ข่าวทั้งหมด

Date : 10 / 10 / 2018

  • Date : 10 / 10 / 2018
    "กุลิศ"เตรียมนัดหารือ กกพ.ผลักดันเปิดเสรีโซลาร์รูฟท็อปและก๊าซธรรมชาติ

    ปลัดกระทรวงพลังงาน เตรียมนัดหารือคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) หวังผลักดันแก้ไขกฎระเบียบให้เอื้อต่อการเปิดเสรีโซลาร์รูฟท็อปและธุรกิจก๊าซธรรมชาติ

    นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะทำงานพิเศษประสานเชื่อมโยงคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะกรรมการปฏิรูปประเทศกระทรวงพลังงาน ครั้งที่4/2561ว่า คณะทำงานฯ ได้หารือและติดตามการดำเนินงานในแต่ละโครงการ เพื่อให้สอดคล้องกับแผนปฏิรูปประเทศด้านพลังงานใน 6 ด้าน 17 ประเด็น ตามที่คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานได้มีข้อเสนอไว้

    โดยมีงานที่ต้องขับเคลื่อนให้เกิดผลให้ทางปฏิบัติโดยเร็ว เช่น การปฏิบัติตาม Code of Conduct ที่จะต้องตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูแลและร่างหลักเกณฑ์ต่างๆ เพื่อแบ่งแยกภารกิจให้เกิดความชัดเจนระหว่างหน่วยงาน เช่น ผู้กำหนดนโยบาย,ผู้กำกับดูแล(regulator) และผู้ดำเนินการ( operator) เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.), บริษัท ปตท.จำกัด( มหาชน) เป็นต้น รวมถึงเรื่องการเปิดให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการรับฟังความคิดเห็น ที่ต้องเดินตามข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปฯ

    ทั้งนี้ในเร็วๆนี้ กระทรวงพลังงานเตรียมนัดหารือกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) เพื่อประสานการทำงานต่างๆให้เป็นไปตามนโยบายที่นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้กำหนดไว้และสอดรับกับแนวทางของแผนปฏิรูปฯ โดยเฉพาะการเปิดเสรีธุรกิจพลังงาน ทั้งการเปิดเสรีการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อปเสรี) การเปิดเสรีกิจการก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น เพื่อผลักดันนโยบายต่างๆไปสู่การปฏิบัติ ดังนั้น กกพ.จะต้องออกกฎระเบียบให้สอดรับกับแนวทางปฏิบัติ ซึ่งอาจจะต้องมีการแก้ไขกฎหมาย หรือกฎระเบียบต่างๆ

    สำหรับแผนปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน 6 ด้าน ได้แก่ 1.การบริหารจัดการพลังงาน 2.ไฟฟ้า 3.ปิโตรเลียมและปิโตรเคมี 4.สนับสนุนพลังงานทดแทน 5.การอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และ 6.เทคโนโลยีนวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน

    นายกวิน ทังสุพานิช กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน กล่าวว่า คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานที่มีนายพรชัย รุจิประภา เป็นประธาน อยู่ระหว่างนัดหมายเพื่อเข้าหารือกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ชุดใหม่ ในประเด็นเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติงานให้สอดรับกับแผนปฏิรูปฯ โดยเฉพาะการเปิดเสรีกิจการพลังงานทั้งระบบ เช่น การเปิดเสรีธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ที่กกพ.ได้จัดทำข้อกำหนดการเปิดให้ใช้หรือเชื่อมต่อระบบส่งก๊าซธรรมชาติและสถานี LNG แก่บุคคคลที่ 3 (LNG Terminal TPA Code) เพื่อเปิดให้มีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)แล้ว แต่ในทางปฏิบัติถือว่ายังไม่เอื้อให้เกิดการเข้ามาแข่งขันของภาคเอกชนรายอื่น

Date : 09 / 10 / 2018

  • Date : 09 / 10 / 2018
    เวทีรัฐมนตรีพลังงานอาเซียนปลายต.ค.นี้ คาดขยายความร่วมมือซื้อไฟฟ้าพหุภาคีเพิ่มมากกว่า3ประเทศ

    เวทีรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน ครั้งที่ 36 ในวันที่ 29-30 ต.ค. 2561 นี้ คาดขยายกรอบความร่วมมือการซื้อขายไฟฟ้าพหุภาคีเพิ่มมากกว่า 3 ประเทศ หลังกัมพูชา เมียนมา และสิงคโปร์ ติดต่อสนใจเข้าร่วม พร้อมเพิ่มปริมาณการซื้อขายอีก 100 เมกะวัตต์

    แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ในการประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน (ASEAN Ministers on Energy Meetings - AMEM) ครั้งที่ 36 ในปี 2561 นี้จะจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 29-30 ต.ค. 2561 ที่ประเทศสิงคโปร์เป็นเจ้าภาพ จะมีการหารือในหัวข้อสำคัญเกี่ยวกับความร่วมมือพหุภาคีด้านไฟฟ้า ในโครงการซื้อขายไฟฟ้า สปป.ลาว-ไทย-มาเลเซีย ( LTM on Power Integration Project ) ซึ่งได้นำร่องโครงการเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2561 ที่ผ่านมา ภายใต้กรอบ 100 เมกะวัตต์ โดยที่ผ่านมาสามารถดำเนินการได้จริง 90 กิกะวัตต์ต่อชั่วโมง

    อย่างไรก็ตามคาดว่าโครงการดังกล่าวจะขยายความร่วมมือไปยังประเทศอื่นๆ และเพิ่มกรอบการซื้อขายไฟฟ้ามากกว่า 100 เมกะวัตต์ได้ เนื่องจากที่ผ่านมา ประเทศสิงคโปร์ กัมพูชาและเมียนมา ได้เข้ามาหารือกับไทยเพื่อต้องการเข้าร่วมโครงการดังกล่าวด้วย เนื่องจากกัมพูชาและเมียนมามีกำลังผลิตไฟฟ้าในประเทศไม่เพียงพอ ขณะที่สิงคโปร์ เห็นว่าการซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว ผ่านสายส่งไฟฟ้าของไทย จะมีค่าไฟฟ้าที่ถูกกว่าการผลิตในสิงคโปร์เอง โดยไฟฟ้าจาก สปป.ลาวเป็นไฟฟ้าพลังน้ำซึ่งมีต้นทุนต่ำราคาอยู่ที่ประมาณกว่า 2 บาทต่อหน่วยเท่านั้น

    นอกจากนี้จะมีการหารือเกี่ยวกับ Digitalization ขับเคลื่อนพลังงานอาเซียน หรือการปรับกระบวนการด้านพลังงานอาเซียนเข้าสู่ดิจิทัล เนื่องจากปัจจุบันดิจิทัลเข้ามามีบทบาทต่อวงการพลังงานมากขึ้น พร้อมกันนี้จะมีการหารือถึง แผนความร่วมมือ 7 สาขาพลังงานอาเซียน ได้แก่

    (1) การเชื่อมโยงระบบสายส่งไฟฟ้าของอาเซียน (ASEAN Power Grid : APG) (2) การเชื่อมโยงท่อส่งก๊าซธรรมชาติของอาเซียน (Trans-ASEAN Gas Pipeline : TAGP) (3) เทคโนโลยีถ่านหินและถ่านหินสะอาด (4) พลังงานที่นำมาใช้ใหม่ได้ (Renewable Energy : RE) (5) การสงวนรักษาและประสิทธิภาพของพลังงาน (6) นโยบายและการ วางแผนพลังงานภูมิภาค และ (7) พลังงานนิวเคลียร์ 

    สำหรับการประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียนในปี 2561 นี้ ประเทศสิงคโปร์เป็นประธานการประชุม ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทย จะทำหน้าที่รองประธานการประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน เนื่องจากในปี 2562 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม

Date : 08 / 10 / 2018

  • Date : 08 / 10 / 2018
    พพ.โชว์เอกสารส่งมอบโครงการโซลาร์เซลล์เกาะลิบง มูลค่า80ล้านให้ อบต.ไปแล้วตั้งแต่ปี2553

    กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.)ปฏิเสธไม่ได้ทิ้ง โครงการระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนเกาะลิบง อ.กันตรัง จ.ตรัง โดยโชว์หนังสือส่งมอบ ให้กับ “อบต.” เกาะลิบงตั้งแต่ปี 2553  ดังนั้น หน้าที่การบำรุงรักษาทรัพย์สินทั้งหมดจึงไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของ พพ.  แต่พร้อมให้คำปรึกษาทางเทคนิคหากต้องมีการซ่อมบำรุงรักษาโรงไฟฟ้า

    นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) เปิดเผยถึงกรณีชาวบ้านเกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง เรียกร้องให้ กรมฯพพ. เข้าไปแก้ไขอาคารโซลาร์เซลล์ที่ก่อสร้างในเกาะลิบง ตั้งแต่เมื่อปี 2543 แต่ปัจจุบันถูกปล่อยทิ้งให้ชำรุด ทั้งที่ใช้งบก่อสร้าง 80 ล้านบาทว่า พพ.ได้ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์เกาะลิบง ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง จริงแต่ได้ส่งมอบทรัพย์สินของโครงการดังกล่าวให้กับองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะลิบง ไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 2553 โดยตัวเขาเองเป็นผู้ส่งมอบและมีนายชูศักดิ์ ชุมคง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะลิบง เป็นผู้รับมอบ

    อย่างไรก็ตามยืนยันว่าในช่วงที่ส่งมอบนั้น อุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ดังกล่าวเป็นอุปกรณ์ที่สมบูรณ์ ไม่มีความเสียหายใดๆ โดยในบันทึกการส่งมอบและรับของ เมื่อปี 2554  ได้ระบุว่า ผู้รับมอบได้ทำการตรวจสอบทรัพย์สินทั้งหมดแล้วปรากฎว่าถูกต้องครบถ้วนและอยู่ในสภาพใช้งานได้ทั้งหมด และผู้รับมอบต้องเป็นผู้รับผิดชอบดูแลบำรุงรักษาทรัพย์สินทั้งหมด

    สำหรับโครงการดังกล่าวเป็นการร่วมมือระหว่าง พพ. กับองค์การพัฒนาพลังงานใหม่ และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (NEDO) ประเทศญี่ปุ่น และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ตั้งแต่ปี 2543 ด้วยงบประมาณ 80 ล้านบาท แต่เมื่อโครงการความร่วมมือสิ้นสุดลงในปี 2547  ก็ได้มีการปรับปรุงระบบใหม่เพื่อผลิตไฟฟ้าให้เชื่อมต่อกับระบบสายส่งของ  PEA จนแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี 2553 และได้ดำเนินการมอบโอนทรัพย์สิน ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ให้กับองค์การบริหารส่วนตำบล ลิบง เป็นผู้ดูแลบำรุงรักษาทรัพย์สินทั้งหมด ตั้งแต่วันที่ 24 ธ.ค. 2553

    “เราได้โอนความรับผิดชอบการดูแลบำรุงรักษาทรัพย์สินทั้งหมดของโครงการนี้ไปแล้วโดยได้มีการลงนามกับนายกอบต.ลิบงเพื่อรับมอบเป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ 24 ธ.ค. 2553 ดังนั้นภารกิจการซ่อมบำรุงเป็นหน้าที่ของอบต.เกาะลิบงที่จะต้องพิจารณาดำเนินการ ทั้งนี้หาก อบต.เกาะลิบงประสงค์ที่จะซ่อมบำรุงรักษาระบบ พพ.ก็ยินดีที่จะให้คำปรึกษาทางเทคนิคต่อไป” นายประพนธ์ กล่าว

    สำหรับโครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้โครงการวิจัยสาธิตระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์เชื่อมกับระบบผลิตไฟฟ้าเครื่องยนต์ดีเซลของ PEA  กำลังการผลิตรวมของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์  มีขนาด 85 กิโลวัตต์ ซึ่งประกอบด้วยระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบย่อย จำนวน 2 ชุด    (ชุดที่ 1 ขนาดกำลังการผลิต 41.52 กิโลวัตต์ และชุดที่ 2 ขนาดกำลังการผลิต 43.56 กิโลวัตต์) และโครงการฯ ได้สิ้นสุดลง เมื่อเดือน มี.ค. 2547

    ต่อมาปี พ.ศ. 2551 พพ. ได้ตรวจสอบการทำงานของระบบฯ พบว่า ระบบฯ มีสภาพชำรุดไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบจำหน่ายของ PEA ได้เนื่องจากระบบฯ มีการใช้งานมาระยะหนึ่ง และอุปกรณ์ที่ใช้ในการติดตั้งเป็นอุปกรณ์ที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเมื่อเกิดการชำรุดฯ ไม่สามารถซ่อมแซมภายในประเทศได้ เพื่อให้ระบบฯ สามารถใช้งานได้จึงได้พิจารณาแนวทางเพื่อดำเนินการในสองส่วนได้แก่ การดำเนินการรื้อถอนระบบฯ ในชุดที่ 2 กำลังการผลิต 43.56 กิโลวัตต์ และการปรับปรุงระบบฯ ในชุดที่ 1 กำลังการผลิต 41.52 กิโลวัตต์

    ปี พ.ศ. 2552 พพ. ได้ดำเนินการรื้อถอนระบบฯ ของชุดที่ 2 ขนาดกำลังการผลิต 43.56 กิโลวัตต์ โดยปัจจุบัน พพ. ได้นำแผงเซลล์แสงอาทิตย์ในบางส่วนที่ได้จากการรื้อถอนไปใช้ประโยชน์ในการสนับสนุนให้กับหน่วยงานอื่นรวมถึงการติดตั้งสำหรับใช้ใน พพ. และต่อมาในปี พ.ศ. 2553 พพ. ได้ดำเนินการมอบโอนทรัพย์สินฯ ดังกล่าว ให้กับทางองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะลิบง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง เป็นผู้รับผิดชอบดูแล บำรุงรักษา ทรัพย์สินทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว

  • Date : 08 / 10 / 2018
    กฟผ.เชิญชวนผู้ประกอบการร่วมประกวดราคางานจ้างก่อสร้างและปรับปรุงสถานีไฟฟ้าแรงสูง115kv

    กฟผ. เชิญชวนผู้ประกอบการร่วมประกวดราคางานจ้างก่อสร้างและปรับปรุงสถานีไฟฟ้าแรงสูง 115 kV. ผาจุก สิริกิติ์ และ อุตรดิตถ์ เสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้าในภาคเหนือของประเทศไทย โดยผู้สนใจสามารถตรวจสอบคุณสมบัติ และขอซื้อเอกสารประกวดราคาได้ตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2561ถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 นี้

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC ) รายงานว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ออกประกาศเชิญชวนผู้ประกอบการประกวดราคางานจ้างก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูง 115 กิโลโวลต์ ผาจุก รวมถึงงานจ้างปรับปรุงสถานีไฟฟ้าแรงสูง 115 กิโลโวลต์ สิริกิติ์ และ อุตรดิตถ์ สำหรับงานระบบส่งไฟฟ้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนผาจุก จ.อุตรดิตถ์ เพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้าในภาคเหนือของประเทศไทย โดยผู้สนใจสามารถตรวจสอบคุณสมบัติ และขอซื้อเอกสารประกวดราคาได้ตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2561 ถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 ในวันทำการระหว่างเวลา 08.00 – 15.00 น. หรือสอบถามเพิ่มเติมทางโทรศัพท์ 0 2436 0242 และ อีเมล์ http://procurement.tse@egat.co.th ทั้งนี้ สามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มลงทะเบียนผู้ซื้อเอกสารประกวดราคาได้ที่ http://www4.egat.co.th/fprocurement/biddingeng/

Date : 04 / 10 / 2018

  • Date : 04 / 10 / 2018
    กองทุนน้ำมันฯอุดหนุนดีเซล 1บาทต่อลิตรแล้ว ซีอีโอ ปตท.ยอมได้ค่าการตลาดต่ำชั่วคราว

    กองทุนน้ำมันฯอุดหนุนดีเซลแตะ1บาทต่อลิตรแล้ว  ซีอีโอ ปตท. ยอมรับค่าการตลาดดีเซล ต่ำกว่า 1.50 บาทต่อลิตรแล้ว แต่ใช้กำไรจากธุรกิจ Non Oil  มาช่วยพยุงไปก่อนชั่วคราว รอกระทรวงพลังงานส่งสัญญาณขยับราคา

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC ) รายงานว่า บริษัทปตท.น้ำมันและการค้าปลีกจำกัด (มหาชน) หรือ PTTOR   และบริษัทบางจากฯ ได้ประกาศปรับราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์เพิ่มขึ้น 0.40 บาทต่อลิตร เว้น E85 เพิ่มขึ้น 0.20 บาทต่อลิตร ส่วน ดีเซล  และ ดีเซลพรีเมี่ยม ยังคงราคาเดิม ที่29.89 บาทต่อลิตร และ 32.89 บาทต่อลิตร มีผล 5 ต.ค. 2561 เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป   

    โดยการที่ยังไม่มีการรปรับขึ้นราคาดีเซลครั้งนี้เนื่องจากผู้ค้าน้ำมันยอมได้รับค่าการตลาดที่ลดลง และส่วนหนึ่งเป็นการนำเงินจากกองทุนน้ำมันเข้ามาชดเชย โดย ประกาศคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ  กบง. ฉบับที่ 64/2561 ลงวันที่ 4  ต.ค 2561 ได้ปรับเพิ่มอัตราการชดเชยน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว จากเดิม -0.90 บาทต่อลิตร  เป็น -1.00 บาทต่อลิตร  มีผลวันที่ 5  ต.ค 2561  ซึ่งเต็มเพดานที่ กบง.เคยมีมติเอาไว้  ทำให้มีเงินไหลออกจากการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงฯ จากการเข้าไปชดเชยราคาไม่น้อยกว่า 60 ล้านบาทต่อวันแล้ว

    ทั้งนี้ ข้อมูล ณ วันที่ 30 ก.ย. 2561 กองทุนน้ำมันฯ เหลือเงินสุทธิ 25,142 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมัน 29,212 และบัญชี LPG ติดลบ 4,071 ล้านบาท

    ด้าน นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากปัญหาสหรัฐฯเตรียมคว่ำบาตรทางการค้ากับอิหร่านในเดือนพ.ย. 2561 นี้ โดย ปตท.คาดว่าราคาน้ำมันปี 2561 นี้จะอยู่ระดับ 80-90 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ขณะที่ค่าการตลาด ปตท. ปัจจุบันอยู่ระดับต่ำกว่า 1.50 บาทต่อลิตร  แต่เนื่องจาก ปตท.ยังมีรายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน (Non-oil) มาช่วยเสริมทำให้การค้าน้ำมันยังพอดำเนินต่อไปได้  โดย แม้ค่าการตลาดจะต่ำแต่ปตท. ยังต้องช่วยดูแลภาพรวมของสังคมในช่วงนี้เป็นพิเศษต่อไปก่อน

    ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีพลังงาน ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า หากราคาน้ำมันดิบโลกดูไบขยับไปถึง 90-100 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรลในระยะสั้น กระทรวงพลังงานจะต้องกลับมาพิจารณามาตรการใหม่ที่เหมาะสม ซึ่งอาจขยับราคาน้ำมันดีเซลเกิน 30 บาทต่อลิตรก็เป็นได้ 

  • Date : 04 / 10 / 2018
    PTTOR ร่วมมือ 9 แบงก์รัฐ ไปรษณีย์ไทย หนุนปั๊ม ปตท. เป็นศูนย์การเงินและศูนย์กระจายสินค้าชุมชน

    PTTOR จับมือ 9 แบงก์รัฐและบริษัทไปรษณีย์ไทย  ผลักดันปั๊ม ปตท. ให้เป็นศูนย์รวมในการให้บริการธุรกรรมทางการเงินแบบ One Service  และเป็นศูนย์กระจายสินค้าชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน  รองรับกลุ่มลูกค้าแบงก์รัฐที่มีอยู่กว่า 46.5 ล้านรายทั่วประเทศ

    วันนี้ (4 ตุลาคม 2561) ที่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์สำนักงานใหญ่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการลงนามความร่วมมือระหว่างผู้บริหารบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีกจำกัด (มหาชน) (ปตท.) บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทั้ง 9 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย(บตท.) ในการใช้พื้นที่ปั๊ม ปตท.เป็นศูนย์รวมในการให้บริการธุรกรรมทางการเงินแบบ One Service เพื่อให้ประชาชนกว่า 46.5 ล้านรายที่เป็นลูกค้าของธนาคารของรัฐ  เข้าถึงบริการการเงินของรัฐได้ง่ายขึ้น รวมถึงเป็นศูนย์กระจายสินค้าชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ผู้ประกอบการ SMEs ที่เป็นลูกค้าของสถาบันการเงินของรัฐทั้ง 9 แห่ง สามารถนำสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนขึ้นจำหน่ายผ่าน Platform e-Market  จากนั้นจะให้บริษัทไปรษณีย์ไทย ทำการจัดส่งสินค้า โดยปั๊มน้ำมัน ปตท.จะ กลายเป็นจุดรับ - ส่งสินค้า และพัฒนาเป็นศูนย์กระจายสินค้าในอนาคต 

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมขับเคลื่อนประเทศเปลี่ยนไปสู่สังคมดิจิทัล ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูล Big Data ร่วมกัน เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชน ผู้มีรายได้น้อยที่เป็นลูกค้าของธนาคารทั่วประเทศ  ให้เป็นไปตามพันธกิจหรือความเชี่ยวชาญของแต่ละธนาคาร ช่วยเหลือได้ตามเป้าหมายของลูกค้าได้อย่างถูกต้อง 

    นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความร่วมมือดังกล่าวว่า  “ PTTOR มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชนในโครงการฯ ครั้งนี้  เนื่องจากโครงการฯ มีความสอดคล้องเป็นอย่างมากกับแนวคิด “Living Community ” ซึ่ง PTTOR ได้ใช้เป็นกรอบการดำเนินธุรกิจสถานีบริการ PTT Station ที่เน้นการเป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตของชุมชน สร้างความผูกพัน ตอบสนองความต้องการที่แตกต่างของผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ และสร้างโอกาสทางธุรกิจให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง โดยสนับสนุนให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนให้ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทย เป็นสังคมเกษตรกรรม PTTOR จึงให้ความสำคัญกับการสนับสนุนสินค้าด้านเกษตรกรรมจากชุมชน เพื่อเป็นหนึ่งในพลังสนับสนุนการสร้างงานสร้างโอกาส ให้กับชุมชน สังคมไทย เพื่อการเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ”

    นางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า ไปรษณีย์ไทยมีเครือข่ายที่ทำการไปรษณีย์กว่า 5,000 สาขา และมีระบบการขนส่งที่เข้าถึงและครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ จึงมีความพร้อมในการนำสินค้าจากชุมชนมายังสถานีน้ำมันที่กำหนดเพื่อจำหน่ายให้กับผู้เดินทางและ/หรือชุมชนโดยรอบสถานีน้ำมันได้ตามนโยบายของรัฐบาล นอกจากนี้ยังสามารถซื้อสินค้าชุมชนผ่านทางเว็บไซต์ www.thailandpostmart.com ได้อีกช่องทางหนึ่ง

    นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และประธานสภาสถาบันการเงินของรัฐ เปิดเผยว่า สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ  9 แห่ง  มีสินทรัพย์รวมถึงกว่า 8.5 ล้านล้านบาท สินเชื่อคงค้างกว่า 7.1 ล้านล้านบาท และลูกค้ารวมกว่า 46.5 ล้านราย ซึ่งการร่วมมือกับ ปตท.และไปรษณีย์ไทย ครั้งนี้ จะใช้ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. เป็นจุดบริการของสถาบันการเงินรัฐที่จะเข้าไปตั้งจุดให้บริการเต็มรูปแบบ เพื่อย้ายสาขาแทนห้างสรรพสินค้า  ที่มีค่าเช่าแพงเดือนละ 4-5 แสนบาท เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มความสะดวกแบบจุดเดียวกับประชาชน 

    นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการ ธ.ก.ส.กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า ธ.ก.ส พร้อมนำผลิตภัณฑ์จากเกษตรกร สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการ SMEs เกษตร และชุมชน มาจัดจำหน่าย ณ สถานีบริการน้ำมันปตท. รวมถึงใช้จุดดังกล่าวเป็นศูนย์กระจายสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชน ที่ซื้อขายผ่านช่องทาง Platform e-Market  โดยสินค้าที่นำไปจำหน่ายจะมีทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภค เช่น รังนกพร้อมดื่มสำเร็จรูป จมูกข้าวกล้องงอกชนิดผงสำหรับชงดื่ม แชมพูสระผมน้ำนมข้าว ครีมอาบน้ำน้ำนมข้าว ผลิตภัณฑ์ข้าว A-rice และผลิตภัณฑ์คุณภาพอื่นๆ จากชุมชนทั่วประเทศ รวมถึงการพิจารณาเปิดร้านค้า A-Shop หน่วยบริการหรือสาขา ธ.ก.ส.ในปั๊มน้ำมันตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกในการให้บริการธุรกรรมทางการเงินแบบ  One  Service  แก่ประชาชน

    ทั้งนี้ การเปิดพื้นที่ดังกล่าว นอกจากเป็นช่องทางในการจำหน่ายสินค้าชุมชน ยังสามารถสร้างเป็นจุดทำโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขายสินค้าชุมชนในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว  และเทศกาลสำคัญ ๆ เช่น ปีใหม่ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนรวมถึงนักท่องเที่ยว ได้เลือกซื้อสินค้าที่มีอัตลักษณ์เฉพาะท้องถิ่น  และสินค้าจากผู้ผลิตโดยตรง  อันเป็นการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นแล้ว  ยังเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับชุมชน ทั้งการผลิตสินค้า  การสร้างงาน สร้างรายได้ และการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เติบโตและเข้มแข็งในระยะยาว