ค้นหาด้วย ' smartcity ' ทั้งหมด 2 รายการ
กฟผ. มุ่งพัฒนาไฟฟ้า ศึกษาระบบ Hybrid และ Smart City ยุโรป มาปรับใช้กับไทย

กฟผ. เดินหน้าพัฒนาไฟฟ้า 4.0 ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีตามนโยบาย Thailand Energy 4.0 ของรัฐบาล ศึกษาระบบโรงฟ้าระบบ Hybrid และโครงการ Smart City ของประเทศในยุโรป หวังนำแนวทางการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพ มาปรับใช้

นายวิวัฒน์ ชาญเชิงพานิช รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า เพื่อให้สามารถบรรลุตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า 2558-2579 หรือ PDP 2015 และตอบสนองนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล และ Energy 4.0  ของกระทรวงพลังงาน ที่มุ่งเน้นการพัฒนาโดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อตอบโจทย์ความมั่นคงระบบไฟฟ้า ในขณะที่ดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กฟผ. จึงได้ศึกษาแนวทางการดำเนินการของประเทศผู้นำด้านพลังงานในยุโรป ทั้งโรงไฟฟ้าระบบ hybrid และโครงการเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City เพื่อนำแนวคิดมาปรับใช้กับไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในส่วนของโรงฟ้าระบบ hybrid กฟผ. ได้ศึกษาการดำเนินการของโรงไฟฟ้า Prenzlau Wind Hydrogen Hybrid System ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าระบบ Hybrid แห่งแรกของโลก ตั้งอยู่ในเมือง Dauerthal ใกล้เมือง Prenzlau ห่างจากกรุงเบอร์ลินราว 70 กิโลเมตร โดยโรงไฟฟ้าแห่งนี้สร้างโดย บ.Enertrag AG ร่วมกับ Total Germany, Vattenfall และ Deutsche Bahn เป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก มูลค่าการลงทุนราว 868 ล้านบาท เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2011 และในโครงการประกอบด้วย โรงผลิตไฟฟ้าจากกังหันลม ขนาด 6 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพขนาด 1 เมกะวัตต์ และเครื่องแยกไฮโดรเจนออกจากน้ำ (Electrolyzer)  ขนาด 500 กิโลวัตต์ ซึ่งสามารถผลิตไฮโดรเจนได้ 120 ลบ.ม.ต่อชั่วโมง  และก๊าซออกซิเจน ได้ 60 ลบ.ม. ต่อชั่วโมง และยังมีถังเก็บไฮโดรเจน 3 ถัง ขนาด 1,350 กิโลกรัม  และโรงไฟฟ้า Combined Heat and Power (CHP) จำนวน 2 โรง

“กฟผ. ได้มุ่งมั่นศึกษาพลังงานทดแทนและเรื่องการพัฒนาระบบ Hybrid ซึ่งเป็นการใช้พลังงานทดแทนจากแหล่งผลิตอย่างน้อยสองประเภทมาผสมผสานกัน เพื่อให้สามารถจ่ายไฟได้ตลอด 24 ชั่วโมง การศึกษาการดำเนินการโรงฟ้าแห่งนี้ จึงเป็นโอกาสที่ กฟผ. จะได้ศึกษาข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์เพื่อนำมาปรับใช้กับไทยได้” นายวิวัฒน์กล่าว

จากการทำงานด้วยระบบผสมผสานแหล่งพลังงานทั้งพลังงานลม พลังงานจากเชื้อเพลิงไฮโดรเจนและก๊าซชีวภาพ จากเปลือกข้าวโพดทำให้โรงไฟฟ้าแห่งนี้ สามารถเดินเครื่องและจ่ายไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 2.77 ล้านหน่วยต่อปี และความร้อนได้ 2.25 ล้านหน่วยต่อปี อย่างไรก็ตาม ไฟฟ้าที่ผลิตได้นี้ ไม่สามารถขายตรงให้กับชุมชนในพื้นที่โดยรอบ แต่ส่งเข้าระบบไฟฟ้า โดยมีบริษัทตัวกลางรับซื้อหน่วยละประมาณ 26 เซนต์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง หรือ 9.62 บาท  ซึ่งประชาชนจะสามารถเลือกซื้อไฟฟ้าได้เองผ่านระบบอินเทอร์เน็ต และเลือกได้เองว่าจะใช้พลังงานไฟฟ้าจากที่ใด ส่วนราคาก็ผันแปรตามเชื้อเพลิงที่ใช้ ซึ่งค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของเยอรมันตกอยู่ที่ 13 บาทต่อหน่วย สูงกว่าราคาของไทย ซึ่งอยู่ที่ 3.5 บาทต่อหน่วยเท่านั้น

สำหรับสาเหตุที่ค่าไฟฟ้าที่เยอรมนีมีราคาแพงนั้น นายวิวัฒน์อธิบายว่า เนื่องจากว่าเยอรมนีมีการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนมาก โดยมีกำลังผลิตสุทธิรวม 195,680 เมกะวัตต์ มาจากพลังงานหลักที่ผลิตได้24  ชั่วโมงจำนวน 92,540 เมกะวัตต์ (แบ่งเป็นจากพลังงานนิวเคลียร์ 10,800 เมกะวัตต์ ถ่านหิน 49,540 เมกะวัตต์ ก๊าซธรรมชาติ 28,270 เมกะวัตต์ และน้ำมัน 4,190 เมกะวัตต์) และและพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตไฟฟ้าได้บางช่วงเวลา จำนวน 103,140 เมกะวัตต์ (ได้แก่ พลังน้ำ 5,590 เมกะวัตต์ พลังงานลม 49,640 เมกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์ 40,850  เมกะวัตต์ และไบโอแมส 7,060 เมกะวัตต์) ในขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศมีเพียง  87,740 เมกะวัตต์  นั่นหมายความว่ามีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองอีกเท่าตัว

นายวิวัฒน์กล่าวว่า โรงไฟฟ้า hybrid ของเยอรมนีแห่งนี้ นอกจากจะช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อนเพราะใช้พลังงานจากธรรมชาติแล้ว ยังส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่เพราะรับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรวันละ 33 ตัน ราคาตันละ  40 ยูโร โดยทำสัญญาระยะยาว  ซึ่งเกษตรกรชาวเยอรมนีส่วนมากมีฐานะดี เพราะนอกจากจะเก็บฝักข้าวโพดขายได้แล้ว ส่วนของเปลือกก็ยังส่งมาขายที่โรงไฟฟ้าชีวมวลได้อีกด้วย

“กฟผ. ได้ศึกษาการดำเนินการของโรงไฟฟ้าแห่งนี้ เพื่อเป็นต้นแบบให้กับโครงการกังหันลมลำตะคองระยะที่ 2 ที่ กฟผ. กำลังดำเนินการ และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2561” นายวิวัฒน์กล่าว

สำหรับโครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้าลำตะคอง ระยะที่ 2 นั้น กฟผ. จะนำร่องระบบการกักเก็บพลังงานไฟฟ้าจากกังหันลม (Wind Hydrogen Hybrid System) เช่นเดียวกันนี้ มาใช้เป็นเจ้าแรกในเอเชีย เนื่องจากต้องการให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนมีความเสถียรมากขึ้น โดยจะทำระบบ Wind Hydrogen Hybrid System ขนาดกำลังผลิต 300 กิโลวัตต์ มาติดตั้ง มาเพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บพลังงานไฟฟ้าจากกังหันลมในรูปแบบของก๊าซไฮโดรเจน ซึ่งเมื่อนำเข้าใช้งานร่วมกับเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิง หรือ Fuel Cell ก๊าซไฮโดรเจนจะผ่าน Fuel Cell และเกิดเป็นพลังงานไฟฟ้าได้โดยไม่ต้องผ่านการเผาไหม้ ซึ่งระบบดังกล่าวถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ในการกักเก็บพลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสามารถนำพลังงานไฟฟ้าที่กักเก็บในรูปแบบของก๊าซไฮโดรเจนมาใช้งานได้อย่างสม่ำเสมอตลอดวัน

แต่อย่างไรก็ตามในระหว่างการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีของพลังงานหมุนเวียนให้สามารถจ่ายไฟได้ตลอดนั้น โรงไฟฟ้าหลักที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงมีความจำเป็นอยู่เพื่อให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคง

ชุมชนต้นแบบ Smart City

นอกจากโรงไฟฟ้าระบบ Hybrid แล้ว กฟผ. ยังได้ศึกษาโครงการเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City ในโครงการ Stockholm Royal Seaport ตั้งอยู่ที่ กรุงสต็อกโฮม ประเทศสวีเดน ซึ่งเป็นชุมชนต้นแบบที่มีการดำเนินชีวิตแบบใหม่ที่ส่งผลกระทบด้านบวกของคนและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

โครงการ Royal Seaport มีการใช้ประโยชน์สูงสุดของสภาพอากาศในพื้นที่ในหลายมิติ โดยเนื่องจากกรุงสต็อกโฮมมีปริมาณฝน แหล่งน้ำจืด และหิมะ ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้เกือบตลอดปี จึงมีแหล่งกักเก็บน้ำและบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจสามารถลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ ยิ่งไปกว่านั้นการออกแบบพื้นที่ของโครงการที่มุ่งเน้นพื้นที่สีเขียว ช่วยส่งเสริมระบบนิเวศน์แบบสมดุล ลดมลภาวะในชุมชน เพื่อความสุขของคนที่อาศัยอยู่ในโครงการ อีกทั้งมีการจัดการภายใต้หลักการ compact community โดยมีที่อยู่อาศัย โรงเรียน ร้านค้า โรงพยาบาล ศูนย์ซ่อมบำรุง สำนักงาน ออฟฟิศ ศูนย์ประชุมขนาดกลาง พื้นที่จัดกิจกรรม ระบบขนส่งที่เชื่อมต่อกับเส้นทางในโครงการและภายนอก สาธารณูปโภคพื้นฐานอื่นๆ ที่ครบครัน และมีแหล่งเรียนรู้และวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ พลังงานและสิ่งแวดล้อม เพื่อบูรณาการให้คนมีความรู้ความเข้าใจ

นอกจากนั้น Royal Seaport ยังดำเนินการภายใต้หลักการประหยัดพลังงานและทางเลือกด้านพลังงานสะอาด รวมถึงการ    รีไซเคิลในทุกมิติ โดยมีการอบรมคนในชุมชนถึงวิธีการที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและแนวทางปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและคนในพื้นที่ อาทิ มีการใช้รถพลังไฟฟ้าและ Charging Station มีโครงการ Green Energy กับสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆในโครงการ และมีการแยกขยะในชุมชนเพื่อทำ Bio Energy เป็นต้น

                              คอนโดมีเนียมที่มีการจัดการด้านพลังงาน

ด้านการบริหารจัดการด้านระบบไฟฟ้า ใน Royal  Seaport  มีแนวคิดหลัก 6 ด้าน คือ 1) การอนุรักษ์และประหยัดพลังงาน โดยจะดำเนินการด้านการลดความต้องการใช้ไฟฟ้าลง และส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการติดตั้งระบบอัตโนมัติตามบ้านเรือน เป็นต้น 2) การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน เช่น ติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคาและพลังงานลม 3) การลด ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการคมนาคม โดยการใช้รถไฟฟ้าและสถานีชาร์ตไฟ 4) มีระบบกักเก็บพลังงาน  5) ลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเรือที่มาเทียบท่า โดยเมื่อเรือเทียบท่า จะใช้ไฟฟ้าจากระบบไฟฟ้า ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าจากการเดินเครื่องเรือ 6) เพิ่มประสิทธิภาพและความมั่นคงสถานีจ่ายไฟฟ้า

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าว จะมีการเก็บรวบรวมประมวลผลข้อมูล อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการดังกล่าวใช้เวลาไม่น้อยและการลงทุนมหาศาล โดยโครงการเริ่มมาตั้งแต่ปี 2010 และคาดว่าในปี 2030 Royal Seaport จึงจะแล้วเสร็จเป็น Smart City โดยสมบูรณ์

“ประเทศไทยอาจจะนำเฉพาะบางส่วนมาประยุกต์ใช้ โดยอาจทำเป็นบางชุมชนก่อนเป็นการเริ่มต้น ซึ่งทาง กฟผ. มีโครงการ Smart Cities-Clean Energy ที่อาคารสำนักงานใหญ่ กฟผ. ที่จะเนรมิตพื้นที่ 300  ไร่ให้เป็นเมือง Eco Plus และโครงการ Smart Grid ที่แม่ฮ่องสอน เป็นโครงการนำร่อง ที่คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2561” นายวิวัฒน์กล่าว

                                                       ที่ชาร์จไฟฟ้ารถยนต์

 

ถอดสูตรปั้น “Smart City” เพื่ออนาคตชุมชนเมืองเติบโตยั่งยืน

“ไทย” เป็นประเทศหนึ่งในโลก ที่ชุมชนเมืองกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดเจนจากสัดส่วนของประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยมีข้อมูลระบุว่า ในปี 2558 ประชากรไทยประมาณ 50% อาศัยอยู่ในเขตเมือง และคาดว่าจะเพิ่มเป็นประมาณ 60% ในปี 2568

ชุมชนเมืองที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ได้นำความเจริญมาสู่ชีวิตของคนในพื้นที่ แต่หากปล่อยให้พัฒนาไปอย่างไร้ทิศทาง โดยปราศจากการวางแผนบริหารจัดการอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ การเติบโตของเมืองก็จะนำสารพัดปัญหาตามมาด้วย เช่น ปัญหาจราจร มลพิษ สิ่งแวดล้อม ความเหลื่อมล้ำในสังคม ดังนั้นการวางแผนบริหารจัดการชุมชนเมืองจึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องทำ เพื่อผลักดันให้เมืองเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกด้าน  และทิศทางที่หลายประเทศกำลังเดินหน้าไปให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี คือการพัฒนาเมืองให้เป็น  “สมาร์ทซิตี้” (Smart City) หรือ เมืองอัจฉริยะ ที่นำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้และพัฒนาระบบต่างๆ ทั้งระบบคมนาคมขนส่ง พลังงาน สาธารณสุข การศึกษา รัฐบาลท้องถิ่น และความปลอดภัย  เข้ามาช่วยให้บริหารจัดการเมืองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ

เช่นเดียวกับประเทศไทย ที่มีนโยบายผลักดันให้เกิด “เมืองอัจฉริยะ” อย่างเป็นรูปธรรม จึงเกิดเป็นโครงการสนับสนุนการออกแบบเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities-Clean Energy) จากการสนับสนุนของกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน ที่กระตุ้นให้ทุกภาคส่วนในสังคมนำเสนอแนวคิดออกแบบแผนพัฒนาเมืองอัจฉริยะ โดยเน้นการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ 4  ในด้านที่สำคัญต่อการบริหารจัดการเมืองยุคใหม่ให้มีประสิทธิภาพและเติบโตอย่างยั่งยืน ได้แก่

1.  ด้านพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน สนับสนุนให้พัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองภายในเมือง การทำระบบ Micro-grid สนับสนุนให้เอกชนซื้อขายแลกเปลี่ยนไฟฟ้า การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน การใช้พาหนะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงให้เมืองอัจฉริยะผลิตและให้บริการโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพและโครงสร้างด้านดิจิทัลได้เอง

2. ด้านผังเมืองและการขนส่ง ที่ช่วยลดข้อจำกัดการใช้พื้นที่พัฒนาเมืองอัจฉริยะ และช่วยให้คนเดินทางได้สะดวก แต่ใช้พลังงานน้อยลง หรือใช้พลังงานสะอาด เช่น เดิน ขี่จักรยาน หรือใช้บริการขนส่งสาธารณะ

3. ด้านชุมชนเมือง สิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยว ส่งเสริมการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัย สุขภาพ การป้องกันภัยพิบัติ การดูแลผู้สูงอายุ ผู้ทุพลภาพ มีการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ สนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต  มีการพิจารณาที่จะให้สิทธิสวัสดิการพิเศษแก่ผู้อยู่อาศัย หรือคนทำงานในเมืองอัจฉริยะ

4.  ด้านการบริหารจัดการเมือง ผลักดันการจัดระบบเพื่อบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เน้นส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารจัดการ

โดยโครงการสนับสนุนการออกแบบเมืองอัจฉริยะนี้ ก็ได้รับความสนใจจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรเอกชน และสถาบันการศึกษาหลายแห่ง ที่ได้นำเสนอแนวคิดพัฒนาเมืองอัจฉริยะอย่างมีทิศทางและน่าสนใจ ซึ่งหากสามารถเดินหน้าจนสำเร็จเป็นรูปธรรม ก็จะส่งผลดีต่อตัวเมืองเอง และจะเป็นต้นแบบให้เมืองอื่นนำไปต่อยอดในอนาคต เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำเสนอโครงการ  “มช.(เมือง) มหาวิทยาลัยอัจฉริยะพลังงานสะอาด” มุ่งเป็นต้นแบบเมืองอัจฉริยะพลังงานสะอาด  ส่วน ขอนแก่น Smart City ระยะที่ 1 ก็ชูแนวคิด “ขนส่งสาธารณะเปลี่ยนเมือง” ตอบโจทย์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับบทบาทของเมืองในฐานะศูนย์กลางด้านต่างๆ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเป็นประตูเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยแผนระยะที่ 1 จะก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนระบบรางเบาสายเหนือ-ใต้  พร้อมพัฒนาเมือง และจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยผนึกภาคเอกชนเข้ามาร่วมด้วย

“ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต : ต้นแบบเมืองมหาวิทยาลัยอัจฉริยะ” 

 

<img alt="" data-cke-saved-src="/userfiles/images/Wisdom101A.jpg" src="/userfiles/images/Wisdom101A.jpg" 500px;="" height:="" 375px;"="">

“วิสซ์ดอม วัน-โอ-วัน” 

และล่าสุดรัฐบาล ก็ออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนมาช่วยผลักดันอีกแรง โดยที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน ได้ให้ความเห็นชอบมาตรการส่งเสริมการลงทุนกิจการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) เพื่อหวังยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในด้านคมนาคมขนส่ง (Smart Mobility) ด้านการศึกษาและความเท่าเทียมกันในสังคม (Smart People) ด้านความปลอดภัย (Smart Living) ด้านความสะดวกในการทางธุรกิจ(Smart Economy) ด้านบริการจากภาครัฐ (Smart Governance) และด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (Smart Energy & Environment) โดยการส่งเสริมการลงทุนจะแบ่งเป็น 2 ส่วน  คือ

1. กิจการพัฒนาพื้นที่เมืองอัจฉริยะ ซึ่งจะให้ส่งเสริมแก่ผู้ที่จะเข้ามาพัฒนาและบริหารจัดการพื้นที่เมืองอัจฉริยะซึ่งต้องลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารที่รองรับระบบอัจฉริยะด้านต่างๆ เช่น Fiber Optic, Public Wifi ด้านการบริหารจัดการข้อมูล (Open Data Platform) และต้องจัดให้มีบริการระบบอัจฉริยะพื้นฐานทั้ง 6 ด้าน ได้แก่ Smart Mobility, Smart People, Smart Living, Smart Economy, Smart Governance และ Smart Energy และ

2. ให้ส่งเสริมแก่ผู้ที่จะมาพัฒนาติดตั้ง และให้บริการระบบเมืองอัจฉริยะที่เหมาะสมอย่างน้อย1ด้านจาก6ด้านข้างต้น ซึ่งทั้ง2กิจการ จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 8 ปี (มูลค่ายกเวน้ ภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 100 ของเงินลงทุนโดยไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน)

แม้แนวคิดการพัฒนา “เมืองอัจฉริยะ” ข้างต้นอาจเป็นเพียงพื้นที่เล็กๆ เมื่อเทียบกับขนาดของประเทศไทย แต่หากทั้งภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย ร่วมกันผลักดันจนเป็นรูปธรรม ก็จะกลายเป็น โมเดลต้นแบบให้อีกหลายชุมชนเมือง ได้เรียนรู้และเดินตาม เพื่อบรรลุเป้าหมายที่สำคัญของกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานที่ซ่อนอยู่ภายใน”เมืองอัจฉริยะ” เหล่านี้ คือการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดการนำเข้าพลังงานของประเทศ ลงในที่สุด