ข่าวทั้งหมด

Date : 18 / 02 / 2016

  • Date : 18 / 02 / 2016
    PTTGCจ่อปรับแผนลงทุนเหตุราคาน้ำมันผันผวน
    PTTGC ไม่หวั่นหากราคาน้ำมันจะต่ำกว่า 20 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เหตุ ปตท. ยังมีเงินสดจำนวนมากเชื่อบริหารให้มีกำไรได้ต่อเนื่อง คาดราคาน้ำมันปี 2559 ยังผันผวนทรงตัวระดับต่ำ 30-40 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล พร้อมจับตาราคาน้ำมันใกล้ชิด จ่อปรับแผนการลงทุนในปีนี้อีกครั้ง นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC เปิดเผยว่า PTTGC คาดการณ์ราคาน้ำมันในปี 2559 นี้ จะยังคงผันผวนต่อเนื่อง เฉลี่ยราคาอยู่ที่ 30-40 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตามอาจผันผวนต่ำกว่า 20 หรือเกิน 40 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรลได้ในช่วงสั้นๆ ได้ ส่วนการที่บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ PTTGC ได้ทำแผนธุรกิจรองรับการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันในแต่ละช่วง โดยแผนรองรับราคาน้ำมันต่ำสุดไว้ที่ 20 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล เชื่อว่าเป็นอัตราที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่หากเกิดขึ้นจริง ปตท. ยังสามารถบริหารธุรกิจให้เติบโตได้ เนื่องจากยังมีกระแสเงินสดอยู่จำนวนมาก นอกจากนี้ PTTGC ยังผ่านช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันผันผวนมาแล้วถึง 2 ปี โดยในปี 2557 ราคาน้ำมันจาก 140 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ตกลงมาอยู่ที่ 60 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล แต่ PTTGC ก็ยังมีกำไร 1 หมื่นล้านบาท และในปี 2558 ราคาน้ำมันจาก 60 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ตกลงมาอยู่ที่ 20 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล บริษัทฯก็ยังไม่กำไร 2 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้เกิดจากการวางแผนลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในปี 2558 PTTGC มีกำไรสุทธิ 20,502 ล้านบาท และมีรายได้จากการขาย 400,128 ล้านบาท โดยบริษัทยังมีกระแสเงินสดปลายปี 2558 อยู่ที่ 48,000 ล้านบาท ถือว่าอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง “ บริษัท ยังจับตาสถานการณ์ราคาน้ำมันในระยะสั้นอย่างใกล้ชิด ทั้งในกรณีผันผวนเกิน 40 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และกรณีลดลงต่ำกว่า 20 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนปรับแผนการลงทุนในปีนี้อีกครั้ง”นายสุพัฒนพงษ์ กล่าว นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวด้วยว่า กำลังการผลิตน้ำมันดิบที่ล้นตลาด ทำให้บริษัทส่งออกแนฟทา (วัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตปิโตรเคมี) ได้ลดลง ทำให้สามารถนำแนฟทา มาผลิตปิโตรเคมีในประเทศได้เพิ่มขึ้น 8 แสนตัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดการใช้ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันในการผลิตปิโตรเคมี นอกจากนี้ ยังเป็นการเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติที่มีเทคโนโลยีสูง ให้นำสารไฮโดรคาร์บอนตั้งต้นชนิด C4 ที่มีในประเทศไทย มาใช้ในกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น การผลิตยางเทียม หรือพลาสติกชนิดพิเศษ เป็นต้นด้วย ------------------------
  • Date : 18 / 02 / 2016
    คาลเท็กซ์รุกขยายปั๊มเพิ่มอีก20แห่งในปีนี้
    เชฟรอน(ไทย)เจ้าของแบรนด์คาลเท็กซ์เตรียมขยายปั๊มเพิ่ม20แห่งในปีนี้ เน้นถนนสายหลัก พร้อมจับมือเป็นพันธมิตรเบอร์เกอร์คิงส์ และKFC รักษาระดับยอดขายให้เติบโตไม่น้อยกว่า7%

    นายซาลมาน ซาดัต ประธานกรรมการและผู้จัดการใหญ่ บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้ค้าน้ำมันแบรนด์คาลเท็กซ์ว่า ในปี 2559 คาลเท็กซ์เตรียมขยายสถานีบริการน้ำมันเพิ่มอีก 20-25 แห่ง บริเวณถนนเส้นทางสายหลัก โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 15-20 ล้านบาทต่อแห่ง ไม่รวมราคาที่ดิน ซึ่งเป็นการลงทุนของตัวแทนจำหน่าย(ดีลเลอร์)เอง ซึ่งจะทำให้คาลเท็กซ์มีสถานีบริการน้ำมันเพิ่มจาก 370 แห่ง เป็นประมาณ 390 แห่ง

    พร้อมกันนี้ยังเตรียมปรับปรุงสถานีบริการน้ำมัน เช่น ปรับเปลี่ยนป้ายสัญลักษณ์ เพื่อเพิ่มความสว่างและการมองเห็นให้ชัดเจน เสริมความปลอดภัยโดยเฉพาะในช่วงกลางคืน ที่ผ่านมาได้ปรับปรุงไปแล้ว 200 สาขา และในปีนี้จะปรับปรุงเพิ่มอีก 20 สาขา นอกจากนี้จะเพิ่มธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน(นอลออยล์) ในสถานีบริการคาลเท็กซ์เพิ่มขึ้น 20-25 แห่งในปีนี้ พร้อมทั้งเจรจาหาพันธมิตรใหม่ๆเข้ามาร่วมด้วย เช่น ร้านเบอร์เกอร์ คิงส์ และKFC ที่จะเข้ามาร่วมกับคาลเท็กซ์ในไตรมาสที่2 ของปีนี้ แต่สัดส่วนการจำหน่ายน้ำมันยังอยู่ที่ 70% และนอลออยล์ 30%

    ทั้งนี้เชื่อว่าจะสามารถรักษาระดับการเติบโตของยอดขายให้ได้เท่ากับปี 2558 ประมาณไม่ต่ำกว่า7% ต่อปี เนื่องจากปัจจุบันราคาน้ำมันลดต่ำลงมาก ส่งผลให้ผู้บริโภคใช้น้ำมันมากขึ้นทั้งประเทศประมาณ 10% เมื่อเทียบกับปี 2557 ขณะที่ยอดขายของคาลเท็กซ์เติบโต 7% ซึ่งเป็นผลดีต่อธุรกิจ

    ส่วนแผนการตลาดในปีนี้จะใช้กลยุทธ์"ดิจิตัล มาร์เก็ตติ้ง" ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยจัดกิจกรรมผ่านทาง Facebook นอกจากนี้ได้ทำการตลาดและกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับบัตรเครดิตต่างๆ ภายใต้แคมเปญ "คาลเท็กซ์-ทรู ร่วมเติมเต็มความสุข" ด้วยการมอบส่วนลดราคาน้ำมัน 25 สตางค์ต่อลิตรแก่ลูกค้าทรู เมื่อใช้บริการน้ำมันคาลเท็กซ์ รวมทั้งยังต่อยอดเคมเปญ "เติมปั๊บ รับคะแนนทุกลิตร! คาลเท็กซ์ 1 ลิตร= The 1 Card 1 คะแนน" ภายใต้การร่วมมือกับเซ็นทรัล กรุ๊ป ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อส.ค.2558

    นอกจากนี้ในปี 2559 ยังมีแผนสานต่อโครงการ "Caltex Fuel Your School: คาลเท็กซ์เติมพลังปัญญา ปลูกต้นกล้าเยาวชน" ต่อเนื่องเป็นปีที่3 เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านการศึกษาและพัฒนาโอกาสการเรียนรู้ของเยาวชนไทย รวมทั้งสานต่อการพัฒนาชุมชนเพื่อนบ้านใกล้เคียงอย่างชุมชนโรงสี และชุมชนคาเท็กซ์ ย่านพระราม3 เพื่อสร้างชุมชนให้แข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืน

Date : 17 / 02 / 2016

  • Date : 17 / 02 / 2016
    SPRC ประกาศผลกำไรปี 2558 ดีที่สุดเป็นประวัติการณ์ 8,227 ล้านบาท
    มร. บิล สโตน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) “SPRC” เปิดเผยถึงผลประกอบการประจำปี 2558 ว่า ณ สิ้นปี 2558 บริษัทฯ มี กำไรสุทธิ 244.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (8,227 ล้านบาท) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 1.99 บาท โดยในไตรมาสที่ 4 บริษัทมีกำไรสุทธิ 51.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,846 ล้านบาท) ปี 2558 เป็นปีที่ SPRC มีผลการดำเนินงานในด้านการผลิตและการเงินดีที่สุดเป็นประวัติการณ์ ไม่มีการบาดเจ็บขั้นหยุดงานเป็นจำนวนกว่า 10.5 ล้านชั่วโมงและไม่มีการรายงานผลกระทบ ด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้โรงกลั่นSPRCยังมีอัตราความเชื่อถือได้และอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับในอดีต โดยมีอัตราความพร้อมของหน่วยการผลิตที่ 99.8% และอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันที่ 97.8% สำหรับในด้านการเงิน ค่าการกลั่นตลาดของเราอยู่ที่ 10.4 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรลล์และค่าการกลั่นทางบัญชีอยู่ที่ 8.1 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรลล์ ในวันที่ 26 เมษายน นี้ คณะกรรมการบริษัทฯ จะเสนอต่อผู้ถือหุ้น ณ ที่ประชุมสามัญประจำปี ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ประจำปี 2559 เพื่อพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตรา 0.26376772 บาทต่อหุ้น ตามที่ได้ชี้แจ้งไว้ก่อนหน้านี้ว่า บริษัทฯ จะจ่ายเงินปันผลคิดเป็น ร้อยละ 95 ของกำไรสุทธิงวดหกเดือนสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 โดยเงินปันผลดังกล่าว จะถูกจ่ายในวันที่ 19 พฤษภาคม 2559
  • Date : 17 / 02 / 2016
    พพ.เตรียมนำโซล่าร์รูฟท็อปเสรีเสนอกพช. 7มี.ค.นี้
    พพ. เตรียมเสนอโครงการโซล่าร์รูฟท็อปเสรี ให้ กพช. พิจารณา 7มี.ค.นี้ ระบุเน้นให้ผลิตไฟฟ้าใช้เองในครัวเรือน พยายามไม่ให้ขายเข้าระบบสายส่งของการไฟฟ้า พร้อมเริ่มโครงการนำร่อง 100 เมกะวัตต์ ปลายเดือนเม.ย.นี้ นายธรรมยศ ศรีช่วย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) เปิดเผยว่า พพ. เตรียมนำเสนอแนวทางการจัดตั้งโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซล่าร์)แบบเสรี (โซล่าร์เสรี) ต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยจะพยายามนำเข้าสู่ที่ประชุม กพช. ในวันที่ 7 มี.ค. 2559 นี้ สำหรับแนวทางการจัดตั้งโซล่าร์เสรีนั้น จะมอบหมายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(พีอีเอ)และการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) จัดทำโครงการนำร่องจำนวน 100 เมกะวัตต์ ซึ่งจะคัดเลือกทั้งกลุ่มบ้านเรือนและอาคารที่อยู่อาศัยเป็นอันดับแรก มาติดตั้งโซล่าร์รูฟท็อปเสรี ซึ่งจะกำหนดให้มุ่งเน้นการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองในบ้านเป็นหลัก และจะไม่เปิดรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตเกินความต้องการใช้ หรือหากต้องรับซื้อก็จะรับซื้อให้น้อยที่สุด ทั้งนี้เพื่อไม่ให้กลายเป็นภาระค่าไฟฟ้าโดยรวมของประเทศ อย่างไรก็ตามคาดว่าจะสามารถเปิดโครงการนำร่องดังกล่าวได้ภายในปลายเดือนเม.ย. 2559 หากผ่านความเห็นชอบจาก กพช.แล้ว และเชื่อว่าจะใช้เวลา 1 ปีในการทดลอง ก่อนที่จะนำเปิดเป็นโซล่าร์เสรีให้ประชาชนต่อไป “โซล่าร์รูฟท็อปเสรี เป็นแนวทางที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) เสนอให้จัดทำขึ้น 5,000 เมกะวัตต์ และหลักการดังกล่าวก็ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธานไปเรียบร้อยแล้ว และส่งเรื่องมาให้ พพ. ดำเนินการสู่แนวทางปฏิบัติต่อไป” นายธรรมยศ กล่าว นายธรรมยศ กล่าวด้วยว่า การทดลองระบบโซล่าร์เสรีนั้น ในเบื้องต้นจะติดตามพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าอย่างไร การไหลเข้าออกของไฟฟ้าเป็นอย่างไร เนื่องจากโซล่าร์รูฟท็อปเสรีนั้นจะผลิตไฟฟ้าได้ในช่วงกลางวัน ซึ่งหากพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าช่วงกลางวันเยอะจะเหมาะสม แต่หากใช้น้อยและไฟฟ้าไหลกลับสู่ระบบไฟฟ้าของรัฐ จะมีผลกระทบอย่างไร หรือ จะไม่เปิดให้ไฟฟ้าไหลเข้าระบบรัฐ ก็ต้องไปศึกษาให้เสร็จก่อน -------------------------------------

Date : 16 / 02 / 2016

  • Date : 16 / 02 / 2016
    กกพ.เผยซ่อมก๊าซยาดานากระทบเอฟทีน้อยกว่าที่คาดการณ์
    น้ำมันเตา -ดีเซล ปรับลงใกล้ราคาก๊าซ ส่งผลค่าเอฟทีลดลงกว่าที่คาด กกพ.มั่นใจ หยุดจ่ายก๊าซแหล่งยาดานา ไม่กระทบความมั่นคงไฟฟ้า นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้รายงานถึงการเตรียมความพร้อมรับมือการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติจากแหล่งยาดานา ประเทศเมียนมาร์ ระหว่างวันที่ 20-23 ก.พ. 2559 ทำให้ก๊าซฯที่ส่งมาจากประเทศเมียนมาร์หายไปทั้งหมดประมาณ1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุต ส่งผลกระทบต่อโรงไฟฟ้าในฝั่งภาคตะวันตก โดยมีกำลังการผลิตที่ลดลงรวม 3,394 เมกะวัตต์ ซึ่ง กฟผ. จะทำการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าด้วยก๊าซฯ จากฝั่งตะวันออกเพิ่มขึ้นและใช้น้ำมันเตาและน้ำมันดีเซลมาเดินเครื่องที่โรงไฟฟ้าราชบุรีทดแทนปริมาณก๊าซฯ ที่ลดลง โดยคาดว่าจะใช้น้ำมันเตาประมาณ 22.3 ล้านลิตร และน้ำมันดีเซลประมาณ 6.9 ล้านลิตร โดย กฟผ. ยืนยันว่าจะไม่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าในช่วงการหยุดจ่ายก๊าซฯ อย่างแน่นอน สำหรับการประเมินผลกระทบค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(เอฟที) น้อยลงกว่าที่ได้คาดการณ์ไว้ในช่วงปลายปี 2558 เนื่องจาก กกพ. ได้มอบหมายให้ กฟผ. และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมกันเจรจาการเลื่อนกำหนดการหยุดจ่ายก๊าซฯจากผู้ผลิตก๊าซฯ แหล่งยาดานาจากแผนเดิมในช่วงวันที่ 1-4 มี.ค. 2559 ซึ่งหากหยุดจ่ายก๊าซฯ ในช่วงดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าประมาณ 0.25 สตางค์ต่อหน่วย โดยเลื่อนเป็นช่วงวันที่ 20-23 ก.พ. 2559 ซึ่งเป็นช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าลดลงจากกำหนดเดิม เนื่องจากตรงกับช่วงวันหยุดยาว ตลอดจนราคาน้ำมันเตาและน้ำมันดีเซลลดลงจากที่ประมาณการไว้ค่อนข้างมาก ทำให้ผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าที่ต้องมีการเดินเครื่องด้วยน้ำมันเตาใกล้เคียงกับราคาก๊าซฯ ส่งผลให้กรณีแหล่งก๊าซยาดานาหยุดซ่อมครั้งนี้จะมีผลกระทบต่อค่าเอฟทีที่ต่ำกว่าที่คาดการณ์เดิม 0.25 สตางค์ต่อหน่วย เป็น -0.07 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่ง กกพ. จะนำค่าเอฟทีที่ลดลงจากกรณีหยุดซ่อมก๊าซฯ ไปคำนวณค่าเอฟทีที่จะเรียกเก็บในงวดเดือนพ.ค.-ส.ค. 2559 ให้สะท้อนตามต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงเพื่อประกาศใช้ต่อไป อย่างไรก็ตาม กกพ. ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนช่วยกันประหยัดพลังงานและลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงที่มีการหยุดจ่ายก๊าซฯ ด้วยเช่นกัน ...........................

Date : 15 / 02 / 2016

  • Date : 15 / 02 / 2016
    ปตท.เปิดพื้นที่ 148 ปั๊ม ตั้งร้าน “ประชารัฐสุขใจ Shop”

    ปตท.เปิดพื้นที่ 148 ปั๊ม ตั้งร้าน “ประชารัฐสุขใจ Shop” ส่งเสริมสินค้าพื้นบ้านและการท่องเที่ยวในท้องถิ่น เป็นเวลา 3 ปี ขณะ สสว.สนับสนุน 100 ล้านบาทและ ททท. อีก 148 ล้านบาท หนุนกิจการ คาดเริ่มเปิดครั้งแรกเดือนเม.ย. 2559 นี้
    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท.ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ(MOU) ใน “โครงการจัดตั้งศูนย์บริการข้อมูลาข่าวสารการท่องเที่ยวและจำหน่ายสินค้าท้องถิ่นทั่วประเทศในพื้นที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. ภายใต้ชื่อ ประชารัฐสุขใจ Shop” ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(ธพว.) กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย(พช.) เพื่อส่งเสริมสินค้าพื้นบ้านและการท่องเที่ยวในท้องถิ่น และกระจายรายให้ชุมชน
    ทั้งนี้ ปตท. ได้สนับสนุน พื้นที่ในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ทั่วประเทศ จำนวน 148 สถานี ให้เป็นจุดตั้งโครงการเป็นระยะเวลา 3 ปี โดยไม่คิดค่าตอบแทนการใช้พื้นที่ โดยคาดว่าจะเริ่มตั้งร้าน ประชารัฐสุขใจ Shop ได้ประมาณเดือน เม.ย. 2559 นี้
    นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท. จะเป็นผู้สนับสนุนด้านงบประมาณ 148 ล้านบาท หรือร้านละ 1 ล้านบาท ในการจัดตั้งร้านประชารัฐสุขใจ Shop ทั้ง 148 ร้านทั่วประเทศ และดูแลเรื่องการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ให้รู้จักในวงกว้าง รวมทั้ง การสนับสนุนข้อมูลด้านการท่องเที่ยว พร้อมร่วมฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ในการให้ข้อมูลแก่นักท่องเที่ยว อีกทั้งมอบหมายให้สำนักงาน ททท. ในแต่ละจังหวัดประสานงานคัดเลือกสินค้าที่มีศักยภาพมาจำหน่ายในร้านด้วย
    ทั้งนี้ร้านประชารัฐสุขใจ Shop ถือเป็นการตอบสนอง พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ที่มีการใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและของที่ระลึกถึง 26% อาหารและเครื่องดื่ม 30% ส่วนการเดินทางนั้นนักท่องเที่ยว ชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยวโดยรถยนต์ถึง 70 % ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด ซึ่งร้านประชารัฐสุขใจShop จะสามารถบริการนักท่องเที่ยวได้อย่างครบถ้วน
    นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการ สสว. กล่าวว่า สสว.จะให้งบค่าบริหารจัดการร้านประชารัฐสุขใจ Shop จำนวน 100 ล้านบาทใน 3 ปี โดยร้านดังกล่าวจะแตกต่างจากร้านสะดวกซื้อทั่วไป เพราะว่าสินค้าที่วางขายจะเป็นสินค้าเด่นในแต่ละจังหวัด ซึ่งจะดึงดูดใจให้คนที่ผ่านไปมาแวะเข้าซื้อสินค้าในร้าน
    ในส่วนของ สสว. และกรมการพัฒนาชุมชน จะช่วยกันคัดเลือกสินค้าเด่นจากผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) และสินค้าจากวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดนั้นๆ ซึ่งปัจจุบันได้มีการจัดเกรดสินค้า โดยเกรด Aถึง B จะส่งไปวางขายในร้านค้าประชารัฐได้เลย ส่วนเกรดรองลงมาต้องนำสินค้าไปปรับปรุง ซึ่งอาจจะเป็นการปรับปรุงที่ตัวสินค้า แต่หากตัวสินค้าใช้การได้แล้ว ก็จะนำไปปรับปรุงที่รูปแบบของบรรจุภัณฑ์ ให้มีความสวยงามและดึงดูดใจมากขึ้น ซึ่งหน้าที่นี้ก็จะมอบให้ศูนย์สร้างสรรค์การออกแบบดำเนินการ
    นายทวีป บุตรโพธิ์ รองอธิบดี พช. กล่าวเสริมว่า พช. จะร่วมกับ สสว. ในการคัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการฯ รวมถึงคัดสรรผลิตภัณฑ์ที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของแต่ละจังหวัด เพื่อเป็นจุดขาย“ถ้าอยากได้สินค้าที่เป็นของดีจังหวัดไหน ให้เดินเข้าไปในร้านประชารัฐสุขใจ Shop ของจังหวัดนั้น” รวมถึง ดูแลการบริหารจัดการร้านค้าให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืนด้วยการกำหนดแนวทางการดำเนินงานให้แต่ละจังหวัดเลือกไว้ 3 รูปแบบ คือรูปแบบที่ 1 สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด จะเป็นผู้ประสานงานระหว่างกลุ่มผู้ผลิตและร้านฯ ซึ่งเหมาะสำหรับจังหวัดที่ไม่มีทั้งเครือข่าย OTOP และ Trader รูปแบบที่ 2 เครือข่าย OTOP ของจังหวัด จะทำหน้าที่ขับเคลื่อนการดำเนินงาน ซึ่งจะช่วยให้มีความต่อเนื่องและยั่งยืน รูปแบบที่ 3Trader อาชีพและ Trader ที่พัฒนาจากเครือข่าย OTOP จะทำหน้าที่จัดหา รวบรวมและจัดส่งสินค้าให้กับร้านต่อไป
    นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธพว. กล่าวว่า ธนาคารพร้อมสนับสนุนเงินทุน เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม( SMEs) และ OTOP ในโครงการนี้อย่างเต็มที่ เพื่อใช้ในการพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ หรือเป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ

  • Date : 15 / 02 / 2016
    สนพ.แถลงโต้กระแสถลุงงบกองทุนอนุรักษ์ฯ

    สนพ.แถลงโต้กระแสข่าวถลุงงบกองทุนอนุรักษ์9,000ล้านบาท ไม่มีมูลความจริง แต่มีการนำส่งเงิน8,529 ล้านบาท ส่งคืนให้กระทรวงการคลัง เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ ซึ่งถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของกองทุน
    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เปิดเผยว่า การจัดสรรงบประมาณประจำปีของกองทุนฯ ที่ผ่านมาเป็นไปตามขั้นตอนอย่างมีกรอบระเบียบและหลักเกณฑ์อย่างชัดเจน การใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ของกองทุนฯ ต้องผ่านการตรวจสอบที่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 สำหรับส่งเสริมและสนับสนุนการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนเท่านั้น ไม่ได้มีการจัดสรรไปให้บุคคลใดบุคคลหนึ่ง นำไปใช้กว่า 9,000 ล้านบาท อย่างที่มีกระแสข่าวโจมตี
    ทั้งนี้การนำเงินกองทุนฯ จำนวน 8,529.56 ล้านบาท นั้นเป็นการส่งให้กระทรวงการคลัง เพื่อใช้สนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ ตามที่กระทรวงการคลังมีหนังสือร้องขอเข้ามา เช่นเดียวกับกองทุนอื่นๆกว่า 30กองทุน ที่มีการส่งเงินคืนกลับไปให้กระทรวงการคลังเช่นเดียวกัน
    นายทวารัฐ กล่าวว่า การพิจารณาจัดสรรเงินกองทุนในแต่ละปีงบประมาณ จะต้องผ่านการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการกลั่นกรองงบประมาณของกองทุนฯ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก เป็นต้น และจะต้องนำเสนอคณะกรรมการกองทุนฯ พิจารณาอีกครั้ง ซึ่งในคณะกรรมการฯ มีรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน กรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และองค์กรสาธารณะ รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้การพิจารณาโครงการเป็นไปอย่างรอบคอบและคุ้มค่า และหลังจากที่คณะกรรมการกองทุนฯ ได้อนุมัติจัดสรรเงินกองทุนฯ ให้หน่วยงานไปดำเนินโครงการต่างๆ จะมีคณะอนุกรรมการติดตามประเมินผลการดำเนินงาน และติดตามตรวจสอบการใช้เงินอย่างใกล้ชิด
    โดยในปีงบประมาณ 2558 กองทุนฯ ได้มีการจัดสรรงบประมาณเป็นจำนวนเงิน 11,875 ล้านบาท 162 โครงการ จำแนกเป็น 1) แผนเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน จำนวน 7,132 ล้านบาท 2)แผนพลังงานทดแทน จำนวน 4,532 ล้านบาท 3)แผนบริหารทางกลยุทธ์ จำนวน 211 ล้านบาท โดยผลที่จะได้รับจากการดำเนินโครงการฯ ในปี 2558 จะช่วยลดการใช้พลังงานลงได้ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10,290 ล้านบาท/ปี โดยยังคงกำกับดูแลการใช้พลังงานในอาคารภาครัฐกว่า 10,000 หน่วยงาน การใช้พลังงานในภาคเอกชนที่เป็นอาคารควบคุม 2,250 แห่ง และโรงงานควบคุม 5,500 แห่ง โดยเพิ่มความเข้มข้นขึ้นด้วยการมีมาตรฐานการใช้พลังงานมากำกับ และเพิ่มการช่วยเหลือ SMEs ให้มากขึ้นเพื่อลดต้นทุนรายจ่ายด้านพลังงาน เป็นต้น
    สำหรับในปีงบประมาณ 2559 กองทุนฯ ได้มีการจัดสรรงบประมาณเป็นจำนวน 10,152 ล้านบาท 149 โครงการ จำแนกเป็น 1) แผนเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน จำนวน 8,146 ล้านบาท 2) แผนพลังงานทดแทน จำนวน 1,855 ล้านบาท และ 3) แผนบริหารกลยุทธ์ จำนวน 151 ล้านบาท โดยใช้หลักเกณฑ์ในการพิจารณาตามแนวทางปี 2558 คือ สอดคล้องตามวัตถุประสงค์การใช้จ่ายเงินกองทุนฯ และแผนยุทธศาสตร์การอนุรักษ์พลังงาน
    ปัจจุบันฐานะของกองทุนอนุรักษ์พลังงานมีเงินเหลืออยู่ประมาณ 35,486 ล้านบาทซึ่งเพียงพอต่อการดำเนินงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนภายใต้พระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานพ.ศ.2535 และการบริหารจัดการที่มีความเป็นมืออาชีพ

  • Date : 15 / 02 / 2016
    ประตูรับการลงทุนด้านพลังงานด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ยั่งยืน
    รศ.ดร.ธัชชัย สุมิตร ประธานคณะกรรมการดำเนินงานโครงการพลังงาน และเทคโนโลยีที่ยั่งยืนแห่งเอเชีย 2559 หรือ SETA 2016 เปิดเผยว่า การจัดประชุมและนิทรรศการพลังงาน และเทคโนโลยีที่ยั่งยืนแห่งเอเชีย ประจำปี 2559 หรือ SETA 2016 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 23-25 มีนาคม 2559 และเป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นในประเทศไทยนั้น ได้รับการตอบรับจากผู้บริหารระดับสูงและผู้มีบทบาทในการกำหนดนโยบายด้านพลังงานกว่า 300 คนจาก 15 ประเทศ เข้ามาร่วมแบ่งปันประสบการณ์และความรู้ด้านนโยบายพลังงาน เทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานและการคมนาคมขนส่ง ซึ่งจะทำให้ผู้เข้าร่วมงานที่เป็นกลุ่มเป้าหมายกว่า 2,500 คน ได้เห็นถึงโอกาสของการลงทุนด้านพลังงานในประเทศไทย รวมทั้งเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินชั้นนำของโลก โดยผู้แทนจากธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) จะนำเสนอแนวทางการเข้าถึงแหล่งทุนบนเวที SETA 2016 คาดว่าจะมีการพบปะระหว่างคู่ค้า และการจับคู่ทางธุรกิจกว่า 300 รายการ
    สำหรับหัวข้อที่จะมีการพูดคุยกันในการประชุมครั้งนี้มีมากกว่า 100 หัวข้อ ครอบคลุมนโยบายพลังงานและการวางแผน การผลิตกระแสไฟฟ้า เทคโนโลยีด้านพลังงานในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต อาทิ พลังงานทดแทน พลังงานนิวเคลียร์ และถ่านหิน รวมไปถึงเทคโนโลยีของระบบขนส่งที่ทันสมัยเพื่อความยั่งยืนในอนาคต อาทิ รถยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยีแบตเตอรี่ เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน ซึ่งจะนำเสนอโดยบริษัทผู้เชี่ยวชาญในเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าระดับโลก อาทิ Alstom Siemens Toyota และ BMW และมีการนำเสนอการพัฒนาพลังงานชีวภาพ ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นทางเลือกของระบบขนส่งในอนาคตมากกว่าการใช้พลังงานฟอสซิล นอกจากนั้น ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่แปลกใหม่ด้านพลังงานควบคู่ไปอีกด้วย อาทิ เทคโนโลยีสะอาด หรือ Clean Technology เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า พลังงานไฮโดรเจน เทคโนโลยีทางด้านนิวเคลียร์และถ่านหินจากประเทศต่างๆ อาทิ ญี่ปุ่น จีน และออสเตรเลีย เป็นต้น
    “พลังงานเป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหรือชนบท จะทำเกษตรกรรม หรืออุตสาหกรรมก็มีความจำเป็นต้องใช้พลังงานทั้งสิ้น ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่แต่ละประเทศจะต้องจัดหาพลังงานให้เพียงพอในการดำรงชีวิต โดยประเทศไทยอยู่ในกลุ่มขาดแคลนพลังงาน คือ มีจำกัด ในขณะที่เศรษฐกิจเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และคุณภาพชีวิตของประชากรก็ดีขึ้น การใช้พลังงานก็เพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ดังนั้นสิ่งที่จะมีการพูดคุยกันในเวที SETA 2016 จะทำให้มองเห็นทางออกว่า ทำอย่างไรเราจึงจะให้มีพลังงานใช้อย่างยั่งยืน ในขณะที่ก็ดูแลสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไปด้วย” รศ.ดร.ธัชชัย กล่าว
    รศ.ดร.ธัชชัย กล่าวด้วยว่า รายการสำคัญรายการหนึ่งในงาน คือจะมีตัวแทนจากประเทศญี่ปุ่น มาบอกเล่าประสบการณ์จากกรณีที่เกิดกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในญี่ปุ่น ซึ่งผู้เข้าร่วมสัมมนาจะได้เรียนรู้ว่าญี่ปุ่นมีการดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างไรในวิกฤติการณ์ดังกล่าว อีกทั้งร่วมแบ่งปันมุมมองที่น่าสนใจต่อพลังงานนิวเคลียร์
    การจัดงาน SETA 2016 ครั้งนี้ ได้ดึงภาคีพลังงานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลอาทิ ASEAN Center for Energy, Economic Research Institute for ASEAN and East Asia (ERIA), The Institute of Energy Economics, Japan (IEEJ), International Atomic Energy Agency (IAEA) และ International Institution for Energy Conservation (IIEC) เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ด้วย จึงจะเป็นเวทีสำคัญที่รัฐบาลไทยจะได้ประกาศนโยบายด้านพลังงาน โดยเฉพาะนโยบายด้านพลังงานทดแทนที่นำไปสู่ความยั่งยืนทางพลังงาน ให้กับนักลงทุนต่างประเทศได้รับรู้ถึงโอกาสและศักยภาพในการลงทุนที่ยังมีเหลืออยู่อีกมาก