ค้นหาด้วย ' ปตท.สผ ' ทั้งหมด 4 รายการ
ปตท.สผ.ปรับลดประมาณการรายจ่ายและปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ยในแผนดำเนินงานปี2561

ปตท.สผ.แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถึงแผนดำเนินงาน ประจำปี 2561 โดยมีการปรับลดประมาณการรายจ่ายโดยรวมและปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ย ลงจากแผนเดิม แต่ยังมุ่งเน้นรักษาระดับปริมาณการผลิต ในโครงการหลักที่สำคัญ ได้แก่ โครงการบงกช โครงการอาทิตย์ โครงการเอส 1 โครงการคอนแทร็ค 4 และโครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย ซึ่งคาดว่าจะมีรายจ่ายการลงทุนคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 59 

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) รายงานว่าเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.2560 นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ.ได้มีหนังสือที่ ปตท.สผ. 13061/00-10021/2017 ถึง กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อ แจ้งแผนการดำเนินงานประจำปี 2561 ของ ปตท.สผ. และบริษัทย่อย โดยมีประมาณการรายจ่ายรวมทั้งสิ้น 3,103 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา  (ดอลลาร์ สรอ.) แบ่งเป็นรายจ่ายดำเนินงาน (Operating Expenditure) 1,332 ล้านดอลลาร์ สรอ. และรายจ่ายลงทุน (Capital Expenditure) 1,771 ล้านดอลลาร์ สรอ.

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า แผนการดำเนินการประจำปี 2561 ที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้น มีตัวเลข ประมาณการรายจ่ายรวม ที่ลดลงจากแผนเดิมที่เคยจัดทำไว้เมื่อปี 2560  โดยแผนเดิม มีประมาณรายจ่ายรวม ทั้งสิ้น 3,167 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา  (ดอลลาร์ สรอ.) แบ่งเป็นรายจ่ายดำเนินงาน (Operating Expenditure) 1,272 ล้านดอลลาร์ สรอ. และรายจ่ายลงทุน (Capital Expenditure) 1,895 ล้านดอลลาร์ สรอ.   ในขณะเดียวกัน การคาดการปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ย ก็ลดลงจากแผนเดิม โดย แผนใหม่ปี2561 ที่แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้น จะมีปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ย 302 พันลาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ในขณะที่แผนเดิม ในปี2561 เคยคาดว่าจะมีปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ย 311 พันลาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน

ทั้งนี้รายละเอียดรายจ่ายลงทุนปี 2561 ล่าสุดที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ  จำแนกตามภูมิภาคได้ดังต่อไปนี้

1. โครงการในประเทศไทย มีประมาณการรายจ่ายลงทุนคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 59 โดยกิจกรรมส่วนใหญ่มุ่งเน้นเพื่อรักษาระดับปริมาณการผลิต มีโครงการหลักที่สำคัญ ได้แก่ โครงการบงกช โครงการอาทิตย์ โครงการเอส 1 โครงการคอนแทร็ค 4 และโครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย

2. โครงการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อื่น มีประมาณการรายจ่ายลงทุนคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 32 ส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายลงทุนเพื่อรักษาระดับการผลิตสำหรับโครงการในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ได้แก่ โครงการซอติก้า โครงการยาดานา และโครงการเยตากุน รวมถึงรายจ่ายสำหรับการสำรวจ (Exploration) ในโครงการเมียนมาร์ เอ็มโอจีอี 3 และโครงการเมียนมาร์ เอ็ม 11

3.โครงการในภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งประกอบด้วย ออสเตรเลีย แอฟริกา อเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ มีประมาณการรายจ่ายลงทุนคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 9 โดยกิจกรรมที่สำคัญส่วนใหญ่เพื่อการดำเนินงานในโครงการพีทีทีอีพี ออสตราเลเชีย รวมถึงรายจ่ายในการพัฒนาโครงการโมซัมบิก โรวูมา ออฟชอร์ แอเรีย วัน ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision) 

สำหรับรายจ่ายในการสำรวจ (Exploration) ของปี 2561 นั้น บริษัทได้ประมาณการไว้จำนวนทั้งสิ้น 232 ล้านดอลลาร์ สรอ. โดยส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายในการขุดเจาะหลุมสำรวจและประเมินผลสำหรับโครงการในประเทศไทย เมียนมา มาเลเซียและออสเตรเลีย รวมถึงการสำรวจคลื่นไหวสะเทือนทางธรณีวิทยา และการศึกษาทางธรณีวิทยาและธรณีฟิสิกส์

ทั้งนี้ ปตท.สผ. และบริษัทย่อยมีประมาณการรายจ่ายรวม 5 ปี ในช่วงปี 2561 – 2565 โดยได้รวมประมาณการรายจ่ายในการพัฒนาโครงการโมซัมบิก โรวูมา ออฟชอร์ แอเรีย วัน โครงการแอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซ โครงการเวียดนาม บี และ 48/95 และเวียดนาม 52/97 และโครงการคอนแทร็ค 4 (แหล่งอุบล) ซึ่งโครงการดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision) โดยมีรายละเอียดของประมาณการรายจ่าย 5 ปีดังนี้

 

 

จากแผนงานดังกล่าว ส่งผลให้ ปตท.สผ. คาดการณ์ตัวเลขประมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ยต่อวันจากโครงการปัจจุบัน ซึ่งยังไม่รวมปริมาณการขายในกรณีที่บริษัทชนะการประมูลแหล่งสัมปทานที่กำลังจะหมดอายุในอ่าวไทยและการเข้าซื้อกิจการเพิ่มเติม ระหว่างปี 2561 - 2565 ดังรายละเอียดต่อไปนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปตท.สผ.แจ้งด้วยว่า บริษัท ยังตระหนักถึงความสำคัญในการเพิ่มปริมาณสำรองและปริมาณการผลิต เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและรองรับการเติบโตของบริษัทในอนาคต โดยมองหาโอกาสในการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการเข้าซื้อกิจการ การประมูลแหล่งสัมปทานที่กำลังจะหมดอายุในอ่าวไทยและการเข้าร่วมประมูลแปลงสำรวจในโครงการใหม่ๆ ในภูมิภาคที่มีศักยภาพ รวมถึงการเร่งพัฒนาโครงการที่อยู่ระหว่างการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย โดยคาดว่าจะมีปริมาณการผลิตส่วนใหญ่เข้ามาหลังจากปี 2565     เป็นต้นไป นอกจากนี้ บริษัทยังคงมุ่งเน้นการรักษาระดับต้นทุนโดยการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

ปตท.สผ.ชนะประมูลสัมปทานแปลงสำรวจ 2แปลงในอ่าวเม็กซิโก

ปตท.สผ.แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่าบริษัทชนะการประมูลแปลงสำรวจในอ่าวเม็กซิโก จำนวน 2 แปลง คือแปลงที่ 12 บริเวณ Mexican Ridges( ทางตะวันตกของอ่าวเม็กซิโก) และแปลงที่ 29 บริเวณ Campeche (ทางใต้ของอ่าวเม็กซิโก) ซึ่งคาดว่าจะลงนามในสัญญาสัมปทานได้ภายในเดือน พ.ค. 2561 นี้  

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) รายงานว่า นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน)  ได้มีหนังสือถึงกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ลงวันที่ 1ก.พ. 2561 เพื่อแจ้งถึงผลการประมูลแปลงสำรวจในประเทศเม็กซิโก ที่บริษัท PTTEP Mexico E&P Limited, S.de R.L. de .C.V. (PTTEP MEP) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของปตท.สผ. และกลุ่มผู้ร่วมทุน ได้ชนะการประมูลแปลงสำรวจในอ่าวเม็กซิโก ประเทศเม็กซิโก จำนวน 2 แปลง ประกอบด้วย แปลงที่ 12 บริเวณ Mexican Ridges( ทางตะวันตกของอ่าวเม็กซิโก) ที่ PTTEP MEP มีสัดส่วนการร่วมทุน 20% และแปลงที่ 29 บริเวณ Campeche (ทางใต้ของอ่าวเม็กซิโก) PTTEP MEP มีสัดส่วนการร่วมทุน 16.67%

โดยการลงทุนในแปลงสำรวจในประเทศเม็กซิโกครั้งนี้ เป็นการเข้าร่วมทุนกับผู้ดำเนินการที่มีประสบการณ์ในด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในบริเวณอ่าวเม็กซิโก  คือ ทาง PC Carigali Mexico Operations ,S.A. De C.V.ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการ  ในแปลงที่ 12 และ แปลงที่ 29 ที่ ทาง Repsol Exploracion Mexico, S.A. de C.V  เป็นผู้ดำเนินการ  ซึ่งคาดว่าจะลงนามในสัญญาสัมปทานแปลงสำรวจดังกล่าวภายในเดือน พ.ค. 2561 นี้  

ปตท.สผ. ลุยประมูล 2 แหล่งก๊าซฯ อ่าวไทย เล็งซื้อกิจการขยายลงทุน

ปตท.สผ. พร้อมเดินหน้าประมูลแหล่งปิโตรเลียมที่สัมปทานจะหมดอายุ ทั้งบงกชและเอราวัณ พร้อมเตรียมขยายการลงทุน ทั้งจากการเข้าซื้อกิจการและลงทุนเพิ่มในแปลงสำรวจปิโตรเลียมที่มีศักยภาพสูง ด้านผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2561 ได้อานิสงค์ราคาน้ำมันโลกฟื้น ดันกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 21% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน หรือคิดเป็นมูลค่า 423 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนสถานะการเงินแข็งแกร่ง มีเงินสดในมือกว่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ยืนความพร้อมในการเข้าร่วมการประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติบงกชและเอราวัณ หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้ออกประกาศเชิญชวนประมูลเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 โดยเชื่อมั่นว่าด้วยประสบการณ์และความชำนาญในฐานะที่เป็นผู้ดำเนินการมากว่า 20 ปีโดยเฉพาะในแหล่งบงกชที่เป็นผู้ดำเนินการตามสัมปทานเดิมนั้น จะสามารถสร้างความต่อเนื่องในการผลิตก๊าซธรรมชาติ และรักษาความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศได้

นอกจากนี้ ปตท.สผ.จะยังคงหาโอกาสการลงทุนเพิ่มเติมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลางและผลักดันโครงการต่างๆ ที่อยู่ระหว่างรอการตัดสินใจขั้นสุดท้าย โดยเฉพาะโครงการโมซัมบิก โรวูมา ออฟชอร์ แอเรีย วัน ซึ่งได้ลงนามในสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) กับบริษัท EDF ประเทศฝรั่งเศส จำนวน 1.2 ล้านตันต่อปี และเร่งผลักดันการเจรจาสัญญาซื้อขาย LNG ระยะยาวกับผู้ซื้อเพิ่มมากขึ้น

สำหรับช่วงไตรมาสแรกของปี 2561 ปตท.สผ. สามารถเดินหน้าขยายการลงทุนได้ตามแผนที่วางไว้ ทั้งการรักษาระดับต้นทุนการผลิตในระดับที่ต่ำเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การเข้าซื้อสัดส่วนการลงทุนในโครงการบงกชเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณการขายและกระแสเงินสดให้ ปตท.สผ. ได้ทันทีหลังการเข้าซื้อเสร็จสมบูรณ์ และขยายการลงทุนทั้งจากการเข้าซื้อกิจการและลงทุนเพิ่มเติมในแปลงสำรวจปิโตรเลียมในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง หลังจากชนะประมูลโครงการสำรวจในเม็กซิโกและมาเลเซีย

ส่งผลให้ประกอบการไตรมาสแรกนั้น มีผลการดำเนินงานเป็นที่น่าพอใจ โดยมีรายได้รวม 1,240 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 39,105 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีผลประกอบการรวม 1,092 ล้านเหรียญฯ หรือประมาณ 38,377 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่ทำให้ราคาขายผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นจาก 38 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล เป็น 44 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ แต่ยังรักษาต้นทุนต่อหน่วยให้อยู่ในระดับต่ำที่ 29 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ และปริมาณการขายที่ลดลงที่ 293,099 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 304,108 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เนื่องจากปริมาณการขายที่ลดลงจากโครงการสินภูฮ่อมและแหล่งมอนทารา

ทั้งนี้ ปตท.สผ. มีกำไรสุทธิ (Net income) อยู่ที่ 423 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 13,381 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ของปี 2560 ที่มีกำไรสุทธิ 349 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และยังมีความสามารถบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ ปตท.สผ. มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวกถึง 1,044 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีเงินสดในมือถึง 5,095 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ซีอีโอปตท.สผ.คนใหม่ เตรียมพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงในยุค Disruptive Technology

“พงศธร ทวีสิน” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ปตท.สผ. เผยวิสัยทัศน์ในการเข้ารับตำแหน่งใหม่ มุ่งเน้นการขับเคลื่อนองค์กรด้วยแนวทาง Transformation เพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมปิโตรเลียม (Disruptive Technology)  โดยจะใช้ บริษัท อีพี-เทค เวนเจอร์ส โฮลดิ้ง จำกัด ที่ตั้งขึ้นใหม่ เป็นหัวหอกในการลงทุนธุรกิจใหม่ในอนาคต เช่น เทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ การซ่อมบำรุงเชิงพยากรณ์ รวมทั้งการมองหาโอกาสลงทุนในพลังงานทางเลือก

นายพงศธร  ทวีสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยในการเข้ารับตำแหน่งใหม่วันแรก 1 ตุลาคม 2561 ว่ามีเป้าหมายจะผลักดันให้ ปตท.สผ. มีการปรับตัวเพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ โดยการนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ และการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรและกระบวนการทำงาน เพื่อให้เกิดความคล่องตัว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยในส่วนธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทนั้น ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มปริมาณสำรองปิโตรเลียมอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าเป็นผู้ชนะการประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติที่กำลังจะหมดอายุในอ่าวไทยทั้งแหล่งบงกชและเอราวัณ รวมทั้งการแสวงหาโอกาสการเข้าซื้อกิจการ (M&A) ในแหล่งน้ำมันและก๊าซฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง และเร่งรัดการสำรวจแหล่งปิโตรเลียมที่มีศักยภาพเพื่อสร้างความมั่นคงและการเติบโตอย่างยั่งยืน

ด้านการเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเพื่อมองหาธุรกิจใหม่นั้น ปตท.สผ. จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตในอนาคต โดยจะให้ความสำคัญกับธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจร (Gas Value Chain) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น ธุรกิจโรงไฟฟ้า Gas to Power โดยมุ่งเน้นที่ประเทศเมียนมา และจะผลักดันให้สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรมในเวลาอันใกล้นี้ นอกจากนั้น ยังได้จัดตั้งบริษัท อีพี-เทค เวนเจอร์ส โฮลดิ้ง จำกัด เพื่อรองรับการลงทุนธุรกิจใหม่ในอนาคต เช่น เทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ การซ่อมบำรุงเชิงพยากรณ์ รวมทั้งการมองหาโอกาสลงทุนในพลังงานทางเลือก

“ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการในช่วง 2-3 ปีนี้ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ผมยังเชื่อมั่นว่าการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจะยังคงเป็นธุรกิจหลักที่สร้างรายได้ให้กับบริษัท แต่ขณะเดียวกัน ต้องให้ความสำคัญกับธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจปัจจุบันของเราเพื่อปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป เชื่อว่าแนวคิดและกลยุทธ์ที่ผมได้กล่าวมานี้ จะเป็นกำลังสำคัญให้ ปตท.สผ. เติบโตต่อไปในอนาคตได้อย่างยั่งยืน” นายพงศธร กล่าว