ค้นหาด้วย ' ราคาน้ำมัน ' ทั้งหมด 16 รายการ
เชลล์ คาลเท็กซ์ ขึ้นราคาเบนซินและแก๊สโซฮอล์อีก 60 สต.

บริษัทผู้ค้าน้ำมันต่างชาติ ทั้งเชลล์และคาลเท็กซ์ ประกาศปรับราคาน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ขึ้นอีก 60 สตางค์ต่อลิตร มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. ของวันนี้ (22 มิ.ย. 2559)

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานแจ้งว่า การปรับขึ้นราคาของสองผู้ค้าน้ำมันต่างชาติดังกล่าว ดำเนินการก่อนผู้ค้าน้ำมันของไทยทั้ง ปตท. และบางจาก ซึ่งยังไม่มีการปรับขึ้นราคาในวันนี้

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันเบนซิน 95 ในสถานีบริการของคาลเท็กซ์ในกรุงเทพและปริมณฑลภายหลังการปรับขึ้นราคา จำหน่ายปลีกอยู่ที่ 32.41 บาทต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล์ 95 และแก๊สโซฮอล์ 91 ราคาขยับขึ้นมาอยู่ที่ 25 บาทต่อลิตรและ 24.58 บาทต่อลิตร ตามลำดับ ส่วนเชลล์ ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 28.87 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ 91 ราคาอยู่ที่ 24.63 บาทต่อลิตร

สำหรับราคาน้ำมันดีเซล ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง   

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นติดต่อสองวันตั้งแต่ต้นสัปดาห์ จากการที่ตลาดคลายความกังวลกรณีอังกฤษจะถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป เนื่องจากผลสำรวจประชามติล่าสุดยังคงให้อังกฤษอยู่ในอียูต่อไป อย่างไรก็ตาม ราคากลับปรับตัวลดลงเมื่อปิดตลาดวันอังคารที่ผ่านมาจากการขายทำกำไร และความวิตกกังวลต่อภาวะอุปทานล้นตลาด จากการที่ผู้ผลิตน้ำมันสหรัฐจะกลับมาเพิ่มการผลิตอีกครั้งหลังราคาน้ำมันปรับตัวดีขึ้น

 

น้ำมันร่วงหลังโอเปกขยายเวลาลดผลิตแค่ 9 เดือน แต่คาดราคาจะปรับขึ้นครึ่งปีหลัง

ราคาน้ำมันในตลาดโลกร่วงแรงเกือบ 5% เมื่อคืนวันพฤหัสที่ผ่านมา ภายหลังกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ หรือ โอเปก และพันธมิตรนอกกลุ่มที่นำโดยรัสเซีย ตกลงขยายเวลามาตรการลดกำลังการผลิตออกไปอีก 9 เดือน ซึ่งน้อยกว่าที่ตลาดคาดหวัง อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าราคามีโอกาสไต่กลับขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เมื่อสต็อกน้ำมันลดระดับลง

สมาชิกโอเปก 14 ประเทศ และพันธมิตรนอกกลุ่มอีก 10 ประเทศ บรรลุข้อตกลงร่วมกันอย่างเป็นทางการในการประชุมที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เมื่อวันพฤหัสบดี (25 พ.ค. 2560) หรือเช้ามืดวันศุกร์ที่ 26 พ.ค. 2560 ตามเวลาในประเทศไทย เห็นชอบขยายเวลาการลดกำลังการผลิตออกไปอีก 9 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2560 จนถึงสิ้นเดือน มีนาคม 2561 จากเดิมที่มาตรการดังกล่าวจะยุติลงในสิ้นเดือน มิ.ย. นี้ โดยเป็นความพยายามของกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลกที่จะยกระดับราคาน้ำมัน ซึ่งเผชิญภาวะตกต่ำมาตลอดสามปี

อย่างไรก็ตาม การขยายเวลามาตรการลดกำลังการผลิตออกไปถึงแค่ มี.ค. ปีหน้า สร้างความผิดหวังให้แก่ตลาด เนื่องจากต่างคาดหวังให้โอเปกและพันธมิตรขยายเวลาการลดกำลังการผลิตออกไปให้นานกว่านี้ หรือถึงกลางปี 2561 ทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดซื้อขายล่วงหน้าในยุโรปและสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงเกือบ 5%  โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ตกลง 2.60 เหรียญสหรัฐฯ   มาอยู่ที่ 51.36 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เมื่อคืนวันพฤหัสที่ผ่านมา ส่วนราคาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส  ร่วงลงไป 2.58 เหรียญสหรัฐฯ  มาอยู่ที่ 48.82 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ทั้งนี้ กลุ่มโอเปกและพันธมิตร ได้บรรลุความตกลงครั้งสำคัญร่วมกันเมื่อเดือน พ.ย. 2559 ที่ผ่านมา โดยร่วมกันดำเนินมาตรการลดกำลังการผลิตเพื่อจำกัดปริมาณน้ำมันที่ล้นตลาดและเป็นสาเหตุหลัดที่กดดันราคา อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวที่เริ่มตั้งแต่ 1 ม.ค. 2560 ยังไม่สามารถขจัดปริมาณน้ำมันส่วนเกินที่ล้นตลาดออกไปได้ เป็นผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงถูกกดดันจากปริมาณผลผลิตและสต็อกที่ยังอยู่ในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก Wood Mackenzie มีความเห็นว่า การปรับตัวลงของราคาตลาดครั้งนี้ ค่อนข้างจะเกินความเป็นจริง (overreaction) เนื่องจากมองว่าตลาดกำลังเข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้นในไตรมาสที่สามและสี่ของปี

ทั้งนี้ Wood Mackenzie คาดว่า หลังการลดกำลังการผลิตของโอเปก ปริมาณผลผลิตในตลาดจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่วันละ 200,000 บาร์เรลต่อวัน ในขณะที่ความต้องการอยู่ที่ 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน  ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า สต็อกจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งจะช่วยยกระดับราคาขึ้น โดย Wood Mackenzie คาดว่าราคาน้ำมันดิบในครึ่งปีหลังจะอยู่ที่ราว 55 เหรียญต่อบาร์เรล

ทีม PRISM คาดราคาน้ำมันดิบโลกปี2561 ทรงตัวอยู่ที่ระดับ 52-57เหรียญสหรัฐ ต่อ บาร์เรล
ทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันกลุ่ม ปตท.(PRISM) คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบโลกปี 2561 ทรงตัวระดับ 52-57 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล โดยมีปัจจัยด้านซัพพลายและดีมานด์ จากกำลังการผลิตยังสูงถึง 1.7-2 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับความต้องการใช้มีเพียง 1.4-1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน  และภาวะเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะเติบโต 3.7% ส่วนปัจจัยรถยนต์ไฟฟ้า(EV) ยังเป็นปัจจัยรองที่ส่งผลกระทบน้อยต่อการลดใช้น้ำมัน  พร้อมระบุจับตาการประชุมกลุ่มโอเปกและนอนโอเปกประชุม 30 พ.ย. 2560 นี้ ชี้ชะตาปริมาณการผลิตน้ำมันของโลกอีกครั้ง
 
นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงานสัมมนา “2017 The Annual Petroleum Outlook Forum” ซึ่งทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันของกลุ่ม ปตท. หรือ PRISM (Petrochemicals and Refining Integrated Synergy Management) ได้ร่วมกับ กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นปีที่6  ในหัวข้อ “Thailand Energy Moving with Digitization พลังงานไทย...ก้าวไกลด้วยดิจิทัล” เพื่อนำเสนอข้อมูลและมุมมองเกี่ยวกับราคาน้ำมัน รวมถึงปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลกระทบกับราคาน้ำมันและแนวโน้มของทิศทางน้ำมันในอนาคต
 
ทั้งนี้ทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันของกลุ่ม ปตท. (PRISM) ได้ประเมินว่า  ราคาน้ำมันโลกในปี 2561 จะทรงตัวระดับ 52-57 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล เนื่องจากปริมาณการผลิตยังสูงกว่าความต้องการใช้ แม้กลุ่มโอเปกและประเทศนอกกลุ่มโอเปก( NON  OPEC )จะรวมตัวกันออกมาตรการลดกำลังการผลิตน้ำมันโลกลง  1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน   อย่างไรก็ตามระดับราคาน้ำมันที่ 50 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรลจะเป็นจุดคุ้มทุนที่ทำให้ประเทศสหรัฐฯ หันกลับมาผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดาน(เชลล์ออยล์) มากขึ้น  ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกจะไม่ปรับขึ้นสูงถึงระดับ 100 เหรียญสหรัฐฯเหมือนเช่นอดีตที่ผ่านมา
 
ทีม PRISM ยังคาดการณ์ว่ากำลังการผลิตน้ำมันในปี 2561จะอยู่ระดับ 1.7-2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ความต้องการใช้จะอยู่ระดับ 1.4-1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นไปตามการเติบโตของภาวะเศรษฐกิจโลกที่จะขยับจาก 3.6% ในปี 2560 เป็น 3.7% ในปี 2561  และเชื่อว่าความต้องการใช้น้ำมันจะยังเติบโตอย่างต่อเนื่องจากนี้ไปอีก 5-20 ปีข้างหน้า เนื่องจากปัจจัยรถยนต์ไฟฟ้า(EV) ยังไม่สามารถเข้ามาแทนที่น้ำมันได้ในเวลาอันรวดเร็ว ประกอบกับนโยบายรักษาสิ่งแวดล้อมในหลายประเทศยังไม่ชัดเจน
 
นอกจากนี้ ทีม PRISM ยังเน้นให้จับตาการประชุมกลุ่มโอเปกและนอนโอเปก ในวันที่ 30 พ.ย. 2560 เนื่องจากที่ผ่านมาที่ประชุมได้มีมติให้ลดกำลังการผลิตน้ำมันโลกลง 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ไปสิ้นสุดมาตรการในเดือนมี.ค. 2561 แต่ในวันที่ 30 พ.ย. 2560 มีความเป็นไปได้ที่จะพิจารณาใน 3 แนวทางคือ 1.ลดกำลังผลิตน้ำมันให้มากกว่า 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน 2.ยุติการลดกำลังการผลิต 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวันทันทีที่หมดมาตรการในเดือนมี.ค. 2561 และ 3.ขยายมาตรการลดกำลังการผลิต 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวันออกไปจึงถึงเดือนมิ.ย.-ธ.ค. 2561 ซึ่ง PRISM เชื่อว่าแนวทางที่ 3 มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้มากในการประชุมดังกล่าว
   
น.ส.นรินทร์ อภิสุทธิไมตรี นักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันกลุ่ม ปตท.(PRISM) จากบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) หรือ ปตท.สผ. กล่าวว่า  PRISM คาดการณ์ว่าปริมาณการผลิตน้ำมันปี 2561 จะอยู่ระดับ 1.7-2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งมาจากการผลิตของสหรัฐฯ 7 แสนบาร์เรลต่อวัน และกลุ่มโอเปก 4-7 แสนบาร์เรลต่อวัน รวมถึงกลุ่ม นอนโอเปก อีก 6 แสนบาร์เรลต่อวัน โดยกลุ่มประเทศโอเปกกำลังอยู่ระหว่างการปรับสมดุลการผลิตและการใช้น้ำมันให้เหมาะสมเพื่อไม่ให้ราคาน้ำมันกลับไปตกลงต่ำกว่า 50 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ขณะที่สหรัฐฯ มองว่าราคาน้ำมันในขณะนี้มีโอกาสผลิตเชลล์ออยล์และสร้างกำไรได้ แนวทางดังกล่าวจะก่อให้เกิดการชักคะเย่อด้านราคาน้ำมันระหว่างโอเปกกับสหรัฐฯต่อไปอีก
 
น.ส.ปิยธิดา พลอยประดิษฐ์  นักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันกลุ่ม ปตท.(PRISM) จากบริษัท ไทยออยล์ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ความต้องการใช้น้ำมันโลกในปี 2561 จะอยู่ระดับ 1.4-1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งมาจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกเป็นหลักที่คาดว่าจะเติบโตขึ้น 3.7% โดยคาดว่าประเทศที่พัฒนาแล้วเศรษฐกิจจะเติบโต 2% และประเทศที่กำลังพัฒนาเติบโต 4.9% ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันเติบโตขึ้นด้วย โดยเฉพาะสหรัฐฯ ยุโรป จีน และอินเดีย ส่วนปัจจัยด้านรถยนต์ไฟฟ้า(EV)แม้จะมีความต้องการใช้มากขึ้นแต่ยังติดปัญหาเรื่องราคาที่แพงกว่ารถยนต์น้ำมันและระยะการวิ่งที่ได้น้อยกว่า ทำให้ปริมาณรถ EV มีอยู่เพียง 2,000 คัน ขณะที่รถยนต์น้ำมันมีถึง 1,000 ล้านคัน หรือคิดเป็นแค่ 0.1% เท่านั้น รวมถึงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่หลายประเทศยังไม่มีแผนที่ชัดเจน จึงยังไม่ทำให้เป็นปัจจัยสำคัญที่เกิดการใช้น้ำมันในปัจจุบัน
น.ส.กิ่งกาญจน์ มานะชำนิ นักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันกลุ่ม ปตท.(PRISM) จากบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ความต้องการใช้น้ำมันโลกยังคงเติบโตต่อไปอีก 5-20 ปีข้างหน้า แต่ต้องรอดูต่อไปว่ารถยนต์ EV จะเข้ามามีบทบาทต่อความต้องการใช้ได้มากน้อยแค่ไหน แต่หากจะให้เป็นปัจจัยที่ช่วยลดการใช้น้ำมันได้นั้นต้องอยู่ที่การกำหนดเป็นนโยบายของรัฐเป็นหลักด้วย
 
นายชาคร เลิศอรรฆยมณี  นักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันกลุ่ม ปตท.(PRISM) จากบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ต่อไปเทคโนโลยีจะก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างแยกไม่ออกจากธุรกิจน้ำมัน โดยเฉพาะเรื่องของ BIG DATA  ที่จะมาช่วยลดต้นทุนการผลิตน้ำมันได้ 10% ภายในปี 2563
 
พลังงานรอบโลก: โอเปกและพันธมิตรยังไม่ยืดเวลาลดผลิตถึงสิ้นปี หารืออีกครั้ง 25 พ.ค.

พลังงานรอบโลก: โอเปกและพันธมิตรยังไม่ยืดเวลาลดผลิตถึงสิ้นปี หารืออีกครั้ง 25 พ.ค.

ชาติสมาชิกกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ หรือ โอเปก และประเทศพันธมิตร ประชุมหารือที่คูเวต เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อประเมินผลการดำเนินการตามข้อตกลงลดกำลังการผลิต เพื่อยกระดับราคาน้ำมันในตลาดโลก ท่ามกลางคำถามว่าปริมาณน้ำมันส่วนเกินในตลาดที่ยังมีอยู่ จะทำให้ต้องขยายกรอบเวลาการลดกำลังการผลิตอีกหรือไม่ ขณะที่สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐทำสถิติเพิ่มขึ้นสูงสุด ส่งผลกดดันราคาน้ำมันร่วงลงหลุดระดับ 50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

สำนักข่าวต่างประเทศ สำรวจความคิดเห็นนักวิเคราะห์จำนวนหนึ่ง พบว่าทั้งหมดเห็นตรงกันว่า โอเปกและพันธมิตรมีทางเลือกน้อยมาก และจำเป็นต้องเดินหน้าลดกำลังการผลิตต่อไป

อย่างไรก็ตาม  เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมาตามเวลาในประเทศไทย คณะกรรมการร่วมซึ่งประกอบด้วยรัฐมนตรีจากชาติสมาชิกกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ หรือ โอเปก และประเทศพันธมิตรผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่ม ออกแถลงการณ์ภายหลังการหารือ ระบุว่า คณะกรรมการฯ ตกลงที่จะพิจารณาว่าจะขยายเวลาการลดกำลังการผลิตน้ำมันไปอีก 6 เดือนจนถึงสิ้นปี 2560 นี้ หรือไม่ จากข้อตกลงเดิมร่วมกันที่ตกลงลดการผลิตน้ำมันตั้งแต่ 1 ม.ค. จนถึงสิ้นเดือน มิ.ย. ปีนี้  โดยในแถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า คณะกรรมการ ได้ขอให้กลุ่มวิชาการ (Technical Group) และสำนักเลขาธิการโอเปก ทบทวนสถานการณ์ตลาดน้ำมันและให้ข้อเสนอแนะกลับมาในเดือน เม.ย. ว่าจะมีการขยายเวลามาตรการการลดกำลังการผลิตโดยสมัครใจออกไปหรือไม่

ก่อนหน้าแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ มีการเผยแพร่ร่างแถลงการณ์ฉบับไม่เป็นทางการที่ระบุว่า คณะกรรมการเสนอแนะให้โอเปกและพันธมิตรขยายการลดกำลังการผลิตออกไปอีก 6 เดือน อีกทั้งและกระตุ้นให้ประเทศที่ร่วมข้อตกลง ทำการลดการผลิตให้ได้ 100% ตามที่กำหนดไว้

ทั้งนี้ ภายหลังโอเปกและพันธมิตร ยังไม่ตัดสินใจยืดระยะเวลาการลดกำลังการผลิตออกไปในทันที ทำให้เหล่านักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบจะร่วงลงอีกจากข่าวดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีกลุ่มโอเปกจะประชุมกันอีกครั้ง ในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ ที่กรุงเวียนนา เพื่อตัดสินใจว่าจะขยายเวลาลดกำลังการผลิตน้ำมันหรือไม่ ขณะที่นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินต่างๆ รวมทั้ง Bank of America Corp., Commerzbank AG และ Citigroup คาดการณ์ว่า ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่จะยืดเวลาการลดกำลังการผลิตน้ำมันไปจนถึงสิ้นปีนี้

 

คาดความต้องการไฟฟ้าในเมียนมาพุ่งแตะ 3,500 เมกะวัตต์

สื่อท้องถิ่นของเมียนมา รายงานว่า กระทรวงไฟฟ้าและพลังงานเมียนมา เปิดเผยว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดของเมียนมาจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 3,500 เมกะวัตต์ในช่วงฤดูร้อนปีนี้ และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 4,500 เมกะวัตต์ในปี 2021 ขณะที่ กระทรวงฯ จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 17,700 ล้านหน่วยในช่วงปีงบประมาณนี้

ทั้งนี้ โดยการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 6,500 ล้านยูนิตในช่วงปี 2010-2011 และเพิ่มเป็น 13,600 ล้านยูนิต หรือเพิ่มขึ้น 200% ในปี 2015-2016  โดยภายใต้แผนแม่บทไฟฟ้าแห่งชาติ กระทรวงฯ คาดการณ์ว่า การใช้ไฟฟ้าแต่ละปีจะเพิ่มขึ้นกว่า 13% และในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 16%

สำหรับปีงบประมาณปีนี้ เมียนมาผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำจำนวน 9,700 ล้านยูนิต และจากเชื้อเพลิงฟอสซิล 8,000 ล้าน    ยูนิต โดยในปี 2015-2016 ที่ผ่านมา เมียนมามีการผลิตไฟฟ้าทั้งสิ้น 15,900 ล้านยูนิต

พลังงานรอบโลก: จับตาราคาน้ำมันโลก ส่องเทรนด์ควบรวมกิจการในเอเชีย

ราคาน้ำมันมีแนวโน้มฟื้นตัว แต่ยังจำกัดอยู่ภายใต้แรงกดดันจากปริมาณสต็อกที่ยังสูง

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานโดยอ้างบทวิเคราะห์ของ Arab Petroleum Investment Corp.  (Apicorp) ซึ่งเป็นองค์กรสนับสนุนด้านการเงินและการลงทุนแก่บริษัทด้านพลังงานในตะวันออกกลาง ว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวจากนี้ไปจนถึงสิ้นปี แต่คาดว่าราคาจะยังจำกัดอยู่ในระดับ 50-60 เหรียญต่อบาร์เรล เนื่องจากยังคงได้รับแรงกดดันจากปริมาณสต็อกน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูง

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับลดลง 1.21% ณ เวลา 1000 am GMT อยู่ที่ระดับ 51.14 เหรียญต่อบาร์เรล โดยได้รับแรงกดดันจากการขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐฯที่เพิ่มขึ้นและปริมาณการผลิตของกลุ่มโอเปกที่ยังคงอยู่ในระดับปกติ

Apicorp  ซึ่งมีประเทศสมาชิกโอเปก 10 ประเทศเป็นเจ้าของ ระบุว่า แม้ว่าองค์กรกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือ โอเปก (OPEC) และประเทศนอกกลุ่มที่เป็นพันธมิตร จะดำเนินการตามข้อตกลงลดกำลังการผลิตตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม เป็นต้นมา แต่อัตราการลดกำลังการผลิตที่ผ่านมา ยังไม่เพียงพอที่จะยกระดับราคาน้ำมันให้สูงเกินกว่า 60 เหรียญต่อบาร์เรล เนื่องจากประเทศผู้นำเข้าได้เก็บน้ำมันเข้าสต็อกไว้ตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ปี ที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลปริมาณสต็อกในปัจจุบันอยู่ในระดับสูง ประกอบกับการผลิตเชลล์ปิโตรเลียมของสหรัฐฯ ที่กลับคืนมาหลังจากราคาน้ำมันปรับตัวสู่ขาขึ้น ภายหลังกลุ่มโอเปกและพันธมิตรบรรลุข้อตกลงลดกำลังการผลิตในเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว ที่จะลดกำลังการผลิตตั้งแต่ ม.ค. ถึง มิ.ย. ปีนี้  โดย Baker Hughes Inc เปิดเผยว่า จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสหรัฐสัปดาห์นี้เพิ่มขึ้น  21 แท่น เป็น 789 แท่น

จากข้อมูลที่เผยแพร่มาก่อนหน้านี้ พบว่าในเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ประเทศสมาชิกกลุ่มโอเปกได้ลดกำลังการผลิตประมาณ 94% ของเป้าหมาย 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับ 86% ในเดือน ม.ค. โดยชาติสมาชิกโอเปก 11 ประเทศ ไม่รวมไนจีเรีย และลิเบีย ได้ลดการผลิตมากกว่าที่ตกลงไว้ หรือคิดเป็น 106% ของปริมาณน้ำมันที่จะต้องผลิตลดลง ส่วนประเทศผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่มโอเปก ซึ่งรวมถึงรัสเซียและคาซักสถาน ได้ลดการผลิตคิดเป็น 64% ของปริมาณที่ตกลงไว้ ขณะที่ในเดือนมกราคมได้ลดกำลังผลิตคิดเป็น 66% ของข้อตกลง

ดังนั้น Apicorp  จึงคาดการณ์ว่า กระบวนการที่จะสร้างสมดุลให้แก่ตลาดเพื่อยกระดับราคานั้น จะต้องใช้เวลายาวนานกว่าที่คาดไว้ โดยอย่างน้อยต้องกินเวลาไปถึงช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งหมายความว่า กลุ่มโอเปกจะต้องขยายเวลาข้อตกลงลดกำลังการผลิตออกไปจนถึงสิ้นปีนี้ อย่างไรก็ตาม คาดว่ากลุ่มโอเปกจะหารือในประเด็นการขยายเวลาการลดกำลังการผลิตดังกล่าว ในการประชุมที่เวียนนาในวันที่ 25 มี.ค. นี้ ตามเวลาท้องถิ่น

ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์มองว่า มีความเป็นไปได้ยากที่สต็อกน้ำมันของประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (the Organization for Economic Co-operation and Development – OECD) ทั้งหมดจะลดลงไปสู่ระดับเฉลี่ย 5 ปีภายในกลางปีนี้ ซึ่งเป็นระดับอ้างอิงที่โอเปกกำหนดไว้เพื่อจะตัดสินใจว่าจะขยายเวลาข้อตกลงหรือไม่ ซึ่งรัฐมนตรีน้ำมันของซาอุดิอาระเบีย นาย Khalid Al-Falih ได้ออกมากล่าวว่า โอเปกจะต้องยืดเวลาการลดกำลังการผลิตที่จะครบกำหนดในเดือนมิถุนายนนี้ หากสต็อกน้ำมันยังคงสูงกว่าระดับเฉลี่ย 5 ปี

ปัจจุบัน พบว่าสต็อกน้ำมันดิบของประเทศ OECD อยู่ที่ 3,025 ล้านบาร์เรลในเดือนกุมภาพันธ์ หรือสูงกว่าระดับเฉลี่ย 5 ปีประมาณ 297 ล้านบาร์เรล ซึ่งหากต้องการลดปริมาณน้ำมันในสต็อกให้อยู่ในกรอบเฉลี่ย 5 ปี ให้ทันก่อนที่โอเปกจะประชุมนัดต่อไป จะต้องดำเนินการลดกำลังการผลิตเพื่อลดปริมาณสต็อกน้ำมันให้ได้ในอัตรา 3  ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ภายใต้สถานการณ์ปริมาณและความต้องการในปัจจุบัน จะสามารถลดสต็อกได้มากที่สุดประมาณ 500,000 บาร์เรลต่อวันเท่านั้น

 

แนวโน้มควบรวมกิจการพลังงานในเอเชียเพิ่มมากขึ้น

สื่อต่างประเทศ รายงานความคิดเห็นจากนักวิเคราะห์ ซึ่งคาดว่า จะมีการซื้อและควบรวมกิจการในอุตสาหกรรมพลังงานในเอเชียเพิ่มขึ้นในปีนี้ เนื่องจากราคาน้ำมันดิบมีเสถียรภาพขึ้น โดยบริษัทผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่จากชาติตะวันตกกำลังหาทางขายธุรกิจในภูมิภาคนี้ และมีบริษัทท้องถิ่น เช่น ปตท.สผ. ของไทย รวมถึงเทรดดิ้งเฮ้าส์ของญี่ปุ่น และบริษัทของจีน เป็นผู้มีศักยภาพที่จะซื้อกิจการพลังงานในเอเชียดังกล่าว

ทั้งนี้ เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา Royal Dutch Shell ได้ประกาศแผนขายหุ้นในแหล่งพลังงานในประเทศไทยให้กับบริษัทคูเวตในราคา 900 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่เชื่อว่า Shell Chevron Total ExxonMobil และ Eni จะขายสินทรัพย์มูลค่ารวมกันสูงสุดถึง 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยคาดว่าจะขายสินทรัพย์ในเมียนมา บังกลาเทศ มาเลเซีย จีน และนิวซีแลนด์ โดย Wood Mackenzie บริษัทวิจัยพลังงานในอังกฤษ ประเมินว่าผู้ที่น่าจะมาซื้อสินทรัพย์ดังกล่าวประกอบด้วย บริษัทน้ำมันของรัฐบาลจีน บริษัทหลักทรัพย์เอกชน และกลุ่มพลังงานอิสระท้องถิ่น

ทั้งนี้ Wood Mackenzie คาดว่า จะมีการซื้อกิจการพลังงานมากในมาเลเซีย ไทย และอินโดนีเซีย โดยบริษัทพลังงานอิสระท้องถิ่น เนื่องจากสามารถรับมือกับการเมืองท้องถิ่นและความเสี่ยงการต่ออายุใบอนุญาตได้ดีกว่าบริษัทต่างชาติ ในขณะที่บริษัทวิจัยแห่งหนึ่งในสิงคโปร์ คาดการณ์ว่า การซื้อและควบรวมกิจการในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในเอเชียจะเพิ่มขึ้นในปี 2017 โดยเฉพาะในส่วนของการสำรวจและผลิตพลังงานต้นน้ำ เพื่อตอบรับกับราคาน้ำมันที่มีเสถียรภาพมากขึ้น โดยประเมินว่า ราคาน้ำมันจะทรงตัวที่ประมาณ 50-60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในปีนี้ และเพิ่มขึ้นเป็น 60-65 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในปีหน้า

ข้อมูลจาก Wood Mackenzie คาดว่าการซื้อและควบรวมกิจการในอุตสาหกรรมนี้จะฟื้นตัวทั่วโลก โดยในเดือนมกราคมมีดีลมูลค่ารวม 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หลังจาก Shell ขายสินทรัพย์ในประเทศไทยไปแล้ว คาดว่าในอีก 4 เดือนข้างหน้าจะตามมาด้วยการขายสินทรัพย์ต้นน้ำขนาดใหญ่และพัฒนาเต็มที่แล้วอีก 5-6 แห่งด้วย โดยสินทรัพย์ที่จะมีมูลค่าประมาณ 500 ล้านเหรียญสหรัฐถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่ในปี 2016 ดีลในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมีมูลค่าเพียง 6 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีดีลเพียง 20 ดีลเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยที่สุดหากนับตั้งแต่ปี 2012 และมีสัดส่วนเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับดีลทั่วโลกมูลค่า 1.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะที่ Chevron และ Shell ซึ่งมีพอร์ทลงทุนใหญ่ที่สุดในเอเชีย ได้ส่งสัญญาณเมื่อปีที่แล้วว่า มีแผนจะขายหุ้นในเมียนมา บังกลาเทศ นิวซีแลนด์ มาเลเซีย จีน และอาจจะมีในไทยด้วย ส่วน ExxonMobil Total และ Eni คาดว่าจะลดการลงทุน หลังจากได้ปรับพอร์ททั่วโลกเช่นกัน นอกจากบริษัทน้ำมันจากตะวันตกแล้ว บริษัท Petronas ของมาเลเซียกำลังหาทางขายหุ้นในแหล่งก๊าซในทะเล ที่ป้อนก๊าซให้โรงก๊าซ LNG ส่งออก ในราคาสูงสุด 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดว่า Woodside Petroleum ปตท.สผ. ของไทย เทรดดิ้งเฮ้าส์ของญี่ปุ่น และบริษัทของจีน อยู่ในกลุ่มผู้มีศักยภาพจะเป็นผู้ซื้อกิจการพลังงานในเอเชียดังกล่าว 

กระทรวงพลังงานส่งสัญญาณถูกทาง ไม่ตั้งเพดานราคาดีเซล 30บาท

กระทรวงพลังงานส่งสัญญาณถูกทาง ไม่ตั้งเพดานราคาดีเซล 30บาท

การตั้งโต๊ะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ของรัฐมนตรีพลังงาน “ศิริ จิระพงษ์พันธ์” เมื่อวันศุกร์ที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านว่า เพื่อส่งสัญญาณให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือกับราคาน้ำมันที่จะทรงตัวในระดับสูงในปี2561นี้ โดยที่รัฐบาล จะไม่เข้าไปกำหนดเพดานราคาตรึงดีเซล เอาไว้ไม่ให้เกินที่ 30บาทต่อลิตร เหมือนเช่นในอดีต  ถือว่าเป็นการดำเนินนโยบายที่ถูกทาง  ด้วยการปล่อยให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศนั้นสะท้อนถึงต้นทุนที่เป็นจริง  โดยการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น ควรมีไว้เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพของราคา ไม่ให้มีความผันผวนคือปรับขึ้น หรือปรับลง เร็วเกินไปเท่านั้น

เกี่ยวกับนโยบายเรื่องราคาน้ำมันที่รัฐบาลยุคก่อนๆ พยายามที่จะเข้าไปแทรกแซงราคา โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล นั้นวัตถุประสงค์หลักก็เพื่อรักษาฐานเสียงคะแนนนิยมของตัวเองเอาไว้ และส่งผลดีด้านจิตวิทยาสำหรับประชาชนในระยะสั้นๆเท่านั้น แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือ กองทุนน้ำมันต้องไปกู้เงินมาอุดหนุนราคา กลายเป็นหนี้สินก้อนโตเกือบแสนล้าน และมีภาระดอกเบี้ย ที่ประชาชนผู้ใช้น้ำมันต้องมาตามจ่ายในภายหลัง

ผลกระทบที่สำคัญอีกประการคือ เกิดการบิดเบือนปริมาณการใช้ ระหว่างกลุ่มน้ำมันดีเซลและเบนซิน โดยการแทรกแซงราคาให้น้ำมันดีเซลมีราคาขายปลีกที่ต่ำกว่าความเป็นจริง นอกจากจะส่งผลให้คนหันมาใช้น้ำมันดีเซล กันมากขึ้นอย่างก้าวกระโดดแล้ว รัฐยังสูญเสียรายได้จากการที่ต้องลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลง   ทั้งๆที่ในราคาเนื้อน้ำมัน ณ หน้าโรงกลั่น ที่เป็นจริงนั้น ดีเซลและเบนซิน มีราคาที่ใกล้เคียงกัน   

ดร.ศิริ บอกกับสื่อมวลชนในการแถลงข่าว ว่า ราคาน้ำมันดิบ Brent โลกในปี 2561 จะขยับสูงขึ้นอยู่ในเกณฑ์ 70 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล จากราคา ณ วันที่ 18 ม.ค. 2561อยู่ที่ระดับ 69.53 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล  โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากความไม่มั่นคงทางการเมืองในต่างประเทศ เป็นสำคัญ

การคาดการณ์ของรัฐมนตรีพลังงาน นั้นถือเป็นระดับราคาที่สูงกว่าที่ทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันของกลุ่มบริษัท ปตท. (Petrochemicals  and Refining Integrated Synergy Management หรือ PRISM) เคยประเมินเอาไว้ ที่ระดับ 52-57 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

“ ยืนยันว่าจะไม่ใช้แนวทางการตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลไว้ที่ 30 บาทต่อลิตร เนื่องจากกองทุนน้ำมันฯไม่ได้มีเงินมากถึงขนาดจะตรึงราคาระยะยาวเหมือนในอดีต อีกทั้งยังไม่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อสังคมและประเทศชาติ  โดยกองทุนน้ำมันฯ มีไว้เพื่อรองรับปัญหาความผันผวนระยะสั้นเท่านั้น “ นี่เป็นคำพูดจากรัฐมนตรีพลังงาน ที่ส่งสัญญาณ ถึงประชาชนให้เตรียมพร้อมรับมือ

ต้องบอกว่านับตั้งแต่ที่รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ เข้ามาบริหารประเทศ  เรื่องที่น่าจะเป็นผลงานที่โดดเด่น ด้านพลังงาน ได้ชัดเจนที่สุดก็คือ เรื่องการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ให้สะท้อนถึงต้นทุนที่เป็นจริง ช่วยเคลียร์ปัญหาเก่าๆที่หมักหมมให้หมดไป    โดยในประเด็นที่มีผู้เปรียบเทียบว่าราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศของไทย นั้นแตกต่างและแพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน อย่างมาเลเซีย หรือเมียนมา นั้น  แท้จริงแล้วเป็นเรื่องของโครงสร้างการจัดเก็บภาษีและ เงินกองทุน 

ดังนั้น ความพยายามที่จะเข้าไปแทรกแซงราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับต่ำกว่าความเป็นจริง มีหนทางที่ทำได้เพียงไม่กี่ทาง  นั่นคือ การลดการจัดเก็บเงินที่ส่งเข้ากองทุนน้ำมัน  และมาตรการการลดภาษีสรรพสามิต ซึ่งก็รู้ทั้งรู้ว่ามาตรการการลดภาษีนั้นส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐ ที่นำเงินส่วนนี้ไปใช้พัฒนาประเทศในด้านต่างๆ

การส่งสัญญาณให้ประชาชนเตรียมรับมือกับราคาน้ำมันที่สะท้อนถึงต้นทุนที่เป็นจริง โดยในช่วงที่ราคาน้ำมันมีการปรับตัวสูงขึ้นก็วางแผนการใช้ให้มีประสิทธิภาพ ช่วยให้เกิดการประหยัด เพื่อลดรายจ่าย(ดูอินโฟกราฟฟิก มาตรการช่วยประหยัด น้ำมัน ด้านล่าง )  แทนการไปบิดเบือนราคาที่ส่งผลต่อการบิดเบือนปริมาณการใช้   จึงน่าจะเป็นการส่งสัญญาณที่เดินมาถูกทางแล้ว  และประชาชนที่เข้าใจเรื่องของพลังงานอย่างแท้จริง ไม่เล่นการเมือง ควรที่จะปรบมือให้ 

<img alt="" data-cke-saved-src="/userfiles/images/en3666.jpg" src="/userfiles/images/en3666.jpg" 600px;="" height:="" 870px;"="">

"ศิริ"ส่งสัญญาณราคาน้ำมันทรงตัวระดับสูง

รัฐมนตรีพลังงาน ส่งสัญญาณราคาน้ำมันโลกปี 2561 ทรงตัวระดับสูง 70 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล สั่ง สนพ. เตรียมมาตรการรับมือผันผวนรุนแรงระยะสั้น โดยยืนยันไม่มีการกำหนดเพดานดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร เหมือนที่เคยปฎิบัติในอดีตเพราะไม่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ

นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบ Brent โลกในปี 2561 นี้จะขยับสูงขึ้นอยู่ในเกณฑ์ 70 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล จากปัจจุบัน ณ วันที่ 18 ม.ค. 2561อยู่ที่ระดับ 69.53 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล เนื่องจากความไม่มั่นคงทางการเมืองในต่างประเทศ ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้ส่งสัญญาณให้สังคมได้ทราบถึงทิศทางราคาน้ำมันที่จะขยับสูงขึ้นและต้องการให้ประชาชนได้ปรับตัว ใช้น้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) จัดทำมาตรการเพื่อรองรับกรณีน้ำมันโลกมีความผันผวนรุนแรงในระยะสั้น โดยจะต้องประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำมาตรการและเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานต่อไป

ทั้งนี้ ยืนยันว่าจะไม่ใช้แนวทางการตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลไว้ที่ 30 บาทต่อลิตร เนื่องจากกองทุนน้ำมันฯไม่มีเงินมากถึงขนาดจะตรึงราคาระยะยาวเหมือนในอดีต อีกทั้งไม่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อสังคมและประเทศชาติ ซึ่งกองทุนน้ำมันฯ มีไว้เพื่อรองรับปัญหาความผันผวนระยะสั้นเท่านั้น ปัจจุบันมีเงินกองทุนฯ เหลืออยู่ประมาณเกือบ 4 หมื่นล้านบาท

“ราคาน้ำมันโลกมีโอกาสเสี่ยงเกิดความผันผวนเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว แต่การจะเห็นลดราคานั้นคงมีไม่มากเท่ากับการผันผวนปรับขึ้น ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะนำเงินจากกองทุนน้ำมันฯเข้ามาช่วยเหลือพยุงราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ แม้ราคาน้ำมันโลกจะอยู่ในระดับสูง แต่จะมีมาตรการจากส่วนงานต่างๆ ออกมารองรับความผันผวน”

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า สนพ. เตรียมเสนอมาตรการในรูปแบบแพ็คเกจ ในกรณีราคาน้ำมันผันผวนหนักหรือเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมันขึ้น โดยในส่วนที่เกินขอบเขตของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่รัฐมนตรีพลังงานเป็นประธาน ก็จะนำเสนอที่ประชุม กพช. พิจารณาอนุมัติต่อไปแต่ยืนยันว่าราคาน้ำมันขายปลีกในระดับปัจจุบันยังไม่เป็นปัญหา ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังสามารถดูแลได้ 

6 เดือนช่วงน้ำมันขาขึ้น เงินกองทุนน้ำมันฯลดฮวบ 2 หมื่นล้าน


เช็คฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงช่วงราคาพลังงานขาขึ้น พบว่าในช่วง 6 เดือน นับแต่พ.ค. ถึง 11 ต.ค.2561 ยอดเงินลดฮวบกว่า 2 หมื่นล้านบาท จากการใช้มาตรการตรึงราคาก๊าซหุงต้มและดีเซล  แต่ถือว่าโชคยังเข้าข้างที่ช่วงเริ่มต้นของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์  รัฐเดินหน้านโยบายปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ทั้ง ดีเซล ก๊าซหุงต้ม และก๊าซเอ็นจีวี จนทำให้สามารถลดภาระการอุดหนุนราคาและมีการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯสะสมเอาไว้ค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับรัฐบาลชุดต่างๆที่ผ่านมาในอดีต

โดยในช่วงเดือนพ.ค.2561 นี้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเคยมีเงินสะสมอยู่กว่า 40,000 ล้านบาท แต่มาถึง ณ วันที่ 11 ต.ค. 2561 มีฐานะเงินสุทธิลดเหลือ 24,592 ล้านบาท แบ่งเป็น บัญชีน้ำมัน 28,919 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบไปแล้ว 4,327 ล้านบาท

ทั้งนี้กระทรวงพลังงานยังคงมาตรการอุดหนุนก๊าซหุงต้ม ไม่ให้เกิน 363 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ 28 พ.ค. 2561 และยังฯตรึงราคาดีเซลเอาไว้ไม่ให้เกิน30บาทต่อลิตร ต่อไปอีก  โดย ล่าสุดในการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่มีนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน เมื่อวันที่ 11 ต.ค. ที่ผ่านมา มีมติให้ใช้เงินกองทุนน้ำมันฯพยุงราคา LPG ต่อไป  โดยคาดว่าจะดูแลราคาทั้งดีเซลและก๊าซหุงต้มไปได้จนถึงเดือน มี.ค. 2562 หรืออย่างน้อย ก็ผ่านช่วงฤดูหนาวที่ในต่างประเทศจะเป็นช่วงที่มีการใช้ก๊าซหุงต้มหรือ LPG มากและราคาปรับตัวขึ้นสูง และหากราคาน้ำมันดิบดูไบเคลื่อนไหวในกรอบ 82.50-87.50 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล  ที่จะใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ เข้าไปชดเชยน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นเป็นไม่เกิน 1.50 บาทต่อลิตร นั้น ก็คาดว่าจะสามารถดูแลราคาน้ำมันดีเซลได้จนถึงเดือน มิ.ย.2562  เพราะคาดว่าช่วงที่เข้าสู่หน้าร้อนความต้องการใช้น้ำมันจะลดลง และสถานการณ์ตึงเครียดทางการเมืองของโลกก็น่าจะผ่อนคลายลงที่จะทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลง

โดยในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินมีปัญหาการเมืองระหว่างประเทศส่งผลให้เกิดวิกฤตการณ์ราคาน้ำมัน จนทำให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นไปในระดับ 90 หรือเกิน 90 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล  กระทรวงพลังงานก็จะใช้วิธีการผสมผสาน ระหว่างการเพิ่มเงินชดเชย การเพิ่มราคาขายปลีก หรือการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ซึ่งการดำเนินการตามมาตรการนี้จะต้องดูสถานการณ์ราคาน้ำมันในช่วงนั้นเป็นหลัก รวมถึงค่าครองชีพและ ฐานะการเงินการคลังของประเทศด้วยว่าจะเลือกใช้มาตรการใด จึงจะเหมาะสม

ประเด็นที่กระทรวงพลังงานเป็นห่วงคือ สถานการณ์ช่วงระยะเวลา 1 สัปดาห์ก่อนและหลังสหรัฐฯจะใช้มาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านในวันที่ 4 พ.ย.2561 ซึ่งคาดว่ามีโอกาสที่ราคาน้ำมันโลกจะผันผวนสูงมาก โดยหากสถานะกองทุนน้ำมันฯไม่สามารถรับมือได้ ก็มีโอกาสที่รัฐบาลต้องปรับลดภาษีน้ำมัน หรือ อาจถึงขั้นขอขยับขึ้นราคาดีเซลให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ที่ต้องเสี่ยงกับการสูญเสียคะแนนนิยม หากประชาชนส่วนใหญ่ไม่ยอมเข้าใจถึงเหตุผลและความจำเป็น

มาย้อนดูการใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของรัฐบาลชุดก่อนๆหน้านี้  เปรียบเทียบก็ยังถือว่า รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ยังได้เปรียบที่ยังคงรักษาสถานะของกองทุนน้ำมันเอาไว้ให้เป็นบวกกว่า 2 หมื่นล้านบาท อยู่ได้ในขณะนี้ เพราะในช่วงของรัฐบาลทักษิณ เมื่อเดือนก.พ.2544 นั้นกองทุนน้ำมันติดลบหนักสุดถึง -82,988 ล้านบาท  พอมาถึง  สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์  เดือน ธ.ค.2551 ราคาน้ำมันดิบโลกลดลงต่ำ เก็บเงินใช้หนี้เดิมสะสมจนฐานะกลับมาเป็นบวก 28,768 ล้านบาท  ส่วน รัฐบาลยิ่งลักษณ์  เมื่อเดือนส.ค. 2554 นั้นค่อนข้างโชคร้ายที่ ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวสูงขึ้นอีก  มีการใช้กองทุนน้ำมันเข้าไปอุดหนุนทั้งราคาดีเซลและก๊าซหุงต้ม ทำให้กองทุนน้ำมันกลับมา ติดลบ 22,820 ล้านบาท   พอมาถึง สมัยรัฐบาลคสช. เข้ามาบริหารช่วงเดือน พ.ค.2557 โชคดีที่ ราคาน้ำมันลดลง กองทุนน้ำมันจึงกลับมาเป็นบวก 7,032 ล้านบาท และสะสมเพิ่มขึ้นจนมียอดเป็นบวกกว่า4หมื่นล้านบาท  ก่อนที่จะมาเผชิญกับช่วงราคาน้ำมันขาขึ้น ที่เมื่อกลับมาใช้มาตรการตรึงราคาแบบเดิม ซึ่ง ก็ได้รู้แล้วว่าเพียงแค่6เดือนนั้น เงินหายจากกองทุนน้ำมันไปแล้ว กว่า2หมื่นล้านบาท

แต่ดูเหมือนว่าโชคจะเข้าข้างรัฐบาลอยู่บ้าง ที่ในสัปดาห์นี้ ราคาน้ำมันในตลาดโลก ปรับตัวลดลง  จนมีผลทำให้ราคาน้ำมันขายปลีกปรับตัวลดลงตามติดต่อกัน โดยเมื่อวันที่10ต.ค. ที่ผ่านมาราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินปรับลดลง 50สตางค์ต่อลิตร วันที่13 ต.ค. ปรับลดลงอีก 50สตางค์ต่อลิตร ในขณะที่เช้าวันที่ 18ต.ค. ราคาลดลงอีก 50 สตางค์ต่อลิตร รวม3ครั้งภายในไม่ถึง2สัปดาห์ ราคากลุ่มเบนซินลดลงแล้ว 1.50 บาทต่อลิตร  

อย่างไรก็ตามไม่ว่าสถานการณ์ราคาพลังงานจะปรับตัวขึ้นอย่างไร  หลายฝ่ายก็วิเคราะห์ฟังธงไปแล้วว่า รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ น่าจะใช้เงินจากกองทุนน้ำมันฯจนหมดหน้าตัก เพื่อตรึงราคาพลังงานทั้งดีเซลและก๊าซหุงต้มเอาไว้ ไปจนพ้นการเลือกตั้งช่วงปลายเดือนก.พ.2562  เพราะศึกเลือกตั้งครั้งนี้เดิมพันสูง และเรื่องของราคาน้ำมันจะเป็นจุดอ่อนสำคัญหนึ่งที่จะทำให้รัฐบาลถูกโจมตีเพื่อหวังให้เสียคะแนนนิยม   - ทีมข่าวENC รายงาน

กพช. ไฟเขียวลดเงินส่งเข้ากองทุนอนุรักษ์ฯ ส่งผลราคาน้ำมันหน้าปั๊มถูกลง 15 สตางค์ต่อลิตร

กพช.เห็นชอบปรับลดเงินส่งเข้ากองทุนอนุรักษ์พลังงาน 15 สตางค์ต่อลิตร สำหรับกลุ่มน้ำมันเบนซินและดีเซล เป็นเวลา 2 ปี ชี้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มจะลดลง 15 สตางค์ต่อลิตร ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคได้ 5,350 ล้านบาทต่อปี  

นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีมติเห็นชอบให้ปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน สำหรับผู้ค้าน้ำมันกลุ่มเบนซินและดีเซล จากเดิมส่งเข้ากองทุนฯอยู่ 25 สตางต์ต่อลิตร ให้ลดลง 15 สตางค์ต่อลิตร โดยเหลือเงินส่งเข้าเพียง 10 สตางค์ต่อลิตร ในระยะเวลา 2 ปีนี้ (2561-2562) และกลับมาจัดเก็บตามอัตราเดิม 25 สตางค์ต่อลิตรในปี 2563  เพื่อเป็นการผ่อนภาระให้ประชาชน เกษตรกร ผู้ประกอบการต่างๆ ในเรื่องต้นทุนรายจ่ายที่อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่อาจปรับตัวสูงขึ้น

โดยฐานะทางการเงินกองทุนฯ ณ วันที่ 30 ก.ย. 2560 มีสูงถึง 40,000 ล้านบาท ดังนั้น กพช.จึงเห็นชอบให้ปรับลดเงินส่งเข้ากองทุนฯ ดังกล่าว เพราะกองทุนฯ ยังมีเงินสำรองเพียงพอที่จะดำเนินกิจกรรมตามปกติได้อย่างต่อเนื่อง โดยการปรับลดจะมีผลหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยการจัดเก็บในอัตราใหม่ดังกล่าวจะทำให้กองทุนฯมีเงินรายรับสำหรับใช้ตามแผนงานของกองทุนฯได้ประมาณปีละ 10,000 ล้านบาทต่อไป

ทั้งนี้ การปรับลดเงินส่งเข้ากองทุนฯ จะส่งผลให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มลดลง 15 สตางค์ต่อลิตร และจะสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคได้ 5,350 ล้านบาทต่อปี

 

 

 

เครือข่ายผู้บริโภคบุกกระทรวงยื่นข้อเสนอ8ข้อถึงรัฐมนตรีพลังงาน

คณะกรรมการองค์กรอิสระเพื่อการคุ้มผู้บริโภคภาคประชาชน (คอบช.) เดินทางมายื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีพลังงาน 8 ข้อ เรียกร้องปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน LPG ครัวเรือน ให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค ระบุให้เวลารัฐ 30 วัน ชี้แจง ชี้หากไม่แก้ไขตามข้อเสนอจะเรียกร้องให้นายกฯ ทบทวนตำแหน่งรัฐมนตรีพลังงาน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 13 มิ.ย.2561 คณะกรรมการองค์กรอิสระเพื่อการคุ้มผู้บริโภคภาคประชาชน (คอบช.) นำโดย น.ส.บุญยืน ศิริธรรม และ นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา และตัวแทนภาคประชาชนประมาณ 30 คน ได้เดินทางมายังกระทรวงพลังงานเพื่อยื่นหนังสือ ซึ่งเป็นข้อเสนอที่จัดทำจากเวทีสภาผู้บริโภค ต่อนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยมี นายวิศักดิ์ วัฒนศัพท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงานมารับหนังสือแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

สำหรับข้อเสนอที่ยื่นประกอบด้วย 1. ให้รัฐบาลยกเลิกการกำหนดสูตรราคาน้ำมันที่อ้างอิงราคานำเข้าจากสิงคโปร์ โดยให้เปลี่ยนมาใช้อ้างอิงราคาของโรงกลั่นที่ส่งออกไปสิงคโปร์แทน ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันถูกลง 2 บาทต่อลิตรได้

2. เสนอให้ราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ภาคครัวเรือน กลับไปใช้สูตรอ้างอิงราคาฐาน 333 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน หรือกิโลกรัมละ 10 บาท ส่วน LPG ภาคอื่นๆ สามารถใช้สูตรอ้างอิงนำเข้าจากต่างประเทศได้เพื่อการแข่งขัน

3. ให้กำหนดสูตรราคาเอทานอลในประเทศใกล้เคียงกับราคาตลาดโลก หรือสูงกว่าไม่เกิน 10%

4.ให้ยกเลิกการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาดูแลราคาน้ำมัน เพราะไม่ชอบด้วยกฎหมาย

5.ให้หยุดเก็บเงินเข้ากองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงานและให้ทบทวนวัตถุประสงค์การใช้เงินใหม่ว่าเป็นการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ เนื่องจากเป็นการเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันไปช่วยเหลือด้านไฟฟ้า

6. ให้ใช้ภาษีเป็นกลไกดูแลการขึ้นลงของราคาน้ำมันแทนกองทุนน้ำมันฯ

7. ยกเลิกการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) บนฐานภาษีในโครงสร้างราคาน้ำมัน โดยให้เก็บจากตัวเนื้อน้ำมันเท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดการเก็บภาษีซ้ำซ้อน

และ 8. ให้รัฐจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ให้เสร็จก่อนการเปิดประมูลให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแหล่งบงกชและแหล่งเอราวัณ

น.ส.บุญยืน กล่าวว่า หลังจากยื่นหนังสือข้อเสนอแล้ว ทาง คอบช. จะให้เวลากระทรวงพลังงานพิจารณาภายใน 30 วัน จากนั้นถ้ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงจะกำหนดท่าทีในการเคลื่อนไหวต่อไป โดยเฉพาะในประเด็นการปรับราคา LPG แม้ว่าจะมีการตรึงราคาถัง 15 กิโลกรัม อยู่ที่ 363 บาท แต่เป็นการนำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปดูแล ซึ่งเป็นการบิดเบือนกลไกราคา ทั้งที่ก๊าซ LPG ผลิตจากแหล่งก๊าซในประเทศจึงควรเป็นสูตรอ้างอิงราคาในประเทศ แทนการอ้างอิงราคาในตลาดโลกโดยเฉพาะราคา LPG ภาคครัวเรือน

นายอิฐบูรณ์ กล่าวว่า คอบช.จะติดตามการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่มีนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธานอย่างต่อเนื่อง หากยังไม่มีการแก้ไขตามข้อเสนอ อาจเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาความเหมาะสมการปฏิบัติหน้าที่ของนายศิริต่อไป รวมถึงอาจพิจารณาข้อกฎหมายเพื่อเข้ามาดำเนินการด้วย หากเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เนื่องจากมองว่า การกำหนดโครงสร้างราคาพลังงานในปัจจุบันบิดเบือนกลไกตลาดทำให้ผู้บริโภคไม่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง