“สมคิด”ได้คุมพลังงาน จับตานโยบายสำคัญและการทำงานเป็นทีมเวิร์คมากขึ้น

นโยบายด้านพลังงานจะถูกขับเคลื่อนจากแผนลงสู่ภาคปฏิบัติอย่างเป็นทีมเวิร์คมากขึ้นหลังนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แบ่งงานให้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นคนกำกับดูแลด้านพลังงาน จากเดิมที่ก่อนหน้านี้ มีกระแสข่าวออกมาว่าจะเป็นพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ โดยประเด็นนโยบายพลังงานที่น่าจับตามากที่สุด คือเรื่องของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP2018 และ การเจรจาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการพัฒนาพลังงาน ที่ถูกบรรจุไว้ในนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2562 ที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) รายงานว่า  นายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีการแบ่งงานให้รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบ เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2562 ที่ผ่านมา โดยในส่วนของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้กำกับดูแล 5 กระทรวงหลักสำคัญได้แก่ กระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลัง  กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการอุดมศึกษา การวิจัย และนวัตกรรม และกระทรวงการต่างประเทศ นอกจากนี้ยังกำกับดูแลสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อสมท. สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง

ทั้งนี้ในกระทรวงที่นายสมคิด กำกับดูแลส่วนใหญ่ ล้วนเป็นกระทรวงที่มีรัฐมนตรีซึ่งเคยอยู่ทีมเดียวกันมาก่อน  อาทิ กระทรวงพลังงาน มีนาย สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการ  กระทรวงการคลัง มีนายอุตตม สาวนายน เป็นรัฐมนตรีว่าการ  กระทรวงการอุดมศึกษา การวิจัย และนวัตกรรม มีนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการ  ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นรัฐมนตรีว่าการ ก็เป็นคนที่มีความคุ้นเคยกันดีกับนายสมคิด ตั้งแต่สมัยอยู่พรรคไทยรักไทยด้วยกัน ในขณะที่ กระทรวงการต่างประเทศ ที่มี นายดอน ปรมัตถ์วินัย เป็นรัฐมนตรีว่าการ ก็นับเป็นบุคคลที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจ และการเมืองระหว่างประเทศเป็นอย่างดี

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า การที่นายสมคิด เข้ามากำกับดูแลกระทรวงพลังงาน จากเดิมที่ในช่วงรัฐบาล คสช.เป็นกระทรวงซึ่งไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ  จะทำให้การขับเคลื่อนนโยบายด้านพลังงาน สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะ การประสานการทำงานร่วมกัน ระหว่าง นายสมคิด  นายสนธิรัตน์ และ นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน ที่ถูกโอนย้ายมาจากอธิบดีกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง ก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ การมอบหมายให้นายสมคิดกำกับดูแลกระทรวงพลังงาน ยังเป็นการสยบกระแสข่าวลือที่ระบุว่า พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ จะเป็นรองนายกรัฐมนตรีที่จะได้คุมกระทรวงพลังงานอีกด้วย

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า นโยบายสำคัญด้านพลังงานที่พรรคพลังประชารัฐต้องการขับเคลื่อนให้เข้าถึงชุมชนเพื่อไปช่วยลดรายจ่ายและสร้างรายได้ให้กับประชาชน ซึ่งเป็นมิติทางการเมือง เพื่อสร้างคะแนนนิยม นั้น อาจทำให้ต้องมีการแก้ไขทบทวนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP2018 เพราะในช่วงที่นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ เป็นรัฐมนตรีพลังงานนั้น การจัดทำแผนเป็นไปอย่างเร่งรีบ และไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นการผลิตไฟฟ้าที่มีส่วนกระจายรายได้ให้กับคนในชุมชน  โดยแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก หรือ แผน AEDP นั้นถูกจัดทำภายหลังจากที่ PDP2018 ได้อนุมัติออกมาแล้ว จากแนวปฏิบัติเดิมในช่วงที่ผ่านมา จะต้องจัดทำแผน AEDPให้แล้วเสร็จก่อนแผน PDP2018 ทำให้เมื่อมีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีพลังงาน จึงมีข้อเสนอจากหลายฝ่ายให้มีการทบทวนแผน PDP2018 เสียใหม่

นอกจากนี้ การเจรจาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ในการพัฒนาพลังงาน ที่ถูกบรรจุไว้ในนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2562 ที่ผ่านมา ยังเป็นที่น่าจับตาว่าจะมีการเร่งดำเนินการให้ได้ข้อยุติ โดยเฉพาะเรื่องการเจรจาแก้ไขปัญหาข้อพิพาททางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่มีการประเมินว่าในพื้นที่ทับซ้อนที่พิพาทกันนั้นอาจจะมีปริมาณสำรองปิโตรเลียมอยู่เป็นจำนวนมาก โดยหากการเจรจาได้ข้อยุติ จะช่วยให้เศรษฐกิจของทั้งไทยและกัมพูชาเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด  ซึ่งเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้การเจรจาประสบความสำเร็จ ก็คือ การประสานความร่วมมือกันระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงพลังงาน เพื่อให้การเจรจาต่อรองเป็นไปในทิศทางเดียวกัน  และนับเป็นโอกาสดีที่ นายสมคิด เป็นรองนายกรัฐมนตรีที่ได้กำกับดูแลทั้งกระทรวงพลังงานและกระทรวงการต่างประเทศ