PTTOR ร่วมมือ 9 แบงก์รัฐ ไปรษณีย์ไทย หนุนปั๊ม ปตท. เป็นศูนย์การเงินและศูนย์กระจายสินค้าชุมชน

PTTOR จับมือ 9 แบงก์รัฐและบริษัทไปรษณีย์ไทย  ผลักดันปั๊ม ปตท. ให้เป็นศูนย์รวมในการให้บริการธุรกรรมทางการเงินแบบ One Service  และเป็นศูนย์กระจายสินค้าชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน  รองรับกลุ่มลูกค้าแบงก์รัฐที่มีอยู่กว่า 46.5 ล้านรายทั่วประเทศ

วันนี้ (4 ตุลาคม 2561) ที่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์สำนักงานใหญ่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการลงนามความร่วมมือระหว่างผู้บริหารบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีกจำกัด (มหาชน) (ปตท.) บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทั้ง 9 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย(บตท.) ในการใช้พื้นที่ปั๊ม ปตท.เป็นศูนย์รวมในการให้บริการธุรกรรมทางการเงินแบบ One Service เพื่อให้ประชาชนกว่า 46.5 ล้านรายที่เป็นลูกค้าของธนาคารของรัฐ  เข้าถึงบริการการเงินของรัฐได้ง่ายขึ้น รวมถึงเป็นศูนย์กระจายสินค้าชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ผู้ประกอบการ SMEs ที่เป็นลูกค้าของสถาบันการเงินของรัฐทั้ง 9 แห่ง สามารถนำสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนขึ้นจำหน่ายผ่าน Platform e-Market  จากนั้นจะให้บริษัทไปรษณีย์ไทย ทำการจัดส่งสินค้า โดยปั๊มน้ำมัน ปตท.จะ กลายเป็นจุดรับ – ส่งสินค้า และพัฒนาเป็นศูนย์กระจายสินค้าในอนาคต

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมขับเคลื่อนประเทศเปลี่ยนไปสู่สังคมดิจิทัล ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูล Big Data ร่วมกัน เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชน ผู้มีรายได้น้อยที่เป็นลูกค้าของธนาคารทั่วประเทศ  ให้เป็นไปตามพันธกิจหรือความเชี่ยวชาญของแต่ละธนาคาร ช่วยเหลือได้ตามเป้าหมายของลูกค้าได้อย่างถูกต้อง

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความร่วมมือดังกล่าวว่า  “ PTTOR มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชนในโครงการฯ ครั้งนี้  เนื่องจากโครงการฯ มีความสอดคล้องเป็นอย่างมากกับแนวคิด “Living Community ” ซึ่ง PTTOR ได้ใช้เป็นกรอบการดำเนินธุรกิจสถานีบริการ PTT Station ที่เน้นการเป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตของชุมชน สร้างความผูกพัน ตอบสนองความต้องการที่แตกต่างของผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ และสร้างโอกาสทางธุรกิจให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง โดยสนับสนุนให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนให้ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทย เป็นสังคมเกษตรกรรม PTTOR จึงให้ความสำคัญกับการสนับสนุนสินค้าด้านเกษตรกรรมจากชุมชน เพื่อเป็นหนึ่งในพลังสนับสนุนการสร้างงานสร้างโอกาส ให้กับชุมชน สังคมไทย เพื่อการเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ”

นางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า ไปรษณีย์ไทยมีเครือข่ายที่ทำการไปรษณีย์กว่า 5,000 สาขา และมีระบบการขนส่งที่เข้าถึงและครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ จึงมีความพร้อมในการนำสินค้าจากชุมชนมายังสถานีน้ำมันที่กำหนดเพื่อจำหน่ายให้กับผู้เดินทางและ/หรือชุมชนโดยรอบสถานีน้ำมันได้ตามนโยบายของรัฐบาล นอกจากนี้ยังสามารถซื้อสินค้าชุมชนผ่านทางเว็บไซต์ www.thailandpostmart.com ได้อีกช่องทางหนึ่ง

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และประธานสภาสถาบันการเงินของรัฐ เปิดเผยว่า สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ  9 แห่ง  มีสินทรัพย์รวมถึงกว่า 8.5 ล้านล้านบาท สินเชื่อคงค้างกว่า 7.1 ล้านล้านบาท และลูกค้ารวมกว่า 46.5 ล้านราย ซึ่งการร่วมมือกับ ปตท.และไปรษณีย์ไทย ครั้งนี้ จะใช้ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. เป็นจุดบริการของสถาบันการเงินรัฐที่จะเข้าไปตั้งจุดให้บริการเต็มรูปแบบ เพื่อย้ายสาขาแทนห้างสรรพสินค้า  ที่มีค่าเช่าแพงเดือนละ 4-5 แสนบาท เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มความสะดวกแบบจุดเดียวกับประชาชน

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการ ธ.ก.ส.กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า ธ.ก.ส พร้อมนำผลิตภัณฑ์จากเกษตรกร สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการ SMEs เกษตร และชุมชน มาจัดจำหน่าย ณ สถานีบริการน้ำมันปตท. รวมถึงใช้จุดดังกล่าวเป็นศูนย์กระจายสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชน ที่ซื้อขายผ่านช่องทาง Platform e-Market  โดยสินค้าที่นำไปจำหน่ายจะมีทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภค เช่น รังนกพร้อมดื่มสำเร็จรูป จมูกข้าวกล้องงอกชนิดผงสำหรับชงดื่ม แชมพูสระผมน้ำนมข้าว ครีมอาบน้ำน้ำนมข้าว ผลิตภัณฑ์ข้าว A-rice และผลิตภัณฑ์คุณภาพอื่นๆ จากชุมชนทั่วประเทศ รวมถึงการพิจารณาเปิดร้านค้า A-Shop หน่วยบริการหรือสาขา ธ.ก.ส.ในปั๊มน้ำมันตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกในการให้บริการธุรกรรมทางการเงินแบบ  One  Service  แก่ประชาชน

ทั้งนี้ การเปิดพื้นที่ดังกล่าว นอกจากเป็นช่องทางในการจำหน่ายสินค้าชุมชน ยังสามารถสร้างเป็นจุดทำโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขายสินค้าชุมชนในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว  และเทศกาลสำคัญ ๆ เช่น ปีใหม่ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนรวมถึงนักท่องเที่ยว ได้เลือกซื้อสินค้าที่มีอัตลักษณ์เฉพาะท้องถิ่น  และสินค้าจากผู้ผลิตโดยตรง  อันเป็นการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นแล้ว  ยังเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับชุมชน ทั้งการผลิตสินค้า  การสร้างงาน สร้างรายได้ และการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เติบโตและเข้มแข็งในระยะยาว

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here