ข่าวทั้งหมด

Date : 26 / 09 / 2018

  • Date : 26 / 09 / 2018
    ประเมินตัวแทนรัฐร่วมลงทุนในแหล่งปิโตรเลียม เอราวัณ บงกช สัดส่วน25% ใช้เงิน2.5แสนล้านใน10ปี

    คณะอนุกรรมการพิจารณาการให้สิทธิ์สำรวจและผลิตปิโตรเลียม ที่มีอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเป็นประธาน เริ่มเปิดซองเอกสารพิจารณาแล้ววันนี้ (26 ก.ย. 2561) ระบุเงื่อนไขหน่วยงานรัฐร่วมลงทุนในสัดส่วน25% ต้องใช้เงินประมาณ 2.5แสนล้านบาทในระยะเวลา10ปี โดยรัฐมนตรีพลังงาน ชี้ ปตท.สผ.ถือเป็นหน่วยงานรัฐ ตามที่ทีโออาร์กำหนด

    นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยเมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2561ว่า  คณะอนุกรรมการพิจารณาการให้สิทธิ์สำรวจและผลิตปิโตรเลียม ที่มี นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ชธ.) เป็นประธาน ได้เริ่มเปิดซองข้อเสนอการประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกช ซองที่ 1-3 ของผู้ประมูล ได้แก่  1.ซองเอกสารด้านคุณสมบัติของผู้ประกอบการปิโตรเลียมตามกฎหมาย 2.ซองเอกสารข้อเสนอด้านหลักการและเงื่อนไขการให้หน่วยงานของรัฐเป็นผู้ร่วมลงทุน 3.ซองเอกสารข้อเสนอด้านเทคนิค ซึ่งประกอบด้วยแผนงานช่วงเตรียมการแผนงานการสำรวจและแผนการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม แล้ว แต่เป็นการตรวจความถูกต้องของเอกสารที่มีกว่าพันหน้า ด้วยการลงลายเซ็นกำกับ เท่านั้น โดยในวันที่ 27 ก.ย. 2561 คณะอนุกรรมการฯ จะเริ่มพิจารณาข้อเสนอทั้ง 3 ซอง ที่จะใช้ระยะเวลา 1 เดือน หรือพิจารณาเสร็จปลายเดือน ต.ค. 2561

    โดยหากผ่านเกณฑ์เงื่อนไขการประมูลทั้ง 3 ซอง จะได้รับการพิจารณาเปิดซองที่ 4 คือซองเอกสารข้อเสนอด้านผลประโยชน์ตอบแทนรัฐ และสัดส่วนการจ้างพนักงานไทย และคาดว่าจะได้ข้อสรุปผู้ชนะประมูล ในเดือนพ.ย. 2561 จากนั้นจะเสนอให้คณะกรรมการปิโตรเลียมซึ่งมีปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน รับทราบเพื่อเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)ในเดือน ธ.ค. 2561  ซึ่งตามแผนที่กำหนดจะเริ่มลงนามกับผู้ชนะประมูลในเดือน ก.พ. 2562

    นายศิริ ตอบคำถามถึง กรณีซองเอกสารที่2 ที่กำหนดในเงื่อนไขการประมูล(TOR)ให้ผู้ประมูลต้องเสนอให้รัฐเข้ามามีสัดส่วนการลงทุนด้วยนั้น  บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) ถือว่ามีคุณสมบัติเป็นหน่วยงานรัฐ ที่สามารถเข้าเป็นผู้ร่วมลงทุนได้ ส่วนผู้ประมูลจะเสนอใครเป็นตัวแทนหน่วยงานภาครัฐที่ให้เข้าร่วมลงทุนนั้นก็เป็นสิทธิ์ที่ผู้เข้าประมูล แต่คณะรัฐมนตรี จะเป็นผู้พิจารณาว่าจะให้หน่วยงานรัฐใดเป็นผู้เข้าไปลงทุน

    โดยหลักเกณฑ์เบื้องต้นกำหนดให้ภาครัฐที่จะเข้าร่วมลงทุนได้จะต้องมีฐานะทางการเงินที่มั่นคง เพราะจากการประเมินพบว่า จะต้องมีการสร้างแท่นผลิตปิโตรเลียมใหม่ประมาณ 150 แท่น ใช้เงินลงทุนประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท ดังนั้นในสัดส่วนที่รัฐจะต้องเข้าไปร่วมลงทุนจะอยู่ประมาณ 2.5 แสนล้านบาท จึงต้องมีความมั่นคงทางการเงิน ส่วนหน่วยงานรัฐจำเป็นต้องเป็นหน่วยงานด้านพลังงานหรือไม่นั้น จะมีการพิจารณากันอีกครั้ง

    อย่างไรก็ตามรัฐจะมีรายได้จากค่าภาคหลวง ค่าภาษีและโบนัสพิเศษปีละ 8 หมื่นล้านบาท หรือ 8 แสนล้านบาทในระยะเวลา10ปี

    นายศิริ กล่าวว่า สำหรับการยื่นซองประมูลในครั้งนี้มีเพียง 2 ราย ถือว่าเป็นที่น่าพอใจและเป็นไปตามกรอบที่วางไว้ที่ให้เกิดการแข่งขันจริง โดยทั้ง ปตท.สผ. และ เชฟรอน  ถือว่าเป็นผู้รับสัมปทานรายเดิม ที่จะไปแข่งขันข้ามแปลงกัน   ส่วนกรณีที่ไม่มีผู้ประกอบการรายใหม่เข้าประมูล เนื่องจากพบข้อมูลว่าแหล่งก๊าซฯไทย ไม่ใช้แหล่งก๊าซฯขนาดใหญ่ เป็นเพียงกระเปาะเล็กๆ ที่ต้องใช้ความสามารถในการขุดเจาะสำรวจสูง เมื่อเทียบกับแหล่งปิโตรเลียมของประเทศอื่นๆ

    ด้าน นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า ปตท.สผ.ถือเป็นหน่วยงานรัฐ ซึ่ง ปตท.สผ. สามารถเสนอตัวเองในสัดส่วนของหน่วยงานรัฐได้เช่นกัน

    สำหรับTOR การประมูลในครั้งนี้ ได้กำหนดให้ผู้ประมูลต้องเสนอเงื่อนไขสัดส่วนการให้รัฐเข้าลงทุน 25% เท่านั้น ส่วนภาครัฐมีสิทธิ์พิจารณาว่าจะเข้าไปลงทุนได้ตั้งแต่ 1-25% ตามความเหมาะสม และสามารถพิจารณาให้หน่วยงานรัฐใดเข้าไปลงทุนก็ได้เช่นกัน โดยคาดว่าจะทราบผลสรุปพร้อมกับการประกาศผู้ชนะการประมูลในเดือนธ.ค. 2561 หลังจากผ่านการพิจารณาของ ครม.แล้ว         

  • Date : 26 / 09 / 2018
    กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเตรียมออก หลักปฏิบัติที่ดีสำหรับการนำเข้า-ส่งออก ถ่านหิน เป็นครั้งแรก

    กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เตรียมออก หลักปฏิบัติที่ดีสำหรับการนำเข้า ส่งออกเชื้อเพลิงถ่านหิน(CoP) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เน้นดูแลกระบวนการลำเลียงและเก็บกองถ่านหินที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม คาดอนาคตออกเป็นกฎหมายสำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรม และโรงไฟฟ้าถ่านหินต่อไป

    นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยภายหลังมอบรางวัล Thailand Coal Awards 2018 ว่า กรมฯเตรียมออก “ร่างประมวลหลักปฏิบัติที่ดีสำหรับการนำเข้าส่งออก เชื้อเพลิงถ่านหิน(Code of Practice : CoP)” เพื่อเป็นมาตรฐานให้ผู้ประกอบการสำรวจและนำเข้าส่งออกถ่านหินใช้เป็นเกณฑ์ปฏิบัติ โดยเฉพาะการลำเลียงถ่านหิน การเก็บและการกองถ่านหิน ที่ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น เนื่องจากที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่เคยมีมาตรฐานการควบคุมดูแลด้านสิ่งแวดล้อมในการนำเข้าส่งออกถ่านหินมาก่อน

    ทั้งนี้กรมฯได้เปิดรับฟังความเห็นไปเมื่อเดือน ส.ค. 2561 ที่ผ่านมา และขณะนี้อยู่ระหว่างปรับแก้มาตรการดังกล่าวก่อนนำออกมาทดลองใช้ปฏิบัติจริง และในอนาคตจะยกระดับออกเป็นกฎหมายต่อไป  สำหรับปัจจุบันมีการนำเข้าถ่านหินในไทยประมาณ 22 ล้านตันต่อปี ส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศอินโดนีเซียซึ่งเป็นถ่านหินที่มีกำมะถันต่ำ โดยมีผู้ประกอบการถ่านหินในไทยประมาณ 600 กว่าราย

    สำหรับCoP จัดทำขึ้นให้กับผู้ปฏิบัติในทุกขั้นตอนนำไปใช้ประกอบด้วย 1. ผู้ประกอบการนำ เข้าส่งออกถ่านหิน 2.ผู้ประกอบการบริษัทขนส่งเชื้อเพลิงถ่านหินทางบก และทางน้ำ 3. ผู้ประกอบการท่าเรือขนส่งเชื้อเพลิงถ่านหิน 4. ผู้ประกอบการที่ใช้งานเชื้อเพลิงถ่านหิน 5.ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงถ่านหินอื่นๆ  โดยหลักปฏิบัติสำคัญอาทิ การปิดคลุมรถบรรทุกถ่านหินก่อนขนส่งทุกครั้ง  จัดให้มีระบบบำบัดน้ำเสียในพื้นที่กองเก็บถ่านหินเพื่อบำบัดน้ำที่ปนเปื้อนจากถ่านหิน  เป็นต้น

    อย่างไรก็ตามหากมาตรฐาน CoP กำหนดออกมาแล้ว จะมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ นำไปให้ผู้ประกอบการปฏิบัติในเบื้องต้น และหากในอนาคตออกเป็นกฎหมายจริงจะครอบคลุมไปถึงโรงไฟฟ้าถ่านหินทุกแห่งต่อไปด้วย  

Date : 25 / 09 / 2018

  • Date : 25 / 09 / 2018
    เชฟรอน ชิง ปตท.สผ. ทั้งแหล่งก๊าซเอราวัณและ บงกช

    กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดรายชื่อ ผู้ยื่นประมูลยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเอราวัณ (G1/2561) และ บงกช(G2/61) มีโอเปอเรเตอร์ 2รายที่แข่งขันกันในทั้ง 2แหล่ง คือ เชฟรอน และปตท.สผ. โดยคณะอนุกรรมการ ที่มีอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เป็นประธาน จะเริ่มกระบวนการเปิดซองพิจารณา ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2561 นี้ และคาดว่าจะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติผู้ชนะประมูลได้ ในเดือนธ.ค. 2561

    นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ภายหลังการปิดรับซองประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกช ในเวลา 17.00 น.ของวันที่ 25 ก.ย. 2561 ว่า มีผู้ประกอบการที่ผ่านหลักเกณฑ์ตามขั้นตอนต่างๆ เข้ายื่นซองเอกสารทั้งหมด จำนวน 2ราย ในแต่ละแปลง  โดย ในแปลงสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเอราวัณ(G1/2561)  จำนวน 2 ราย ได้แก่

    1. บริษัท PTTEP Energy Development Company Limited  ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ ปตท.สผ. ร่วมทุนกับ บริษัท MP G2 (Thailand) Limited  ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มบริษัท มูบาดาลา ปิโตรเลียม  โดย ปตท.สผ.ถือหุ้น 60% และ MP G2 ถือหุ้น 40%

    2. บริษัท Chevron Thailand Holdings Ltd. ร่วมทุนกับ บริษัท Mitsui Oil Exploration  Company Ltd. โดยบริษัทเชฟรอนฯ ถือหุ้น 74% และบริษัท มิตซุยออยล์ฯ ถือหุ้น 26%

    ส่วนแปลงสำรวจและผลิตปิโตรเลียมบงกช( G2/61) จำนวน 2 ราย ได้แก่

    1. บริษัท PTTEP Energy Development Company Limited ถือหุ้น 100%

    2. บริษัท Chevron Thailand Holdings Ltd. ร่วมกับ บริษัท Mitsui Oil Exploration Company Ltd. โดยบริษัทเชฟรอนฯ ถือหุ้น 74% และบริษัท มิตซุยออยล์ฯ ถือหุ้น 26%

    โดยผู้ประกอบการทั้ง2กลุ่ม ได้ยื่นเอกสารครบทั้ง 4 ซอง ได้แก่

    ซองที่ 1 เอกสารด้านคุณสมบัติของผู้ประกอบการปิโตรเลียมตามกฎหมาย

    ซองที่ 2 เอกสารข้อเสนอด้านหลักการและเงื่อนไขการให้หน่วยงานของรัฐเป็นผู้ร่วมลงทุน

    ซองที่ 3 เอกสารข้อเสนอด้านเทคนิค ซึ่งประกอบด้วยแผนงานช่วงเตรียมการ  แผนงานการสำรวจ และแผนการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม

    ซองที่ 4 เอกสารข้อเสนอด้านผลประโยชน์ตอบแทนรัฐ และสัดส่วนการจ้างพนักงานไทย

    นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า กระบวนการพิจารณาหลังจากนี้ ทาง คณะอนุกรรมการพิจารณาข้อเสนอการประมูลจะเริ่มเปิด 3 ซองแรกของแต่ละรายตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2561 เป็นต้นไป โดยหากผู้ประกอบการรายใดไม่ผ่านเกณฑ์ตามเงื่อนไข ที่กำหนด ก็ไม่ต้องพิจารณาซองที่ 4 ซึ่งเป็นซองข้อเสนอผลประโยชน์ตอบแทนรัฐอีก

    สำหรับในส่วนของข้อกำหนดที่ให้ผู้ประกอบการต้องเสนอสัดส่วนให้ภาครัฐเข้ามาร่วมทุนไม่เกินกว่า 25% นั้น ถูกกำหนดให้เสนอรวมอยู่ในซองที่ 2 แต่ทั้งนี้ภาครัฐ โดยคณะรัฐมนตรี จะเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมเองว่าหน่วยงานรัฐ ใดที่เหมาะสมจะเข้าร่วมทุน ตามหลักเกณฑ์  ซึ่งสามารถที่จะเสนอพิจารณาก่อนหรือหลัง จากที่รู้ผลผู้ชนะการประมูลก็ได้

    ทั้งนี้ คาดว่าคณะอนุกรรมการฯจะนำเสนอเรื่อง เข้าสู่ การพิจารณาของคณะกรรมการปิโตรเลียม ที่มีปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน  และเสนอรายชื่อผู้ชนะประมูลเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาอนุมัติได้ในภายเดือน ธ.ค. 2561 นี้ โดยตามกำหนดการที่วางไว้ จะลงนามกับผู้ชนะประมูลได้ในเดือนก.พ. 2562 และมีเวลาเตรียมความพร้อมประมาณ 3 ปี

    ซึ่งมั่นใจว่า ไม่ว่ารายใดจะเป็นผู้ชนะการประมูล กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจะเข้าไปกำกับดูแลให้การผลิตก๊าซของแต่ละแหล่งเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

    โดยแปลง G1/2561 หรือในกลุ่มแหล่งเอราวัณนั้น จะหมดอายุสัมปทานในวันที่ 23 เม.ย. 2565 ส่วน แปลง G2/2561 แหล่งบงกชเหนือหมดอายุสัมปทานในวันที่ 24 เม.ย. 2565และแหล่งบงกชใต้หมดอายุสัมปทานเดือนมี.ค. 2566 ซึ่งตามข้อกำหนดในเงื่อนไขการประมูล(TOR)จะต้องผลิตก๊าซธรรมชาติในแหล่งเอราวัณให้ได้ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และแหล่งบงกชให้ได้ 700 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ในช่วง 10 ปีแรกของสัญญา โดยสัญญามีอายุ 20 ปี และสามารถต่ออายุได้อีก 10 ปี ทั้งนี้คาดว่าการประมูลในครั้งนี้จะก่อให้เกิดเงินลงทุนในไทย 1.2 ล้านล้านบาท

    “ครั้งนี้มีผู้ประมูลเพียง 2 ราย ก็ถือว่าน้อยไปหน่อย แต่ก็เป็นไปตามที่คาดหวังไว้แต่แรกว่าจะต้องมีผู้ร่วมประมูลอย่างน้อย 2 ราย แต่รายใหม่คงเข้ามายาก โดยเฉพาะบริษัท โททาล ยังถอนตัว เพราะเงื่อนไขประมูลและศักยภาพก๊าซเรามีไม่มากที่จะจูงใจให้เขามาประมูล” นายวีระศักดิ์ กล่าว

    นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า หากผู้ประกอบการที่ชนะประมูลผลิตก๊าซฯไม่ได้ตามปริมาณใน TOR ในช่วงรอยต่อการหมดสัญญาสัมปทานปิโตรเลียมจะมีโทษปรับตามสัญญาซื้อขายก๊าซฯ และหากภายใน 90 วันยังผลิตก๊าซฯไม่ได้ตามสัญญาจะมีโทษปรับโดยริบเงินประกันคุณภาพการผลิตก๊าซฯ 3,000-5,000 ล้านบาท     

    ด้านนายไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด แสดงความเห็นหลังการเดินทางมายื่นซองเอกสาร ในวันที่ 25 ก.ย. 2561ว่า ข้อเสนอของเราแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ถึงความรู้ความเข้าใจในสภาพทางธรณีวิทยาของอ่าวไทย การมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยและแนวทางปฏิบัติงานที่เป็นเลิศจากพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก ตลอดจนความสำเร็จในการทำหน้าที่จัดหาพลังงานให้กับประเทศได้อย่างปลอดภัยและเชื่อถือได้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

    “เราภูมิใจที่ได้รับโอกาสให้เข้าร่วมในการประมูลครั้งนี้ และพร้อมที่จะแสดงให้เห็นว่าเชฟรอนคือพันธมิตรสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ที่ควรได้รับความไว้วางใจ  ให้ทำหน้าที่ในการพัฒนาแหล่งเอราวัณและบงกชเพื่อประโยชน์ของคนไทยสืบไป”นายไพโรจน์ กล่าว

    ส่วน นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า ปตท.สผ. ได้ยื่นประมูลแหล่งสัมปทานที่กำลังจะหมดอายุ ทั้งแหล่งบงกชและเอราวัณ ซึ่งในส่วนของแหล่งบงกชนั้น ปตท.สผ. จะยื่นประมูลเอง โดยผู้ร่วมทุนรายเดิมคือโททาล ตัดสินใจไม่เข้าร่วมประมูลด้วย สำหรับแหล่งเอราวัณนั้น ปตท.สผ. เข้าร่วมประมูลกับบริษัท มูบาดาลา ปิโตรเลียม (ประเทศไทย) จำกัด เนื่องจากเป็นผู้ร่วมทุนที่มีศักยภาพ และมีการลงทุนในแหล่งสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทยอยู่แล้ว โดยมีแปลงสัมปทานที่อยู่ใกล้แหล่งเอราวัณ จึงมีความเข้าใจพื้นที่ดังกล่าวเป็นอย่างดี

    “เราเชื่อมั่นว่าองค์ความรู้ ประสบการณ์และความชำนาญในการสำรวจ พัฒนาและผลิตก๊าซธรรมชาติในแหล่งบงกชตลอดระยะเวลา 25 ปี ทำให้เรายื่นข้อเสนอในการประมูลที่จะสามารถสร้างความต่อเนื่องในการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยต้นทุนที่แข่งขันได้ และสร้างผลประโยชน์ให้กับประเทศได้มากกว่า เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศในระยะยาว” นายสมพร กล่าว

     

  • Date : 25 / 09 / 2018
    วงการพลังงานเสียดาย ครม.ย้าย"ทวารัฐ" จาก ผอ.สนพ.นั่งผู้ตรวจราชการกระทรวง

    คณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติปรับเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูง 5 ตำแหน่ง โดยแต่งตั้ง “นันธิกา ทังสุพานิช” เป็นอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน, “เปรมฤทัย วินัยแพทย์” เป็นอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ, “ยงยุทธ จันทรโรทัย” เป็นอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) และโยก “ประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ” และ “ทวารัฐ สูตะบุตร” เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน

    วันที่ 25 ก.ย. 2561 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติอนุมัติเปลี่ยนแปลงตำแหน่งข้าราชการระดับสูงในสังกัดกระทรวงพลังงาน 5 ตำแหน่ง ได้แก่ 1.นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช รองปลัดกระทรวงพลังงาน ให้ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) แทนนายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ ซึ่งเกษียณอายุราชการ

    2.นางเปรมฤทัย วินัยแพทย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน  ให้ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ(ชธ.) แทนนายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี ที่เกษียณอายุราชการ

    3.นายยงยุทธ จันทรโรทัย รองปลัดกระทรวงพลังงาน ให้ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) แทนนายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ

    4.ให้นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน

    และ 5.ให้นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน Energy News Center รายงานว่า ในการโยกย้าย นายทวารัฐ ผอ.สนพ. ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน ในครั้งนี้  นั้นเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของคนในวงการพลังงาน ที่แสดงความรู้สึกเสียดาย ในความรู้ความสามารถและความทุ่มเท ของ นายทวารัฐ  เพราะทราบดีว่า ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงนั้น ไม่ได้ถูกมอบหมายให้รับผิดชอบในงานสำคัญ 

    โดยในการทำงานที่ผ่านมานั้น นายทวารัฐ ถือว่าเป็นบุคคลที่มีความเป็นข้าราชการที่มีความโดดเด่น ในการทำงานอย่างมาก โดยเฉพาะการผลักดันนโยบายEnergy 4.0 ที่สอดคล้องกับThailand 4.0 ของรัฐบาล ลงไปสู่ภาคปฏิบัติ  รวมทั้งบทบาทในการระดมความเห็นจากภาคส่วนต่างๆ และการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว หรือ PDP ฉบับใหม่ ซึ่งเป็นแผนที่กำหนดทิศทางพลังงานของประเทศ  ดังนั้นการโยกย้าย นายทวารัฐ จึงถือว่าฝ่ายนโยบาย ทำลายขวัญและกำลังใจของข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถ และมีความตั้งใจทุ่มเทในการทำงาน คนอื่นๆในกระทรวงพลังงาน

  • Date : 25 / 09 / 2018
    ส่งสัญญาณบีบค่าการตลาดดีเซลผู้ค้าน้ำมัน เหลือ1.40 บาทต่อลิตร เพื่อไม่ให้ราคาทะลุ 30บาทต่อลิตร

    กระทรวงพลังงาน ส่งสัญญาณ บีบค่าการตลาดดีเซลผู้ค้าเหลือ 1.40บาทต่อลิตร พร้อมใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปชดเชยลิตรละ 15สตางค์ต่อลิตร แม้ราคาดีเซลจะยังไม่ทะลุเพดาน 30บาทต่อลิตร

    แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สถานการณ์ค่าการตลาดของผู้ค้าน้ำมันในส่วนของดีเซลในขณะนี้ อยู่ที่ประมาณ 1.40 บาทต่อลิตร ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าการตลาดที่เหมาะสมที่ผู้ค้าควรได้รับคือ 1.50-1.60 บาทต่อลิตร โดยรัฐมนตรีพลังงาน ยังคงนโยบายการใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปชดเชยในอัตราลิตรละ 15 สตางค์ต่อลิตร  เพื่อให้ราคาดีเซลหน้าสถานีบริการอยู่ในระดับที่ไม่เกิน 30บาทต่อลิตร  ส่งผลให้กองทุนน้ำมันยังมีเงินไหลออกต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ การใช้เงินกองทุนน้ำมันฯเข้าไปชดเชยราคาดีเซล นั้น  เป็นการดำเนินการตามมติของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มาตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย. 2561 ที่ยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง แม้ปัจจุบันราคาน้ำมันดีเซลจะเริ่มลดลงจาก 29.99 บาทต่อลิตร เหลือ 29.59 บาทต่อลิตร  ที่ยังมีช่องว่างให้ ผู้ค้าสามารถปรับขึ้นราคาเพื่อเพิ่มค่าการตลาดได้ก็ตาม

    สำหรับมติ กบง.เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2561 กำหนดให้นำเงินกองทุนน้ำมันฯไปชดเชยราคาดีเซลในอัตราไม่เกิน 30 สตางค์ต่อลิตร เฉพาะกรณีราคาน้ำมันดิบโลกไม่เกิน 80 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล โดยให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เป็นผู้ประกาศอัตราชดเชยตามความเหมาะสม โดยในวันที่ 5 ก.ย. 2561  สนพ. ได้เริ่มประกาศราคาชดเชยที่ 15 สตางต์ต่อลิตร และยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงจนปัจจุบัน

    ด้านหน่วยวิเคราะห์สถานการณ์พลังงาน บริษัท ไทยออยล์ จำกัด(มหาชน) รายงานราคาน้ำมัน ณ วันที่ 24 ก.ย. 2561 โดยราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 78.28 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลสำเร็จรูปสิงคโปร์อยู่ที่ 93.74 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล โดยไทยออยล์คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเวสเท็กซ์ซัส( WTI )ในสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวอยู่ที่ 70-75 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล และนักวิเคราะห์น้ำมันต่างประเทศคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจแตะระดับ 90 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรลช่วงปลายเดือนธ.ค. 2561 นี้ และอาจแตะ 100 เหรียญสหรัฐฯของต้นปี 2562 ได้ จากอุปทานน้ำมันดิบที่ตึงตัวขึ้นภายหลังมาตรการที่สหรัฐฯจะคว่ำบาตรอิหร่านที่จะมีผลเดือนพ.ย. 2561 นี้   

Date : 24 / 09 / 2018

  • Date : 24 / 09 / 2018
    ผู้ประกอบการ43รายสนใจร่วมประมูล นำเข้าLNG ให้กฟผ.

    กฟผ. เผยผู้ประกอบการ 43 รายทั้งในและต่างประเทศ ยื่นเอกสารแสดงความสนใจร่วมประมูลนำเข้าก๊าซ LNG โควต้าไม่เกิน 1.5 ล้านตันต่อปี คาดคัดเลือกผู้ผ่านคุณสมบัติเสร็จต.ค. 2561 และรู้ผลต้นปี 2562 หวังนำก๊าซฯมาใช้กับโรงไฟฟ้าวังน้อย เล็งนำเข้าล็อตแรกปลายปี 2562

     

    นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการนโยบายและแผนพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยความคืบหน้าการออกประกาศเชิญชวนให้ผู้ผลิตหรือผู้ค้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ยื่นเอกสารแสดงความสนใจเป็นผู้จัดหา LNG ในปริมาณ 1.5 ล้านตันต่อปีให้กับกฟผ.ว่า ได้ปิดการยื่นเอกสารเมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2561 มีผู้ยื่นแสดงความสนใจทั้งสิ้น 43 รายจากทั้งในและต่างประเทศ และคาดว่าจะรู้ผลผู้ที่ผ่านคุณสมบัติในช่วงเดือน ต.ค.2561 หลังจากนั้นจะเริ่มขั้นตอนการประกวดราคาและยื่นเอกสารประกวดราคา ซึ่งคาดว่าจะรู้ผลผู้ชนะประมูลและลงนามสัญญาจัดหา LNG ได้ในช่วงต้นปี 62 เพื่อนำเข้ามาใช้ในโรงไฟฟ้าของ กฟผ.ช่วงปลายปี 2562

     

    ทั้งนี้ กฟผ.และ Fact Global Energy (FGE) ซึ่งเป็นที่ปรึกษาจากยุโรป จะร่วมกันตรวจสอบผู้ที่ผ่านคุณสมบัติ ซึ่งเบื้องต้นจะต้องเป็นผู้ที่ประสบการณ์ในธุรกิจน้ำมันและก๊าซฯ รวมถึงมีความสามารถในการจัดส่งก๊าซฯ เป็นต้น เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าจะได้รับ LNG ตามปริมาณที่ต้องการ หลังจากนั้นจะแจ้งต่อผู้เข้าร่วมแสดงความสนใจก่อนจะเริ่มกระบวนการประกวดราคาต่อไป

     

    สำหรับ LNG ที่จัดหามาได้นั้นจะใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้าใหม่ที่ประสิทธิภาพดีที่สุดของกฟผ.  เบื้องต้นกฟผ.จะใช้สำหรับโรงไฟฟ้าวังน้อย ยูนิต 4 ขนาด 600-700 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นยูนิตใหม่ ที่มีความต้องการใช้ LNG เป็นเชื้อเพลิงราว 7-8 แสนตันต่อปี  หากสามารถจัดหา LNG ได้มากกว่าปริมาณดังกล่าวก็จะนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้าบางปะกง ยูนิตใหม่ด้วย โดยการนำเข้า LNG ล็อตแรกน่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2562

     

    สำหรับเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกผู้จัดหา LNG ให้กับกฟผ.นั้นจะพิจารณาที่ราคาต่ำสุด เพื่อไม่ให้กระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้า โดยกำหนดขั้นต่ำในการจัดส่ง LNG ที่ 8 แสนตันต่อปี และกำหนดเพดานสูงสุดไม่เกิน 1.5 ล้านตันต่อปี ซึ่งเป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่อนุญาตให้กฟผ.จัดหา LNG ในปริมาณ 1.5 ล้านตันต่อปี ส่วนระยะเวลาการนำเข้านั้นขณะนี้ยังไม่ได้ข้อยุติ ซื่งคงต้องมีการเจรจาและสรุปกันอีกครั้ง ก่อนจะออกเอกสารเชิญชวนประมูล (TOR) ด้านราคาต่อไป และหลังการคัดเลือกผู้ชนะประมูลแล้วก็จะนำเสนอต่อกพช. และคณะรัฐมนตรี (ครม.)พิจารณา

  • Date : 24 / 09 / 2018
    สหภาพแรงงานฯปตท.กฟผ. หนุนเปิดประมูลแหล่งก๊าซ เอราวัณ บงกช

    สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ปตท.และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) แสดงจุดยืนให้รัฐเดินหน้าประมูลแหล่งผลิตปิโตรเลียมเอราวัณ และบงกช เพื่อความมั่นคงพลังงานประเทศ  เผยผลหารือร่วมกับรัฐมนตรีพลังงานไม่เห็นด้วยกับการชะลอการประมูล ในขณะสภาพลังงานเพื่อประชาชน ปักหลักชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล ยื่นข้อเสนอให้แก้ไข TOR จากแบ่งปันผลผลิต เป็นระบบจ้างผลิตและตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ

     

    เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2561  สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ได้เดินทางมายื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุนให้ภาครัฐเดินหน้าประมูลแหล่งสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเอราวัณและบงกชต่อไป เพื่อสร้างความมั่นคงพลังงานให้กับประเทศ  

     

    นางสาวอัปสร กฤษณะสมิต ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) หรือ สร.ปตท. กล่าวว่า  สร.ปตท. ได้มายื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อแสดงจุดยืนให้รัฐบาลเร่งตัดสินใจในสิ่งที่จะทำให้ประเทศและประชาชนไม่เสี่ยงกับการขาดแคลนพลังงาน หรือ ตกอยู่ในภาวะที่ต้องใช้พลังงานในราคาที่สูงเกินความจำเป็น เพราะความล่าช้าจะทำให้เสียโอกาสในการนำทรัพยากรของประเทศมาใช้ในเวลาที่เหมาะสม จึงได้ยื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเพื่อให้เดินหน้าประมูลแหล่งผลิตปิโตรเลียมเอราวัณและบงกชต่อไป

     

    “ความไม่เข้าใจเกี่ยวกับภารกิจของ ปตท. และ กิจการด้านพลังงาน ซึ่งมีกลุ่มประชาชนที่มีความเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับการจัดตั้งและสนับสนุนพรรคการเมือง มีความพยายามนำประเด็นทางพลังงานชี้นำสังคมด้วยข้อมูลที่บิดเบือน ทั้งยังมีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแม้ว่าภาครัฐ และ ปตท. รวมถึง สร.ปตท. จะพยายามอธิบายผ่านสื่อสารมวลชนและเครือข่ายต่างๆ ก็ยังคงโต้แย้งและมีประเด็นที่นำมาซึ่งความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความสับสนและข้อขัดแย้งทางความคิด ลิดรอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อผู้รับผิดชอบภาครัฐ  ส่งผลกระทบต่อ ปตท. ดังนั้น สร.ปตท. จึงตัดสินใจนำคณะกรรมการ อนุกรรมการ และ สมาชิก  สร.ปตท. ออกมาเคลื่อนไหวแสดงจุดยืนในครั้งนี้”

     

    นายพนมทวน ทองน้อย รองประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(สร.กฟผ.) กล่าวว่า สร.กฟผ.สนับสนุนให้เดินหน้าประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกช โดยเห็นว่าไทยใช้ก๊าซฯผลิตไฟฟ้าสูงถึงเกือบ 70% ดังนั้นการมีก๊าซฯ จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อความมั่นคงไฟฟ้าประเทศ แต่ต้องการให้การประมูลเป็นธรรม มีธรรมาภิบาล และโปร่งใส เพื่อให้ทุกฝ่ายเกิดความสบายใจ

     

    นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการนโยบายและแผนพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กล่าวว่า   กฟผ.ใช้ก๊าซฯผลิตไฟฟ้า 5 ล้านตันต่อปี จากก๊าซฯในอ่าวไทย การนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) และนำเข้าจากประเทศเมียนมา ดังนั้นหากก๊าซฯในอ่าวไทยผลิตได้ต่อเนื่องจะสร้างหลักประกันให้การผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องด้วย

     

    นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า จากการหารือกับผู้บริหารกระทรวงพลังงานทุกฝ่ายแล้ว ทางกระทรวงพลังงานยืนยันไม่เห็นด้วยกับการชะลอการประมูลแหล่งเอราวัณและบงกช เนื่องจากกระทรวงพลังงานมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง โดยต้องรับเอกสารการประกวดราคาในวันที่ 25 ก.ย. 2561 ตามขั้นตอนที่ดำเนินการมาตั้งแต่เดือนเม.ย. 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

     

     อย่างไรก็ตามในวันนี้(24 ก.ย. 2561) เมื่อเวลา 10.00 น สภาพลังงานเพื่อประชาชนพร้อมด้วย สมาพันธ์รัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย(สรส.) ประมาณ 100 คนนัดรวมตัวกันที่ประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยมีตัวแทนจากสำนักรับเรื่องราวร้องทุกข์ของทำเนียบรัฐบาลออกมารับหนังสือ และผู้ชุมนุมจะปักหลักอยู่ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาลในคืนวันที่ 24 ก.ย. 2561 ต่อไป 

     

    นายนพพร วิสุทธิศักดิ์ชัย ผู้ประสานงานสภาพลังงานเพื่อประชาชน กล่าวหลังการเดินทางไปยื่นหนังสือว่า  จากการที่กระทรวงพลังงานจะเปิดซองประมูลแหล่งบงกช-เอราวัณในวันที่ 25 ก.ย. 2561 ด้วยสัญญาเงื่อนไขการประมูล(TOR)ที่ประเทศไม่ได้ผลประโยชน์สูงสุด ทำให้ต้องลุกขึ้นมาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนไทย โดยในเวลาเดียวกันนี้ก็ได้มีการยื่นหนังสือให้กับผู้ว่าฯทุกจังหวัดทั่วประเทศด้วย ทั้งนี้กลุ่มสภาพลังงานฯจะปักหลักชุมนุมไปจนถึง 25 ก.ย. 2561 นี้ ก่อนที่จะมีการเปิดประมูลแหล่งเอราวัณ-บงกช ว่ารัฐบาลจะสั่งชะลอเรื่องนี้หรือไม่    

     

    โดยข้อเรียกร้องที่สำคัญของกลุ่มสภาพลังงานเพื่อประชาชนนั้น ประกอบด้วย 2 ข้อ คือ 1.ต้องการให้กำหนด TOR แหล่งเอราวัณและบงกชให้เป็นระบบสัญญาจ้างบริการ และตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ(NOC) 2. แก้ไขโครงสร้างราคาพลังงาน ให้ลดราคาก๊าซหุงต้มลง 3 บาทต่อกิโลกรัม และลดราคาน้ำมันสำเร็จรูป 3 บาทต่อลิตร ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายก๊าซหุงต้มและน้ำมันสำเร็จรูปของประชาชนลง 1 แสนล้านบาทต่อปี   

  • Date : 24 / 09 / 2018
    กระทรวงพลังงานประสานเสียงสภาอุตฯ เดินหน้าเปิดประมูลแหล่งก๊าซเอราวัณ บงกช ตามแผน

    รัฐมนตรีพลังงานตั้งโต๊ะแถลงข่าว เดินหน้าเปิดประมูลแหล่งเอราวัณ-บงกช ตามขั้นตอนที่กำหนด ชี้รัฐได้ประโยชน์ในรูปค่าภาคหลวง ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม และ ส่วนแบ่งกำไร ประมาณ 800,000 ล้านบาท ก่อให้เกิดการลงทุนหมุนเวียนในประเทศอีกประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท  ในขณะที่ตัวแทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุ หากการประมูลล่าช้าไปมากกว่านี้จะกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมเพราะค่าไฟจะสูงขึ้น และอุตสาหกรรมเป้าหมายในระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ก็จะไม่เกิดขึ้น  

    เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2561 นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  พร้อมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพลังงาน เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ถึงเหตุผลในการเดินหน้าเปิดการประมูลแหล่งเอราวัณ-บงกช

    โดยนายศิริ กล่าวว่า  การประมูลแหล่งเอราวัณ-บงกชในครั้งนี้  จะสามารถสร้างผลประโยชน์ให้รัฐในรูปค่าภาคหลวง ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม และ ส่วนแบ่งกำไร ประมาณ 800,000 ล้านบาท ตลอดจนก่อให้เกิดการจ้างงานพนักงานคนไทย ในสัดส่วน 80% ในปีแรก และอย่างน้อย 90% ในปีที่ 5 ตามเงื่อนไขหลักสำคัญที่ระบุไว้ใน TOR นอกจากนั้น ยังช่วยลดการนำเข้าก๊าซแอลพีจีได้ประมาณ 22 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ  4.6 แสนล้านบาท และยังก่อให้เกิดการลงทุนหมุนเวียนในประเทศอีกประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท

    ทั้งนี้ แหล่งปิโตรเลียมทั้ง 2 แหล่งเป็นแหล่งพลังงานหลักที่สามารถผลิตก๊าซธรรมชาติได้มากกว่า 70% ของประเทศ และกำลังสิ้นสุดอายุสัมปทานในปี 2565 ซึ่งเมื่อสิ้นอายุสัมปทานแล้วไม่สามารถต่ออายุกับผู้ดำเนินงานรายเดิมได้อีก ตามแผนงานเดิมต้องดำเนินงานให้ได้ผู้ประกอบการรายใหม่ให้แล้วเสร็จก่อน 5 ปีสุดท้ายก่อนสิ้นอายุสัมปทานในปี 2565 ขณะนี้เหลือเวลาเพียงแค่ 3 ปี และในปี 2563 จะต้องเลือกแท่นที่มีศักยภาพในการดำเนินงานและทำการส่งมอบให้ผู้ประกอบการที่ดำเนินการต่อ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 278 แท่น จึงถือว่าเป็นเรื่องที่จะต้องทำให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นอายุสัมปทาน หากล่าช้าไปกว่านี้จะทำให้ไม่สามารถส่งมอบทรัพย์สินให้ผู้ประกอบการที่มาดำเนินการต่อได้ทันเวลา และวันที่ 25 กันยายน 2561 นี้เป็นเพียงวันที่รับมอบข้อเสนอเท่านั้น ส่วนระบบสัญญา PSC ที่นำมาใช้ในการประมูลครั้งนี้ได้มีการศึกษา โดยพิจารณาอย่างรอบคอบ และได้ทำการชี้แจงมาโดยตลอด ดังนั้น เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างสูงสุด กระทรวงพลังงานจึงต้องเดินหน้ารับข้อเสนอการประมูลในระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิตตามกำหนดการที่ได้ประกาศไว้

    ที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานได้ดำเนินการเปิดประมูลเป็นการทั่วไปตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2559 โดยให้มีการปรับแก้กฎหมายพระราชบัญญัติปิโตรเลียมโดยเพิ่มระบบแบ่งปันผลผลิต (PSC) และระบบจ้างบริการ (SC) เข้าไปด้วย นอกเหนือจากระบบสัมปทาน พร้อมทั้งการออกกฎหมายลำดับรอง ซึ่งผ่านกระบวนการต่างๆ ตามขั้นตอนมาโดยลำดับ

    ซึ่ง ในส่วนของขั้นตอนการเปิดประมูล เป็นการเปิดประมูลตามมาตรฐานสากล ที่โปร่งใสโดยกระทรวงพลังงานได้เริ่มประกาศเชิญชวนเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 และมีการประกาศเงื่อนไขการประมูลผ่านทางเว็บไซต์ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ โดยนักลงทุนที่สนใจสามารถดาวน์โหลดได้จากทั่วโลก

    หลังจากนั้น กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ได้เปิดห้อง Data Room ให้ผู้เข้าร่วมประมูลได้ศึกษาข้อมูลแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G1/61(เอราวัณ) และ G2/61  (บงกช) อย่างเท่าเทียมกัน เพื่อจัดทำข้อเสนอด้านเทคนิคและผลประโยชน์ตอบแทนรัฐ

     ในวันที่ 25 กันยายน 2561 นี้ กำหนดให้ผู้ที่มีสิทธิเข้าร่วมการประมูลที่ผ่านหลักเกณฑ์ตามขั้นตอนต่าง ๆ เข้ายื่นแผนการดำเนินงาน งบประมาณการลงทุน ข้อเสนอทางด้านเทคนิค และผลประโยชน์ตอบแทนรัฐ ตามเงื่อนไขหลักสำคัญที่ระบุไว้ ใน TOR เพื่อการได้รับคัดเลือกเป็นผู้ดำเนินการสำรวจ พัฒนาและผลิตก๊าซธรรมชาติ ร่วมกับภาครัฐให้เกิดความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ โดยจะต้องยื่นเอกสารจำนวน 4   ซองด้วยกันประกอบด้วย

              ซองที่ 1 เป็นซองด้านคุณสมบัติของผู้ประกอบการปิโตรตามกฎหมาย

             ซองที่ 2 การยอมรับเงื่อนไขให้ภาครัฐเข้าร่วมในสัดส่วน 25%

             ซองที่ 3 ข้อเสนอทางเทคนิค ซึ่งประกอบด้วยแผนการลงทุน แผนการพัฒนาแหล่ง แผนช่วงรอยต่อ และแผนบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม

             ซองที่ 4 ซองด้านผลประโยชน์ตอบแทนรัฐ

             ภายหลังจากยื่นซองแล้วจะใช้เวลาพิจารณา 2  เดือน และคาดว่าจะสามารถนำเสนอคณะกรรมการปิโตรเลียมได้ในปลายเดือนพฤศจิกายน 2561

    ในขณะที่วันเดียวกัน  นายบวร วงศ์สินอุดม รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้เดินทางเข้าพบกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อ แสดงจุดยืน สนับสนุนกระทรวงพลังงานเดินหน้าเปิดประมูลแหล่งเอราวัณ-บงกช  พร้อมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ว่า  หากการประมูลล่าช้าไปมากกว่านี้จะกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมเพราะค่าไฟจะสูงขึ้น และอุตสาหกรรมเป้าหมายในระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) ก็จะไม่เกิดขึ้น   ซึ่งห่วงโซ่การใช้ประโยชน์โดยตรงที่ประเทศได้รับจากแหล่งเอราวัณและแหล่งบงกช ไม่ใช่แค่เรื่องความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศ แต่รวมถึงเป็นรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

    เนื่องจากปัจจุบัน ประเทศไทยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้ามากถึง 60% ถ้าหากไม่สามารถดำเนินการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง ก็จะไม่มีก๊าซธรรมชาติเพียงพอให้ผลิตไฟฟ้าตามความต้องการของคนในประเทศได้  รวมทั้งยังมีผลกระทบต่อเนื่องถึงการขาดแคลนก๊าซ LPG และวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

  • Date : 24 / 09 / 2018
    เชฟรอนปัดข้อกล่าวหาค้าน้ำมันเถื่อน ยันทำตามกฎหมายและคำวินิจฉัยของเจ้าหน้าที่รัฐ

    บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ออกแถลงการณ์คำชี้แจงของบริษัทฯ กรณีถูกกล่าวหาว่าค้าน้ำมันเถื่อน โดยยืนยันว่าได้ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับเกี่ยวกับการจ่ายภาษีอากร ของน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ในเรือขนส่งวัสดุและอุปกรณ์ในอ่าวไทย ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่รัฐมาโดยตลอด

    และเชฟรอนได้ให้ความร่วมมือกับภาครัฐ ในประเด็นเกี่ยวกับการตีความที่แตกต่างกันของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของเจ้าหน้าที่รัฐมาโดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ที่ผ่านมา นายธีระชัย ภูวนารถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้โพสต์ข้อความใน  เฟซบุ๊กเป็นจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของเชฟรอนก่อนการเปิดให้ยื่นซองประมูลแข่งขันเข้าดำเนินการในแหล่งปิโตรเลียมแหล่งเอราวัณและบงกชในวันพรุ่งนี้ ( 25 ก.ย.) โดยอ้างว่ากรณีภาษีน้ำมันที่นำไปใช้ในแท่นขุดเจาะ อาจจะเข้าข่ายเป็นการค้าน้ำมันเถื่อน

     

Date : 23 / 09 / 2018

  • Date : 23 / 09 / 2018
    อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ลั่น ประมูลแหล่งก๊าซ เอราวัณ บงกช " รัฐถอยไม่ได้อีกแล้ว"

    อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ลั่น  รัฐถอยไม่ได้อีกแล้ว กับการเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียม เอราวัณ บงกช  ยืนยันวันเปิดรับข้อเสนอ 25 ก.ย.นี้ และกำหนดวันที่ 25 ธ.ค.2561 ประกาศผลผู้ชนะการประมูล  ในขณะที่ตัวแทนภาคอุตสาหกรรมและนักวิชาการด้านปิโตรเลียม ประกาศหนุนรัฐบาลเดินหน้าตามแผนเพื่อเรียกศรัทธานักลงทุน ระบุหากการผลิตก๊าซไม่ต่อเนื่องส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบเศรษฐกิจ

    นายวีระศักดิ์  พึ่งรัศมี  อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการเปิดประมูลขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G1/61(แหล่งเอราวัณ) และG2/61(แหล่งบงกช) ในรูปแบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต(PSC) ว่า ในวันที่ 25 ก.ย. 2561 นี้ จะเป็นวันที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดให้เอกชนที่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้นในการเป็นโอเปอเรเตอร์  แปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G1/61(แหล่งเอราวัณ) และG2/61(แหล่งบงกช) ยื่นข้อเสนอด้านต่างๆ รวมทั้งหมด 4 ซองคือ ซองที่ 1 เป็นซองด้านคุณสมบัติของผู้ประกอบการปิโตรตามกฎหมาย ซองที่ 2 การยอมรับเงื่อนไขให้ภาครัฐเข้าร่วมในสัดส่วน 25 % ซองที่ 3 ข้อเสนอทางเทคนิค ซึ่งประกอบด้วยแผนการลงทุน แผนการพัฒนาแหล่ง แผนช่วงรอยต่อ และแผนบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ซองที่ 4 ซองด้านผลประโยชน์ตอบแทนรัฐ

    นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า หลังจากที่เอกชนยื่นข้อเสนอแผนต่างๆในวันที่ 25 ก.ย. แล้ว ในวันที่ 26 ก.ย. ทางคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการปิโตรเลียม จะมีการเปิดซองเทคนิค ซองข้อเสนอให้รัฐมีส่วนร่วม และซองคุณสมบัติ ของผู้เข้าร่วมประมูล ซึ่งหาก ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดทั้ง 3 ซอง จึงจะนำเสนอคณะกรรมการปิโตรเลียม เพื่อพิจารณาเปิดซองที่ 4 คือข้อเสนอด้านราคาและผลประโยชน์ตอบแทนรัฐ และนำเสนอผลการประมูลต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบตามลำดับต่อไป โดยตามแผนที่กำหนดไว้นั้น จะมีการประกาศรายชื่อเอกชนผู้ชนะการประมูลในวันที่ 25 ธ.ค. 2561  หลังจากนั้น ภายในเดือน ก.พ. 2562 กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จะมีการลงนามกับเอกชนผู้ชนะการประมูลภายใต้ระบบสัญญา PSC  ต่อไป

    “อยากจะย้ำให้เข้าใจว่ารัฐไม่สามารถที่จะถอยได้อีกแล้ว เพราะขั้นตอนต่างๆที่กำหนดไว้ หากถูกขยับเลื่อนออกไปได้อีก จะทำให้กระบวนการประมูลไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในรัฐบาลชุดนี้  และหากต้องไปเริ่มต้นกระบวนการเปิดประมูลใหม่ก็เชื่อว่าจะใช้เวลาเตรียมการไม่น้อยกว่า 3 ปี ซึ่งจะทำให้กระบวนการผลิตก๊าซจากทั้งแหล่งเอราวัณและบงกช ที่คิดเป็นสัดส่วนกว่70% ของปริมาณก๊าซในอ่าวไทย ไม่มีความต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าและระบบเศรษฐกิจของประเทศต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ "  นายวีระศักดิ์ กล่าว

    สำหรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการให้คะแนนในข้อเสนอต่างๆ นั้น กำหนดน้ำหนักในการพิจารณาข้อเสนอของผู้ประมูลที่สำคัญ คือ ข้อเสนอในการขายก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ให้กับรัฐในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด ส่วนนี้มีน้ำหนัก 65% ข้อเสนอผลประโยชน์ตอบแทนให้รัฐไม่ต่ำกว่า 50% ของปริมาณการผลิตกำหนดน้ำหนักไว้ที่ 25% และข้อเสนอผลตอบแทนพิเศษให้รัฐ เช่น Bonus การผลิต มีน้ำหนัก 5% และข้อเสนอในการจ้างคนไทยเข้าทำงานปีแรกไม่ต่ำกว่า 80% ของพนักงานทั้งหมด และเพิ่มขึ้นเป็น 90% ภายใน 5 ปี มีน้ำหนักของการให้คะแนน 5%

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center -ENC ) รายงานว่า ก่อนหน้านี้ ทั้งนักวิชาการด้านปิโตรเลียมและภาคอุตสาหกรรม ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นสนับสนุนให้รัฐบาลเดินหน้าการเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ และบงกช ให้สำเร็จตามแผนที่วางไว้  โดยในงานสัมมนาที่จัดขึ้นโดยชมรมรวมพลคนน้ำมัน  นั้น นายบวร วงศ์สินอุดม รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) แสดงความเห็นว่า ภาครัฐจึงต้องเรียกศรัทธานักลงทุนให้กลับมาโดยเร็ว และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายช่วยกันทำให้การประมูลครั้งนี้ผ่านพ้นไปให้ได้เพราะถือว่ามีความสำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงานและระบบเศรษฐกิจของประเทศ  โดยหากการผลิตก๊าซฯจากแหล่งบงกชและเอราวัณไม่สามารถผลิตได้ต่อเนื่อง จะทำให้ก๊าซฯหายไปจากทั้งสองแหล่งดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่ธุรกิจทั้งระบบ อาทิ การผลิตไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซฯเป็นเชื้อเพลิง ธุรกิจปิโตรเคมี เม็ดพลาสติก จนถึงผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(SME) และแรงงานในระบบ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 4.5 แสนล้านบาทต่อปี และที่สำคัญจะทำให้โรงไฟฟ้าจะขาดก๊าซฯ มาผลิตไฟฟ้ารวมกว่า 2,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน (ปัจจุบันแหล่งเอราวัณผลิตก๊าซฯอยู่ 1,240 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และแหล่งบงกชผลิตอยู่ 870 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน รวม 2,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน คิดเป็นสัดส่วน 50% ของการผลิตก๊าซฯทั้งประเทศ) ซึ่งจะกระทบการผลิตไฟฟ้าประมาณ 10 โรง ขนาดโรงละ 1,200 เมกะวัตต์  รวมทั้งยังส่งผลกระทบต่อนโยบายระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) ของรัฐบาลที่จะประสบปัญหาไม่มีไฟฟ้าใช้ด้วย

    ส่วน ผศ.ดร.ฐิติศักดิ์ บุญปราโมทย์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า  หากรัฐไม่สามารถเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกชได้ตามแผน จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปิโตรเลียมต้นน้ำและทำให้ไทยเสียศักยภาพด้านการแข่งขันในตลาดอาเซียน

    อย่างไรก็ตาม ในฝั่งของกลุ่มที่คัดค้านการประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกช  ซึ่งรวมกลุ่มกันเป็นสภาพลังงานเพื่อประชาชน และเคลื่อนไหวเป็นแนวร่วมเดียวกันกับแกนนำพรรคพลังธรรมใหม่นั้น ได้นัดหมายชุมนุมกันที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 24 ก.ย. 2561 เพื่อยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลเลื่อนการประมูลออกไปก่อน  และให้เปลี่ยนระบบการประมูลจาก PSC มาเป็นระบบจ้างผลิต และเสนอให้มีการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ หรือ NOC