บทความที่เกี่ยวข้อง

รมว.พลังงาน ปิ๊งไอเดีย เตรียมจัด “ตลาดนัดนักวิจัย”

 ดร. ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มอบ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และกรมพัฒนาพลังานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน หารือเรื่อง “ตลาดนัดนักวิจัย” ร่วมกันเตรียมจัดไตรมาส 2 นี้ สร้างโอกาสให้นักธุรกิจจับคู่นักวิจัยต่อยอดผลงานสู่ตลาดพลังงานเชิงพาณิชย์ โดยกองทุน อนุรักษ์พลังงาน ได้สนับสนุนทุนวิจัยพัฒนาภาคเทคโนโลยีด้านพลังงานเป็นประจำต่อเนื่องทุกปี ปั้น ผลงานตามนโยบาย Energy 4.0 ชูผลงานโดดเด่น เช่น การสร้างเครื่องเผาขยะพลาสติกเปลี่ยนเป็นน้ำมันดีเซล แบบจำลองระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะ และระบบควบคุมการใช้ไฟฟ้าในอาคาร

โครงการ "วิจัยด้านพลังงาน” ปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงแค่เอกสารทางวิชาการอีกต่อไป แต่กำลังจะก้าวไปสู่การนำมาประยุกต์ใช้ได้จริงเชิงพาณิชย์  ที่จะช่วยสร้างประโยชน์ต่อสังคมและระบบเศรษฐกิจในยุค Energy 4.0 ซึ่งเป็นยุคที่ต้องใช้นวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ ตอบสนองต่อวิถีชีวิตที่ทันสมัยและการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

ล่าสุดกระทรวงพลังงาน โดย ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ปิ๊งไอเดีย เตรียมจัด “ตลาดนัดนักวิจัย” เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้นักวิจัยพลังงานได้พบปะกับกลุ่มผู้ประกอบการ สำหรับต่อยอดงานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์ ซึ่งมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ไปศึกษาร่วมกัน และจัดหาพื้นที่จัดตลาดนักวิจัยต่อไป

ดร.ศิริ กล่าวว่า กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้ให้การสนับสนุนนักวิจัยคิดค้นนวัตกรรมด้านพลังงานใหม่ๆ มาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2540 โดยกองทุนอนุรักษ์ฯ มีรายรับมาจากการเรียกเก็บเงินผู้ใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินและดีเซล 25 สตางค์ต่อลิตร  ทำให้มีเงินส่งเข้ากองทุนฯ ราวปีละ 8,000-9,000 ล้านบาท แต่ปัจจุบันได้ปรับลดการจัดเก็บเงินเหลือ 10 สตางค์ต่อลิตร ทำให้มีเงินส่งเข้ากองทุนฯ เพียง 3,500 ล้านบาทต่อปี แต่นับว่ายังเพียงพอที่จะสนับสนุนงานวิจัยได้ต่อไป

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า คาดว่าจะเปิดตลาดนัดนักวิจัยได้ประมาณไตรมาส 2 หรือไตรมาส 3 ของปี 2561 นี้ ซึ่งเชื่อว่าจะเกิดการนำผลงานวิจัยออกมาแสดงให้ผู้ประกอบการที่สนใจร่วมกันพัฒนาต่อยอดไปสู่เชิงพาณิชย์ในอนาคตได้ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ด้านพลังงานของประเทศเป็นอย่างมาก

ซึ่งผลงานวิจัยล่าสุดที่ สนพ. ได้นำมาจัดแสดงในงาน “วิจัยพลังงานไทย เพื่อก้าวที่ยั่งยืน” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 14-15 มี.ค. 2561 ณ โรงแรมอมารีวอเตอร์เกต กว่า 30 โครงการ จากทั้งหมด 200 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการวิจัยภายใต้งบกองทุนอนุรักษ์ฯ เมื่อปี 2557-2558 หลายโครงการโดดเด่นและน่าสนใจเหมาะจะต่อยอดไปสู่การนำมาใช้จริงในสังคมไทย อาทิ งานวิจัยเกี่ยวกับการจัดการไฟจราจรบริเวณทางแยกแบบอัจฉริยะ และงานวิจัยที่ให้ความสำคัญกับระบบเซนเซอร์ที่สามารถบริหารจัดการพลังงานในบ้านผ่านมือถือได้

อย่างไรก็ตาม แม้กองทุนอนุรักษ์ฯ ในส่วนของ สนพ. จะมีทุนสนับสนุนสำหรับการวิจัยปีละ 800 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการด้านอนุรักษ์พลังงาน 500 ล้านบาท และโครงการด้านพลังงานทดแทน 300 ล้านบาท แต่มีโครงการวิจัยที่ผ่านการพิจารณาและให้การสนับสนุน ในแต่ละปีต่ำกว่าตามเป้าหมายวงเงินดังกล่าวมาก หรือผ่านการพิจารณาและสนับสนุนทุนกว่า 100 ล้านบาท เท่านั้น เนื่องจากข้อเสนอโครงการยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการของกระทรวงพลังงาน เช่น ต้องทำให้ประเทศเกิดการอนุรักษ์พลังงาน มีการใช้พลังงานทดแทนที่มากขึ้น เทคโนโลยีที่นำมาใช้เป็นของคนไทยผลิตได้เอง และมีการพัฒนาพลังงานให้เกิดเสถียรภาพ เป็นต้น

สำหรับตัวอย่างผลงานวิจัยในงาน “วิจัยพลังงานไทย เพื่อก้าวที่ยั่งยืน” ที่โดดเด่นและน่าสนใจ ได้แก่  “โครงการระบบจัดการเชื้อเพลิงขยะพลาสติกสำหรับใช้ในการผลิตน้ำมันจากขยะพลาสติกครบวงจร” โดยนายชัยมงคล ทองนาค  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ผู้ร่วมคิดค้นโครงการ  อธิบายว่า ทีมงานได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนอนุรักษ์ฯ จำนวน 27 ล้านบาท ทำการวิจัยตั้งแต่ปี 2557 โดยสามารถคิดค้นเครื่องเผาเชื้อเพลิงขยะ(Refuse Derived Fuel หรือ RDF) จนได้น้ำมันออกมาเป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซล ซึ่งเตรียมต่อยอดนำน้ำมันดีเซลใช้ในภาคขนส่งและเครื่องยนต์เกษตรกรรมในอนาคต

โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มีโรงแยกขยะ เพื่อนำพลาสติกมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงขยะ หรือ RDF อยู่แล้ว และเมื่อสร้างเครื่องเผา RDF ขึ้นมา ทำให้สามารถเปลี่ยน RDF เป็นน้ำมันดีเซลได้สำเร็จ ปัจจุบันเครื่องเผามีกำลังผลิตน้ำมันดีเซลอยู่ 1,000 ลิตรต่อวัน ใช้ RDF 3 ตันต่อวัน  โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมทดลองนำน้ำมันดีเซลไปใช้กับรถขนขยะในมหาวิทยาลัยฯ และต่อยอดไปสู่การใช้ในเครื่องยนต์การเกษตรต่อไป แต่ปัจจุบันต้นทุนน้ำมันดีเซลดังกล่าวยังแพงอยู่ประมาณ 18 บาทต่อลิตร ซึ่งต้องพัฒนาให้เกิดการแข่งขันได้ในอนาคตต่อไป

นอกจากนี้มหาวิทยาลัยฯ ได้ต่อยอดด้วยการจำหน่ายเทคโนโลยีดังกล่าวให้กับหน่วยงานภาครัฐของ 2 พื้นที่ คือ อ.แม่สอด จ.ตาก และเกาะยาวน้อย จ.พังงา แล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างเครื่องเผาดังกล่าว 

นายชัยมงคล ทองนาค  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

 

นอกจากนี้ยังมี “โครงการศึกษาแนวทางการปรับปรุงระบบไฟสัญญาณจราจรบนเส้นทางคมนาคมสายหลักเพื่อลดการใช้พลังงานในภาคขนส่ง” หรือ โครงการไฟสัญญาณจราจรอัจฉริยะ โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์  ดร.รัฐพล ภู่บุบผาน้อย หัวหน้าโครงการดังกล่าว กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยประสบปัญหาการเปิดสัญญาณไฟจราจรไม่สอดคล้องกับจำนวนรถที่ติดไฟแดงในแต่ละแยก เช่น การเปิดสัญญาไฟเขียวให้กับเส้นถนนที่ไม่มีรถสะสม ขณะที่อีกเส้นทางมีรถจำนวนมากแต่ต้องติดไฟแดงนาน เป็นต้น รวมถึงเมื่อหลุดจากแยกไฟแดงแรกได้ กลับต้องไปติดไฟแดงแยกถัดไป ทำให้การขับรถไม่ลื่นไหลต่อเนื่อง เป็นต้น

 

ดังนั้น ทีมงานจึงได้คิดค้นแบบจำลองระบบจราจรอัจฉริยะขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว โดยได้รับงบสนับสนุนจากกองทุนอนุรักษ์ฯประจำปี 2557 จำนวน 14.9 ล้านบาท ซึ่งทีมงานได้เก็บข้อมูลการจราจรบนถนนมิตรภาพ 42 แยกไฟแดง เส้นทางจังหวัดหนองคาย  อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา ปราจีนบุรี และชลบุรี  และทำแบบจำลองที่แสดงให้เห็นถึงวิธีที่ช่วยจัดระบบการเปิดสัญญาณไฟจราจรแบบอัจฉริยะ โดยระบบเซ็นเซอร์จะตรวจจับปริมาณรถที่สะสมบนทางแยก หากมีการสะสมของจำนวนรถมาก ระบบควบคุมสัญญาณไฟจะเปิดไฟเขียวให้ก่อน ซึ่งจะทำให้ปัญหารถติดน้อยลงและลดการสูญเสียพลังงานได้เฉลี่ย 2.9 ล้านลิตรต่อปี

ผู้ช่วยศาสตราจารย์  ดร.รัฐพล ภู่บุบผาน้อย

 

และโครงการสุดท้ายที่พลาดการติดตามไม่ได้เป็นเรื่องใกล้ตัว คือ โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าในอาคารสำนักงานและบ้านที่อาศัยด้วยระบบตรวจวัดการใช้ไฟฟ้าแบบออนไลน์และการควบคุมโหลดไฟฟ้า ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ได้รับทุนราว 11.9 ล้านบาท ช่วงปี2557 เพื่อวิจัย พัฒนาระบบบริหารจัดการพลังงานในอาคาร (Building Energy Management Systems : BEMS) และระบบบริหารจัดการพลังงานในบ้าน (Home Energy Management System : HEMS) จนประสบความสำเร็จ เช่น การทดลองนำระบบ BEMS ไปบริหารจัดการไฟฟ้าภายในอาคารสำนักงาน สนพ. อาทิ การวัดปริมาณการใช้ไฟฟ้า การเก็บบันทึกข้อมูลการสื่อสารแบบไร้สายในการรับ ส่งข้อมูล การวิเคราะห์ การแจ้งเตือน และรายงานผลแบบออนไลน์ ทำให้เกิดการประหยัดพลังงานได้ประมาณ 10%

ดร.อนุชา พรมวังขวา อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า ระบบดังกล่าวได้รับการจดสิทธิบัตรแล้ว และจะต่อยอดระบบเพื่อนำไปใช้งานในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีความต้องการใช้พลังงานสูง คาดว่าช่วงเดือน พ.ค. 2561 นี้ จะเปิดให้ภาคเอกชนที่สนใจเจรจานำระบบไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ต่อ

 

นับเป็นโครงการวิจัยด้านพลังงานที่ตอบโจทย์โลกยุคดิจิตอลที่ต้องการความสะดวกสบายและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งยังมีผลงานวิจัยอีกจำนวนมากที่น่าสนใจ สามารถพัฒนานำออกมาใช้ได้จริง แต่ยังขาดการเชื่อมต่อกับผู้ที่สนใจที่พร้อมเข้ามาพัฒนาเชิงพาณิชย์ ดังนั้นตลาดนัดนักวิจัยถือเป็นช่องทางที่จะผลักดันงานวิจัยพลังงานต่างๆ ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศได้อย่างแท้จริงต่อไป

 

ดร.อนุชา พรมวังขวา อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

กลับสู่บทความทั้งหมด