สนพ.หวังแผนแม่บทสมาร์ท​กริด​ช่วยลดการนำเข้าเทคโนโลยี​ เกิดการสร้างงาน ในประเทศ​

N4037
- Advertisment-

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กำลังพิจารณาเทคโนโลยีสมาร์ทกริดที่เหมาะสมกับประเทศไทยเพื่อกำหนดในแผนแม่บทในระยะปานกลาง ช่วงปี 2565-2574 หวังลดการนำเข้าระบบสมาร์ทกริดจากต่างประเทศที่มีราคาสูง และช่วยให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพแก่ผู้ประกอบการและตลาดแรงงานในประเทศได้ โดยมีการเปิดรับฟังความเห็น “โครงการแผนพัฒนางานวิจัยเพื่อเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเทคโนโลยีด้านสมาร์ทกริดในประเทศไทย” 28-29 มิ.ย.2564

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน ( Energy News Center-ENC ) รายงานว่า สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ได้มอบหมายให้สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดทำ “โครงการแผนพัฒนางานวิจัยเพื่อเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเทคโนโลยีด้านสมาร์ทกริดในประเทศไทย” ตามแผนแม่บทการพัฒนาระบบโครงข่ายสมาร์ทกริดของประเทศไทยระยะปานกลาง ช่วงปี 2565-2574 โดยสถาบันวิจัยฯได้เปิดรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น 3 การไฟฟ้า (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ.,การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA และการไฟฟ้านครหลวง หรือ กฟน. ) และตัวแทนหน่วยงานต่างๆ ผ่านโปรแกรม Zoom Meeting ระหว่าง 28-29 มิ.ย. 2564

ทั้งนี้การเปิดรับฟังความเห็นในโครงการดังกล่าว เนื่องจาก สนพ.เห็นว่า ที่ผ่านมายังไม่มีการศึกษาเทคโนโลยีต่างๆ ด้านโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ( สมาร์ทกริด ) อย่างเป็นระบบ และวิเคราะห์มูลค่าเพิ่มในการส่งเสริมเทคโนโลยีต่างๆ ที่สอดคล้องกับศักยภาพการพัฒนาและความพร้อมด้านต่างๆ ของไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยเทคโนโลยีสมาร์ทกริดในไทยปัจจุบันเป็นการนำเข้าจากต่างประเทศที่มีราคาสูง ส่งผลให้แผนแม่บทสมาร์ทกริดฯ ไม่สามารถผลักดันให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพแก่ผู้ประกอบการและตลาดแรงงานในประเทศได้ ดังนั้นหากมีเทคโนโลยีในไทยเองจะทำให้ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศในระยะยาว และช่วยสร้างองค์ความรู้ให้กับบุคลากรภาคอุตสาหกรรมและภาคการศึกษาในสถาบันการศึกษาของไทยด้วย

โดยการประชุมรับฟังความเห็นกลุ่มย่อย (Focus Group) ในวันที่ 28 มิ.ย. 2564 มุ่งเน้นการรับฟังความเห็นใน 2 หัวข้อ ได้แก่ 1.การตอบสนองด้านความต้องการใช้ไฟฟ้าและระบบบริหารจัดการพลังงงาน (Demand Response and Energy Management System หรือ DR and EMS) 2.ระบบพยากรณ์ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Forecast หรือ RE Forecast) เพื่อค้นหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย ก่อนจะรวบรวมนำไปจัดทำเป็นแผนการดำเนินงาน(Road Map) ต่อไป

- Advertisment -

ทั้งนี้เทคโนโลยีสำหรับ DR and EMS และ RE Forecast ประกอบด้วย 10 เทคโนโลยีที่เปิดรับฟังความเห็น เช่น DR Platform/ Protocal และ Cloud/ Sky/ Satellite System เป็นต้น ซึ่งผู้ร่วมสัมมนาจะให้ความเห็นเพื่อจัดทำลำดับความสำคัญของเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับประเทศไทยและผลกระทบต่อประเทศ ตามหลักเกณฑ์ 4 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านนโยบายรัฐว่าจะให้การสนับสนุนหรือไม่ 2.ด้านเศรษฐกิจประเทศ ว่ามีผลตอบแทนคุ้มค่าหรือไม่และสร้างเศรษฐกิจประเทศให้ดีขึ้นหรือไม่ 3. ด้านการยอมรับของสังคมและลดมลพิษได้หรือไม่ และ 4. ด้านเทคโนโลยี ว่ามีความพร้อมด้านบุคลากร และช่วยให้การจ่ายไฟฟ้า และคุณภาพไฟฟ้าประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้นหรือไม่ เป็นต้น

สำหรับภาพรวมแผนแม่บทการพัฒนาระบบโครงข่ายสมาร์ทกริดของประเทศไทย แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ 1.ระยะเตรียมการครอบคลุมปี 2558-2559 ,ระยะที่ 2 ระหว่างปี 2560-2564 ซึ่งเป็นการพัฒนาโครงการนำร่องเพื่อทดสอบความเหมาะสมด้านเทคนิคและความคุ้มค่าของการลงทุนในแต่ละเทคโนโลยี ,ระยะที่ 3 หรือระยะปานกลางระหว่างปี 2565-2574 ซึ่งเป็นระยะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับระบบโครงข่ายสมาร์ทกริด และระยะที่ 4 หรือระยะยาว ระหว่างปี 2575-2579 ซึ่งเป็นระยะเริ่มทดลองใช้ความสามารถของระบบโครงข่ายสมาร์ทกริดอย่างเต็มรูปแบบและเริ่มปรับปรุงความสามารถของระบบเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตามการเปิดรับฟังความเห็นในวันที่ 28-29 มิ.ย. 2564 นี้จะครอบคลุม 5 ส่วน หรือ 5 เสาหลักของแผนสมาร์ทกริดไทย ได้แก่ 1.การตอบสนองด้านความต้องการใช้ไฟฟ้าและระบบบริหารจัดการพลังงงาน(Demand Response and Energy Management System) 2.ระบบพยากรณ์ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Forecast) 3.ไมโครกริดและโปรซูมเมอร์ (Microgrid and Prosumer) 4.ระบบกักเก็บพลังงาน(Energy Storage System) และ5. การบูรณาการยานยนต์ไฟฟ้า(EV Integration)

Advertisment