รายได้จากทั้งค่ากำจัดขยะและอัตรารับซื้อไฟฟ้า เป็นตัวแปรสำคัญที่หนุนให้โรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าที่หนองแขม กรุงเทพมหานคร ดำเนินการได้ในสเกลที่คุ้มทุน และสามารถจัดการสิ่งแวดล้อมได้ตามมาตรฐาน โดยผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานแนะรัฐกำหนดนโยบายส่งเสริมโรงไฟฟ้าขยะชุมชนในต่างจังหวัดบนพื้นฐานข้อเท็จจริงที่จูงใจการลงทุน หลังที่ผ่านมามีหลายโครงการที่ไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผน แม้มีการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าไปแล้ว

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะผู้บริหารของกระทรวงพลังงาน นำโดย ดร.วีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน ,นายไพรัช เพชรล้ำ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ นายณัฐวุฒิ ผลประเสริฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านแผนพลังงานระดับประเทศ พาคณะสื่อมวลชนสายพลังงาน ไปเยี่ยมชมโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าเพื่อสิ่งแวดล้อม หนองแขม ของบริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย)จำกัด โดยมี นายเหอ หนิงประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ให้การต้อนรับคณะ และให้ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการ



โรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าแห่งนี้ รับขยะชุมชนจาก 5 เขตในกรุงเทพมหานคร ไม่น้อยกว่า 300-500 ตันต่อวัน เพื่อนำมากำจัดด้วยเตาเผาความร้อนสูง อุณหภูมิ 850-1000 องศาเซลเซียส และนำความร้อนที่ได้มาใช้ในกระบวนการผลิตไฟฟ้า ที่มีกำลังการผลิตประมาณ 9.8 เมกะวัตต์ ส่งเข้าระบบจำหน่ายของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2559 แล้ว ในขณะที่โรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าแห่งใหม่ ซึ่งใหญ่กว่า รองรับปริมาณขยะสดจากชุมชนไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวันและมีกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้า 30 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่บนพื้นที่ 39 ไร่ในบริเวณเดียวกัน ที่เกิดขึ้นตามมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) นั้นกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะขายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ประมาณปลายปี 2569
ในภาพรวม มีขยะมูลฝอยที่ทางกรุงเทพมหานคร จัดเก็บได้ประมาณ 10,000 ตันต่อวัน ส่วนหนึ่งจะถูกนำไปกำจัดด้วยวิธีการเผาในเตาเผาที่หนองแขม ซึ่ง หากโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้า แห่งใหม่ เปิดดำเนินการจะรองรับขยะได้ไม่น้อยกว่า 1,500 ตันต่อวัน ขยะอีกส่วนจะถูกส่งไปกำจัดที่ศูนย์อ่อนนุช ที่กำลังอยู่ระหว่างก่อสร้างโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าขนาด 30 เมกะวัตต์ บนพื้นที่ 29 ไร่ รองรับปริมาณขยะได้ไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน ดำเนินการโดยบริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก)จำกัด ส่วนปริมาณขยะที่เหลือประมาณ 80% จะถูกขนถ่ายไปกำจัดโดยวิธีการฝังกลบที่บ่อฝังกลบ (Sanitary Landfill) ที่ อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ซึ่งรับขยะได้ประมาณ 7,000 ตันต่อวัน และที่ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งรับขยะได้ประมาณ 1,800 ตันต่อวัน
การที่รัฐบาลผลักดันให้เกิดโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าในเมืองใหญ่ เช่นเดียวกับเมืองใหญ่ในหลายประเทศเช่น ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ ก็เพื่อลดปัญหาการจัดหาพื้นที่ฝังกลบ เพราะการขนส่งขยะไปฝังกลบในระยะทางไกลเกินไป ทำให้มีต้นทุนในการขนส่งที่สูงซึ่งถูกรวมอยู่ในค่ากำจัดขยะ (Tipping Fee) ซึ่งเป็นภาระที่ประชาชนผู้ทิ้งขยะต้องจ่าย

มีข้อมูลที่น่าสนใจ ซึ่งน่าจะเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้โรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าที่หนองแขม สามารถดำเนินการได้จริง คือการที่บริษัทผู้ลงทุนนั้นได้รับทั้ง ค่ากำจัดขยะ (Tipping Fee) และอัตรารับซื้อไฟฟ้าที่เหมาะสม โดยโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าโรงเดิมนั้น จะได้ค่ากำจัดขยะประมาณ 970 บาทต่อตัน และได้รับค่าไฟฟ้าในระบบ Adder ซึ่งเป็นอัตราที่บวกเพิ่มไปในค่าไฟฟ้าปกติ ส่วนโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าแห่งใหม่ จะได้รับค่ากำจัดขยะประมาณ 770 บาทต่อตัน และได้อัตรารับซื้อไฟฟ้าในระบบFeed in Tariff หรือ FiT ที่ 3.66 บาทต่อหน่วย ซึ่งการได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมทำให้บริษัทมีการลงทุนด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามค่ามาตรฐานที่กฏหมายกำหนดและมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนที่อยู่รอบโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้า

โดย เหอ หนิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย)จำกัด ที่เป็นนักลงทุนจากประเทศจีน กล่าวอธิบายว่า โรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้า ที่บริษัทเป็นผู้ลงทุนนั้น เป็นรูปแบบ BOT(Build–operate–transfer) คือเอกชน เป็นผู้ลงทุนก่อสร้าง ดำเนินการในระยะเวลา 20 ปี และโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมดให้กับทางกรุงเทพมหานคร ซึ่งหลักการที่ถูกต้องคือผู้ลงทุนจะต้องมีรายได้จากสองส่วนทั้ง ค่ากำจัดขยะ และจากการขายไฟฟ้า ในอัตราที่เหมาะสม โดยค่ากำจัดขยะนั้นจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายการลงทุนในส่วนของผู้ลงทุนและค่าดำเนินการต่างๆ รวมทั้งกำไร ส่วนรายได้จากการขายไฟฟ้านั้น จะต้องครอบคลุมการจ่ายหนี้ธนาคาร
โดยสำหรับการลงทุนโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้า ที่หนองแขมนั้น ธนาคารผู้ให้กู้กำหนดเงื่อนไขที่ให้ ผู้ลงทุนต้องชำระคืนหนี้ให้ครบถ้วนภายใน 10 ปี และในส่วนของผู้ถือหุ้นที่ลงทุนไปจะต้องคุ้มทุนในระยะเวลา 12-13 ปี ดังนั้นจึงมีระยะเวลาที่เหลืออีก 7 ปี จะเป็นส่วนที่เป็นกำไรของผู้ลงทุน

อย่างไรก็ตาม โครงการโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้า ที่หนองแขม มีสัญญาในการซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ.เป็นระยะเวลา 20 ปี ดังนั้นประเด็นที่จะกลายเป็นปัญหาในอนาคตข้างหน้าคือ เมื่อโอนกรรมสิทธิ์โรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้า ทั้งหมดให้กับ กรุงเทพมหานครแล้ว ก็จะไม่สามารถเดินเครื่องโรงไฟฟ้าได้ หากไม่มีการต่ออายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้าหรือทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าฉบับใหม่
นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า วิธีการกำจัดขยะด้วยเทคโนโลยีเตาเผาความร้อนสูง และผลิตเป็นไฟฟ้า เป็นหนึ่งในวิธีการกำจัดขยะที่มีประสิทธิภาพ ในเมืองใหญ่ที่มีปริมาณขยะจำนวนมากเกิดขึ้นในแต่ละวัน ซึ่งการลงทุนจะต้องมีขนาดที่ใหญ่พอเช่นเดียวกับ โรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้า ที่หนองแขม เพราะผู้ลงทุนจะต้องมีการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งคุณภาพอากาศ เสียง น้ำเสีย กากของเสีย และกลิ่นเหม็น ทั้งนี้ในกระบวนการเผาไหม้นั้นจะก่อให้เกิด สารไดออกซิน (Dioxins) ซึ่งเป็นกลุ่มสารเคมีที่มีความเป็นพิษสูงและเป็นสารก่อมะเร็ง จึงต้องมีกระบวนการกำจัด สารไดออกซิน ดังกล่าว ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อชุมชนใกล้เคียง


ที่ผ่านมารัฐมีการส่งเสริมให้เกิดโรงไฟฟ้าจากขยะชุมชน โดยในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP 2018 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 ที่ใช้อย่างเป็นทางการในปัจจุบัน กำหนดให้โรงไฟฟ้าจากขยะชุมชน เข้าสู่ระบบในปี 2565 จำนวน 400 เมกะวัตต์ แต่ในทางปฏิบัติ ก็ไม่เกิดขึ้นตามเป้าหมาย ในร่าง PDP2024 จึงมีการขยับเลื่อนให้โรงไฟฟ้าขยะชุมชน เข้าระบบในปี 2568 จำนวน 200 เมกะวัตต์ และในปี 2569 อีกจำนวน 200 เมกะวัตต์ แต่จนถึงปัจจุบันมีหลายโครงการที่มีการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA ไปแล้วแต่ก็ไม่สามารถขึ้นโครงการได้
ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน วิเคราะห์ถึงเหตุผล ที่ โรงไฟฟ้าขยะชุมชน ไม่เกิดขึ้นตามเป้าหมาย ส่วนหนึ่งเกิดจากมุมมองในเชิงนโยบาย ที่กำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าไว้ต่ำเกินไป โดยเห็นว่า ผู้ลงทุนโรงไฟฟ้าขยะมีรายได้ส่วนหนึ่งจากค่ากำจัดขยะ ที่ได้รับในอัตราค่อนข้างสูงอยู่แล้ว แต่ในข้อเท็จจริง คนที่ได้รับค่ากำจัดขยะ มักเป็นหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้ลงทุนโรงไฟฟ้าที่มีสัญญารับกำจัดขยะที่จะนำมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าอีกทอดหนึ่ง จะได้รับค่ากำจัดขยะจริง ที่ไม่เต็มตามจำนวน
ดังนั้นหากต้องการส่งเสริมให้เกิดการกำจัดขยะเพื่อผลิตไฟฟ้า ผู้กำหนดนโยบาย ควรมองภาพตามข้อเท็จจริง และที่สำคัญคือ การใช้วิธีกำจัดด้วยเตาเผา ควรจะกำหนดเทคโนโลยีเตาเผาที่มีค่าความร้อนสูงเพียงพอที่จะกำจัดสารไดออกซินได้ ซึ่งสอดคล้องกับปริมาณขยะมูลฝอยที่ส่งมากำจัด ที่เป็นขยะรวมมิตร ยังไม่ได้มีการคัดแยก มีค่าความชื้นสูง
