ค้นหาด้วย ' เอราวัณ ' ทั้งหมด 25 รายการ
ความสำคัญของแหล่งก๊าซธรรมชาติของไทย ที่คนไทยควรได้รู้

ความสำคัญของแหล่งก๊าซธรรมชาติ ที่คนไทยควรได้รู้

ก๊าซธรรมชาติ ถือเป็นทรัพยากรพลังงานที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพราะนอกจากจะนำมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าแล้ว ยังสามารถแปรสภาพเป็น LPG หรือก๊าซหุงต้ม เพื่อใช้ในครัวเรือน และเป็น NGV เพื่อใช้ประโยชน์ในภาคขนส่ง ในขณะเดียวกัน ยังนำไปใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม ทั้งเป็นเชื้อเพลิงในการผลิต และเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ เช่น ปิโตรเคมี ซึ่งสร้างผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ สบู่ ผงซักฟอก บรรจุภัณฑ์พลาสติก ชิ้นส่วนยานยนต์ และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ

นอกจากนั้น ก๊าซธรรมชาติ ยังมีการเผาไหม้ที่สมบูรณ์กว่าปิโตรเลียมชนิดอื่นๆ จึงนับว่าเป็นพลังงานที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับประเทศไทย ก๊าซฯ กว่า 70% ที่ใช้อยู่ มาจากแหล่งผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย 2 แหล่ง คือ แหล่งเอราวัณและบงกช ซึ่งปัจจุบัน มีกำลังการผลิตรวมกันราว 2,110 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน ซึ่งก๊าซฯ จากสองแหล่งสำคัญนี้ สร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศไทยมายาวนานกว่า 30 ปี ทั้งในด้านความมั่นคงทางพลังงาน ที่ทำให้ไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้ ลดรายจ่ายจากการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ และสร้างรายได้ให้แก่รัฐในรูปของค่าภาคหลวง โดยรวมเป็นมูลค่ากว่า 4 แสนล้านบาท และยังส่งเสริมให้เกิดการจ้างงาน จากทั้งในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม แหล่งปิโตรเลียมทั้ง 2 แหล่งนี้ จะหมดอายุสัมปทานลงในปี 2565 ซึ่งหากการสำรวจและผลิตไม่มีความต่อเนื่อง ก๊าซฯ ก็จะหายไปจากระบบการผลิตถึง 70% ซึ่งย่อมกระทบไปถึงก๊าซหุงต้มในภาคครัวเรือน เชื้อเพลิงอุตสาหกรรม NGV ในภาคขนส่ง และ กระทบต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของประเทศ รวมถึงอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ

ดังนั้น กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะที่มีภารกิจในการจัดหาก๊าซธรรมชาติให้เพียงพอต่อต่อความต้องการใช้ในประเทศ จึงได้จัดหาผู้ประกอบการมาร่วมบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติทั้งสองแหล่งนี้ เพื่อให้สามารถผลิตและนำก๊าซฯมาใช้ได้อย่างต่อเนื่อง โดยการเปิดประมูลภายใต้ระบบแบ่งปันผลผลิต หรือ PSC ซึ่งมีหลักการสำคัญคือ การกำหนดปริมาณการผลิตขั้นต่ำ และกำหนดราคาก๊าซฯที่เป็นธรรมและมีเสถียรภาพ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนคนไทยทุกคน

เอราวัณ บงกช แหล่งก๊าซธรรมชาติสำคัญของไทย

คอลัมน์ รอบรู้ปิโตรเลียม 

By Mr. Fact


 

ความสำคัญของแหล่งก๊าซธรรมชาติ ที่คนไทยควรได้รู้

ก๊าซธรรมชาติ ถือเป็นทรัพยากรพลังงานที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพราะนอกจากจะนำมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าแล้ว ยังสามารถแปรสภาพเป็น LPG หรือก๊าซหุงต้ม เพื่อใช้ในครัวเรือน และเป็น NGV เพื่อใช้ประโยชน์ในภาคขนส่ง ในขณะเดียวกัน ยังนำไปใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม ทั้งเป็นเชื้อเพลิงในการผลิต และเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ เช่น ปิโตรเคมี ซึ่งสร้างผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ สบู่ ผงซักฟอก บรรจุภัณฑ์พลาสติก ชิ้นส่วนยานยนต์ และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ

นอกจากนั้น ก๊าซธรรมชาติ ยังมีการเผาไหม้ที่สมบูรณ์กว่าปิโตรเลียมชนิดอื่นๆ จึงนับว่าเป็นพลังงานที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับประเทศไทย ก๊าซฯ กว่า 70% ที่ใช้อยู่ มาจากแหล่งผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย 2 แหล่ง คือ แหล่งเอราวัณและบงกช ซึ่งปัจจุบัน มีกำลังการผลิตรวมกันราว 2,110 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน โดยก๊าซฯ จาก 2 แหล่งสำคัญนี้ สร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศไทยมายาวนานกว่า 30 ปี ทั้งในด้านความมั่นคงทางพลังงาน ที่ทำให้ไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้ ลดรายจ่ายจากการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ และสร้างรายได้ให้แก่รัฐในรูปของค่าภาคหลวง โดยรวมเป็นมูลค่ากว่า 4 แสนล้านบาท และยังส่งเสริมให้เกิดการจ้างงาน จากทั้งในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม แหล่งปิโตรเลียมทั้ง 2 แหล่งนี้ จะหมดอายุสัมปทานลงในปี 2565 ซึ่งหากการสำรวจและผลิตไม่มีความต่อเนื่อง ก๊าซฯ ก็จะหายไปจากระบบการผลิตถึง 70% ซึ่งย่อมกระทบไปถึงก๊าซหุงต้มในภาคครัวเรือน เชื้อเพลิงอุตสาหกรรม NGV ในภาคขนส่ง และ กระทบต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของประเทศ รวมถึงอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ

ดังนั้น กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะที่มีภารกิจในการจัดหาก๊าซธรรมชาติให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ จึงได้จัดหาผู้ประกอบการมาร่วมบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติทั้งสองแหล่งนี้ เพื่อให้สามารถผลิตและนำก๊าซฯมาใช้ได้อย่างต่อเนื่อง โดยการเปิดประมูลภายใต้ระบบแบ่งปันผลผลิต หรือ PSC ซึ่งมีหลักการสำคัญคือ การกำหนดปริมาณการผลิตขั้นต่ำ และกำหนดราคาก๊าซฯที่เป็นธรรมและมีเสถียรภาพ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนคนไทยทุกคน

ประโยชน์ของก๊าซธรรมชาติ และแหล่งก๊าซธรรมชาติของไทยมีความสำคัญอย่างไร ติดตามได้จากคลิปวิดีโอ  http://www.energynewscenter.com/index.php/clipvideo/detail/35

ความสำคัญของแหล่งก๊าซธรรมชาติ ที่คนไทยควรได้รู้

ก๊าซธรรมชาติ ถือเป็นทรัพยากรพลังงานที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพราะนอกจากจะนำมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าแล้ว ยังสามารถแปรสภาพเป็น LPG หรือก๊าซหุงต้ม เพื่อใช้ในครัวเรือน และเป็น NGV เพื่อใช้ประโยชน์ในภาคขนส่ง ในขณะเดียวกัน ยังนำไปใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม ทั้งเป็นเชื้อเพลิงในการผลิต และเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ เช่น ปิโตรเคมี ซึ่งสร้างผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ สบู่ ผงซักฟอก บรรจุภัณฑ์พลาสติก ชิ้นส่วนยานยนต์ และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ

สำหรับประเทศไทย ก๊าซฯ กว่า 70% ที่ใช้อยู่ มาจากแหล่งผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย 2 แหล่ง คือ แหล่งเอราวัณและบงกช ซึ่งจะหมดอายุสัมปทานลงในปี 2565 กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะที่มีภารกิจในการจัดหาก๊าซธรรมชาติให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ จึงได้จัดหาผู้ประกอบการมาร่วมบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติทั้งสองแหล่งนี้ เพื่อให้สามารถผลิตและนำก๊าซฯมาใช้ได้อย่างต่อเนื่อง โดยการเปิดประมูลภายใต้ระบบแบ่งปันผลผลิต หรือ PSC ซึ่งมีหลักการสำคัญคือ การกำหนดปริมาณการผลิตขั้นต่ำ และกำหนดราคาก๊าซฯที่เป็นธรรมและมีเสถียรภาพ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนคนไทยทุกคน

ก๊าซธรรมชาติและแหล่งก๊าซฯของไทย มีความสำคัญอย่างไร ติดตามได้จากคลิปวิดีโอ 

 

ตาม ENC ลงแท่นผลิตปิโตรเลียมเอราวัณ (3) : “เอราวัณ” ฮับผลิตก๊าซกลางอ่าวไทย

ตาม ENC ลงแท่นผลิตปิโตรเลียมเอราวัณ (3) : “เอราวัณ” ฮับผลิตก๊าซกลางอ่าวไทย

หลังจากที่เราได้ทำความเข้าใจในภาพกว้างไปแล้วในตอนที่ 1 และตอนที่ 2 ว่า ไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ และการผลิตปิโตรเลียมจากแหล่งภายในประเทศนั้นช่วยลดการนำเข้า สร้างความมั่นคงทางพลังงาน และช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศ ในโอกาสที่ทีมศูนย์ข่าวพลังงาน ( Energy News Center-ENC ) ได้มีโอกาสลงมาเยี่ยมแท่นผลิตปิโตรเลียม “เอราวัณ” กลางทะเลอ่าวไทยในครั้งนี้  จึงอยากจะพาผู้อ่านไปทำความรู้จักกับแหล่งผลิตปิโตรเลียมแห่งนี้ให้มากขึ้น

แหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติเอราวัณและแหล่งข้างเคียงนั้น อยู่ในแปลงสัมปทานหมายเลข 10-13  โดยมี บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด เป็นผู้รับสัมปทาน และเป็นผู้ดำเนินการ (Operator) โดยเอราวัณไม่เพียงเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติเชิงพาณิชย์แห่งแรกในอ่าวไทย แต่ยังได้ชื่อว่าเป็นฮับการผลิตก๊าซธรรมชาติของเชฟรอนและของอ่าวไทย เพราะผลิตก๊าซตามสัญญาได้ในปริมาณสูงที่สุด มากกว่าทุกแหล่งที่มีอยู่ คือประมาณ 1,280 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือคิดเป็นประมาณ 1 ใน 4 ของความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติของประเทศ

 

ทำความรู้จักกับ ‘เอราวัณ’

แท่นผลิตกลางของเอราวัณ หรือ  Erawan Complex ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งจังหวัดนครศรีธรรมราชประมาณ 145 กิโลเมตร ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมการผลิตทั้งหมด โดยมีบุคลากรคนไทยเป็นผู้ควบคุมและตรวจสอบระบบเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงานและการรักษาความปลอดภัย

โครงสร้างของ Erawan Complex ประกอบด้วยแท่น 6 แท่น คือ 1. แท่นผลิตกลาง (ERCPP –Erawan Centeral Processing Platform ) 2. แท่นหลุมผลิตแห่งแรก (ERWA-Erawan Alpha Platform)  3. แท่นกำจัดปรอท ที่ปนขึ้นมากับก๊าซที่ผลิตได้ (ERMPP –Erawan Mercury Removal Platform ) 4.แท่นอุปกรณ์เพิ่มแรงดัน (ERCP-Erawan Compression Platform)  5. แท่นที่พักอาศัย 1 (ERLQ1- Erawan Living Quarter 1 ) และ 6. แท่นที่พักอาศัย 2 (ERLQ2- Erawan Living Quarter 2)  นอกจากนี้ ยังมี เรือกักเก็บปิโตรเลียมอีก 1 ลำ (E2FSO) และแท่นหลุมผลิตอื่นๆ ซึ่งอยู่กระจายออกไปอีก 42 แท่น (รวมแท่นหลุมผลิตในแหล่งเอราวัณ แหล่งบรรพต บรรพตใต้ ประการังใต้ และดารา) 

แท่นผลิตกลาง (ERCPP) เป็นแท่นขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยอุปกรณ์การผลิตต่างๆ เช่นระบบแยกสถานะ ระบบเพิ่มแรงดันก๊าซ ระบบดูดความชื้น และมาตรวัด เป็นต้น โดยก๊าซธรรมชาติที่ขุดขึ้นมาได้จากหลุมผลิตตามตำแหน่งกระเปาะกักเก็บก๊าซซึ่งอยู่กระจัดกระจายกันออกไปตามลักษณะทางธรณีวิทยาของแหล่งเอราวัณนั้น จะถูกส่งผ่านทางท่อใต้น้ำ มารวมกันยังแท่นผลิตกลางเพื่อเข้าสู่กระบวนการต่างๆ ต่อไป เพื่อแยก น้ำ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และสารปนเปื้อนอื่นๆ ออกจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ สำหรับแท่นกำจัดปรอท (ERMRP) แห่งนี้ ก็จะแยกปรอทที่ปนขึ้นมากับก๊าซที่ผลิตได้ ก่อนเข้าสู่กระบวนการนำส่งไปยังโรงแยกก๊าซฯ ต่อไป

สำหรับแท่นหลุมผลิต เป็นแท่นที่ใช้สำหรับขุดเจาะหลุมผลิตปิโตรเลียม ภายในแท่นจะประกอบด้วยหลุมผลิตจำนวน 9-12 หลุมหรือมากกว่า และมีอุปกรณ์การผลิตเบื้องต้น เช่น อุปกรณ์แยกสถานะ โดยปิโตรเลียมที่ถูกผลิตขึ้นมาจะผ่าน อุปกรณ์การผลิตเบื้องต้นที่แท่นหลุมผลิตนี้ ก่อนส่งไปผ่านกระบวนการต่อไปที่แท่นผลิตกลางด้วยระบบท่อส่งก๊าซ และการควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ โดยแท่นหลุมผลิตจะอยู่กระจัดกระจายห่างจากเอราวัณคอมเพล็กซ์เป็นระยะทางต่างๆ กัน รวมถึงแท่นหลุมผลิต ERWA ในภาพ ซึ่งเป็นหลุมก๊าซธรรมชาติลำดับแรกที่เริ่มต้นกระบวนการผลิตเมื่อ 36 ปีที่แล้ว ก่อนที่จะสิ้นสุดกระบวนการผลิตเมื่อปี 2541

แท่นอุปกรณ์เพิ่มแรงดัน (ERCP) เนื่องจากหลุมปิโตรเลียมจะมีแรงดันตามธรรมชาติที่ดันปิโตรเลียมขึ้นมาจากชั้นหินใต้พื้นโลกด้วย แต่เมื่อผลิตไประยะเวลาหนึ่งแรงดันตามธรรมชาติจะลดลง จึงจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เพื่อเพิ่มแรงดันให้กับหลุมให้สามารถนำปิโตรเลียมขึ้นมาได้มากที่สุด เกิดประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการผลิต

แท่นที่พักอาศัย 1 และ 2 (ERLQ 1 และ ERLQ 2) มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ห้องนอน ห้องอาหาร ห้องนั่งเล่น ห้องออกกำลังกาย เป็นต้น โดยแท่นที่อยู่อาศัยทั้ง 2 แท่นนั้น สามารถรองรับพนักงานที่มาปฏิบัติงานได้พร้อมกันถึง 340 คน

นอกจากนี้ ยังมีเรือกักเก็บปิโตรเลียมอีก 1 ลำ นามว่า “เอราวัณ 2 แทงค์เกอร์” (E2FSO) ทำหน้าที่เก็บกักก๊าซธรรมชาติเหลวเอาไว้ชั่วคราวเพื่อรอเวลาจ่ายให้กับเรือบรรทุกก๊าซของ ปตท. ซึ่งเป็นผู้รับซื้อ ซึ่งจะเดินทางมารับก๊าซฯ ทุก 4-5 วัน

เฉพาะแท่นผลิตปิโตรเลียมเอราวัณแห่งนี้ ผลิตก๊าซส่วนที่มาจากหลุมผลิตของเอราวัณเอง ได้ประมาณ 270 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน แต่มีการส่งก๊าซจากแหล่งอื่นผ่านทางท่อส่งก๊าซใต้ทะเล มาที่แท่นผลิตแห่งนี้ด้วย ได้แก่ จาก แหล่งบรรพต ปริมาณ 90-100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน  และจากแหล่งจักรวาล (ตะวันตก) อีก 90 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน รวมทั้งมีการผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ คอนเดนเสท (Condensate ) ซึ่งเมื่ออยู่ในแหล่งกักเก็บตามธรรมชาติจะมีสถานะเป็นก๊าซ แต่เมื่อขึ้นมาอยู่ในสภาพบรรยากาศจะกลายเป็นของเหลว อีกประมาณ 12,000 บาร์เรลต่อวัน

 

ก้าวต่อไปของ ‘เอราวัณ’

 

<img alt="" data-cke-saved-src="/userfiles/images/PiarojResizeA.jpg" src="/userfiles/images/PiarojResizeA.jpg" 650px;="" height:="" 434px;"="">

คุณไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด

 

สัมปทานในแหล่งเอราวัณกำลังจะหมดอายุลงในปี 2565 ซี่งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการประมูลเพื่อคัดเลือกเอกชนที่มีความพร้อมทั้งทางด้านคุณสมบัติและทางเทคนิค เข้ามาบริหารจัดการแหล่งเอราวัณแห่งนี้ (หรือ แปลง G1/61 ตามที่ระบุใน TOR การประมูล) โดยเปิดให้ผู้สนใจเข้าร่วมประมูลและผ่านการพิจารณาคุณสมบัติแล้ว ซึ่งรวมถึงเชฟรอนด้วย เข้ายื่นข้อเสนอทางด้านเทคนิคและราคาในวันที่ 25 ก.ย. 2561 นี้  และคาดว่าจะทราบผลผู้ชนะการประมูลภายในสิ้นปี 2561

นับตั้งแต่ที่แหล่งเอราวัณผลิตก๊าซเชิงพาณิชย์ครั้งแรกเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2524 จวบจนถึงปัจจุบัน แหล่งก๊าซเอราวัณ มีจำนวนหลุมที่ขุดเจาะสะสมอยู่ประมาณ 766 หลุม และเป็นหลุมที่ยังคงมีการผลิตก๊าซอยู่ประมาณ 596 หลุม โดยเชฟรอน จะต้องมีการเจาะหลุมผลิตใหม่ๆ ประมาณ 50-100 หลุมต่อปี เพื่อรักษาระดับปริมาณการผลิตก๊าซเอาไว้ให้ได้ตามสัญญา

คุณไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด บอกกับผู้สื่อข่าวของ ENC ว่า แหล่งก๊าซเอราวัณผลิตก๊าซต่อเนื่องตามสัญญามาแล้ว 36 ปี ปริมาณสำรองก๊าซที่มีอยู่จึงถูกนำขึ้นมาใช้มากแล้วคือประมาณ 70-80% ของปริมาณสำรองที่สำรวจพบ จึงนับเป็นเรื่องน่ายินดีที่รัฐเปิดให้มีการประมูลครั้งใหม่ เพื่อให้มีการสำรวจเพิ่มเติม เพื่อคงความต่อเนื่องของการผลิตพลังงาน  อย่างไรก็ดีโจทย์ที่รัฐกำหนดขั้นต่ำในการประมูล หลังจากที่แหล่งก๊าซเอราวัณแห่งนี้สิ้นสุดอายุสัมปทานและเริ่มต้นดำเนินการใหม่ด้วยระบบแบ่งปันผลผลิต ที่กำหนดว่าต้องนำส่งก๊าซให้ได้อย่างน้อย 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ต่อเนื่องไปอีก 10 ปี ในราคาก๊าซที่ไม่สูงไปกว่าเดิมนั้น นับเป็นความท้าทายของผู้เข้าร่วมประมูล ซึ่งรวมถึงเชฟรอน ที่มีความพร้อมที่จะเป็นโอเปอเรเตอร์ในแหล่งนี้ต่อไปด้วย

การดำเนินการที่จะทำให้แหล่งเอราวัณ ยังคงเป็นฮับการผลิตก๊าซกลางอ่าวไทยได้ต่อไป จะต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการสำรวจและผลิต ด้วยการพัฒนากระบวนการทำงานและเทคโนโลยี เพื่อให้สามารถเข้าถึงแหล่งพลังงานที่เข้าถึงได้ยากขึ้น ตลอดจนนำปิโตรเลียมขึ้นมาได้อย่างอย่างคุ้มค่ามากที่สุด อาทิ การพัฒนาเทคโนโลยีทางธรณีวิทยาปิโตรเลียมให้สามารถระบุตำแหน่งของแหล่งปิโตรเลียมได้อย่างแม่นยำ เป็นต้น

อย่างไรก็ดี คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่า การพัฒนาปิโตรเลียมแหล่งหนึ่งนั้นต้องใช้เวลานาน ใช้เงินลงทุนสูง และมีความเสี่ยงสูงเช่นกัน ซึ่งในบทความ ตาม ENC ลงแท่นผลิตปิโตรเลียมเอราวัณ ตอนต่อไป ตอนที่ 4 ทาง ENC จะนำมาเล่าให้เห็นภาพ ว่ามันยากและเสี่ยงขนาดไหน โปรดติดตาม

 

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

ตาม ENC ลงแท่นผลิตปิโตรเลียมเอราวัณ (6 ) : เชฟรอนกับมาตรฐานความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม

ตามทีมข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน Energy News Center – ENC มาลงแท่นผลิตปิโตรเลียมเอราวัณครั้งนี้ ประเด็นที่ไม่เล่าถึงไม่ได้ และจะต้องขีดเส้นใต้เอาไว้เลย คือเรื่องของมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานของชาวเอราวัณที่เข้มข้นระดับโลก

เริ่มตั้งแต่ที่เดินทางมาถึงศูนย์ขนส่งทางอากาศของ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด เป็นผู้รับสัมปทาน และผู้ดำเนินการ (operator) แหล่งเอราวัณ ซึ่งอยู่ติดกับสนามบินนครศรีธรรมราช เพื่อโดยสารเฮลิคอปเตอร์ต่อไปยังแท่นผลิตปิโตรเลียมเอราวัณกลางอ่าวไทย  ขั้นตอนแรกผู้โดยสารและสัมภาระจะต้องผ่านเครื่องสแกนเพื่อความปลอดภัย

และหลังจากที่เช็คอินที่เคาน์เตอร์เพื่อตรวจสอบรายชื่อแล้ว ผู้โดยสารทุกคนก็จะต้องมานั่งฟังคำชี้แจงถึงการปฏิบัติตัวให้ถูกต้องในขณะที่อยู่บนเครื่องเฮลิคอปเตอร์ รับแจกเสื้อชูชีพเพื่อสวมใส่ และที่อุดหู(ear plug) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ป้องกันเสียงดัง ก่อนที่จะไปเป่าตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ โดยทางทีมข่าวได้รับคำแนะนำมาก่อนล่วงหน้าแล้วว่าห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในคืนก่อนเดินทาง เพราะถ้าหากตรวจวัดแล้วมีระดับแอลกอฮอล์เกิน ทางเจ้าหน้าที่จะไม่อนุญาตให้เดินทาง

 

ฝ่ายบริหารของเชฟรอน มองว่าการป้องกันความผิดพลาดไม่ให้เกิดขึ้น แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ จะเป็นการช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้  เพราะอุบัติเหตุส่วนใหญ่มักจะเกิดจากความผิดพลาดเล็กๆ หลายๆ จุดในช่วงเวลาเดียวกันนั่นเอง ซึ่งบริษัทเปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องที่เห็นว่าอาจจะเป็นจุดอ่อนต่อความปลอดภัย และสามารถนำเสนอแนวทางในการวางมาตรการป้องกัน โดยนอกจากความปลอดภัยต่อตัวพนักงานแล้ว ยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

สำหรับสถิติด้านความปลอดภัยของแท่นผลิตปิโตรเลียมเอราวัณนั้น ได้มีการฉลองสถิติ 13.6 ล้านชั่วโมงการทำงานโดยปราศจากการบาดเจ็บจนถึงขั้นหยุดงาน ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นถึงมาตรฐานการทำงานว่าให้ความสำคัญในเรื่องของความปลอดภัยมากเพียงใด

 

มาตรฐานสิ่งแวดล้อมระดับ World Class

 

คุณไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า อ่าวไทยเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของเชฟรอน เราจึงมุ่งมั่นปกป้องรักษาสภาพแวดล้อมในอ่าวไทย โดยตลอดระยะเวลามากกว่า 55 ปี ของการดำเนินการในประเทศไทย ไม่เคยมีอุบัติการณ์ครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นเลย

ในตอนสุดท้ายซึ่งเป็นตอนที่ 7 ของการติดตาม ENC ลงแท่นผลิตปิโตรเลียมเอราวัณ จะนำบทสัมภาษณ์พนักงานที่ทำงานประจำอยู่บนแท่นผลิต ว่ามีหลักการทำงานและใช้ชีวิตบนแท่นอย่างไรให้มีความสุข ในภารกิจที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศ

 

รัฐให้สิทธิผู้ชนะประมูลแหล่งก๊าซฯเอราวัณ บงกช ผลิตยาว 20 ปี

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติระบุ ผู้ชนะประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกชจะต้องเสนอราคาก๊าซให้ต่ำกว่าคู่แข่ง และเสนอส่วนแบ่งประโยชน์ให้กับรัฐสูงที่สุด พร้อมรับสิทธิผลิตก๊าซตามสัญญาแบ่งปันผลผลิต หรือ “พีเอสซี” ยาว 20 ปี

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC ) รายงานว่า วันนี้ (24 เม.ย. 2561) นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ได้เปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการถึงความพร้อมในการเปิดประมูลขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G1/61 (เอราวัณ)  และ G2/61(บงกช)  ภายหลังคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้รับทราบแผนบริหารจัดการการประมูลขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจ ในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G1/61 และ G2/61 ตามทีโออาร์การเปิดประมูลภายใต้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract : PSC) เมื่อวันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมา

โดยนายวีระศักดิ์ กล่าวว่า การพิจารณาเรื่องผลการประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกช ทางคณะกรรมการปิโตรเลียม จะมีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาพิจารณาโดยเฉพาะ โดยมีตัวเขาในฐานะอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เป็นประธาน พร้อมทั้งข้าราชการในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ทรงคุณวุฒิ จากภายนอก อีก 4 คน ซึ่งจะพิจารณาข้อเสนอทางเทคนิคจากผู้ที่ผ่านการพิจารณาหลักเกณฑ์คุณสมบัติตามที่กำหนดไว้มาแล้ว

โดยเกณฑ์การให้คะแนน จะให้น้ำหนักกับผู้เข้าประมูลที่เสนอราคาขายก๊าซเข้ามาราคาต่ำที่สุด โดยให้สัดส่วนคะแนน ร้อยละ 65 ส่วนผู้ที่เสนอส่วนแบ่งประโยชน์ให้กับรัฐมากที่สุด จะได้สัดส่วนคะแนนร้อยละ 25  ทั้งนี้ การที่กำหนดให้เรื่องราคาก๊าซมีสัดส่วนคะแนนที่สูง เนื่องจากรัฐต้องการให้ผู้เข้าประมูลแข่งขันกันในเรื่องราคาก๊าซ เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค ที่จะได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่ถูกลง จากการที่ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า รวมทั้งการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี  มากกว่าจะแข่งขันกันในเรื่องของการเสนอผลประโยชน์ให้กับรัฐ 

ทั้งนี้ ภายใต้ระบบแบ่งปันผลผลิต ซึ่งเป็นระบบใหม่ ที่จะนำมาใช้ในการประมูล นั้น จะทำให้รัฐมีสัดส่วนรายได้เมื่อหักค่าใช้จ่าย ประมาณร้อยละ 60 ในขณะที่เอกชนผู้ชนะการประมูลที่เป็นคู่สัญญากับรัฐ จะได้รับประโยชน์ในสัดส่วน ร้อยละ 40

นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า กรมฯคาดว่าจะทราบผลผู้ชนะการประมูล ภายในเดือน ธันวาคม 2561 นี้ และจะสามารถลงนามในสัญญาแบ่งปันผลผลิต ได้ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2562 โดยเอกชนที่เป็นคู่สัญญาพีเอสซี จะได้สิทธิระยะเวลาในการสำรวจปิโตรเลียม 3 ปี ต่อได้อีก 3 ปี และสิทธิในการผลิตปิโตรเลียมอีก 20 ปี (รวม 23 ปี หรือ 26 ปี แล้วแต่กรณี) ซึ่งจะต้องผลิตก๊าซฯ ต่อเนื่องตามปริมาณที่กำหนด เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 10 ปี

ทั้งนี้ ในการออกประกาศเชิญชวน และพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้น (Pre-Qualification Evaluation) จะเปิดให้ผู้ที่สนใจ ต้องยื่นคุณสมบัติเบื้องต้น เพื่อแสดงสถานะทางการเงินที่เข้มแข็ง โดยต้องแสดงข้อมูลการถือครองหุ้นในกิจการ ระหว่างปี 2559 – 2560 รวมถึงจะต้องเป็นผู้มีประสบการณ์ในการดำเนินงานการผลิตก๊าซธรรมชาติในทะเลตามที่กำหนดในเอกสารแนะนำสำหรับผู้ประมูล โดยผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประมูล ผ่านทางเว็บไซต์กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (http://www.dmf.go.th/bidding2018) ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2561 เป็นต้นไป จากนั้นสามารถยื่นแบบฟอร์มแสดงความจำนงในการเข้าร่วมพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้นในวันที่ 4 พฤษภาคม 2561 และยื่นหลักฐานแสดงคุณสมบัติเบื้องต้น ในวันที่ 15 - 16 พฤษภาคม 2561 ซึ่งจะแจ้งผลการพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้น ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2561

โดยผู้เข้าร่วมประมูลที่ผ่านคุณสมบัติเบื้องต้นแล้ว ตามรายชื่อที่ได้ประกาศ จะสามารถยื่นเอกสารแสดงเจตจำนงในการเข้าถึงข้อมูล ในระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม - 1 มิถุนายน 2561 จากนั้นสามารถเข้าศึกษาข้อมูลในพื้นที่แปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G1/61 และ G2/61 ได้ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน - 21 กันยายน 2561  ส่วนการยื่นข้อเสนอด้านเทคนิคและผลประโยชน์ตอบแทนรัฐ แผนการดำเนินงาน งบประมาณการลงทุน จะเปิดให้ยื่นในวันที่ 25 กันยายน 2561

นายวีระศักดิ์ มั่นใจว่าทั้งแหล่งเอราวัณและบงกช จะมีผู้ยื่นประมูล มากกว่า 1ราย อย่างไรก็ตาม หากมีผู้เสนอประมูลเพียงรายเดียว ก็ไม่ทำให้ต้องล้มการประมูล โดยกรมฯ สามารถจะเสนอผู้เข้าร่วมประมูลที่ยื่นข้อเสนอทางเทคนิค ตรงตามเงื่อนไขที   โออาร์ ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติได้เลย

เชฟรอน ประกาศความพร้อมเข้าร่วมประมูล หวังสร้างความต่อเนื่องผลิตก๊าซในอ่าวไทย

เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต ประกาศความพร้อมที่จะเข้าร่วมประมูลแหล่งผลิตก๊าซ ตามที่รัฐมีการออกประกาศข้อกำหนดและเงื่อนไขใหม่ (TOR) หวังสร้างความต่อเนื่องการผลิตก๊าซในอ่าวไทย โดยเฉพาะจากแหล่งเอราวัณ ที่บริษัทเป็นผู้รับสัมปทานอยู่เดิม

นายไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวภายหลังจากที่รัฐบาลได้ออกประกาศข้อกำหนดและเงื่อนไขใหม่ (TOR) ในการเปิดประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่กำลังจะสิ้นอายุสัมปทาน ว่า บริษัทฯ จะทำการศึกษารายละเอียดต่าง ๆ ในเอกสารเชิญชวนให้ยื่นข้อเสนอฯ ที่ทางรัฐบาลได้ประกาศออกมา โดยบริษัทมีความพร้อมเข้าร่วมการประมูลครั้งนี้

“เชฟรอนภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่บุกเบิกและพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ได้มีการเริ่มผลิตก๊าซธรรมชาติครั้งแรกจากแหล่งเอราวัณในปี 2524 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเรายึดมั่นในการทำหน้าที่จัดหาพลังงานอย่างปลอดภัยและเชื่อถือได้ให้กับประเทศไทย และมีความพร้อมที่จะดำเนินงานต่อไปโดยใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมา ผนวกกับเทคโนโลยีล่าสุดจากทั่วโลกที่สามารถนำมาปรับใช้กับประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

“เราจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความไว้วางใจให้ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวต่อไป เชฟรอนพร้อมเข้าร่วมการประมูลในครั้งนี้ และเชื่อมั่นว่านี่จะเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้แสดงให้คนไทยเห็นว่า เชฟรอนคือพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจ และมีความพร้อมในการจัดหาพลังงานให้กับประเทศอย่างต่อเนื่องต่อไปในอนาคต ดังเช่นที่ผ่านมา” นายไพโรจน์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center -ENC) รายงานว่า กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จะเปิดให้ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประมูล ผ่านทางเว็บไซต์กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ http://www.dmf.go.th/bidding2018 ได้ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2561 เป็นต้นไป จากนั้น จะเปิดให้ยื่นแบบฟอร์มแสดงความจำนงในการเข้าร่วมพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้นในวันที่ 4 พฤษภาคม 2561 และยื่นหลักฐานแสดงคุณสมบัติเบื้องต้น ในวันที่ 15 - 16 พฤษภาคม 2561 จากนั้นกรมฯจะมีการแจ้งผลการพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้น ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2561

โดยผู้เข้าร่วมประมูลที่ผ่านคุณสมบัติเบื้องต้นแล้ว ตามรายชื่อที่ประกาศ จึงจะมีสิทธิยื่นเอกสารแสดงเจตจำนงในการเข้าถึงข้อมูล ในระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม - 1 มิถุนายน 2561 จากนั้นสามารถเข้าศึกษาข้อมูลในพื้นที่แปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G1/61 (เอราวัณ) และ G2/61 (บงกช) ได้ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน - 21 กันยายน 2561 ส่วนการยื่นข้อเสนอด้านเทคนิคและผลประโยชน์ตอบแทนรัฐ แผนการดำเนินงาน งบประมาณการลงทุน จะเปิดให้ยื่นในวันที่ 25 กันยายน 2561

ทั้งนี้ กรมฯคาดว่าจะสามารถรู้ผลผู้ชนะการประมูลภายในสิ้นปีนี้ และจะลงนามกับผู้ชนะการประมูลภายใต้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract : PSC) ซึ่งเป็นระบบใหม่ที่จะมาใช้แทนระบบสัมปทานปิโตรเลียมเดิม ในเดือน กุมภาพันธ์ 2562

ด้านแหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานต้องการที่จะให้ทั้งแหล่งประมูลเอราวัณ และบงกช มีผู้ผ่านคุณสมบัติและสามารถยื่นข้อเสนอทางเทคนิคในแต่ละแหล่ง มากกว่า 1 ราย เพื่อให้มีการแข่งขันในเรื่องของราคาก๊าซฯ และ ผลประโยชน์ตอบแทนที่จะเสนอให้กับรัฐ ให้เห็นถึงความโปร่งใสในการประมูล โดยในส่วนของแหล่งเอราวัณ ที่ทาง กลุ่มเชฟรอน เป็นผู้รับสัมปทานอยู่เดิม และจะเข้าร่วมแข่งขันภายใต้ระบบแบ่งปันผลผลิตนั้น คาดว่าจะมีบริษัทมูบาดาลา ปิโตรเลียม ซึ่งเป็นบริษัทใหญ่ที่ถือหุ้นใหญ่โดยภาครัฐประเทศ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เข้ามาเป็นคู่แข่งขันที่สำคัญ

6 บริษัท แจ้งเข้าร่วมประมูลเอราวัน-บงกช จีน ออสเตรีย ฝรั่งเศส ยูเออี ร่วมวง

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เผย 6 บริษัท สนใจร่วมประมูลแหล่งเอราวัณ บงกช  โดยมีทั้งผู้รับสัมปทานเจ้าเดิม คือ  เชฟรอน และ ปตท.สผ. รวมถึงรายใหม่อย่าง มูบาดาลาจาก UAE และเอกชนอีก 3 รายที่ทยอยมายื่นแสดงความจำนงเข้าร่วมประมูลในช่วงบ่าย ได้แก่ โอเอ็มวี จากออสเตรีย โททาล จากฝรั่งเศส และกิจการร่วมค้าพลังงานสะอาดของไทย ที่จับมือกับนักลงทุนจากจีนและยูเออี ร่วมเข้าแข่งขันประมูลในครั้งนี้ 

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) รายงานว่า ผู้ประกอบการที่สนใจร่วมประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกช ได้เข้ายื่นแบบฟอร์มแสดงความจำนงเข้าร่วมพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้น (Pre-Qualification Evaluation  Registration-PQ Registration) สำหรับเข้าร่วมการประมูลสิทธิในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G1/61(เอราวัณ) และ G2/61(บงกช ) ภายใต้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract -PSC) ในวันนี้ (4 พ.ค. 2561) โดยบางส่วนได้มายื่นเอกสารในช่วงเช้า และนักลงทุนอีกส่วนมาในช่วงบ่าย ก่อนหมดเวลายื่นแบบฟอร์ม PQ ในเวลา 16.30 น.

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า มีบริษัทเข้ามายื่นเอกสารแสดงความจำนงเข้าร่วมการพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้น ที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในวันที่ 4 พ.ค. 2561 นี้ ทั้งหมด จำนวน 6 บริษัท ได้แก่    1.บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) โดยผู้แทนบริษัทเป็นผู้ยื่น  2. บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด นำโดย นายไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร 3. บริษัท มูบาดาลา ปิโตรเลียม (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย นายราเชด อัล บลูชิ (Mr.Rashed Al Blooshi) กรรมการผู้จัดการ 4. บริษัท โอเอ็มวี แอคเทียนวีเซลสคาฟท 5. บริษัท โททาล อี แอนด์ พี ไทยแลนด์ จำกัด นำโดย Mr. Pascal Laroche, Country Chair and General Manager และ 6. กิจการร่วมค้าพลังงานสะอาด 101 ร่วมกับ Haicheng Petroleum Machinery Manufacture Group และ AL Jaber gruop ซึ่งทั้ง 6 รายสนใจเข้าร่วมประมูลแหล่งเอราวัณ ส่วนแหล่งบงกชมีผู้สนใจยื่นประมูล 5 ราย ไม่รวมโททาลฯ  เนื่องจากบริษัท โททาลฯ ไม่ได้ยื่น PQ สำหรับแหล่งบงกช

โดยขั้นตอนต่อไป บริษัทที่เข้ามายื่นเอกสารแสดงความจำนงดังกล่าว จะต้องนำเอกสารหลักฐานที่แสดงคุณสมบัติเบื้องต้นตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ มายื่นให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในระหว่างวันที่ 15-16 พ.ค. 2561 ซึ่งจะใช้เวลาในการพิจารณาประมาณ 10 วัน และจะประกาศผลผู้ที่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้นในวันที่ 28 พ.ค. 2561

นายยุทธ เพียรดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลังงานสะอาด 101 จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ ร่วมมือกับบริษัท Haicheng Petroleum Machinery Manufacture Group จากประเทศจีน และบริษัท  AL Jaber group จำกัด จากประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เพื่อเข้าร่วมประมูลแหล่งเอราวัณและบงกช โดยมีเงินทุนหมุนเวียนรวม 1.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมาจากบริษัท Haicheng 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และบริษัท AL Jaber 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ

ทั้งนี้มั่นใจว่าจะผ่านการพิจารณาคุณสมบัติ PQ เนื่องจากมีเงินทุนหมุนเวียนมากเพียงพอและบริษัท Haicheng ยังมีประสบการณ์สำรวจและผลิตปิโตรเลียมมานาน โดยกลยุทธ์การเข้าแข่งขันประมูลในครั้งนี้ คือ การแข่งขันด้านราคาก๊าซฯเป็นหลัก โดยจะพยายามกดราคาก๊าซฯให้ต่ำกว่าคู่แข่ง และจะทำให้ราคาก๊าซฯ ต่ำกว่าราคาปัจจุบัน 50% 

4 บริษัทยื่นขอดูข้อมูลศักยภาพแหล่งก๊าซฯ เตรียมลุยประมูลชิงสิทธิ์สำรวจและผลิต

4 บริษัท ได้แก่ เชฟรอน ปตท.สผ. โททาล และ มิตซุย ยื่นขอเข้า Data Room เพื่อดูข้อมูลศักยภาพแหล่งก๊าซฯ เอราวัณและบงกช พร้อมชำระค่าเข้าร่วมประมูล เตรียมยื่นข้อเสนอชิงสิทธิ์สำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแหล่งก๊าซฯ ที่ใกล้หมดอายุสัมปทานทั้งสองแหล่งนี้

วันนี้ (30 พฤษภาคม 2561) กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้เปิดให้บริษัทที่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้น (PQ) เข้ายื่นเอกสารแสดงความจำนงในการเข้าถึงข้อมูล พร้อมชำระค่าเข้าร่วมประมูล และลงนามในสัญญาการรักษาความลับและการใช้ประโยชน์ข้อมูล ซึ่งในวันนี้ มีบริษัทเข้ายื่นเอกสารฯ และชำระค่าเข้าร่วมประมูลฯ จำนวนทั้งสิ้น 4 บริษัท โดยแบ่งเป็น Operator 3 ราย ที่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้น (PQ) ในการเข้าร่วมประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกช ได้แก่ 1. บริษัท Chevron Thailand Holdings Ltd. แปลง G1/61 และ G2/61 2. บริษัท PTTEP Energy Development Company Limited แปลงG1/61 และ G2/61 3. บริษัท Total E&P Thailand แปลง G1/61 และ อีก 1 รายได้แก่ บริษัท มิตซุย ออยล์ เอ็กซโปลเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็น Partner ของบริษัท Chevron Thailand Holdings Ltd.) แปลง G1/61 และ G2/61 โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ได้เก็บค่าเข้าร่วมประมูลจากทั้ง 4 บริษัทในวันนี้ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 49 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม  ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center - ENC)  รายงานว่า บริษัท มูบาดาลา ปิโตรเลียม และ บริษัท OMV Aktiengesellschaft ซึ่งเป็นอีก 2 รายที่ผ่าน PQ แล้ว ยังไม่ได้มายื่นแสดงความจำนงเข้าดูข้อมูล ซึ่งคาดว่าทั้ง 2 บริษัท จะมาดำเนินการในวันถัดไป

ทั้งนี้ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จะเปิดให้เข้ายื่นเอกสารแสดงความจำนงในการเข้าถึงข้อมูลฯ ตั้งแต่วันนี้ (30 พ.ค. 2561) ไปจนถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2561 เวลา 08.30 - 16.30 โดยเรียกเก็บค่าดูข้อมูลแหล่งละ 7 ล้านบาทต่อราย สามารถดูได้ 2 วันแรกที่เปิดห้องและจำกัดผู้เข้าดูข้อมูล 5 คนต่อครั้ง แต่หากต้องการดูเพิ่มมากกว่า 2 วันแรก จะต้องจ่ายค่าเข้าศึกษาข้อมูล 7 หมื่นบาทต่อวัน โดยผู้เข้าศึกษาข้อมูลสามารถแปลงข้อมูลเพื่อเป็นเอกสารนำกลับไปได้ และสามารถแชร์ข้อมูลเพื่อการร่วมประมูลเท่านั้น ห้ามใช้ในกิจการอื่น

สำหรับขั้นตอนการประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณและบงกช นั้น ในวันที่ 4 มิ.ย. 2561 กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จะจัดสัมมนาสำหรับผู้ผ่าน PQ เพื่อทำความเข้าใจเอกสารการประมูลร่วมกัน โดยกำหนดวันที่ให้ดูข้อมูลห้อง Data Room และเตรียมข้อเสนอการประมูล 4 เดือน ระหว่างวันที่ 7 มิ.ย. - 21 ก.ย.2561 ก่อนจะเปิดให้ยื่นข้อเสนอประมูลสิทธิ์สำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแหล่งปิโตรเลียมทั้งสองแหล่งดังกล่าว ในวันที่ 25 ก.ย.2561 โดยคาดว่าจะประกาศผู้ชนะการประมูลได้เดือน ธ.ค. 2651และลงนามสัญญากับผู้ชนะประมูลในเดือน ก.พ. 2562

กพช.รับทราบTORประมูลเอราวัณ บงกช เน้นต้องมีเงินทุน ประสบการณ์สูง และจ้างงานคนไทย

คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติรับทราบ แผนการเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ บงกช โดย เริ่มประกาศเชิญชวนยื่นเอกสารเพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ ตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย. 2561 นี้ ผู้ที่ผ่านคุณสมบัติ จึงจะมีสิทธิเข้ามาศึกษาข้อมูลแหล่งผลิตและยื่นประมูล คาดรู้ผล ธ.ค. 2561 เผยเงื่อนไขการประมูล(TOR) เบื้องต้น 4 ข้อ และต้องมีความพร้อมเรื่องเงินทุนหมุนเวียน มีประสบการณ์ผลิตปิโตรเลียมในทะเล และต้องจ้างงานคนไทยที่ทำงานอยู่บนแท่นผลิตทุกระดับ ซึ่งมีอยู่กว่าหมื่นคน ไม่น้อยกว่า 80% เมื่อสิ้นปีที่1 ในขณะที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติระบุ มีเอกชน 3 กลุ่ม คือ เชฟรอน ปตท.สผ. และมูบาดาลา ที่แสดงความพร้อมจะเข้าร่วมประมูลครั้งนี้

นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้มีมติรับทราบการดำเนินงานของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ในการเปิดประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติ ที่กำลังจะสิ้นอายุสัมปทาน ในปี 2565-2566 (แหล่งเอราวัณและแหล่งบงกช) โดยให้ออกประกาศเชิญชวนผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมประมูลยื่นเอกสารเพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ ได้ตั้งแต่ ในวันที่ 24เมษายน2561ตามที TOR การเปิดประมูลระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract : PSC) โดยสามารถขอเอกสารได้ที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ซึ่งกรมฯจะใช้เวลาตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นให้เสร็จในเดือนพ.ค. 2561

โดยขั้นตอนหลังจากนั้น ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขที่กำหนด สามารถเข้ามาศึกษาข้อมูลแหล่งผลิต (Data room) ภายในเวลา 4 เดือน หลังจากนั้นจึงให้ทำข้อเสนอการประมูลยื่นมายังกรมฯประมาณเดือน ก.ย. 2561 และกรมฯจะใช้เวลาพิจารณาข้อเสนอประมาณ 2 เดือนครึ่ง และจะพิจารณาคัดเลือกให้เสร็จภายในสิ้นเดือนธ.ค. 2561 ก่อนที่จะจัดให้มีการลงนามสัญญาภายในเดือนก.พ. 2562

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์การประมูลเบื้องต้น ประกอบด้วย

1.ผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต ต้องผลิตก๊าซฯ ปริมาณขั้นต่ำ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี ในแปลงสำรวจเลขที่ G1/61 (แหล่งเอราวัณ) ส่วนในแปลงสำรวจหมายเลข G2/61 (แหล่งบงกช) ต้องผลิตก๊าซฯในประมาณการผลิตขั้นต่ำ 700 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี เช่นเดียวกัน

2.ผู้เข้าร่วมประมูลจะต้องเสนอราคาก๊าซฯที่ไม่สูงไปกว่าราคาเฉลี่ยของราคาก๊าซฯ ในปัจจุบัน ตามสูตรราคาที่กำหนดในเงื่อนไขการประมูล (ราคาซื้อขายก๊าซฯ ณ เดือนก.พ. 2561 ในแหล่งเอราวัณอยู่ที่ 165 บาทต่อล้านบีทียู และในแหล่งบงกชอยู่ที่ประมาณ 200 บาทต่อล้านบีทียู โดยการที่กำหนดราคาก๊าซแตกต่างกัน เนื่องจากแหล่งบงกชมีขนาดที่เล็กกว่า และการเจาะหลุมผลิตทำได้ยากจึงมีต้นทุนที่สูงกว่า )

3.ให้ผู้เข้าร่วมประมูลเสนอสัดส่วนการแบ่งกำไรให้รัฐ ซึ่งจะต้องไม่ต่ำกว่า 50% และเสนอผลประโยชน์พิเศษต่างๆ เช่น โบนัสการลงนาม โบนัสการผลิต และผลประโยชน์พิเศษอื่นๆ

4.ผู้เข้าร่วมประมูลจะต้องเสนอสัดส่วนการจ้างพนักงานไทยไม่ต่ำกว่า 80% ในสิ้นปีที่ 1 และไม่ต่ำกว่า 90% ในสิ้นปีที่ 5 ของการดำเนินงาน

โดย นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำในที่ประชุม ว่าในการประมูลแหล่งเอราวัณและบงกช ในครั้งนี้จะต้องให้ความสำคัญกับการจ้างพนักงานคนไทยที่ปฏิบัติงานอยู่บนแท่นผลิตในทุกระดับ เช่น ผู้บริหาร วิศวกร ช่าง และแรงงาน โดยให้ว่าจ้างพนักงานที่ดำเนินงานอยู่ในปัจจุบันเป็นอันดับแรก ซึ่งให้ความเชื่อมั่นว่าการประมูลครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ปฏิบัติงานใน 2 แหล่งดังกล่าว ที่มีการจ้างงานตรงกว่า 2,000 คน และแรงงานสืบเนื่อง 4-5 เท่าของแรงงานโดยตรง รวมพนักงานในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกว่า 1 หมื่นคน

สำหรับปริมาณก๊าซฯ สำรองในแหล่งเอราวัณและบงกช ปัจจุบันมีอัตราการผลิตรวม 2,110 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งดำเนินการผลิตไปแล้ว 75% ของปริมาณสำรองก๊าซฯ และคาดว่ายังคงเหลือปริมาณก๊าซฯประมาณอีก 25-30% เพียงพอต่อความต้องการใช้ก๊าซฯที่กำหนดปริมาณการผลิตขั้นต่ำจากทั้งสองแหล่งดังกล่าวอยู่ไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ไปได้ไม่ต่ำกว่า 10 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม นายศิริ กล่าวว่า ความต้องการใช้ของภาคปิโตรเคมี (ผ่านโรงแยกก๊าซฯ) อยู่ที่ 1,700 ล้านลูกบาศ์ฟุตต่อวัน ซึ่งหากคำนวณอัตราการผลิตก๊าซฯขั้นต่ำที่ 1,500 ล้านลูกบาศก์ฟุต จะยังเหลือก๊าซฯที่ขาดไปอีก 200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน แต่ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่มีมูลค่าหลายแสนล้าน เนื่องจากโรงแยกก๊าซฯต้องปรับตัวและมีแผนปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน ปตท.มีแผนหยุดผลิตโรงแยกก๊าซฯ แห่งที่ 1 ที่ จ.ระยอง กำลังการผลิต 1 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เนื่องจากเป็นโรงเก่าที่เดินเครื่องมานานกว่า 34 ปีแล้ว

นายศิริ กล่าวด้วยว่า การประมูลในครั้งนี้ กระทรวงพลังงานเห็นว่าบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ควรจะต้องเข้าร่วมประมูลทั้งแหล่งบงกชและเอราวัณ เพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน ส่วนบริษัท เชฟรอน ประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานแหล่งเอราวัณในปัจจุบัน นั้น แสดงความสนใจเข้าร่วมประมูลในแหล่งเอราวัณ อย่างแน่นอน

ด้าน นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า สำหรับคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้เข้าร่วมประมูลประกอบด้วย 1.ผู้ร่วมประมูลในแหล่งเอราวัณ กำหนดให้ต้องมีเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทในรอบ 2 ปีย้อนหลังไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนแหล่งบงกชต้องมีเงินหมุนเวียนในรอบ 2 ปีย้อนหลังไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ กรณีที่บริษัทผู้ร่วมประมูลมีเงินหมุนเวียนไม่ครบตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว สามารถให้บริษัทแม่เป็นผู้รับรองเงินหมุนเวียนแทนได้ และคุณสมบัติที่ 2. คือ ต้องมีประสบการณ์การผลิตทางทะเลไม่ต่ำกว่า 100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน

สำหรับผู้ร่วมประมูลเบื้องต้นคาดว่าจะมีไม่ต่ำกว่า 3 ราย ได้แก่ 1.บริษัท ปตท.สผ. ที่จับมือบริษัทโททาล อีแอนด์พี ไทยแลนด์ จะเข้าร่วมประมูลทั้งแหล่งเอราวัณและบงกช 2.บริษัท เชฟรอน จะจับมือกับบริษัท มิตซุย ออยล์ เอ็กซโพลเรชั่น จำกัด (MOECO) ร่วมประมูลในแหล่งเอราวัณ และบงกช เช่นกัน เนื่องจากการลงทุนทั้งสองแหล่งจะช่วยทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลง และ 3.บริษัท มูบาดาลา ปิโตรเลียม ประเทศไทย สนใจเข้าร่วมประมูล แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะประมูลในแหล่งใดบ้าง ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะยื่นประมูลแหล่งเอราวัณ

ด้าน นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยภายหลังจากที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2561 ได้รับทราบการดำเนินงานของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ในการเปิดประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติบงกชและเอราวัณว่า ปตท.สผ. จะเข้าร่วมในการประมูลครั้งนี้ โดยมั่นใจว่าประสบการณ์และความชำนาญในการสำรวจ พัฒนาและผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแหล่งบงกชซึ่ง ปตท.สผ. เป็นผู้ดำเนินการมาถึง 20 ปี ทำให้บริษัทมีความเข้าใจลักษณะทางธรณีวิทยาของแหล่งเป็นอย่างดี รวมถึงมีการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและลดต้นทุนมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีต้นทุนที่แข่งขันได้ และหาก ปตท.สผ. ได้รับเลือกให้เป็นผู้ดำเนินการต่อ จะสามารถสร้างความต่อเนื่องในการผลิตก๊าซธรรมชาติให้กับประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่มีการหยุดชะงักในการผลิต รวมทั้งสามารถสร้างผลประโยชน์ให้กับภาครัฐได้มากกว่า

โดยในการประมูลในแหล่งบงกช บริษัทมีแผนจะเข้าประมูลร่วมกับผู้ร่วมทุนรายเดิม (บริษัท โททาล อีแอนด์ พี ไทยแลนด์) เนื่องจากเป็นพันธมิตรในการลงทุนที่ดี สามารถใช้ความรู้และเทคโนโลยีที่มีร่วมกันในการพัฒนาแหล่งบงกชได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนแหล่งเอราวัณ ปตท.สผ. มีเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนจากเดิม โดยอยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ดำเนินการปัจจุบัน (เชฟรอน) และเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าร่วมประมูลในกรณีที่ไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้

ส่วนหลักเกณฑ์ TOR ที่ภาครัฐเตรียมจะออกประกาศเชิญชวนประมูลนั้น ปตท.สผ. ขอดูในรายละเอียดต่อไป โดยเชื่อมั่นว่าภาครัฐจะพิจารณาจากการสร้างผลประโยชน์ที่ดีที่สุดแก่ประเทศเป็นหลัก และเชื่อว่าภาครัฐสามารถรักษาสมดุลโดยพิจารณาองค์ประกอบหลาย ๆ ด้าน เพื่อดึงดูดให้บริษัทน้ำมันเข้าร่วมการประมูล และสามารถคัดเลือกผู้ชนะการประมูลที่มีศักยภาพ เพื่อสร้างความต่อเนื่องทางพลังงานให้แก่ประเทศ