับ​กิจการพลังงานหรือ กกพ. ก็ยังมีการตรึงค่าเอฟที เอาไว้ระดับเดิมได้ตลอดทั้งปี 64

ในขณะที่นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การรีสตาร์ทประเทศไทยในวันนี้ ต้องเร่งตรวจเพื่อแยกผู้ติดเชื้อออกจากผู้ที่ไม่ติดให้ได้โดยเร็ว เพื่อไม่ให้มีการกลับมาระบาดใหม่  เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถที่จะเดินหน้าได้ โดยหากมีการวนลูปกลับมา เปิดแล้วต้องล็อกดาวน์อีก อุตสาหกรรมขนาดเล็กและอุตสาหกรรมขนาดกลางก็จะลำบากมากขึ้น เพราะขณะนี้ภาคอุตสาหกรรมที่ยังพอไปได้ คืออุตสาหกรรมเพื่อส่งออก

สำหรับแนวทางเฉพาะหน้าที่จะช่วยเอสเอ็มอีที่ประสบปัญหาขณะนี้คือการช่วยให้ เข้าถึงสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ หรือ ซอฟท์โลน เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้เอสเอ็มอีเดินหน้าไปต่อได้

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท). กล่าวอัพเดท ความคืบหน้าโครงการ “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” ที่เริ่มเมื่อวันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมาว่า ทั้งมิติด้านการตลาดและความปลอดภัยด้านสาธารณสุข ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี  โดยช่วง 14 วันแรก (1-14 ก.ค.) มีนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วเดินทางเข้าภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์สะสม 5,473 คน หากเทียบกับนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยเมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมาซึ่งมี 6,052 คน ถือเป็นตัวเลขที่น่าพอใจ และ ล่าสุด สิงคโปร์แอร์ไลน์กำลังจะเพิ่มเที่ยวบินเส้นทาง สิงคโปร์-ภูเก็ต เป็น 2 เที่ยวบินต่อวัน เริ่มวันที่ 19 ก.ค. นี้

Advertisment