ประเมินการใช้ดีเซลบี10โตก้าวกระโดดปีนี้ หลังปั๊มกว่า3พันแห่งแจ้งพร้อมเพิ่มหัวจ่าย

กรมธุรกิจพลังงาน ประเมินตัวเลขการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี10 โตอย่างก้าวกระโดด  จากเฉลี่ย 0.1ล้านลิตรต่อวัน เป็น22.5ล้านลิตรต่อวันในไตรมาสแรกและขยับเป็น 57ล้านลิตรต่อวันช่วงสิ้นปี 2563 หลังเจ้าของปั๊มน้ำมันกว่า 3พันแห่งจากทุกค่าย แจ้งพร้อมเพิ่มจำนวนหัวจ่ายให้มากขึ้น ในขณะที่รัฐยังคงส่วนต่างราคาให้ถูกกว่า ดีเซลหมุนเร็วบี7 ลิตรละ 2บาทไปตลอดทั้งปี

นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า ตัวเลขการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี10 ซึ่งเป็นน้ำมันดีเซลเกรดพื้นฐานที่กระทรวงพลังงานมีนโยบายส่งเสริม และเริ่มจำหน่ายมาตั้งแต่ ปลายเดือน พ.ค.2562 ประเมินว่าจะมีปริมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากปี 2562 เฉลี่ยอยู่ที่ 0.1ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มเป็น 22.5 ล้านลิตรต่อวัน ณ สิ้นไตรมาสแรกปี2563 และขยับเพิ่มเป็น 57ล้านลิตรต่อวัน เมื่อสิ้นปี 2563

การประเมินตัวเลขของกรมธุรกิจพลังงานมาจากการที่ปั๊มน้ำมันทุกแบรนด์ ทุกค่าย ประมาณ3พันแห่ง แจ้งความพร้อมที่จะเพิ่มจำนวนหัวจ่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี10 ให้มากขึ้น โดยในปั๊มขนาดเล็กที่เคยจำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี7 และมีหัวจ่ายน้ำมันไม่มาก อาจจะเลิกจำหน่ายดีเซลหมุนเร็วบี7ไปเลยและเปลี่ยน มาจำหน่ายดีเซลหมุนเร็วบี10แทน

นอกจากนี้ยังคาดว่า จะมีรถยนต์เก่าค่ายยุโรปที่เคยใช้ดีเซลหมุนเร็วบี7 จะเปลี่ยนพฤติกรรมมาใช้ดีเซลหมุนเร็วบี10 มากขึ้นเนื่องจากรัฐยังคงนโยบายส่วนต่างราคา ที่ถูกกว่า ดีเซลหมุนเร็วบี7 ลิตรละ2บาท ตลอดทั้งปี2563  รวมทั้งการประชาสัมพันธ์ของผู้ค้าน้ำมัน ที่จะทำให้ผู้ใช้ มีความเชื่อมั่นในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี10 มากขึ้น

นางสาวนันธิกา กล่าวว่า การส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี10 ยังจะช่วยให้ราคาผลผลิตปาล์มน้ำมัน ในปีนี้ อยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 4บาทต่อกิโลกรัม  และยังมีส่วนช่วยลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5ด้วย

สำหรับภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยต่อวันของปี 2562 (มกราคม –ธันวาคม 2562) เทียบกับปี 2561ยังคงเติบโตขึ้น โดยกลุ่มน้ำมันเบนซิน เฉลี่ยอยู่ที่ 32.2 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 กลุ่มดีเซลหมุนเร็ว เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 64.4 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.8 น้ำมันอากาศยานเจท เอ1  เฉลี่ยอยู่ที่ 19.3 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน คิดเป็นร้อยละ 0.8

ส่วนการใช้ LPG เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 17.8 ล้านกก./วัน ลดลงจากปีก่อนคิดเป็นร้อยละ 0.2 แต่เมื่อพิจารณาปริมาณการใช้แยกประเภท พบว่า การใช้ LPG ในภาคปิโตรเคมีมีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 7.4 ล้านกก./วัน คิดเป็นร้อยละ 7.9 แต่การใช้ในประเภทอื่นๆ มีปริมาณการใช้ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ปีก่อน โดยภาคครัวเรือน มีปริมาณการใช้อยู่ที่ 5.8 ล้านกก./วัน คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 1.8 ภาคอุตสาหกรรมมีปริมาณการใช้อยู่ที่ 1.8 ล้านกก./วัน คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 3.9 และ ภาคขนส่งลดลงมากที่สุด มีปริมาณการใช้
อยู่ที่ 2.8 ล้านกก./วัน คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 12.6

การใช้ NGV เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 5.4 ล้านกก./วัน ลดลงจากปีก่อน คิดเป็นร้อยละ 11.7 โดยมีสาเหตุมาจากการปรับราคา NGV สำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลทั่วไปให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ประกอบกับนโยบายส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ทำให้ประชาชนและรถบรรทุกสินค้าหันไปใช้ดีเซลหมุนเร็วบี 20 ทดแทน ส่งผลให้สถานีบริการ NGV นอกแนวท่อทยอยปิดตัวลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน