รัฐมนตรีพลังงานหวังประกาศใช้มาตรฐานไบโอดีเซลB10 แทน B7

รัฐมนตรีพลังงาน เตรียมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสัปดาห์หน้า หวังประกาศใช้มาตรฐานน้ำมันไบโอดีเซลสูงสุดเป็น B10 จากปัจจุบันที่ใช้มาตรฐานเป็น B7 ด้านการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เช่าคลังที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบอีก 1 แสนตัน ให้ครบ 1.6 แสนตันโดยเร็วเพื่อผลิตไฟฟ้า  ทำให้ปตท.ไม่จำเป็นต้องส่งออกน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ (B100)แล้ว  ในขณะที่ราคาผลผลิตปาล์มทั้งทะลาย ณ วันที่ 3เม.ย. 2562 ยังตกต่ำ ที่ระดับ 2.21 บาทต่อกิโลกรัม

นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ในสัปดาห์หน้ากระทรวงพลังงานจะหารือร่วมกับบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน), กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) สมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งประเทศญี่ปุ่น (JAMA) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาว่าจะสามารถกำหนดให้ประเทศไทยใช้มาตรฐานน้ำมันไบโอดีเซล B10 (น้ำมันดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 10% ในทุกลิตร) ได้หรือไม่  เนื่องจากขณะนี้ทาง JAMA ได้ออกมายืนยันว่ารถยนต์ในไทยที่ผ่านการตรวจสอบแล้วสามารถใช้ B10 ได้ แต่ยังห่วงคุณสมบัติของน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์100% ( B100 ) ที่จะนำมาผสมในดีเซลสำหรับทำ B10 โดยต้องการให้ B100 มีความบริสุทธิ์มากขึ้น ด้วยการลดกลีเซอรีนใน B100 ลง เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับรถยนต์กรณีอากาศเย็นและอาจเกิดปัญหาไขน้ำมันขึ้นได้  อย่างไรก็ตามเห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่ในเขตร้อน จึงไม่น่าจะเกิดปัญหาไขน้ำมันเหมือนในยุโรป

โดยประเด็นดังกล่าวจะสอบถามผู้ผลิตB100 ด้วยว่าจะสามารถแก้ปัญหาการเกิดไขน้ำมันดังกล่าวได้หรือไม่ และหากสามารถแก้ปัญหาได้ กระทรวงพลังงานก็จะประกาศใช้มาตรฐานน้ำมันไบโอดีเซล B10 เป็นมาตรการถาวร แทนการใช้น้ำมันไบโอดีเซลB7 (น้ำมันดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 7% ในทุกลิตร)ที่มีการจำหน่ายในปัจจุบัน  ได้ภายในเดือน เม.ย. 2562 นี้  อย่างไรก็ตาม B10 จะเป็นมาตรฐานไบโอดีเซลสูงสุดที่สามารถปรับลดสัดส่วน B100 ลงได้ตามฤดูกาลปาล์ม เพื่อช่วยสร้างความสมดุลของน้ำมันปาล์มในประเทศ

นายศิริ กล่าวด้วยว่า ยังจะเร่งรัดมาตรการ การซื้อขายน้ำมันปาล์มดิบ 1.6 แสนตัน เพื่อนำไปผลิตไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าบางปะกงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ที่จะดูดซับน้ำมันปาล์มดิบในสต๊อกได้เร็วขึ้น  ดังนั้น ปตท.ไม่จำเป็นต้องซื้อน้ำมันปาล์มดิบ 1 แสนตัน เพื่อผลิตเป็น B100 สำหรับส่งออกแล้ว

ปัจจุบันมีการใช้น้ำมันไบโอดีเซล(B7)อยู่ 65 ล้านลิตรต่อวัน ส่งผลให้เกิดการใช้น้ำมันปาล์มดิบ 1.4 ล้านตันต่อปี  และมีการใช้ B20 อยู่ 1 ล้านลิตรต่อวัน ส่งผลให้เกิดการใช้น้ำมันปาล์มดิบอีก 6 แสนตันต่อปี รวมเป็นการใช้น้ำมันปาล์มดิบอยู่ 2 ล้านตันต่อปี และหากกำหนดให้เกิดการใช้ B10 ได้จะทำให้เกิดการใช้น้ำมันปาล์มดิบอีก 5-6 แสนตันต่อปี โดยรวมจะทำให้เกิดใช้น้ำมันปาล์มดิบรวมทั้งหมด 2.5 ล้านตันต่อปี รวมกับปริมาณ 1.6แสนตัน ที่นำไปใช้ในโรงไฟฟ้า ของ กฟผ. จะทำให้เกิดการใช้น้ำมันปาล์มดิบรวมทั้งหมดประมาณ 2.66 ล้านตันต่อปี  จากกำลังผลิตน้ำมันปาล์มดิบทั้งประเทศในปี 2562 ที่ 3 ล้านตัน

โดยนายศิริ ยังเชื่อว่า มาตรการด้านพลังงานทั้งหมดจะช่วยปรับสมดุลสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบในประเทศได้ และจะช่วยให้ราคาผลผลิตปาล์มสดขยับขึ้นเป็น 3 บาทต่อกิโลกรัมได้ แต่หากใช้มาตรการทั้งหมดแล้วราคายังไม่สามารถขยับขึ้นได้ก็ต้องกลับมาดูสาเหตุกลไกการตลาดใหม่

 ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) รายงานว่า เว็บไซต์ kasetprice ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ใช้ตรวจสอบ ราคาผลผลิตทางการเกษตร แจ้งถึงราคาผลผลิตปาล์มทั้งทะลาย ณ วันที่ 3เม.ย. 2562 ยังตกต่ำอยู่ ที่ระดับ 2.21 บาทต่อกิโลกรัม โดยปรับลดลงจากเมื่อวันที่ 28มี.ค.2562 ที่รัฐมนตรีพลังงานแถลงข่าวอัพเดทแผนการบริหารจัดการน้ำมันปาล์มด้านพลังงาน ซึ่งอยู่ที่ระดับ 2.39บาทต่อกิโลกรัม  ต่ำกว่าเป้าหมาย 3บาทต่อกิโลกรัมที่ กระทรวงพลังงานตั้งเป้าเอาไว้

นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กล่าวว่า ในวันที่ 5 เม.ย.2562 กฟผ.จะทำสัญญาเช่าคลังเก็บน้ำมันปาล์มดิบจากบริษัท PACO จำกัด ที่สุราษฎ์ธานี สำหรับรองรับการซื้อน้ำมันปาล์มดิบอีก 1 แสนตัน มาผลิตไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าบางปะกง จากปัจจุบันซื้อไปแล้ว 6 หมื่นตัน ซึ่งจะทำให้รับซื้อครบ 1.6 แสนตันตามนโยบายรัฐบาล ดังนั้นในวันที่ 8 เม.ย. 2562 โรงสกัดปาล์มที่ทำสัญญาซื้อขายน้ำมันปาล์มกับ กฟผ.แล้ว หากมีความพร้อมสามารถจัดส่งน้ำมันปาล์มได้ทันทีและเรียกเก็บเงินได้เลย