ค้นหาด้วย ' เอราวัณ ' ทั้งหมด 25 รายการ
ประมูลแหล่งก๊าซเอราวัณ บงกช เดิมพันผลกระทบมากกว่า 1ล้านล้านบาท เศรษฐกิจไทยรับไหวหรือ

ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)เมื่อ วันที่30พ.ค2559กระทรวงพลังงานมีการรายงานให้ นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นประธาน.กพช.ได้รับทราบแล้วถึงความสำคัญของสัมปทานปิโตรเลียม2แหล่งใหญ่ทั้งเอราวัณ และบงกช ที่จะหมดอายุลงในช่วงปี2565 -2566 และบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกที่ว่าจ้างมาศึกษานั้นยืนยันแล้วว่า หลังจากที่สัมปทานหมดอายุ จะยังมีปริมาณสำรองทั้งที่พิสูจน์แล้ว (Proved Reserves) และปริมาณสำรองที่คาดว่าจะพบ(Probable Reserves) อยู่ที่ประมาณ6 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต  มากพอที่จะผลิตก๊าซต่อไปได้อีกประมาณ10ปี หลังจากที่หมดอายุสัมปทาน เพียงแต่ต้องมีการลงทุนเจาะหลุมสำรวจและหลุมผลิตเพิ่มเติมเพื่อนำขึ้นมาใช้ประโยชน์ ให้ได้เท่านั้น

กพช.จึงเลือกแนวทางที่จะให้มีการเปิดประมูลเป็นการทั่วไป เพื่อเปิดโอกาสให้ทั้งผู้รับสัมปทานรายเดิม และบริษัทในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรายใหม่ ที่คิดว่าตัวเองมีเทคนิคและวิธีการที่จะนำก๊าซขึ้นมาได้ มาแข่งขันกัน  เพื่อให้ตอบโจทย์กับสังคมได้ว่ารัฐมีการดำเนินการในเรื่องนี้อย่างโปร่งใส   แม้ว่าวิธีการประมูลที่ กพช.ตัดสินใจเลือกนั้น จะใช้เวลานานกว่าวิธีการเจรจากับผู้รับสัมปทานรายเดิมให้ดำเนินการต่อ เหมือนที่หลายๆประเทศดำเนินการให้เห็นเป็นตัวอย่าง

ประเด็นที่สังคมจะต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันคือ ทั้งแหล่งเอราวัณและบงกช นั้นมีโครงสร้างทางธรณีวิทยาปิโตรเลียมเป็นกระเปาะเล็กๆกระจายตัวกันอยู่   ผู้ที่เข้ามาดำเนินงานต่อ จะต้องลงทุนเจาะหลุมผลิตจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆในแต่ละปี เพื่อรักษาระดับการผลิตเอาไว้   ดังนั้นการผลิตก๊าซช่วงหลังสัมปทานหมดอายุจะมีต้นทุนการผลิตก๊าซที่สูงกว่า แหล่งปิโตรเลียม ของเพื่อนบ้านที่เป็นแหล่งใหย่กว่าอย่างที่มาเลเซีย หรือเมียนมา  ดังนั้น การกำหนดหลักเกณฑ์การประมูลเพื่อคัดเลือกผู้ดำเนินการ จึงต้องมีเงื่อนไขที่จูงใจผู้ลงทุนมากพอสมควร  และต้องมั่นใจว่าผู้ดำเนินการมีเงินลงทุน และมีแผนการผลิตที่ดีสามารถผลิตก๊าซขึ้นมาใช้ได้อย่างต่อเนื่อง   ซึ่งประเด็นดังกล่าวค่อนข้างจะสวนทางกับความคาดหวังของสังคมที่อยากจะให้รัฐได้เงื่อนไขผลประโยชน์ที่สูงขึ้นกว่าเดิม  เหมือนกับที่เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) พยายามที่จะนำเสนอแนวทางและวิธีการในการดำเนินการ  ในรูปของการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาดูแล และใช้ระบบจ้างผลิตแทนระบบสัมปทานเดิม

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้มีการตัดสินใจจากฝ่ายนโยบายออกมา ว่ารัฐจะเลือกใช้ระบบใดระหว่างระบบสัมปทานไทยแลนด์ทรี ที่มีการใช้อยู่ในปัจจุบัน  ,กับระบบแบ่งปันผลผลิต(PSC) และระบบรับจ้างผลิต  ที่เป็นระบบใหม่

โจทย์ที่ประเด็นสำคัญและเป็นแรงกดดันการทำงานของกระทรวงพลังงาน คือจะสามารถเร่งรัดการประมูลให้แล้วเสร็จภายใน1ปีตามมติกพช.ได้อย่างไร  ในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งกันอยู่ในรูปแบบและวิธีการ   และการประมูลจะล่าช้าออกไปมากน้อยแค่ไหนหากรัฐไม่เลือกตามแนวทางที่ คปพ.  โดยหากย้อนไปดูกรณีของการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่21 เมื่อเดือนตุลาคม 2557 ก็ชี้ให้เห็นแล้วว่า รัฐบาลนั้นพ่ายแพ้ต่อกระแสกดดันของ คปพ.ที่จนถึงขณะนี้ผ่านมาปีกว่าแล้ว รัฐก็ยังไม่สามารถที่จะออกประกาศเชิญชวนเอกชนยื่นของสิทธิ์สำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ได้เลย

ปัจจุบันแหล่งเอราวัณและบงกช ผลิตก๊าซรวมกันอยู่ปริมาณ2,200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันคิดเป็นร้อยละ76 ของการผลิตก๊าซในอ่าวไทย ซึ่งมีการประเมินถึงผลกระทบภายในกระทรวงพลังงานแล้วว่า  หากรัฐไม่สามารถที่จะดำเนินการประมูลให้แล้วเสร็จภายในกลางปี2560 ตามที่กพช.มีมติ  ผู้รับสัมปทานรายเดิมในแหล่งเอราวัณ ที่ และบงกช คือทั้งเชฟรอน และปตท.สผ. จะค่อยๆทะลอยลดกำลังการผลิตก๊าซลงต่ำกว่าสัญญาได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการผิดสัญญา เพียงแต่ต้องมีการแจ้งล่วงหน้าประมาณ1ปี เพื่อให้ปตท.สามารถที่จะจัดหาก๊าซจากแหล่งอื่นมาทดแทน    ซึ่งคาดว่าก๊าซจะหายไปจากระบบช่วงปี2561-2565 ประมาณ1.9ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต  และในกรณีที่ผู้ชนะการประมูลเป็นรายใหม่  การผลิตก๊าซจะหยุดชะงักช่วงรอยต่อระหว่างการผลิตระหว่างผู้รับสัมปทานเดิมกับรายใหม่  จะทำให้ก๊าซหายไปจากระบบช่วงปี2561-2568 มากถึง3ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต   

มีคำถามถึงรัฐบาลว่า ระบบเศรษฐกิจของประเทศจะรับไหวหรือไม่และรัฐบาลจะแก้ปัญหาอย่างไร หากปล่อยให้เกิดกรณีเลวร้ายที่สุดขึ้น ที่ก๊าซจากอ่าวไทย จะหายไปมากถึง3ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ในช่วง8ปี เพราะจะเกิดผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ตามมาอีกหลายเรื่อง  โดยจะต้องมีการนำเข้าLNG เข้ามาทดแทน ในช่วงดังกล่าวมากถึง40ล้านตัน  คิดเป็นเงินตราต่างประเทศที่ต้องสูญเสียออกไปประมาณ1.1 ล้านล้านบาท(กรณีLNGราคาอยู่ที่15เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู)  และมูลค่านำเข้าประมาณ6แสนล้านบาท (กรณีLNGราคาอยู่ที่8เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู) และกระทบต่อค่าไฟฟ้าในส่วนเอฟที  ในปี2564 ประมาณ 58 สตางค์ต่อหน่วย

ก๊าซในอ่าวไทยเป็นก๊าซที่มีคุณสมบัติทางเคมีที่สามารถนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มโดยผ่านโรงแยกก๊าซเพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเป็นแอลพีจีหรือก๊าซหุงต้มในครัวเรือนและเชื้อเพลิงในรถยนต์ได้  ซึ่งหากก๊าซดังกล่าว หายไปจากระบบ   คาดว่าจะต้องมีการนำเข้าLPG  เข้ามาทดแทน คิดเป็นมูลค่าประมาณ111,200 ล้านบาท  และนำเข้าวัตถุดิบสำหรับปิโตรเคมีคือก๊าซอีเทนอีกประมาณ71,500 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีผลกระทบจากรายได้ของรัฐจากภาษีปิโตรเลียมที่จัดเก็บได้ จะลดลงประมาณ102,000 ล้านบาท และค่าภาคหลวงที่จะลดลงประมาณ140,000ล้านบาท  ผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ อีกประมาณ105,000ล้านบาท  โดยยังไม่นับรวมผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่องจากปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมอื่นๆที่จะต้องมีต้นทุนพลังงานสูงขึ้น

การประมูลหาผู้ดำเนินการในแหล่งสัมปทานปิโตรเลียม คราวนี้จึงมีเดิมพันกับระบบเศรษฐกิจของประเทศ คิดเป็นมูลค่ามากกว่า1ล้านล้านบาท  ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนจะต้องหันมาให้ความสำคัญ  เพราะหากรัฐบาลแพ้เดิมพันคราวนี้ ประชาชนทุกคนจะต้องร่วมกันรับผิดชอบในผลกระทบต่างๆที่จะเกิดขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญด้านปิโตรเลียม บอกเอาไว้ว่า ทรัพยากรก๊าซธรรมชาติที่มีเหลืออยู่ในประเทศควรนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รัฐจึงต้องให้ความสำคัญกับการผลิตขึ้นมาใช้เพื่อทดแทนการนำเข้า เพราะก๊าซ1หน่วยที่ผลิตได้ในประเทศรัฐได้ส่วนแบ่งในค่าภาคหลวง และภาษีปิโตรเลียม  แต่ก๊าซLNG1หน่วยที่นำเข้า ประเทศผู้ขายก๊าซได้ประโยชน์ไปทั้งหมด  รัฐมีต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น และไม่ได้ประโยชน์จากค่าภาคหลวงและภาษีปิโตรเลียมอะไรเลย    ไม่แน่ใจว่าท่านนายกรัฐมนตรีเห็นด้วยกับหรือไม่ ?-Energy News Center 

10ประเด็นที่ต้องรู้ ว่าสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุนั้นสำคัญอย่างไร

1.แปลงสำรวจหมายเลขB10,B11,B12,B13 ครอบคลุมแหล่งเอราวัณและใกล้เคียง ดำเนินการโดยเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจำกัด ส่วนแปลงB15,B16,B17ครอบคลุมแหล่งบงกช ดำเนินการโดย ปตท.สผ.  จะหมดอายุในช่วงปี2565-2566 และไม่สามารถต่ออายุได้อีกตามกฏหมาย เพราะเคยผ่านการต่ออายุมาแล้ว เป็นระยะเวลา10ปี   ปัจจุบันมีการผลิตก๊าซธรรมชาติ ในปริมาณ 2,214ล้านลบ.ฟุตต่อวัน หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ ร้อยละ76 ของการผลิตก๊าซในอ่าวไทย ทั้งหมด (อ้างอิงข้อมูลจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ)

2.ก๊าซที่ผลิตจากแหล่งปิโตรเลียมทั้งสองแหล่งใหญ่นี้ ถูกส่งป้อนให้กับโรงแยกก๊าซธรรมชาติ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม  โดยมีเทนที่แยกได้ จะถูกส่งต่อไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า  ,เอาไปเพิ่มความดันให้เป็น ก๊าซเอ็นจีวี ในยานยนต์  ส่วนที่เหลืออาทิ อีเทน บิวเทน  โพรเพน นั้นใช้เป็นวัตถุดิบของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี  และเป็นก๊าซหุงต้มที่ใช้ในครัวเรือน

3.ทั้งเชฟรอน และปตท.สผ.ซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานรายเดิม  ขอความชัดเจนจากรัฐถึงแนวทางในการบริหารจัดการแปลงสัมปทานที่จะหมดอายุในปี2565-2566 ล่วงหน้าอย่างน้อย5ปี เพื่อให้บริษัทสามารถที่จะวางแผนการลงทุนของตนเองได้  โดยหากรัฐไม่แจ้งให้บริษัทได้ทราบล่วงหน้า  บริษัทก็จะชะลอการลงทุนเจาะหลุมผลิตปิโตรเลียม  ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณการผลิตปิโตรเลียมลดน้อยลง

4.คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน  ได้มีมติเมื่อวันที่14 พ.ค.2558 ให้กระทรวงพลังงานไปพิจารณาหาผู้ดำเนินงานในพื้นที่ที่จะสิ้นสุดอายุสัมปทาน และพิจารณาระบบการบริหารจัดการเพื่อจัดเก็บผลประโยชน์ให้กับรัฐที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความต่อเนื่องในการพัฒนาแหล่งก๊าซและการรักษาเสถียรภาพการผลิตก๊าซธรรมชาติของประเทศ

5.กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติมีการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาเข้ามาช่วยประเมินปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติในแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุ สรุปว่ายังมีปริมาณสำรองก๊าซเหลือพอที่จะรักษาระดับการผลิตก๊าซเอาไว้ในระดับเดิมได้ประมาณ10ปี แต่จะต้องมีการลงทุนเจาะหลุมผลิตใหม่ๆ เพิ่มขึ้นทุกๆปี    ปัจจุบันบริษัทผู้รับสัมปทานรายเดิมต้องใช้ เงินลงทุนประมาณ 7-8 หมื่นล้านบาท ในการเจาะหลุมผลิตเพื่อรักษาระดับการผลิตก๊าซเอาไว้  

6. อุปกรณ์ต่างๆที่จะโอนคืนให้กับรัฐหลังหมดอายุสัมปทาน เป็นของรัฐ  จะไม่เกิดประโยชน์  ถ้ารัฐไม่สามารถ ลงทุนสำรวจหาทรัพยากรใต้ดิน ขึ้นมาใช้กับอุปกรณ์นั้นๆ ได้  รัฐจึงหาวิธีที่จะแปลงทรัพย์สินดังกล่าวเป็นมูลค่าหุ้นเพื่อเพิ่มสัดส่วนการถือครองของรัฐในแหล่งก๊าซธรรมชาติดังกล่าวแทน

7.ในการประชุมกพช.วันที่30 พ.ค.2559 นี้ กระทรวงพลังงาน จะนำเสนอ2 แนวทางให้ ที่ประชุมพิจารณา คือ 1. การเลือกเจรจาต่อรองกับผู้รับสัมปทานรายเดิมคือเชฟรอนและปตท.สผ. ให้เป็นผู้ดำเนินงานในพื้นที่ที่สัมปทานจะหมดอายุต่อไป ภายใต้เงื่อนไขผลประโยชน์อันใหม่   และ2. การเปิดประมูล โดยมีเงื่อนไขที่รัฐต้องได้ผลประโยชน์เพิ่มขึ้น

8.กรณีที่รัฐเลือกแนวทางเจรจากับผู้รับสัมปทานรายเดิมเป็นลำดับแรก ในทางเทคนิคจะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องของความต่อเนื่องและเสถียรภาพการผลิตก๊าซ เพราะหากการเจรจาได้ข้อยุติผู้รับสัมปทานรายเดิมสามารถที่จะวางแผนการผลิตล่วงหน้าก่อนที่สัมปทานจะหมดอายุได้

9.กรณีที่รัฐเลือกแนวทางการเปิดประมูลและได้ผู้ดำเนินการรายใหม่  จะมีความเสี่ยงเรื่องของความต่อเนื่องและเสถียรภาพการผลิตก๊าซ  เพราะผู้ดำเนินการรายใหม่จะไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่ผลิตได้ก่อนสัมปทานหมดอายุ นอกจากรัฐจใช้อำนาจพิเศษเข้าไปแทรกแซงแผนการดำเนินงานและแผนการลงทุนของผู้รับสัมปทานรายเดิมในช่วง 3-5 ปี สุดท้าย ซึ่งกรณีนี้จะกระทบกับความเชื่อมั่นของนักลงทุน เป็นอย่างมาก

10.กรณีไม่มีการดำเนินการใดใดเกี่ยวกับแปลงสัมปทานที่หมดอายุ  หรือเกิดความไม่ต่อเนื่องในการผลิต  จะทำให้ก๊าซหายไปจากระบบปริมาณ2,214ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน  ส่งผลกระทบต่อโรงแยกก๊าซ และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากโรงแยกก๊าซ  เพราะLNG ที่นำเข้าเป็นก๊าซมีเทน ที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า และนำมาเพิ่มความดันเป็นNGV ที่ใช้ในยานยนต์เท่านั้น    นอกจากนี้LNG นำเข้ายังมีราคาเฉลี่ยแพงกว่าก๊าซจากอ่าวไทย ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าแพงขึ้นมาก เพราะปัจจุบัน มีการใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ67

 

รัฐมนตรีพลังงานเผยการประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ-บงกชอาจล่าช้าไป1-2เดือน

รัฐมนตรีพลังงานเผยการเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกช อาจจะมีความล่าช้าไปอีก1-2เดือน เพราะอยู่ที่ขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาและคณะรัฐมนตรี ในขณะที่ไม่ได้มีการสั่งการให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ออกเดินสายโรดโชว์ชักชวนให้นักลงทุนเข้ามาประมูลแข่งขัน แต่เป็นเรื่องที่กรมฯจะพิจารณาดำเนินการเอง

พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงความ  คืบหน้าการเปิดประมูลเพื่อให้สิทธิเอกชนเข้ามาดำเนินการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ในแหล่งเอราวัณและบงกช ที่จะหมดอายุใน ปี 2565-2566 ว่า ในขั้นตอนของการจัดทำร่างทีโออาร์เพื่อเชิญชวนให้เอกชนเข้าร่วมการประมูลนั้น ในส่วนของกระทรวงพลังงานยืนยันว่าจะแล้วเสร็จตามแผนที่กำหนด แต่ในขั้นตอนที่จะนำไปสู่การออกประกาศเชิญชวนได้นั้น จะต้องส่งเรื่องให้ทางคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา ตรวจร่างกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับสัญญาแบ่งปันผลผลิต(PSC) และร่างทีโออาร์  รวมทั้งเสนอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติ  ซึ่งต้องใช้เวลา  และอาจจะส่งผลให้การเปิดประมูลล่าช้าออกไป 1-2 เดือน จากเดิมที่คาดว่าจะสามารถเปิดขายทีโออารได้ในเดือน ต.ค.นี้ 

สำหรับในส่วนของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ที่จะเดินสายโรดโชว์เชิญชวนนักลงทุนให้เข้าร่วมการประมูลแหล่งเอราวัณและบงกชนั้น  พลเอกอนันตพร กล่าวว่า ไม่ได้ให้นโยบายหรือมีการสั่งให้ดำเนินการ แต่เป็นเรื่องที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จะพิจารณาเองตามความเหมาะสม

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center –ENC) รายงานว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่14ก.ย. 2560 ที่ผ่านมาทาง อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี ได้เดินทางไปพบกับรัฐมนตรีพลังงานสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(ยูเออี)  ที่อาบูดาบี เพื่อเชิญ Mubadala Petroleum(MP) ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ที่รัฐบาลยูเออี ถือหุ้น100% เข้าร่วมประมูลในแหล่งสัมปทานปิโตรเลียม ทั้งเอราวัณ และบงกช  โดยทาง Mubadala Petroleum แสดงความสนใจที่จะเข้าร่วมประมูลแข่งขัน ทั้งในส่วนของแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ ที่มีกลุ่มเชฟรอน เป็นผู้รับสัมปทานอยู่เดิม และแหล่งบงกช ที่มีบริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียมจำกัด(มหาชน) หรือปตท.สผ. เป็นผู้รับสัมปทาน   

คาดรู้ผลผู้ชนะประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกช เดือนก.พ.2561

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เตรียมออกทีโออาร์ประมูล แหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกช  ได้ภายในเดือนสิงหาคม2560 นี้และคาดทราบรายชื่อผู้ชนะการประมูลเดือนกุมภาพันธ์ 2561  หลังมีการประกาศ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม(ฉบับที่7)พ.ศ.2560 และ พ.ร.บภาษีเงินได้ปิโตรเลียม(ฉบับที่7)พ.ศ.2560ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว

นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ  กล่าวถึงความคืบหน้าในการเตรียมการเปิดประมูลเพื่อหาเอกชนเข้ามาบริหารจัดการแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ ในปี2565และ 2566 ทั้ง แหล่งเอราวัณและบงกช  หลังจากที่มีการลงประกาศ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม(ฉบับที่7)พ.ศ.2560 และ พ.ร.บภาษีเงินได้ปิโตรเลียม(ฉบับที่7)พ.ศ.2560ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่22 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา  ว่า กรมฯจะเร่งดำเนินการตามแผนที่แจ้งไว้ คือ การเตรียมส่งกฎหมายรอง ที่ยังเหลืออีก 2 ฉบับ ที่เกี่ยวกับระบบจ้างบริการ เข้า ครม.และคณะกรรมการกฤษฎีกา ภายในเดือน มิถุนายน นี้  หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ได้ทยอยส่งกฎหมายรองที่เกี่ยวกับระบบแบ่งปันผลผลิต หรือ พีเอสซี และค่าภาคหลวง ไปแล้ว 4 ฉบับ  ดังนั้นคาดว่าจะสามารถออกทีโออาร์ประมูล แหล่งปิโตรเลียมดังกล่าว ได้ภายในเดือนสิงหาคม2560  นี้ และน่าจะได้รายชื่อผู้ชนะการประมูล ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2561

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) รายงานว่า ก่อนหน้านี้ ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อวันที่ 26 กันยายน  2559  ได้มีมติ การขยายเวลาการเปิดประมูลแข่งขันแปลงสำรวจที่มีศักยภาพปิโตรเลียมหลังสิ้นอายุสัมปทาน  ทั้งแหล่งเอราวัณและบงกช  ออกไป จากกำหนดเดิม เดือนพฤษภาคม 2560 เป็นวันที่30 กันยายน 2560 เนื่องจากกระบวนการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ทั้ง2ฉบับ ในขั้นตอนของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีความล่าช้า   อย่างไรก็ตามเมื่อพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ทั้ง2 ฉบับ ได้มีการลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา  เมื่อวันที่22 มิถุนายน 2560   ที่จะทำให้กระบวนการเปิดประมูลไม่สามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จตามมติ กพช.

โดยมี6 ขั้นตอนที่ต้องดำเนินการ คือ   (1) การจัดเตรียมข้อมูลและการเตรียมการเปิด Data Room ให้ผู้สนใจเข้าร่วมประมูลได้ศึกษาข้อมูลด้านเทคนิคที่จำเป็นต่อการตัดสินใจเข้าร่วมประมูล (2) การยกร่างกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง (3) จัดทำเงื่อนไขหลักเกณฑ์การประมูล (TOR) ภายใต้ข้อพิจารณาให้การผลิตก๊าซธรรมชาติในแปลงที่สิ้นสุดสัมปทานสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง และร่างประกาศเชิญชวนฯ นำเสนอขออนุมัติคณะรัฐมนตรี (4) การออกประกาศเชิญชวนและรับซองประมูล (5) การพิจารณาและคัดเลือกผู้ชนะการประมูล และ (6) การเสนอผลการคัดเลือกเพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ    ซึ่งความคืบหน้าล่าสุด กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ระบุว่า จะสามารถ ออกทีโออาร์ได้ในเดือนสิงหาคม ดังนั้นจึงจะต้องมีการนำเสนอต่อ กพช. เพื่อ ขอขยายระยะเวลา การเปิดประมูล จาก เดือน กันยายน2560 เป็นเดือน กุมภาพันธ์2561

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า การเปิดประมูลแหล่งเอราวัณและบงกช นั้นมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จล่วงหน้าก่อนสัมปทานหมดอายุประมาณ5ปี เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการผลิตก๊าซ  ซึ่งรัฐ เคยมีการประเมินความเสี่ยงในช่วงรอยต่อของการประมูล  8 ปี ระหว่างปี 2561-2568  ว่า หากได้ผู้ชนะการประมูลผลิตและสำรวจรายใหม่แทน รายเดิม คือ เชฟรอนและปตท.สผ. นั้น  อาจทำให้ก๊าซฯหายไป 3.3 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ซึ่งแนวทางที่ภาครัฐเตรียมแก้ไขปัญหาคือ นำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) จากต่างประเทศเข้ามาทดแทน  

ทั้งนี้ ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 พ.ค.2560ที่ผ่านมาที่ประชุม กพช. ได้เห็นชอบ แนวทางการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสภาวะวิกฤติก๊าซธรรมชาติ ปี 2564 – 2566  ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ เนื่องจากความล่าช้าของการสรุปแนวทางการบริหารจัดการก๊าซในอ่าวไทย ทำให้การผลิตไม่ต่อเนื่องและก๊าซมีปริมาณลดลง รวมทั้งการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดไม่สามารถดำเนินการได้ ส่งผลทำให้การจัดหาก๊าซธรรมชาติไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ที่คาดการณ์ไว้ตามแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. 2558 – 2579 (Gas Plan 2015) ที่ปรับปรุงใหม่ ทั้งนี้ คาดว่าปัญหาดังกล่าวฯ จะส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าของประเทศ คิดเป็นพลังงานไฟฟ้าสูงถึง 13,623 ล้านหน่วย หรือเทียบเท่ากับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ขนาด 1,700 เมกะวัตต์ โดยกระทรวงพลังงาน มีมาตรการในการดำเนินการ ดังนี้

-เจรจาตกลงราคาและปริมาณการจัดหาก๊าซธรรมชาติโครงการบงกชเหนือ โดยมีการรับประกันอัตราขั้นต่ำในการผลิต ในช่วงปี 2562 - 2564 เพื่อให้มีปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติก่อนสิ้นอายุสัมปทานในปี 2565 เพิ่มขึ้น

-กำหนดแนวทางเลือก สำหรับการเตรียมความพร้อม ทั้งด้านการลดความต้องการใช้ไฟฟ้า (Demand Side) อาทิ การส่งเสริมติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคา (Solar Rooftop) เพื่อลดความต้องการไฟฟ้าช่วงพีคกลางวันและการใช้มาตรการ Demand Response (DR) เพื่อประหยัดไฟฟ้าตามช่วงเวลาที่ภาครัฐกำหนดเป็นการเฉพาะ สำหรับด้านการจัดหาเชื้อเพลิง/พลังงานไฟฟ้า (Supply Side) อาทิ การจัดหาก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติมจากพื้นที่พัฒนาร่วมไทย - มาเลเซีย (JDA) การเพิ่มความสามารถในการเก็บสำรองก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เช่น การขยายโครงการ LNG Receiving Terminal แห่งที่ 1 มาบตาพุด จ.ระยอง และเร่งรัดการพัฒนาโครงการ Floating Storage and Regasification Unit (FSRU) ในพื้นที่ภาคใต้ เป็นต้น รวมถึงการจัดหาพลังงานไฟฟ้าเพิ่มเติม เช่น รับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน (สปป.ลาว หรือกัมพูชา) และรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมอีกตามนโยบาย SPP Hybrid-Firm และ VSPP-Semi Firm เพิ่มขึ้น เป็นต้น

คาด ทีโออาร์ แหล่งเอราวัณ บงกช เสร็จสิ้นภายใน พ.ย. หาก ครม. เห็นชอบ เปิดประมูลได้ทันที

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เร่งจัดทำรายละเอียดเงื่อนไขการประมูล (TOR) แหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ และ บงกช คาดเสร็จสิ้นภายในเดือน พ.ย. 2560 นี้ ระบุทำคู่ขนานกับกฎหมายลูก “ร่างแบบสัญญาแบ่งปันผลผลิตพ.ศ. ...” ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งเป็นร่างกฎหมายลูกฉบับสุดท้าย ชี้ หาก ครม. เห็นชอบทั้ง TOR และร่างดังกล่าว กระทรวงพลังงานสามารถเปิดประมูลได้ทันที

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยถึงกระบวนการเตรียมเปิดประมูลสำรวจและผลิตแหล่งปิโตรเลียมหมดอายุ ในแหล่งเอราวัณและบงกช ว่า ขณะนี้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติกำลังพิจารณาร่างเงื่อนไขการประมูล (TOR) แหล่งเอราวัณและบงกช ซึ่งทำควบคู่ไปกับ “ร่างกฎกระทรวงกำหนดแบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ. ....” ซึ่งเป็นกฎหมายลูกฉบับสุดท้ายจากทั้งหมด 4 ฉบับ (ไม่นับรวม TOR) โดยขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา

ทั้งนี้ กรมฯ คาดว่าจะกำหนดรายละเอียดร่าง TOR เสร็จสิ้นในเดือน พ.ย. 2560 นี้ และจะเสนอคณะกรรมการปิโตรเลียม และเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป และหากร่าง TOR พร้อมด้วยกฎกระทรวงดังกล่าวผ่านการพิจารณาของ ครม. แล้ว กระทรวงพลังงานจะสามารถประกาศเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกชได้ทันที

ที่ผ่านมา ครม. ได้เห็นชอบร่างกฎหมายลูกไปแล้ว 3 ฉบับ โดยฉบับล่าสุดเห็นชอบไปเมื่อวันที่ 21 พ.ย.2560 คือ “ร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมสำหรับสัมปทาน สัญญาแบ่งปันผลผลิต และสัญญาจ้างบริการ พ.ศ. .... “ โดยสาระสำคัญกำหนดไว้ ดังนี้

คำขอสัมปทาน 10,000 บาท แบ่งเป็นกรณีคำขอสัมปทาน 50,000 บาท กรณีคำขอสิทธิเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต 50,000 บาท และกรณีคำขอเป็นผู้รับสัญญาจ้างบริการ  50,000 บาท

2. ค่าสงวนพื้นที่แต่ละแห่ง ตารางกิโลเมตรละ 100,000 บาท

3. ค่ารังวัด กม.ละ 250 บาท

4. ค่าหลักเขตบนที่ดิน หลักละ   750 บาท

ทั้งนี้ กฎหมายลูกที่เห็นชอบแล้วรวม 3 ฉบับประกอบด้วย

1. ร่างกฎกระทรวงหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลาในการนำส่งค่าภาคหลวงให้แก่รัฐ สำหรับผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ. ....

2. ร่างกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอและการได้รับสิทธิเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ. ....

3. ร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมสำหรับสัมปทาน สัญญาแบ่งปันผลผลิต และ สัญญาจ้างบริการ พ.ศ. .... 

ส่วนฉบับสุดท้าย ฉบับที่ 4. ร่างกฎกระทรวง กำหนดแบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ. .... กำลังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของกฤษฎีกา เพื่อรอเข้าสู่การพิจารณาของครม.ต่อไป

 

 

"ศิริ " ตั้งเงื่อนไขเข้ม ประมูลแหล่งปิโตรเลียม เอราวัณ บงกช
รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ตั้งเงื่อนไขเข้ม ประมูลแหล่งปิโตรเลียม เอราวัณ บงกช  ภายใต้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี) ให้ผู้เข้าประมูลต้องยืนระยะผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งดังกล่าวในปริมาณไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 10ปี  โดยกำหนดราคาก๊าซ ที่ขายจะต้องไม่สูงกว่าสัญญาเดิม ภายใต้ระบบสัมปทานที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน  พร้อมสั่งการอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติไปหาข้อสรุป รูปแบบและวิธีการประมูล ว่าจะแบ่งออกเป็นกี่สัญญา ให้เสร็จภายในกลางเดือนม.ค. 2561 นี้ 
  
นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในงาน "พลังงานพบสื่อมวลชน "ครั้งที่ 3 ว่า ได้มีการประชุมworkshop กับผู้บริหารระดับสูงและเจ้าหน้าที่ของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมการประมูลแหล่งปิโตรเลียม ที่ใกล้จะหมดอายุสัมปทาน คือ แหล่งเอราวัณ บงกช กว่า30 คน เมื่อวันเสาร์ ที่ 16ธ.ค.ที่ผ่านมา  ซึ่งได้ข้อสรุปในหลักการสำคัญ เพื่อนำไปสู่การกำหนดเป็นเงื่อนไขในการออกเอกสารประมูลหาเอกชนมารับบริหารจัดการแหล่งสัมปทานเอราวัณ บงกช ภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี)  ให้สามารถดำเนินการผลิตไปได้อย่างต่อเนื่อง ภายหลังจากที่แหล่งสัมปทานดังกล่าวหมดอายุ ในปี2565-2566  คือ  1.กำหนดให้ผู้ร่วมประมูลจะต้องสามารถรักษาการผลิตก๊าซธรรมชาติขั้นต่ำไว้ที่ 1,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 10 ปีขึ้นไป และ 2.กำหนดราคารับซื้อก๊าซฯ ให้เป็นราคาตามสูตรปัจจุบัน ภายใต้ระบบสัญญาสัมปทาน ที่บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)รับซื้ออยู่ในขณะนี้  
 
ทั้งนี้การผลิตก๊าซฯ ระดับ 1,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ถือเป็นระดับที่ยากและท้าทายความสามารถนักลงทุนมากในปัจจุบัน เนื่องจากปริมาณก๊าซฯในแหล่งเอราวัณและบงกช รวมอยู่ที่ 2,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เริ่มdecline ตัวลดลงตั้งแต่ปี 2559 ที่ผ่านมา  ซึ่งหากไม่มีการลงทุนสำรวจเพิ่มเติมปริมาณก๊าซฯจะลดลงเรื่อยๆ และจะไม่สามารถรักษาระดับการผลิตเอาไว้ ตามเงื่อนไขที่กำหนด ดังนั้นผู้ร่วมประมูลจึงต้องมีความเชี่ยวชาญและมีเงินทุนสำรองเพียงพอในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมครั้งนี้      
 
ส่วนเงื่อนไขราคารับซื้อก๊าซฯ ให้เป็นราคาปัจจุบันที่ ปตท.รับซื้ออยู่นั้น มีราคาแตกต่างกันไปตามสัญญาของแต่ละแหล่ง โดยทั้งแหล่งเอราวัณและบงกช มีสัญญาสัมปทานปิโตรเลียมแห่งละ 2 สัญญา ซึ่งรายละเอียดราคารับซื้อก๊าซฯ มีความแตกต่างกันไป ดังนั้นผู้ร่วมประมูลจะต้องยอมรับเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อให้ได้เพื่อประโยชน์ต่อประเทศโดยรวม
นายศิริ กล่าวด้วยว่า ได้มอบหมายให้นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ได้ศึกษาวิธีการประมูลแหล่งเอราวัณและบงกช ว่าจะใช้วิธีใด ซึ่งเป็นได้ทั้ง การแยกเปิดประมูลระหว่างแหล่งเอราวัณกับแหล่งบงกช เป็น4 สัญญา หรือ แบ่งออกเป็น  เอราวัณ 1 สัญญา และบงกช 1 สัญญา หรือการ ให้ประมูลรวมกันทั้งสองแหล่ง  เป็นสัญญาเดียว รวมทั้งการสรุปราคารับซื้อก๊าซฯ ที่ปัจจุบัน ปตท.รับซื้ออยู่ในหลายสัญญา ให้เป็นราคาฐานสำหรับการประมูล โดยกำหนดให้ศึกษาเสร็จกลางเดือน ม.ค. 2561 นี้
 
นายศิริ ให้ข้อมูล ด้วยว่า ปัจจุบันไทยมีการใช้ก๊าซธรรมชาติวันละ 4,700 ล้าน ลบ.ฟุต ซึ่งจัดหาได้จาก  แหล่งในประเทศ 2,900 ล้าน ลบ.ฟุตต่อวัน   พื้นที่พัฒนาร่วม MTJDA ในส่วนของไทย 450 ล้าน ลบ.ฟุตต่อวัน  นำเข้าจากพม่า 850 ล้าน ลบ.ฟุตต่อวัน  และนำเข้า LNG 500 ล้าน ลบ.ฟุตต่อวัน   ในขณะที่ ก๊าซจากอ่าวไทย จะถูกส่งมาเพิ่มมูลค่าในโรงแยกก๊าซ ได้เพียงประมาณ 2,700ล้าน ลบ.ฟุตต่อวัน   และถูกส่งไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าโดยตรงโดยไม่ผ่านโรงแยกก๊าซประมาณ 600 ล้าน ลบ.ฟุต ต่อวัน
ดังนั้น การกำหนดเงื่อนไขที่ให้ผู้เข้าร่วมประมูลจะต้องรักษาระดับการผลิตให้ได้ ในระดับ 1,500 ล้าน ลบ.ฟุตต่อวัน  จึงเป็นการทำให้ก๊าซที่ผลิตได้ในอ่าวไทยสามารถส่งเข้าโรงแยกก๊าซเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มได้เกือบทั้งหมด  
 
เปิด7ขั้นตอนประมูลเอราวัณ บงกช หวังรัฐ เอกชน ประชาชน ช่วยเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้วงการปิโตรเลียมไทย

คอลัมน์ รอบรู้ปิโตรเลียม

By Mr. Fact

 

เปิด7ขั้นตอนประมูลเอราวัณ  บงกช หวังรัฐ เอกชน ประชาชน ช่วยเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้วงการปิโตรเลียมไทย

 

<img alt="" data-cke-saved-src="/userfiles/images/ColumnMrFactLogo.jpg" src="/userfiles/images/ColumnMrFactLogo.jpg" 250px;="" height:="" 142px;"="">

 

7 ขั้นตอนสำคัญของการประมูลแหล่งปิโตรเลียม แปลงสำรวจ G1/61(เอราวัณ) และ G2/61(บงกช) ที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กำหนดเป็นไทม์ไลน์เอาไว้ นั้นได้รับความสนใจจากนักลงทุนและคนที่อยู่ในแวดวงธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเป็นอย่างมาก โดยมีการติดตามข้อมูล ข่าวสารความเคลื่อนไหว ว่าในที่สุดแล้วภายใต้รัฐบาลที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) นั้นจะสามารถเดินหน้าไปจนถึงขั้นตอนสุดท้ายที่จะมีการลงนามในสัญญาแบ่งปันผลผลิตกับผู้ชนะการประมูลในเดือน กุมภาพันธ์ 2562 ได้หรือไม่

ที่ต้องลุ้นกันอย่างนั้น เพราะในอีกด้านหนึ่ง ยังมีความพยายามที่จะล้มการประมูล จากแกนนำเครือข่ายประชาชนปฎิรูปพลังงานไทย (คปพ.) กลุ่มเครือข่ายประชาชนปกป้องประเทศ (คปป. )และกลุ่มพรรคการเมืองตั้งใหม่ อย่างพรรคพลังธรรมใหม่ ที่มีข้อเสนอให้รัฐใช้ระบบจ้างผลิต แทนระบบแบ่งปันผลผลิต และให้มีการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ (NOC) ขึ้นมาบริหารจัดการประโยชน์จากปิโตรเลียมในแหล่งเอราวัณ บงกช แทนกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม จุดยืนทั้งจากนายกรัฐมนตรี  และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์  ยังคงหนักแน่นที่จะให้การประมูลเอราวัณ และบงกช เดินหน้าต่อไปจนจบ เพื่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

โดยไล่เรียงลำดับการประมูลตามขั้นตอนที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติวางเอาไว้ ก็เดินหน้ามาผ่านขั้นตอนที่ 3 เข้าสู่ขั้นตอนที่ 4 แล้ว จากขั้นตอนที่1 ที่ กพช.รับทราบหลักการสำคัญในแผนการบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียม เอราวัณ และบงกช และทีโออาร์การประมูล ไปเมื่อวันที่ 8มี.ค. 2561  สู่ขั้นตอนที่ 2 ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงนามออกประกาศเชิญชวนเอกชนเข้าร่วมประมูล ในวันที่ 24 เม.ย. และ ขั้นตอนที่ 3 ที่เปิดให้เอกชนยื่นแบบฟอร์มแสดงความจำนงในการเข้าร่วมพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้น (Pre-Qualification Evaluation : PQ)     เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2561 ที่ผ่านมา  ซึ่งนับว่าค่อนข้างคึกคักกว่าที่สื่อหลายสำนักประเมินไว้ เพราะมีผู้ประกอบการกว่า 6 รายสนใจที่แสดงความจำนงที่จะเป็นโอเปอเรเตอร์  ได้แก่

1. บริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. 2.บริษัท เชฟรอนประเทศไทย สำรวจและผลิต จำกัด 3.บริษัท มูบาดาลา ปิโตรเลียม(ประเทศไทย) จำกัด 4.บริษัท โอเอ็มวี แอคเทียนวีเซลสคาฟท จากประเทศออสเตรีย 5.บริษัท โททาล อีแอนด์พี ไทยแลนด์ จำกัด จากประเทศฝรั่งเศส และ6. กิจการร่วมค้าพลังงานสะอาด 101 ที่จับมือกับบริษัท Haicheng Petroleum Machinery Manufacture Group  และ AL Jaber group   ซึ่งผู้ประกอบการรายใหญ่อย่างเชฟรอน  มูบาดาลา โททาล นั้น มีผู้บริหารระดับสูงเดินทางมายื่นเอกสารด้วยตัวเอง  สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญต่อการประมูลครั้งนี้เป็นอย่างมาก

ปตท.สผ. นั้นถือเป็นบริษัทผู้รับสัมปทานในแหล่งบงกช อยู่แล้ว โดยที่มี โททาล ร่วมเป็นพาทเนอร์  ส่วนเชฟรอน นั้น ก็เป็นผู้รับสัมปทานแหล่งเอราวัณ  ในขณะที่ มูบาดาลาฯ ก็เป็นหนึ่งในผู้รับสัมปทานในอ่าวไทยเช่นกัน แต่อยู่ที่แหล่งจัสมิน แหล่งบานเย็น แหล่งมโนราห์ และแหล่งนงเยาว์  ในขณะที่บริษัท โอเอ็มวี ของออสเตรีย และกลุ่มกิจการร่วมค้าพลังงานสะอาด 101 ที่จับมือกับผู้ประกอบการจากจีนคือ บริษัท Haicheng Petroleum Machinery Manufacture Group และนักลงทุนจากประเทศ UAE คือบริษัท  AL Jaber group จำกัด  นั้น ถือเป็นหน้าใหม่ที่เข้ามาสร้างสีสันในการประมูล โดยผู้ที่ยื่นแสดงความจำนงเข้าร่วมพิจารณา PQ ทั้ง 6 รายนั้นจะต้องยื่นรายละเอียดคุณสมบัติ ต่อกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติในวันที่ 15-16 พ.ค. 2561

เข้าสู่ขั้นตอนที่ 4 ซึ่งนับว่าเป็นด่านที่สำคัญ คือการประกาศผลผู้ที่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติ ตามที่รัฐกำหนดในวันที่ 28 พ.ค. 2561 เช่น ต้องมีเงินทุนหมุนเวียนในบริษัทรอบ 2 ปีย้อนหลังไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับการเข้าร่วมประมูลแหล่งเอราวัณ และ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับการร่วมประมูลแหล่งบงกช และต้องมีคุณสมบัติด้านประสบการณ์การผลิตปิโตรเลียมทางทะเลไม่ต่ำกว่า 100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันด้วย เป็นต้น  โดยผู้ที่ผ่านการพิจารณาจึงจะมีสิทธิเข้าถึง Data Room ที่มีข้อมูลรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับแปลงสำรวจที่จะประมูล โดยจะมีระยะเวลาในการเตรียมความพร้อมระหว่างวันที่ 7 มิ.ย.-21 ก.ย. 2561 หรือภายใน 4 เดือน

ในขั้นตอนที่ 5 จะเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่สำคัญ คือการยื่นข้อเสนอการประมูลในวันที่ 25 ก.ย. 2561 ที่จะทราบว่า ผู้ประกอบการรายใด จะจับคู่เป็นพันธมิตรกับใคร และยื่นประมูลในแหล่งใดบ้าง ซึ่งข้อกำหนดการเสนอประมูลเบื้องต้น ที่ทาง กพช. รับทราบเมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2561 ที่ผ่านมา กำหนดไว้ว่าผู้รับสัญญาในแปลง G1/61 (เอราวัณ) จะต้องสามารถผลิตก๊าซฯ ไม่ต่ำกว่า 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ส่วนแปลง G2/61 (บงกช) ต้องผลิตไม่ต่ำกว่า 700 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน นับตั้งแต่วันแรกที่เริ่มผลิตต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 10 ปี นอกจากนี้ ยังต้องเสนอราคาก๊าซฯที่ไม่สูงกว่าราคาก๊าซฯเฉลี่ยในปัจจุบัน ตามสูตรราคาที่รัฐกำหนด ต้องเสนอส่วนแบ่งรายได้ให้รัฐไม่ต่ำกว่า 50% และต้องเสนอผลประโยชน์ต่างๆ เช่น โบนัสการลงนาม โบนัสการผลิต และผลประโยชน์พิเศษอื่นๆ  และต้องเสนอสัดส่วนการจ้างงานคนไทยไม่ต่ำกว่า 80% ในปีแรกของการผลิต และเพิ่มเป็น 90% ภายในปีที่ 5 ของการผลิต 

มาถึงขั้นตอนที่ 6 จะเป็นการประกาศผลผู้ชนะในเดือน ธ.ค. 2561 และเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย ขั้นตอนที่ 7 คือการลงนามในสัญญากับผู้ชนะประมูลในเดือนก.พ. 2562

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ มีการประเมินในเบื้องต้นว่า การประมูลเอราวัณ และบงกช ครั้งนี้ จะก่อให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชน 1.2 ล้านล้านบาท และทำให้เกิดรายได้จากการขายปิโตรเลียมประมาณ  2.1 ล้านล้านบาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วคิดเป็นกำไร จะอยู่ที่ประมาณ 9 แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็นกำไรในส่วนของภาครัฐกว่า 7 แสนล้านบาท นับจากปี 2565 ไปอีก 10 ปีข้างหน้า ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในทีโออาร์

ที่สำคัญ การประมูลแหล่งเอราวัณและบงกชในครั้งนี้ ต้องถือเป็นครั้งประวัติศาสตร์สำคัญของประเทศไทย เนื่องจากเป็นการประมูลครั้งแรกหลังจากที่แหล่งปิโตรเลียมหมดอายุสัมปทาน ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน  โดยแหล่งเอราวัณ เป็นแหล่งปิโตรเลียมแหล่งแรกที่จะหมดอายุสัมปทานในปี 2565  ส่วนแหล่งบงกช นั้นจะหมดอายุในปี 2566   นอกจากนี้ ยังเป็นการเปลี่ยนระบบบริหารจัดการ จากระบบสัมปทาน มาเป็นระบบแบ่งปันผลผลิตด้วย จึงเป็นความท้าทายทั้งในส่วนของรัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์  ภาครัฐคือกระทรวงพลังงาน โดยการนำของ ดร.ศิริ  และภาคเอกชนซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ร่วมการประมูล ที่จะช่วยกันเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการปิโตรเลียมไทย  และแน่นอนที่สุดประโยชน์ที่คนไทยทุกคนจะได้รับคือความมั่นคงทางพลังงาน ที่จะเกิดจากความต่อเนื่องของการผลิตก๊าซฯในอ่าวไทย ในราคาก๊าซที่ไม่แพงไปกว่าที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน 

จึงต้องเอาใจช่วยให้รัฐเดินหน้าเปิดการประมูลเอราวัณ และบงกช ให้สำเร็จลุล่วง ทั้ง 7 ขั้นตอน

ตาม ENC ลงแท่นผลิตปิโตรเลียมเอราวัณ (1) : ไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ

ตาม ENC ลงแท่นผลิตปิโตรเลียมเอราวัณ (1) : ไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ

เมื่อเร็วๆนี้ ศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) ได้มีโอกาสลงพื้นที่แท่นผลิตปิโตรเลียมเอราวัณ พร้อมกับผู้บริหารระดับสูงของผู้ดำเนินการในแหล่งเอราวัณ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด คือ คุณไพโรจน์    กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร ทำให้ได้รับข้อมูลที่น่าสนใจในภาพรวมของการผลิตปิโตรเลียมในประเทศ ที่เราอยากจะมาถ่ายทอดให้ผู้อ่านของ ENC ทราบกัน

ไทยมีปริมาณสำรองปิโตรเลียมน้อย

ถึงแม้ว่า "เอราวัณ" จะเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่ผลิตอย่างต่อเนื่องมาตลอด 36 ปีจนทำให้ใครหลายคนคิดไปว่าไทยเป็นประเทศที่ร่ำรวยพลังงาน แต่ในข้อเท็จจริงแล้วปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่พิสูจน์แล้วของไทยเมื่อเทียบกับปริมาณสำรองของทั้งโลกนั้นถือว่าน้อยมาก จากข้อมูลในรายงาน BP Statistical Review of World Energy Outlook 2015 ไทยมีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบคิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 0.13% และ 0.03% ของปริมาณสำรองทั่วโลก ตามลำดับ

นอกจากนั้น ข้อมูลจากบริษัทชั้นนำอย่าง Wood Mackenzie ที่ทางผู้บริหารเชฟรอนนำมาแสดง ยังชี้ให้เห็นด้วยว่า ปริมาณสำรองปิโตรเลียมของไทยมีจำกัด และน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซีย เวียดนาม บรูไน เมียนมาร์ และอินโดนีเซีย ทั้งยังมีแนวโน้มที่ลดลงเรื่อยๆ นอกจากนั้น ทรัพยากรปิโตรเลียมของไทย ยังถูกนำขึ้นมาใช้ในเชิงพาณิชย์ในสัดส่วนที่สูงเกือบ 60% ของปริมาณสำรองที่มีอยู่ (ดูกราฟ - แท่งสีส้ม) ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าการนำทรัพยากรปิโตรเลียมมาใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ของหลายประเทศในอาเซียน ทั้งมาเลเซีย เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม โดยมีเพียงบรูไนและอินโดนีเซียเท่านั้น ที่มีสัดส่วนการนำมาใช้ สูงกว่าไทย

 

ข้อเท็จจริงเหล่านี้จึงเป็นคำตอบไปในตัวว่าไทยไม่ได้เป็นประเทศที่ร่ำรวยพลังงาน เหมือนซาอุดิอาระเบีย และอีกหลายประเทศในตะวันออกกลางที่เป็นเจ้าของบ่อน้ำมันขนาดใหญ่  อย่างที่มีคนพูดๆและแชร์กันอยู่ในโลกโซเชียลมีเดีย แต่ในทางกลับกันเราต้องนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง ก๊าซธรรมชาติจากเมียนมาร์ (ผ่านทางท่อส่งก๊าซ) การนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และถ่านหินจากต่างประเทศ รวมทั้งนำเข้าไฟฟ้าจาก สปป. ลาว เป็นต้น

จึงเป็นข้อสรุปว่า ทำไมรัฐจึงให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของประเทศ และการกำหนดโครงสร้างราคาพลังงาน ที่ต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงให้มากที่สุด ทั้งในส่วนของราคาก๊าซและราคาน้ำมัน อีกทั้งยังจำเป็นต้องสร้างความต่อเนื่องของการผลิตปิโตรเลียมในแหล่งผลิตปัจจุบัน ซึ่งเห็นได้จากการเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมที่กำลังจะหมดอายุสัมปทานในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าอย่างแหล่งเอราวัณและบงกช ก็เพื่อให้การผลิตก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยไม่สะดุดหรือหยุดชะงัก จนอาจทำให้ต้องนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น อันจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานในประเทศได้

 

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

ตาม ENC ลงแท่นผลิตปิโตรเลียมเอราวัณ (2) : ประโยชน์จากการผลิตปิโตรเลียมได้เองในประเทศ

ตาม ENC ลงแท่นผลิตปิโตรเลียมเอราวัณ (2) : ประโยชน์จากการผลิตปิโตรเลียมได้เองในประเทศ

ในภาพรวมเราเข้าใจแล้วว่า ไทยไม่ได้เป็นประเทศที่ร่ำรวยพลังงาน แต่เป็นประเทศนำเข้าพลังงานสุทธิ หรือมีปริมาณการนำเข้าพลังงานทั้งก๊าซ น้ำมันดิบ และไฟฟ้า เพราะผลิตได้ไม่เพียงต่อความต้องการใช้ในประเทศ ทั้งยังมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการพึ่งพาพลังงานนำเข้านั้นส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ดังนั้นเราจึงเห็นความพยายามของภาครัฐในการหาแหล่งพลังงานในประเทศเพื่อทดแทนการนำเข้า ไม่ว่าจะมาจากพลังงานหมุนเวียน หรือจากการผลิตปิโตรเลียมในประเทศ ซึ่งไม่เพียงเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน แต่ยังช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจอีกด้วย

การได้มาเห็นแท่นผลิตปิโตรเลียมเอราวัณ ทำให้ทีมข่าว ศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) ได้รับทราบข้อมูลในเชิงประจักษ์ว่า การนำก๊าซธรรมชาติที่อยู่ใต้พื้นทะเลลึกลงไปเป็นระยะทาง 3-4 กิโลเมตร ขึ้นมาให้คนไทยได้ใช้ประโยชน์นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ผู้ดำเนินการที่มีความพร้อมทั้งด้านเงินทุน ประสบการณ์  ใช้นักธรณีวิทยาที่มีความเชี่ยวชาญในการแปลข้อมูลให้แม่นยำ และต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการขุดเจาะแต่ละหลุม เพื่อให้ค้นพบหลุมที่มีปิโตรเลียมปริมาณมากพอในเชิงพาณิชย์ และวางแผนพัฒนาหลุมผลิตเพื่อนำก๊าซธรรมชาติออกมาให้ได้มากที่สุด ทั้งยังต้องวางแผนสำรวจและผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อทดแทนหลุมเดิมที่มีปริมาณลดน้อยลง เพื่อรักษาระดับการผลิตให้เป็นไปตามสัญญาซื้อขายที่ทำกับรัฐ

ความสามารถในการรักษาระดับการผลิตเอาไว้ได้ตามสัญญาและมีความต่อเนื่องมาตลอดระยะเวลา 36 ปีของแหล่งเอราวัณนี่เอง ที่ช่วยส่งเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ลดการพึ่งพิงการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศลงได้เป็นอันมาก

นอกจากนั้นการผลิตปิโตรเลียมในประเทศยังช่วยส่งเสริมการเติบโตและพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อม สัมปทานปิโตรเลียมช่วยให้รัฐมีรายได้จากการจัดเก็บค่าภาคหลวง ที่จะนำไปจัดสรรเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นผ่านเทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนตำบล และองค์การบริหารส่วนจังหวัด และภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ซึ่งจัดเก็บในอัตรา 50% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าธุรกิจประเภทอื่น  นอกจากนั้นการผลิตปิโตรเลียมยังช่วยให้เกิดการลงทุนและจ้างงานทั้งโดยตรงและในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง สร้างรายได้ให้กับรัฐผ่านภาษีรูปแบบต่างๆ ตลอดจนช่วยให้เกิดกิจกรรมการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศอีกด้วย

ไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด

 

ประเด็นที่น่าคิดต่อ ก็คือเมื่อเราเข้าใจและยอมรับว่าการผลิตปิโตรเลียมในประเทศนั้นส่งผลดีต่อประเทศ มากกว่าการที่ต้องไปนำเข้าปิโตรเลียมจากต่างประเทศ แต่เราก็รู้ว่าแหล่งเอราวัณนั้นผลิตปิโตรเลียมต่อเนื่องมาตลอด 36 ปีแล้ว ปริมาณสำรองที่มีเหลืออยู่ก็คงร่อยหรอลง นำขึ้นมาใช้ได้ยากขึ้น การจะหาผู้มารับผิดชอบการผลิตหลังจากที่แหล่งปิโตรเลียมแห่งนี้สิ้นสุดอายุสัมปทานในปี 2565 ภายใต้ระบบใหม่ คือระบบแบ่งปันผลผลิต (PSC) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คงความต่อเนื่องในการผลิตเพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก

ซึ่งในตอนต่อไป ทีมศูนย์ข่าวพลังงาน ตอนที่ 3 จะพาผู้อ่านไปรู้จักกับแหล่งเอราวัณ ให้ดียิ่งขึ้น

 

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

36 ปี เอราวัณ แหล่งพลังแห่งความภูมิใจของไทย

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมารัฐบาลไทยได้เปิดประมูลสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของแหล่งก๊าซธรรมชาติที่มีขนาดใหญ่ 2 แห่ง คือแหล่งเอราวัณ และ แหล่งบงกช ที่จะหมดอายุสัมปทานในปี 2565 และ 2566 ตามลำดับ จึงนับว่าเป็นความท้าทายของทั้งรัฐบาลไทยและบริษัทผู้ประกอบกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่สนใจ เข้าร่วมประมูลในแหล่งปิโตรเลียมดังกล่าว ที่จะต้องดำเนินการผลิตก๊าซธรรมชาติ ให้มีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

จุดเริ่มต้นพลังงานไทย

“แหล่งเอราวัณ” เป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติแห่งแรกในอ่าวไทย ที่ผลิตก๊าซธรรมชาติเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศมากว่า 36 ปีแล้ว หากเป็นคนอย่างเราๆ ก็นับว่าแหล่งเอราวัณอยู่ในวัยผู้ใหญ่เต็มตัว ที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตและการทำงานมาไม่น้อย และแกร่งกล้าพอที่จะเผชิญความท้าทายใหม่ๆ ที่รออยู่

ย้อนหลังไปเมื่อปี 2505 ในยุคที่เรียกว่า “โชติช่วงชัชวาล” ของไทย ที่รัฐบาลมีนโยบายเปิดให้เอกชนเข้ามาดำเนินกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จากแต่เดิมที่สงวนไว้ให้หน่วยงานรัฐเป็นผู้ดำเนินการเท่านั้น จึงเป็นดั่งประตูบานแรกที่เปิดให้บริษัท Union Oil Company of California ต่อมาคือ บริษัท ยูโนแคล และปัจจุบัน คือ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด (จากการควบรวมกิจการ) ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบุกเบิกการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย และเป็นผู้ค้นพบก๊าซธรรมชาติในแหล่งเอราวัณแห่งนี้ เมื่อปี 2516 ซึ่งต่อมาก็ได้มีการสำรวจพบก๊าซฯในแหล่งอื่นๆ ด้วย

กล่าวได้ว่า การค้นพบ “แหล่งเอราวัณ” แหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติแห่งแรกในอ่าวไทยนี้ ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของประเทศไทยสู่ความโชติช่วงชัชวาล เพราะก๊าซธรรมชาติจากแหล่งผลิตสำคัญแห่งนี้ ได้ถูกนำมาผลิตกระแสไฟฟ้า ทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเป็นการเปิดศักราชใหม่ให้แก่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ  

โดยปัจจุบัน เชฟรอนฯ สามารถผลิตก๊าซธรรมชาติ ในอ่าวไทยรวม 1,809 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ขับเคลื่อนด้วยพนักงานกว่า 1,500 คน ซึ่งเป็นคนไทยถึง 96% และพนักงานจากบริษัทผู้รับเหมาอีกประมาณ 1,100 คน สร้างรายได้ให้ประเทศไทยในรูปของค่าภาคหลวงรวมแล้วกว่า 455,785 ล้านบาท (ปี 2524 – 2560) ทั้งยังทำให้เกิดการจ้างงานในอีกหลากหลายอุตสาหกรรมสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มหาศาล  

เชฟรอนฯ ได้แสดงความจำนงที่แน่ชัดว่าจะเข้าร่วมประมูลเพื่อจัดหาพลังงานให้กับประเทศอย่างต่อเนื่องต่อไปในอนาคตโดยล่าสุด ผู้บริหารเชฟรอนจากสำนักงานใหญ่ในสหรัฐฯ นายเจย์ จอห์นสัน รองประธานบริหารธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม บริษัท เชฟรอน คอร์ปอเรชั่น ได้เดินทางเยี่ยมชมการดำเนินงานในแหล่งเอราวัณ และได้ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า จะยังคงเดินหน้าลงทุนในประเทศไทย

“จนถึงปัจจุบัน ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งเอราวัณมีส่วนสำคัญในการช่วยลดการนำเข้าพลังงาน ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และแม้ว่าในขณะนี้การผลิตก๊าซจากแหล่งเอราวัณจะทวีความท้าทายมากขึ้นจากการดำเนินการมาอย่างยาวนานและสำรองปิโตรเลียมที่ลดน้อยลง แต่เชฟรอนก็เชื่อมั่นว่าจะสามารถจัดการกับความท้าทายนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราไม่เพียงสั่งสมองค์ความรู้และประสบการณ์จากการปฏิบัติงานในอ่าวไทยมาอย่างยาวนาน แต่ยังมีเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมทั้งแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดจากการดำเนินงานทั่วโลกอีกด้วย”

จะเห็นได้ว่าแหล่งเอราวัณในวัย 36 ปี ยังคงท้าทายน่าค้นหา และยังดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนที่มีความพร้อมในด้านเทคโนโลยีและประสบการณ์ ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถสำรวจและนำเอาทรัพยากรก๊าซธรรมชาติที่มีค่าของไทย ขึ้นมาใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศได้อย่างคุ้มค่า

#36ปีเอราวัณ

 (โปรดติดตามตอนต่อไป)