เชลล์ และคาลเท็กซ์ แพงกว่าคู่แข่ง 50 สต.ต่อลิตร หลังรัฐใช้เกณฑ์ใหม่อ้างอิงราคา ณ โรงกลั่น

สนพ.รายงานราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปของผู้ค้าวันที่ 17 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันที่รัฐเริ่มใช้เกณฑ์อ้างอิง ราคา ณ โรงกลั่น ที่ปรับใหม่ โดยทำให้ต้นทุนราคาน้ำมันลดลงจากเดิม 50 สตางค์ต่อลิตร  โดยผู้ค้าเกือบทุกราย  อาทิ โออาร์   เอสโซ่  บางจาก  ให้ความร่วมมือรัฐในการปรับลดราคาขายปลีกลง 50 สตางค์ต่อลิตร มีเพียง 2 รายคือ เชลล์ และคาลเท็กซ์ ที่ยังคงราคาเดิมทำให้มีราคาขายปลีกสูงกว่าคู่แข่ง

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน ( Energy News Center-ENC ) รายงานว่า หลังจากที่ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.)เห็นชอบหลักเกณฑ์การคำนวณที่รัฐใช้อ้างอิงราคา ณ โรงกลั่นน้ำมันเชื้อเพลิงใหม่ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 17 มิ.ย.2563 เป็นต้นไป ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนอ้างอิงราคา ณ โรงกลั่นลดลงจากเดิม 50 สตางค์ต่อลิตร และส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูป จะต้องปรับลดลง 50 สตางค์ต่อลิตรเช่นเดียวกันนั้น

ปรากฏว่าในตารางราคาขายปลีกน้ำมันของผู้ค้าแต่ละค่ายที่ ทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เผยแพร่ต่อสาธารณะวันที่ 17 มิ.ย.2563 ผู้ค้าน้ำมันเกือบทุกราย อาทิ โออาร์ (ปั๊มPTT Station ) เอสโซ่  บางจาก พีที ให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันทั้งในกลุ่มเบนซินและดีเซล ลงมา50 สตางค์ต่อลิตร  ยกเว้น เชลล์ และคาลเท็กซ์ ที่ยังจำหน่ายในราคาเดิม จึงทำให้มีราคาจำหน่ายสูงกว่าคู่แข่ง 50 สตางค์ต่อลิตร

ทั้งนี้ สนพ.ได้ชี้แจงทำความเข้าใจด้วยว่า ปัจจุบันการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศไทยเป็นระบบตลาดเสรี ที่รัฐไม่ได้เป็นผู้กำหนดราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงหน้าสถานีบริการ ให้กับผู้ค้าน้ำมันแต่ละยี่ห้อ หรือแต่ละสถานีบริการ โดยผู้ค้าน้ำมันสามารถที่จะปรับราคาขึ้นหรือลงตามการแข่งขันอย่างเสรีได้ด้วยตนเอง

โดยหลักเกณฑ์ ที่ใช้อ้างอิง ราคา ณ โรงกลั่น ที่ปรับใหม่ รัฐมีไว้เพื่อประเมินราคาที่ควรจะเป็น ณ เวลานั้นๆ เพื่อชี้ให้เห็นว่าผู้ค้าน้ำมันมีการกำหนดราคาจำหน่ายอย่างเป็นธรรมกับผู้บริโภคหรือไม่  ไม่ได้มีผลบังคับกับผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงแต่อย่างใด