บทความทั้งหมด

Date : 10 / 09 / 2018

  • Date : 10 / 09 / 2018
    “เอราวัณ” โรงเรียนสร้างคนพลังงานกลางอ่าวไทย

    ก่อนหน้านี้ เราได้รู้จักศูนย์เศรษฐพัฒน์ โรงเรียนบนฝั่งที่ฝึกฝนเตรียมความพร้อมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติให้กับผู้ที่จะลงไปปฏิบัติงานกลางอ่าวไทย ของ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด แต่สำหรับผู้สำเร็จการอบรมจากศูนย์เศรษฐพัฒน์ การเรียนรู้โลกการทำงานออฟชอร์พึ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น ยังมีความท้าทายและบททดสอบอีกมากมายรอพวกเขาอยู่ที่ ‘เอราวัณ’ โรงเรียนสอนการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกลางอ่าวไทย

    คุยกับชาวเอราวัณรุ่นบุกเบิก

    การสำรวจและผลิตก๊าซฯ ในแหล่งเอราวัณในยุคแรกๆนั้น ไม่ง่ายเลย แต่คงจะไม่มีใครเข้าใจถึงความท้าทายนี้ได้ดีกว่าชาวเอราวัณรุ่นแรกอย่าง บุญล้อม เส็งสำราญ อดีตผู้จัดการแหล่งผลิตเอราวัณ ที่ได้ร่วมเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ มาตั้งแต่วันแรกของการผลิตก๊าซธรรมชาติเชิงพาณิชย์ที่แหล่งนี้เมื่อ 36 ปีที่แล้ว และได้รับการยอมรับจากคนในแวดวงให้เป็นโรลโมเดลของช่างเทคนิคปิโตรเลียมไทย แม้ในปัจจุบันบุญล้อมเกษียณจากการทำงานแล้ว แต่ยังจดจำเรื่องราวการทำงานที่เอราวัณได้อย่างชัดเจน

    บุญล้อมถือเป็นชาวไทยชุดแรกหนึ่งใน 45 คน ที่ผ่านการคัดเลือกเข้ารับการฝึกอบรมด้านปิโตรเลียมและเทคโนโลยี ณ ศูนย์เศรษฐพัฒน์ เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2523 โดยใช้ระยะเวลาการฝึกอบรม 1 ปี ก่อนที่จะลงไปปฏิบัติงาน ณ แหล่งเอราวัณ ในปี 2524 โดยรับหน้าที่ในส่วนของกระบวนการผลิต ครอบคลุมตั้งแต่หัวหลุม หลุมผลิตกระทั่งนำก๊าซเข้าสู่กระบวนการผลิต ซึ่งเป็นงานที่ต้องอาศัยทั้งทักษะ ความสามารถ ความละเอียดรอบคอบในการควบคุมระบบการผลิตทั้งหมด เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด และควบคุมให้ก๊าซที่นำส่งจะต้องมีปริมาณและมาตรฐานตรงตามเงื่อนไขในสัญญาที่ทำไว้กับการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย หรือ ปตท. ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นผู้รับซื้อก๊าซอีกด้วย

    อย่างไรก็ดีการจะนำก๊าซธรรมชาติขึ้นมาใช้ประโยชน์ในยุคนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย มีอันตรายและความเสี่ยงไม่น้อย กระบวนการต่างๆ ต้องใช้คนปฏิบัติเป็นหลักเพราะเทคโนโลยีสมัยนั้นไม่พัฒนาเท่าตอนนี้

    แหล่งเอราวัณ คือโรงเรียนที่ช่วยพัฒนาองค์ความรู้ด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย เป็นต้นแบบให้กับแหล่งอื่นๆ โดยเชฟรอนซึ่งเป็นผู้ดำเนินการของแหล่งนี้ได้นำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และมาตรฐานการทำงาน มาถ่ายทอดสู่บุคลากร สร้างคุณค่าให้คนไทยได้มีความรู้ด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม สามารถผลิตและส่งมอบก๊าซฯ มาเข้าสู่ระบบได้ตามสัญญา ทำให้ปัจจุบันคนทำงานบนแท่นในแหล่งเอราวัณ เป็นคนไทยทั้งหมด

    จากจุดเริ่มต้นในตำแหน่งช่างเทคนิคปิโตรเลียม บุญล้อมสั่งสมความรู้และประสบการณ์ในการทำงานจัดหาพลังงานในอ่าวไทยกับเชฟรอนกว่า 30 ปี ในหน้าที่ความรับผิดชอบต่างๆ รวมถึงตำแหน่ง ‘ผู้จัดการแหล่งผลิตเอราวัณ’ สิ่งที่ทำให้บุญล้อมสามารถทำงานในอ่าวไทยภายใต้ความเสี่ยงและความกดดันรอบตัวเช่นนี้ได้กว่า 3 ทศวรรษ หาใช่เพียงค่าตอบแทนในรูปของตัวเงินและสวัสดิการต่างๆ แต่คือความภาคภูมิใจในองค์กร ซึ่งบุญล้อม ชี้ให้เห็นว่าเชฟรอนมี 3 สิ่ง ที่ทำให้เขาภาคภูมิใจและพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในความมุ่งมั่นของการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทย นั่นคือ “คุณภาพ คุณค่า คุณธรรม” 

     

    ...แม้วันนี้ บุญล้อมจะเกษียณการทำงานบนแท่นกลางทะเลและการเป็นครูต้นแบบให้กับช่างเทคนิคปิโตรเลียม แต่คนบนแท่นอีกจำนวนมาก ก็ยังคงทำหน้าที่ของพวกเขาต่อไป บุญล้อมเชื่อว่าด้วยวัฒนธรรมองค์กรและการมุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง จะทำให้พลังคนรุ่นแล้วรุ่นเล่าของเชฟรอนจะยังคงเป็นฟันเฟืองสำคัญขับเคลื่อนการผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งเอราวัณให้มีความต่อเนื่อง ไม่เกิดการสะดุดหรือหยุดผลิต จนเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป...

Date : 29 / 08 / 2018

  • Date : 29 / 08 / 2018
    ตาม ENC ลงแท่นผลิตปิโตรเลียมเอราวัณ (7) : หลากชีวิตคนบนแท่น

    ตาม ENC ลงแท่นผลิตปิโตรเลียมเอราวัณ (7) : หลากชีวิตคนบนแท่น 

    ตาม ENC ลงแท่นผลิตปิโตรเลียมเอราวัณดำเนินมาถึงตอนสุดท้ายแล้ว ศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC)  จึงขอนำชีวิตของชาวแท่นที่ทำงานกลางทะเล ซึ่งดูจะเป็นเรื่องไกลเกินจินตนาการของคนจำนวนไม่น้อยมาเล่าให้ผู้อ่านได้ทราบว่าพนักงานที่ทำงานประจำอยู่บนแท่นผลิตปิโตรเลียมในแหล่งเอราวัณกลางอ่าวไทย ที่มี บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด เป็นผู้ดำเนินการนั้น มีชีวิตความเป็นอยู่เป็นอย่างไร และการทำงานบนแท่นเพื่อค้นหาพลังงานมาใช้พัฒนาประเทศ มีเสน่ห์และความท้าทายมากน้อยแค่ไหน

    เปิดใจพ่อบ้านเอราวัณ

    ยุวรินทร์ ทัดเทียม เจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัย ที่ผ่านการศึกษาระดับปริญญาโทในเรื่องความปลอดภัยเชิงกระบวนการ (Process Safety) สำหรับอุตสาหกรรมพลังงานจากประเทศอังกฤษ และผ่านการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยจากศูนย์ฝึกอบรมเศรษฐพัฒน์ของเชฟรอน ซึ่งมีหน้าที่ดูแลเรื่องความปลอดภัยบนแท่นเอราวัณ บอกว่างานด้านความปลอดภัยมีความสำคัญ เพราะสามารถช่วยป้องกันไม่ให้อุบัติเหตุ การบาดเจ็บ หรือการสูญเสียเกิดขึ้น ซึ่งความปลอดภัยในที่นี้ นอกจากความปลอดภัยต่อตัวพนักงานแล้ว ยังรวมถึงความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย โดยยึดมาตรฐานความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมของเชฟรอนที่ใช้เป็นแบบแผนเดียวกันทั่วโลก

    เธอเผยต่อไปว่าความท้าทายของงานนี้คือการทำให้ทุกคนคำนึงถึงความปลอดภัยให้เป็นนิสัย เพราะคนส่วนใหญ่มุ่งทำให้งานเสร็จ แต่อาจลืมคิดว่าปลอดภัยหรือไม่ จึงต้องมีการพูดคุยให้เกิดความเข้าใจ และสร้างความตระหนักถึงผลกระทบที่จะตามมาหากไม่คำนึงถึงความปลอดภัยอยู่เสมอ ซึ่งแนวทางหนึ่งที่ทำมาตลอดและได้ผลเป็นอย่างดี คือการส่งเสริมให้พนักงานทุกคนเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย คอยช่วยกันสังเกตและเตือนกันเมื่อเห็นการทำงานที่อาจไม่ปลอดภัย ซึ่งได้ผลเป็นอย่างดี เพราะที่แท่นเอราวัณนี้ ไม่มีอุบัติเหตุจนถึงขั้นหยุดงานมา 16 ปีแล้ว

    สำหรับผู้ที่ปฏิบัติงาน ณ เอราวัณ แหล่งก๊าซธรรมชาติเชิงพาณิชย์แห่งแรกของประเทศแห่งนี้ไม่เพียงเป็นบ้านหลังที่สอง แต่ยังนำมาซึ่งความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในภารกิจจัดหาพลังงานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ บุญเลิศ พ่อบ้านเอราวัณ บอกว่า เมื่อเอ่ยถึงเอราวัณ ไม่มีใครในแวดวงไม่รู้จัก เพราะเป็นหนึ่งในหลักไมล์สำคัญของประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมปิโตรเลียมของไทย “เอราวัณเป็นจุดเริ่มต้นของการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย และเป็นโรงเรียนของนักบุกเบิก คนที่มีโอกาสได้มาทำงานที่นี่จึงภาคภูมิใจมาก เหมือนได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ นอกจากนั้น ผู้ที่ผ่านการทำงานที่เอราวัณแต่ละรุ่น ยังได้นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปใช้ทำงานในแหล่งอื่นๆ ทั่วอ่าวไทย หรือไปช่วยพัฒนางานในด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ช่วยให้อุตสาหกรรมผลิตปิโตรเลียมของไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งมาจนถึงวันนี้”

    <img alt="" data-cke-saved-src="/userfiles/images/Visit7f.jpg" src="/userfiles/images/Visit7f.jpg" 550px;="" height:="" 367px;"="">

     

    สำหรับการทำงานที่นี่ ยุวรินทร์ ยอมรับและประทับใจในหลักการบริหารของเชฟรอน โดยเฉพาะในเรื่องความปลอดภัย ทั้งของผู้ปฏิบัติงานและสิ่งแวดล้อม ที่ผู้บริหารยึดหลักการทำงานตามวิถีทางของเชฟรอน หรือ Chevron Way คือการทำตามแนวทางที่ถูกต้อง แม้จะเป็นแนวทางที่ยากหรือมีอุปสรรคก็ตาม แต่ถ้าเป็นแนวทางที่ถูกต้องแล้ว ก็จะดำเนินการตามแนวทางนั้น ในขณะที่ ปิยยศ บอกว่า ในเรื่องของสุขภาพ มีความประทับใจที่ผู้บริหารให้การสนับสนุนโครงการต่างๆ อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะทำโครงการอะไรออกมา โดยสนับสนุนทั้งงบประมาณและการเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เช่น โครงการ ONE GOT, Run for Health ที่ผู้บริหารร่วมวิ่งด้วย และบริษัทร่วมบริจาคทุกๆ กิโลเมตรที่พนักงานวิ่งได้ เป็นต้น

    ...นี่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชาวเอราวัณ ที่อยู่เบื้องหลังความสว่างไสวจากไฟฟ้าและความมั่นคงทางพลังงานของไทยมาตลอด 36 ปี...

Date : 28 / 08 / 2018

  • Date : 28 / 08 / 2018
    วงการพลังงานตื่นตัว รับมือ Disruptive Technology

    วงการพลังงานไทยทั้งภาครัฐและเอกชน เตรียมพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงจาก Disruptive Technology ทั้งในส่วนของการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP ฉบับใหม่ ให้สอดคล้องกับการปรับตัวของ กฟผ. ปตท. และผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน รวมทั้งการกำหนดหลักเกณฑ์ในการกำกับดูแล โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน( กกพ.) เตรียมจัดเก็บค่าใช้บริการสายส่งในระบบจำหน่าย (Wheeling Charge ) และอัตราค่าใช้บริการไฟฟ้าสำรอง (Back Up Rate) กับผู้ที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป

    นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในงานเสวนาใหญ่ประจำปี “โฉมหน้าพลังงานไทย : ยุค Disruptive Technology” ที่จัดขึ้นโดยชมรมวิทยาการพลังงาน (ชวพน.) และชมรมวิทยาการพลังงานรุ่นใหม่ (ชวพม.) เมื่อวันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา ว่า การจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่ จะเสร็จและเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียในเดือน ก.ย. 2561 นี้ ซึ่งจะรองรับกระแสเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่าน หรือ Disruptive Technology ที่จะมีเรื่องของระบบพลังงานอัจฉริยะเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและการใช้พลังงานให้ตอบโจทย์ความมั่นคง ยั่งยืน ในราคาที่ย่อมเยา

    นายพัฒนา แสงศรีโรจน์  รองผู้ว่าการนโยบายและแผน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า แนวโน้มจาก Disruptive Technology ที่จะทำให้ผู้บริโภคกลายเป็นทั้งผู้ใช้ไฟฟ้า (Consumer) และผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง (Producer ) หรือที่เรียกรวมกันว่า Prosumer โดยที่การผลิตไฟฟ้าจากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป ) กับระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน ( Energy Storage System - ESS) จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้ กฟผ. ซึ่งเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงของประประเทศ จะต้องปรับตัวให้ทั้งระบบผลิตไฟฟ้าและระบบส่งไฟฟ้า และการควบคุม มีความยืดหยุ่นมากขึ้น (Plant & Grid Flexibility)

    โดยในส่วนของโรงไฟฟ้าหลัก จะต้องปรับให้มีระดับการเดินเครื่องต่ำสุดลดลง แต่ตอบสนอง (Ramp Rate) เร็วขึ้น ในขณะที่การเริ่มเดินเครื่อง (Startup) เร็วขึ้น และการบริหารจัดการไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียนมีความเสถียรในการจ่ายไฟฟ้ามากขึ้น ( RE Hybrid Firm ) ขณะเดียวกัน ก็มีการลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Hydro Pumped Storage) ให้เป็นโรงไฟฟ้าที่จะเข้ามาช่วยบริหารพลังงานหมุนเวียนที่มีเกินความต้องการในช่วงเวลาหนึ่งๆ โดยทำหน้าที่เหมือนระบบกักเก็บพลังงานเอาไว้ใช้ในช่วงที่พลังงานหมุนเวียนผลิตไม่ได้ อีกทั้งเป็นโรงไฟฟ้าที่มีการตอบสนอง (Ramp Rate) ได้เร็ว และมีอายุการใช้งานยาวนาน  

    ในส่วนของระบบส่งไฟฟ้า และการควบคุมที่จะต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้นนั้น จะต้องใช้ทั้ง ESS เข้ามาช่วยควบคุมความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน การรองรับการแก้ไขความแออัด (Congestion) ในสายส่ง การต้องประเมินศักยภาพการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนล่วงหน้า เพื่อบริหารจัดการระบบไฟฟ้าทั้งในส่วนของการผลิตและระบบส่ง การที่ต้องสั่งหยุดการผลิตพลังงานหมุนเวียนได้โดยมีการชดเชยรายได้ การใช้มาตรการ Demand Response  โดยมีค่าชดเชยเพื่อจูงใจให้ใช้ไฟฟ้าลดลงในช่วงเวลาที่ต้องการ รวมทั้งการนำเอาระบบสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid / Micro Grid) และการบริหารจัดการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data ) มาใช้ 

    ด้าน นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่า ในส่วนของการกำกับดูแล เพื่อรับมือกับเรื่องของ  Disruptive Technology  นั้น กกพ. เตรียมจัดทำระเบียบใหม่เพื่อรองรับการผลิตและการซื้อขายไฟฟ้าในรูปแบบใหม่ เช่น การผลิตและซื้อขายไฟฟ้าที่ผ่านระบบ Blockchain  และการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือ โซลาร์รูฟท็อป เป็นต้น เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีระเบียบรองรับ  โดยเบื้องต้นจะต้องกำหนดระเบียบเกี่ยวกับมาตรฐานการเชื่อมต่อไฟฟ้า และการจัดเก็บอัตราค่าใช้บริการสายส่งในระบบจำหน่าย (Wheeling Charge ) รวมถึงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อผลิตไฟฟ้านั้น จะต้องมีการจัดเก็บอัตราค่าใช้บริการไฟฟ้าสำรอง (Back Up Rate)

    “ขณะนี้ กกพ. อยู่ระหว่างศึกษาปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ ซึ่งจะพิจารณาเป็นรายภาคให้สอดรับกับ PDP ฉบับใหม่ แต่อัตราค่าไฟฟ้ายังเป็นอัตราเดียวทั้งประเทศ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงต้นปี 2562 จากนั้น คาดว่าจะสามารถประกาศอัตรา Wheeling Chargeและ Back Up Rate ที่ชัดเจนออกมาได้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ใช้ไฟฟ้าโดยรวมของประเทศ” นายวีระพล กล่าว

    นางปรียนาถ สุนทรวาทะ นายกสมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน กล่าวว่า ภาคเอกชนต้องการให้ภาครัฐกำหนดทิศทางนโยบายพลังงานที่ชัดเจน และการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในจังหวะที่เหมาะสมและเป็นธรรม จะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยรับมือกับผลกระทบจากกระแสเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่าน (Disruptive Technology) เพราะหากภาครัฐเร่งส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเร็วเกินไป อาจมีผลกระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าเช่นเดียวกับประเทศพัฒนาแล้ว เช่น เยอรมัน ที่ใช้พลังงานทดแทนสูง ทำให้ค่าไฟฟ้าอยู่ระดับ 12 บาทต่อหน่วย

    ขณะที่ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP) ได้มีการปรับตัวรับมือกับเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่านอยู่แล้ว เพื่อให้การดำเนินธุรกิจแข่งขันได้ในต้นทุนที่ต่ำ ส่วนการที่ภาครัฐเตรียมจัดเก็บอัตรา wheeling charge และ back up rate นั้น ภาคเอกชนไม่ขัดข้องและติดตามความชัดเจนของนโยบายอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันได้ส่งสัญญาณให้ลูกค้าโรงงานอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ที่มีการซื้อไฟฟ้า ได้รับทราบถึงแนวนโยบายดังกล่าวแล้ว

    นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีและวิศวกรรม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี จะส่งผลกระทบต่อการใช้พลังงานฟอสซิลใน 3 เชื้อเพลิงหลัก คือ น้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ โดยการใช้น้ำมันดีเซลสำหรับผลิตไฟฟ้า ขณะนี้มีการใช้ลดลงแล้ว ในระยะต่อไปจะเริ่มส่งผลต่อการใช้ถ่านหินและก๊าชธรรมชาติ โดยที่ผ่านมา ปตท.เริ่มปรับกลยุทธ์เพื่อให้ทันกับเทคโนโลยี โดยการแสวงหาธุรกิจใหม่ๆ รวมถึงการขยายการลงทุนในธุรกิจต่อเนื่อง และเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน

    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทิศทางพลังงานโลกมุ่งไปสู่พลังงานสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Go Green) และพลังงานไฟฟ้า (Go Electricity) ซึ่งเป็นความท้าทายของการผลิตไฟฟ้า ทั้งนี้ ไทยมีการใช้ก๊าซฯ เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าสูงถึง 60% แต่อนาคตสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซฯ จะลดลง แต่ก็ยังมีความสำคัญ  ขณะที่ปริมาณสำรองก๊าซฯ ของไทยมีเพียงพอใช้ 5 ปี หากปริมาณการใช้ยังเท่ากับปัจจุบัน ไทยจะต้องมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่นำเข้าอยู่แล้ว 5 ล้านตัน

     

Date : 15 / 08 / 2018

  • Date : 15 / 08 / 2018
    ตาม ENC ลงแท่นผลิตปิโตรเลียมเอราวัณ (6 ) : เชฟรอนกับมาตรฐานความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม

    ตามทีมข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน Energy News Center – ENC มาลงแท่นผลิตปิโตรเลียมเอราวัณครั้งนี้ ประเด็นที่ไม่เล่าถึงไม่ได้ และจะต้องขีดเส้นใต้เอาไว้เลย คือเรื่องของมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานของชาวเอราวัณที่เข้มข้นระดับโลก

    เริ่มตั้งแต่ที่เดินทางมาถึงศูนย์ขนส่งทางอากาศของ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด เป็นผู้รับสัมปทาน และผู้ดำเนินการ (operator) แหล่งเอราวัณ ซึ่งอยู่ติดกับสนามบินนครศรีธรรมราช เพื่อโดยสารเฮลิคอปเตอร์ต่อไปยังแท่นผลิตปิโตรเลียมเอราวัณกลางอ่าวไทย  ขั้นตอนแรกผู้โดยสารและสัมภาระจะต้องผ่านเครื่องสแกนเพื่อความปลอดภัย

    และหลังจากที่เช็คอินที่เคาน์เตอร์เพื่อตรวจสอบรายชื่อแล้ว ผู้โดยสารทุกคนก็จะต้องมานั่งฟังคำชี้แจงถึงการปฏิบัติตัวให้ถูกต้องในขณะที่อยู่บนเครื่องเฮลิคอปเตอร์ รับแจกเสื้อชูชีพเพื่อสวมใส่ และที่อุดหู(ear plug) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ป้องกันเสียงดัง ก่อนที่จะไปเป่าตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ โดยทางทีมข่าวได้รับคำแนะนำมาก่อนล่วงหน้าแล้วว่าห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในคืนก่อนเดินทาง เพราะถ้าหากตรวจวัดแล้วมีระดับแอลกอฮอล์เกิน ทางเจ้าหน้าที่จะไม่อนุญาตให้เดินทาง

     

    ฝ่ายบริหารของเชฟรอน มองว่าการป้องกันความผิดพลาดไม่ให้เกิดขึ้น แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ จะเป็นการช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้  เพราะอุบัติเหตุส่วนใหญ่มักจะเกิดจากความผิดพลาดเล็กๆ หลายๆ จุดในช่วงเวลาเดียวกันนั่นเอง ซึ่งบริษัทเปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องที่เห็นว่าอาจจะเป็นจุดอ่อนต่อความปลอดภัย และสามารถนำเสนอแนวทางในการวางมาตรการป้องกัน โดยนอกจากความปลอดภัยต่อตัวพนักงานแล้ว ยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

    สำหรับสถิติด้านความปลอดภัยของแท่นผลิตปิโตรเลียมเอราวัณนั้น ได้มีการฉลองสถิติ 13.6 ล้านชั่วโมงการทำงานโดยปราศจากการบาดเจ็บจนถึงขั้นหยุดงาน ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นถึงมาตรฐานการทำงานว่าให้ความสำคัญในเรื่องของความปลอดภัยมากเพียงใด

     

    มาตรฐานสิ่งแวดล้อมระดับ World Class

     

    คุณไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า อ่าวไทยเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของเชฟรอน เราจึงมุ่งมั่นปกป้องรักษาสภาพแวดล้อมในอ่าวไทย โดยตลอดระยะเวลามากกว่า 55 ปี ของการดำเนินการในประเทศไทย ไม่เคยมีอุบัติการณ์ครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นเลย

    ในตอนสุดท้ายซึ่งเป็นตอนที่ 7 ของการติดตาม ENC ลงแท่นผลิตปิโตรเลียมเอราวัณ จะนำบทสัมภาษณ์พนักงานที่ทำงานประจำอยู่บนแท่นผลิต ว่ามีหลักการทำงานและใช้ชีวิตบนแท่นอย่างไรให้มีความสุข ในภารกิจที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศ