ค้นหาด้วย ' ปิโตรเลียม ' ทั้งหมด 48 รายการ
สตาร์ ปิโตรเลียม จ่ายปันผล 0.26 บาท/หุ้น หลังทำกำไรกว่า 8 พันล้านบาทเมื่อปีที่ผ่านมา

สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง ประกาศจ่ายเงินปันผลในอัตรา 0.26376772 บาทต่อหุ้น จากกำไรสุทธิงวดครึ่งปีหลัง 2558 โดยกำหนดจ่ายในวันที่ 19 พ.ค.นี้

บมจ. สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC) ได้จัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2559 เมื่อวันอังคารที่ 26 เม.ย. ซึ่งเป็นการจัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่บริษัทฯเริ่มทำการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา

โดยที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้อนุมัติจ่ายเงินปันผลในอัตรา 0.26376772 บาทต่อหุ้น ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2558 ที่กำหนดให้บริษัทฯ จ่ายเงินปันผลจากกำไรสุทธิงวดหกเดือนสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558และกำหนดจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในวันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม 2559

ทั้งนี้ บมจ. สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง  รายงานผลประกอบการประจำปี 2558 ว่า บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 244.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 8,227 ล้านบาท คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 1.99 บาท

“ปี 2558 เป็นปีที่บริษัทฯ มีผลการดำเนินงานในด้านการผลิตและการเงินดีที่สุด ซึ่งเป็นผลจากวัฒนธรรมองค์กร “ครอบครัวเดียวกัน” (One Family)  นอกจากนี้  เรายังมีผลการดำเนินงานด้านความปลอดภัยส่วนบุคคล (Personal Safety) ที่ดีเยี่ยม ส่งผลให้บริษัทฯ เป็นผู้นำของกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันในด้านความเชื่อถือได้ (Reliability) และอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมัน (Utilization) ทำให้โรงกลั่นของเรามีความเป็นเลิศในการดำเนินงานและผลประกอบการทางการเงินที่แข็งแกร่ง,” มร. บิล สโตน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการกล่าว

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการบริษัทฯ กล่าวด้วยว่า ในปีที่ผ่านมา ค่าการกลั่นตลาดของบริษัท อยู่ที่ 10.4 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรลล์ และสำหรับเป้าหมายในปีนี้ บริษัทฯ จะยังคงมุ่งมั่นสร้างความเป็นเลิศในด้านการผลิตและเก็บเกี่ยวค่าการกลั่นที่มีในตลาดให้ได้มากที่สุด

กกพ.ปรับลดค่าไฟลง28.49สต.ต่อหน่วย
กกพ.ประกาศลดค่าFT 28.49 สต./หน่วย ส่งผลให้ค่าFT พ.ค.-ส.ค. อยู่ที่ -33.29 สต./หน่วย พร้อมใช้เงินที่เหลือกว่า 12,000 ล้านบาท พยุงค่าFT ตลอดถึงสิ้นปีให้คงที่ ระบุงวดนี้ค่าFTลดต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา
 

      นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า กกพ.ได้พิจารณาปรับลดค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(FT) ประจำงวดเดือน พ.ค.-ส.ค. 2559 ลง 28.49  สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่า FT ติดลบเพิ่มขึ้นเป็น -33.29 สตางค์ต่อหน่วย จากเดิม(งวดม.ค.-เม.ย.)ติดลบ -4.80 สตางค์ต่อหน่วย ทั้งนี้เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐาน 3.75 บาทต่อหน่วย จะทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยงวด พ.ค.-ส.ค. มาอยู่ที่ 3.42 บาทต่อหน่วย โดย กกพ.จะเปิดรับฟังความเห็น www.erc.or.th ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย.-4 พ.ค. 2559 และจะประกาศใช้ตั้งแต่กลางเดือน พ.ค. 2559 

 
    สำหรับค่าFT ดังกล่าวปรับลดลงจากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 0.33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อยู่ประมาณ 35.38 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทำให้ซื้อเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าได้ถูกลง ประกอบกับคาดว่างวด พ.ค.-ส.ค. ความต้องการใช้ไฟฟ้าโดยรวมจะเพิ่มขึ้นจากงวดก่อน 8.46% เพราะอากาศร้อน รวมทั้งราคาเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าทั้งก๊าซธรรมชาติ ดีเซล ถ่านหิน ปรับลดลง
 
        อย่างไรก็ตามจากการคำนวณค่าFT งวดนี้(พ.ค.-ส.ค.)ที่เกิดขึ้นจริงจะต้องลดมากกว่าที่ประกาศดังกล่าว คือค่า FT ต้องลดถึง 38.68 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งค่า FT จริงควรอยู่ที่ -43.48 สตางค์ต่อหน่วย แต่เนื่องจากเมื่อพิจารณาค่า FT งวดหน้า(ก.ย.-ธ.ค.) ค่าFT จะปรับขึ้นจากมาตรการรัฐที่อนุมัติให้ผู้ผลิตไฟฟ้าชีวมวลเปลี่ยนหลักเกณฑ์การขอรับเงินสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากระบบแอดเดอร์ หรือ การให้เงินส่วนเพิ่มผลิตไฟฟ้า เป็นระบบฟีทอินทารีฟ หรือ การให้เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง 
 
       ดังนั้นเพื่อไม่ให้ค่า FT ผันผวน ทาง กกพ.จึงต้องเฉลี่ยค่า FT โดยนำเงินที่เหลือจากส่วนต่างของค่าFT ที่คำนวณได้ กับค่า FT ที่คาดว่าจะเรียกเก็บของงวด ม.ค.-เม.ย. ที่ผ่านมา จำนวน 12,512 ล้านบาท มาช่วยลดค่าFT และทำให้ค่า FT งวดนี้พ.ค.-ส.ค. และงวด ก.ย.-ธ.ค. 2559 สามารถปรับลดลง และอยู่ระดับที่เท่ากันที่ -33.29 สตางค์ต่อหน่วย 
 
    "ตั้งแต่ กกพ.ชุดนี้มาบริหารค่า FT ตั้งแต่ปี 2558 สามารถลดค่า FT รวม 52.68 สตางค์ต่อหน่วย และงวดนี้ที่ FT ที่ลด 28.49 สตางค์ต่อหน่วย ถือว่าลดมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา"นายวีระพล กล่าว
 
    
คาดเปิดประมูลแหล่งเอราวัณและบงกชได้เร็วสุดต้นปีหน้า

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติคาดพร้อมเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมแหล่งเอราวัณและบงกช ได้เร็วสุดต้นปีหน้า เตรียม เร่งออกกฎหมายลูกอีก 6 ฉบับ รองรับ พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯ ฉบับแก้ไข

นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. ... ในวันที่7 มิ.ย.2559 ว่ากรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จะเร่งจัดทำกฎกระทรวงเพื่อรองรับการเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ รวมถึงการประมูลหาผู้ดำเนินการในแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุในปี 2565 และ 2566  ทั้งแหล่งเอราวัณและบงกช

เนื่องจากร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯ ดังกล่าวได้มีการบรรจุระบบสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เป็น 3 ระบบ ได้แก่ ระบบสัมปทาน ระบบแบ่งปันผลผลิต ( PSC) และระบบจ้างผลิต โดยกฎกระทรวงที่กรมฯเตรียมจัดทำจะมี 6 ฉบับ เพื่อให้สามารถกำหนดระบบสำรวจและผลิตปิโตรเลียมอย่างชัดเจนว่าแหล่งใดควรจะใช้ระบบใด พร้อมทั้งข้อดี ข้อเสีย ให้รัฐบาลพิจารณาเลือกอีกครั้ง

โดยการจัดทำกฎกระทรวงดังกล่าว ถือเป็นการทำคู่ขนานไปพร้อมกับการรอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯ ต่อจาก ครม. ซึ่งปกติ สนช.จะใช้เวลาพิจารณาไม่ต่ำกว่า 3 เดือน ขณะที่การแก้ไขกฎกระทรวงจะใช้เวลาประมาณ 7-9 เดือน ดังนั้นระยะเวลาที่จะสามารถเปิดให้เอกชนยื่นขอสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ทั้งการเปิดสำรวจรอบใหม่ และการเปิดสำรวจผลิตแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุ คาดว่าอย่างเร็วสุดน่าจะเป็นต้นปี 2560

"ระหว่างที่รอ สนช.พิจารณาร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯ ต่อจาก ครม.ที่เห็นชอบไปวันนี้แล้ว กรมฯก็จะเตรียมออกกฎหมายลูกเพื่อรองรับระบบสัมปทานทั้ง 3 ระบบ โดยกรมจะให้ความสำคัญกับการเปิดประมูลหาผู้ดำเนินการแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่ใกล้หมดอายุก่อนเป็นลำดับแรก เพราะเป็นเรื่องที่มีความเร่งด่วน" นายวีระศักดิ์ กล่าว

ด้านแหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯ ที่กำหนดให้มีระบบ PSC และรับจ้างผลิตนั้น ในวิธีปฏิบัติ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจะต้องหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อออกเป็นสัญญาระหว่างเอกชนผู้ผลิตและภาครัฐ เป็นรายกรณีไป เพราะ ครม.ยังไม่ได้อนุมัติให้จัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาดำเนินการ ตามข้อเสนอของเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) โดยเพียงแต่สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปทำการศึกษาผลดีผลเสียของการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติเอาไว้เท่านั้น

"ในกรณีที่หากมีการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาจริง จะเป็นการรวมหลายหน่วยงานเข้ามาอยู่ในกำกับดูแล เช่น กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กรมธุรกิจพลังงาน บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) รวมถึงการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นต้น โดยบรรษัทพลังงานจะทำหน้าที่ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม หากเป็นเช่นนั้น ก็อาจจะต้องยุบกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติหรือกรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องและให้มาอยู่ในบรรษัทพลังงานแห่งชาติ เพื่อให้ดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ และเป็นไปได้ยาก" แหล่งข่าว กล่าว

ผู้บริหารธปท.ชี้ราคาน้ำมันไทยค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับทั้งโลก

ผู้บริหารธปท.ชี้ราคาขายปลีกน้ำมันของไทยไม่ได้แพงอย่างที่คนรู้สึก  โดยเมื่อจัดลำดับเปรียบเทียบกับทั้งโลกยังถูกกว่าอีกหลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องนำเข้าพลังงาน เช่นเดียวกับไทยอาทิ กลุ่มประเทศในอียู  ญี่ปุ่น  เกาหลี  ลาว กัมพูชา เวียดนาม แนะรัฐใช้โอกาสช่วงราคาน้ำมันถูก  จัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้นเพื่อนำไปใช้ลงทุนระบบขนส่งมวลชน  ให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้พลังงานในระยะยาว

ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ผู้อำนวยการ สำนักนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สัมภาษณ์ในโอกาสที่ได้รับเชิญมาการบรรยายให้ความรู้สื่อมวลชนสายเศรษฐกิจ  ภายใต้หลักสูตรธนาคารกลางเพื่อสื่อมวลชน ที่เป็นความร่วมมือระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ  เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2559  ว่า ราคาขายปลีกน้ำมันของไทยเมื่อเปรียบเทียบกับทั้งโลก เราถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีราคาน้ำมันค่อนข้างถูก  ไม่ได้แพงอย่างที่คนรู้สึก  โดยกลุ่มประเทศที่มีราคาน้ำมันถูกกว่าไทยส่วนใหญ่ เป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน ทั้งในโอเปก และนอกโอเปก  และประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศ ที่มักถูกนำมาเปรียบเทียบอย่างมาเลเซีย ที่มีราคาขายปลีกน้ำมันที่ถูกกว่าไทย  ก็เพราะเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน เช่นเดียวกัน   ส่วนประเทศที่มีราคาน้ำมันขายปลีกน้ำมันสูงกว่าไทย จะเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันดิบ  อาทิ ประเทศในอียู  ที่ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินและดีเซล อยู่ที่ลิตรละประมาณ50-60 บาท ในขณะที่ไทยอยู่ที่ลิตรละ24-25 บาท  นอกจากนี้ก็มีประเทศในเอเซีย อย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้  หรือประเทศในอาเซียนอย่าง สิงคโปร์  ลาว กัมพูชา เวียดนาม

ดร.ยรรยง กล่าวว่า  ความแตกต่างของราคาขายปลีกน้ำมันนั้น ส่วนสำคัญไม่ได้มาจาก ราคาเนื้อน้ำมัน หรือโรงกลั่นน้ำมัน  แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างภาษีและการจัดเก็บเงินเข้ากองทุน   โดยประเทศในกลุ่มอียู ที่ราคาขายปลีกน้ำมันมีราคาแพง เพราะรัฐบาลมีนโยบายจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูง เพื่อให้คนใช้น้ำมันอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ  ซึ่งในส่วนของประเทศไทยเห็นว่า รัฐยังสามารถที่จะจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้นได้อีกในช่วงที่ราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับต่ำ เช่นปัจจุบัน  โดยชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนผู้ใช้น้ำมันให้ชัดเจน ว่ารัฐจะนำเงินภาษีที่ปรับเพิ่มขึ้นส่วนนี้มาลงทุนในระบบขนส่งมวลชน  ให้เกิดการใช้น้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว   

“ การปรับราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น  โดยขึ้นภาษีเพื่อเป็นรายได้ให้กับรัฐในการนำไปลงทุนระบบขนส่งมวลชน  เป็นการส่งสัญญาณให้เห็นว่ารัฐให้ความสำคัญกับเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้  รวมทั้งการนำไปส่งเสริมพลังงานทดแทนหรือพลังงานรูปแบบใหม่ๆ เพื่อความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว   เพราะปัจจุบันเราเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันดิบกว่า90%  มีคนเคยกล่าวว่า   เราไม่ควรซ่อมหลังคาตอนฝนตก   ดังนั้นมองว่าการพิจารณาดำเนินการในช่วงนี้  ยังเป็นจังหวะที่เหมาะสม ที่ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับต่ำ   ซึ่งหากราคาน้ำมันมีความผันผวนปรับเพิ่มขึ้นสูงกว่านี้  การจะไปปรับขึ้นภาษีอาจทำได้ลำบาก “ ดร.ยรรยง กล่าว

ดร.ยรรยง  กล่าวถึง ราคาน้ำมันดิบที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ว่าโดยภาพรวมแล้วถือเป็นผลดีต่อไทย  ซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าสุทธิน้ำมัน ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลก็ได้ใช้จังหวะดังกล่าวดำเนินการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน หลายประเภท  ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง จนเป็นผลสำเร็จ   ทั้งเรื่องของการปรับโครงสร้างภีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลและเบนซิน ในมีอัตราที่ใกล้เคียงกัน  กลับมาอยุ่ในจุดที่สมดุล จากเดิมที่ราคาดีเซลถูกทำให้มีราคาถูกโดยโครงสร้างภาษี

 การปรับโครงสร้างราคาก๊าซแอลพีจี จากเดิมที่รัฐมีการอุดหนุนราคา   โดยการอุดหนุนราคาพลังงานในอดีต พบว่า คนที่ได้ประโยชน์คือกลุ่มคนรวย  มากกว่าผู้ที่มีรายได้น้อย  เพราะเป็นผู้ที่ใช้พลังงานมากกว่า   ดังนั้นการดำเนินนโยบายราคาพลังงานจึงควรปล่อยให้กลไกตลาดทำงาน  จะเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจมากกว่า   ซึ่งหากรัฐต้องการที่จะช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ก็ควรจะมีมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มออกมา เช่นเดียวกับกรณีของก๊าซแอลพีจีในภาคครัวเรือน ที่มีโครงการสำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและหาบเร่แผงลอยโดยเฉพาะ ที่ให้สิทธิ์ใช้ก๊าซแอลพีจีในราคาอุดหนุน

 

ENGLISH NEWS : Laos seeks wind power purchase agreement from Thailand

Lao PDR is seeking for Thailand’s agreeing to buy wind power from Monsoon Wind Power Project, the first wind power development in Laos and ASEAN’s largest wind power farm with a total capacity of 600 megawatts.

Laos also asks Thailand to extend the amount of electricity to be acquired under the  Memorandum of Understanding (MoU) signed recently by the two parties to up to 10,000 MV from 7,000 MW  at present.

Mr. Viraphonh Viravong, Laos’ Deputy Minister of Energy and Mines, said at the “Global Wind Day 2016” forum hosted recently in Bangkok that Laos has been pursuing negotiations on power purchasing issue with the Thai Ministry of Energy in various occasions. The talks have been conducted at the meeting with Thai Energy Minister General Anantaporn Kanjanarat at the opening ceremony of Hongsa Power plant in Laos in late 2015, at a bilateral talks among the two countries at international conference and exhibition the Sustainable Energy &   Technology Asia 2016 (SETA 2016) in late March this year and at the most recent visit of the Thai counterpart to Xayaburi hydro power plant in Laos in May.

Consequently, the two neighbors initially agreed to expand the amount of power purchase under the existing MoU by another 2,000-3,000 MW, from 7,000 MW currently. Mr. Viraphonh said he expects the discussion on the enlargement of the electricity buying amount to up to 10,000 MW will be sorted out and commonly agreed before the start of the coming ASEAN Summit, which Laos will host in this September, and that the two partners will be able to sign the MoU on the subject during the meeting.

Besides, Mr Viraphonh also revealed that Laos has purposed to Thailand for another cooperation focusing on renewable energy. He asked Thailand to consider buying more electricity generated from other kinds of renewable energy from Laos, especially the wind power energy in which Laos can generate at a cost significantly lower than the cost of electricity generated by from Thailand’s own investment on a new power plant.  Mr Viraphonh said Thailand and Laos should have a separate MoU on renewable energy that indicate the areas of cooperation and an additional amount of power to be acquired.  

“This collaboration will reflect the leading role of the two nations on the development of renewable energy industry in the region.  It will also prove to global community that Thailand and Laos proceed according to the agreement to reduce greenhouse gas announced at the United Nation Climate Conference in Paris, or COP21, late last year”, Mr. Viraphonh said.

However, Thailand hasn’t yet agreed upon the proposed scheme, he said.

Mr Viraphonh elaborated that the MoU for renewable energy cooperation would help to accelerate more kinds of renewable energy to be included in power purchasing plan between the two countries. He pointed out that this first wind power project in Laos is developed by the Thai company and added that Laos is pleased to give any advantage from carbon credit derived from the wind power project in Laos to Thailand, given Laos is already accredited great quantity of carbon credit from numerous of its hydropower projects.

“Considering economic-wise, buying country generate 10 times benefit from electricity purchase. While seller country receives 10, the buyer country can multiply the benefit to 100. But we are good with this condition. What we are looking for at the moment is the mutual benefit of Thailand and Laos in longer term that we can together lift up renewable energy in our region to international standard. That’s why I have put everything on the table for discussion with the Thai government,” Mr. Viraphonh said.

Mr. Viraphonh elaborated that the Ministry of Energy and Mines of Laos will have to explicate more details of the wind power project to Thailand, especially on technical concerns, to ensure about the consistency and security of the electricity supply, the stability of the production and, in particular, the cost of electricity that is proven lower than the gas-plant power. In addition, Laos doesn’t request for renewable energy subsidy from Thailand when purchasing the wind power from Laos.

Mr. Nat Hutanuwatr, Chief Operating Officer, Impact Electron Siam Co., Ltd., or IES, said that the company has been granted exclusive right to develop the Monsoon Wind Power project that locates in Dak Cheung district of Sekong province and Sanxay district of Attapeu province in the southern part of Laos, around 150 kilometers from the Thai border at Ubon Ratchathani province and around 50 kilometers from the border of Danang, Vietnam.  The 600 MW wind farm is the first in Laos and the largest in ASEAN.

Mr Nat said that the project, if it is materialized, will help reduce greenhouse gas emission by 60.7 million tonnes throughout the project maturity of 25 years. This is one of main reason why the Laos government lends a full support to the project, he said.

The project is expected to cost approximately USD 1.5 billion, or around THB 54 billion. Of the total investment, around USD 1.2 billion will be allocated for wind power generation and the balance of USD 300 million will be set aside for electricity transmission system of 500 KV to connect to the buying countries. Laos gives a full authority to the wind power developer on selling decision so that the company can sell to anyone. However, the company give Thailand a priority as it is a hometown of the developer.

The recent organized Global Wind Day 2016 is also a timely platform for IES that it announced an official cooperation on engineering, technical solution and construction with the world leading wind turbine technology supplier from Demark, Vestas. On financial front, IES received a joint letter of intent from the Asian Development Bank (ADB) and the World Bank Group’s International Finance Cooperation (IFC) to provide financial support to the project for USD 1.05 billion, or around 70% of the total project cost.

The most distinguish advantage of the Monsoon Wind Power Project is that the project can sell electricity to Thailand at cost lower than those from gas plants all along the maturity of the project for 25 years. In addition, the Thai government doesn’t have to subsidise the cost in the form of Feed in Tariff rate of THB 6.06 per unit like it has done for wind power project in Thailand.

The Monsoon Wind Power Project, more importantly, will strengthen Thailand’s power security especially during drought period in the year when hydropower plants in Laos generate lower electricity and electricity consumption in Thailand would reach its peak and production at higher-cost power plants is required at the peak load.  With wind power from Laos, Thailand can reduce reliance on high-cost gas plant during the peak load, Mr Nat comment.    

“The project is waiting for Thai government to allow for further negotiation on the Power Purchasing Agreement. The project will take 3 years for construction and will be able to start supplying the power to the system right after that,” Mr. Nat said.

สมคิดชู “ประชารัฐ” ขับเคลื่อนไทยสู่ความยั่งยืน

"สมคิด" ชี้อนาคตไทยเติบโตอย่างยั่งยืนได้ต้องขับเคลื่อน 3 มิติควบคู่กัน ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ระบุ นโยบายประชารัฐ จะช่วยผลักดันประเทศสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ ด้านเอกชนชี้ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนต้องให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมและนวัตกรรม ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในอนาคตได้ นอกจากนั้น ควรลดใช้พลังงานฟอสซิลและใช้พลังงานทดแทนให้มากขึ้น รวมถึงส่งเสริมชาวบ้านผลิตไฟฟ้าใช้เองเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในงานประชุมระดมความเห็น "ร่วมมือกันผลักดันสู่เป้าหมาย" เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในการจัดการปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงและยุติความยากจน ว่า การจะพัฒนาประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนได้ต้องมุ่งเน้นการเติบโตทั้ง 3 มิติ ควบคู่กัน คือ มิติของสังคม มิติทางเศรษฐกิจ และมิติสิ่งแวดล้อม โดยประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้เห็นว่าการมุ่งเน้นเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวจะนำพาประเทศไปสู่หายนะ ก่อให้เกิดปัญหาการเหลื่อมล้ำทางสังคมและความยากจนของประชากร และเกิดการใช้ทรัพยากรอย่างไร้ประสิทธิภาพ ซึ่งองค์การสหประชาชาติ (UN) ก็เห็นปัญหาดังกล่าวจากการมุ่งนโยบายเติบโตทางเศรษฐกิจของหลายประเทศ จึงได้หันมาเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืนใน  3 มิติดังกล่าวเช่นกัน อย่างไรก็ตามการขับเคลื่อนการเติบโตแบบยั่งยืน ไม่ใช่เรื่องใหม่ของประเทศไทย  เนื่องจากในหลวงทรงเผยแพร่การเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง และการมุ่งเน้นการดูแลเรื่องน้ำมายาวนาน ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับที่ UN นำมาใช้ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ การบรรลุการเติบโตแบบยั่งยืนใน  3  มิติดังกล่าวได้ สิ่งสำคัญต้องมาจาก  3 ภาคส่วนร่วมมือกัน คือ ภาครัฐ  ภาคเอกชน  และภาคประชาชน  ซึ่งขณะนี้แนวคิดนโยบาย "ประชารัฐ" ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ที่ทั้ง 3 ภาคส่วนดังกล่าวเข้ามาร่วมมือกันและกระจายการดำเนินการออกไปเป็นวงกว้าง ซึ่งเป็นการสร้างการเติบโตจากภายใน และลดความเหลื่อมล้ำของสังคม ทั้งนี้ มุ่งเน้นการสร้างคน เพราะนโยบายรัฐจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวขึ้นอยู่กับคนเป็นสำคัญ หากสร้างบุคลากรคนรุ่นใหม่ให้เติบโตมาแบบมีคุณค่า คนเหล่านั้นก็จะตระหนักถึงการดูแลสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์คุ้มค่า ส่วนภาคเศรษฐกิจนั้น ไทยต้องหันไปมุ่งเน้นที่การสร้างนวัตกรรม โดยสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับยุคดิจิตอล ขณะที่การลงทุนของภาครัฐก็พยายามมุ่งไปสู่ความโปร่งใส และการทำข้อตกลงคุณธรรม

"หากรัฐ เอกชนและประชาชน ร่วมมือกันสร้างการเติบโตให้ประเทศอย่างยั่งยืน ไทยจะก้าวผ่านไปสู่ความเจริญได้ และผมฝากให้บริษัทยูนิลีเวอร์ที่เก่งด้านการตลาด ให้มาช่วยกันสร้างกลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพด้วย ซึ่งจะเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้ประเทศเติบโตยั่งยืนต่อไป" นายสมคิดกล่าว

น.ส.สุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า หลังการประกาศใช้ "เป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ" และการรับรองข้อตกลงปารีสว่าด้วยสภาพภูมิอากาศ (COP21) จากภาคีสมาชิก 193 ประเทศทั่วโลกรวมถึงไทย ทำให้ประเด็นการพัฒนาที่ยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศกลายเป็นความ  ท้าทายใหม่ของทุกภาคส่วนที่จะบรรลุเป้าหมายในปี 2573

สำหรับแนวทางเพื่อความยั่งยืนที่ยูนิลีเวอร์พยายามผลักดันอยู่ในปัจจุบันคือ การแก้กฎระเบียบหรือกฎหมายด้านขยะบรรจุภัณฑ์ โดยอยากให้ทุกภาคส่วนมาร่วมกันดำเนินการกำหนดขนาดบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมกับขนาดสินค้า ซึ่งหากไทยสามารถดำเนินการตามได้ก็จะเกิดผลดีคือภาคธุรกิจสามารถลดต้นทุนสินค้าและการขนส่งลง ซึ่งจากการศึกษาเบื้องต้นพบว่าจะช่วยลดต้นทุนลงได้ถึง 20-30% อีกทั้งปริมาณขยะก็จะลดลง

"ภาคธุรกิจควรมองการทำธุรกิจแบบยั่งยืน การเลือกทำกิจการที่ยั่งยืนต้องลองนำโจทย์สังคม มาเป็นโจทย์ของบริษัท และดำเนินการปรับปรุงให้เกิดความยั่งยืน  เช่น  การลดปริมาณขยะในสังคมและในองค์กร เป็นต้น" น.ส.สุพัตรากล่าว

นายศุภชัย  เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำ กัด (มหาชน) กล่าวว่า การขับเคลื่อนความยั่งยืน สามารถขับเคลื่อนผ่านนวัตกรรม ซึ่งต่อไปจะก่อให้เกิดผลการประหยัดขึ้น  โดยที่ผ่านมา 10 ปี บริษัทฯ ลงทุนนวัตกรรมเครื่องจักรใหม่ 2,000 ล้านบาท  และก่อให้เกิดการประหยัดไปถึง 3,000 ล้านบาท  อย่างไรก็ตามในการสร้างความยั่งยืนให้ประเทศไทยนั้น ต้องให้ให้เกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลง ให้สามารถจัดตั้งบริษัทและมีส่วนในการเป็นเจ้าของ มีการจัดโซนนิ่งและพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาด ซึ่งจะช่วยให้เกิดการเติบโตแบบยั่งยืนในภาคเกษตรกรรมได้

น.ส.สฤณี อาชวานันทกุล กรรมการผู้จัดการ ด้านการพัฒนาความรู้ บริษัท ป่าสาละ จำกัด กล่าวว่า การพัฒนาประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนต้องดำเนินการ 3 ด้าน 1.ภาคธุรกิจต้องจริงใจที่จะทำให้เกิดเป็นรูปธรรม 2. วิธีการดำเนินการจะต้องไม่สร้างปัญหาใหม่ๆ ขึ้นมาอีก เช่น การทวงคืนผืนป่าโดยไม่ได้คำนึงว่าคนจนจะไม่มีที่อยู่และสุดท้ายก็มาบุกรุกป่าอีก  และ 3. การใช้พลังงานทดแทน ลดการใช้พลังงานฟอสซิล และส่งเสริมให้เกิดการกระจายศูนย์ในการผลิตไฟฟ้า เพื่อให้ชาวบ้านสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมลงได้

พลเอกอนันตพรคาดแก้กม.ปิโตรเลียมเสร็จเดือนมี.ค.

    พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า คาดว่าการแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 และพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514  จะใช้เวลาอีกประมาณ 1 เดือนจะแล้วเสร็จ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของกฤษฎีกา จากนั้นจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ตามลำดับ อย่างไรก็ตามภาครัฐมีเป้าหมายว่าจะผ่านการพิจารณาของ สนช.ประมาณเดือน พ.ค.-มิ.ย. นี้ และภายในปี 2559 จะพยายามให้เปิดเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมขอสิทธิ์สำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่นี้ให้ได้

 
     สำหรับพ.ร.บ.ปิโตรเลียมที่กำลังแก้ไขอยู่นี้ เบื้องต้นคาดว่าจะเปิดกว้างให้สามารถใช้ได้หลายระบบ เช่น ระบบสัมปทานปิโตรเลียม ระบบแบ่งปันผลผลิต(PSC) และระบบรับจ้างผลิต เป็นต้น  แต่การประกาศใช้ระบบใดนั้น กระทรวงพลังงานจะต้องพิจารณาความเหมาะสมในแต่ละแหล่งว่า มีปริมาณสำรองปิโตรเลียมเท่าใด วิธีการขุดเจาะแบบใด และจะกำหนดให้ใช้ระบบใดต่อไป ซึ่งในรายละเอียดมีคณะกรรมการปิโตรเลียมกลั่นกรองข้อมูลที่ชัดเจนอยู่แล้ว
 
     ส่วนกรณีที่ถูกกลุ่ม NGO คัดค้านการเปิดเป็นระบบสัมปทานปิโตรเลียมนั้น กระทรวงพลังงานยืนยันว่าเปิดรับฟังความเห็นของทุกฝ่าย ซึ่งต้องพูดกันตามหลักการข้อเท็จจริง ไม่ใช่มาพูดกันตามกระแส
 
     สำหรับการเปิดสำรวจปิโตรเลียมรอบใหม่นั้น กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเคยระบุไว้ว่า มีทั้งสิ้น 29 แปลง รวมพื้นที่ทั้งหมด 66,463.51 ตารางกิโลเมตร แบ่งเป็น ภาคเหนือ-ภาคกลาง 6 แปลง ภาคอีสาน 17 แปลง และอ่าวไทย 6 แปลง โดยแปลง G3 ,G4 และG6 โดยจะให้ผู้ที่สนใจสามารถที่จะเลือกได้ว่าจะใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตหรือระบบสัมปทานไทยแลนด์ทรี  ส่วนผลที่คาดว่าจะได้รับจากการเปิดสำรวจ คือ  จะมีมูลค่าการลงทุน 5,000 ล้านบาท ปริมาณทรัพยากรแบ่งเป็นก๊าซธรรมชาติ1-5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต และน้ำมันดิบ 20-50 ล้านบาร์เรล 

 

ยะลาโมเดล เปลี่ยนขี้วัววากิวเป็นไบโอแก๊ส ปั่นไฟฟ้าใช้เอง

ชีวิตในวัยหลังเกษียณ ของดร.รุ่ง แก้วแดง อดีตข้าราชการระดับสูงและรัฐมนตรีช่วยกระทรวงศึกษาธิการ ยุครัฐบาลทักษิณ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสุขแก้ว-แก้วแดง ยังคงดูกระฉับกระเฉงและขะมักเขม้น กับงานของมูลนิธิที่กำลังจะยกระดับเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงานทดแทนให้กับคนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้  ให้มาศึกษาต่อยอดและนำไปปฏิบัติสร้างงานสร้างอาชีพของตนเอง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 

กองบรรณาธิการเว็บไซต์Energy News Center  มีโอกาสติดตามคณะของดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)  เพื่อมาเยี่ยมชมการดำเนินงานโครงการของมูลนิธิที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ทั้งโครงการผลิตก๊าซชีวภาพจากมูลวัวเพื่อผลิตไฟฟ้า และโครงการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานลม เมื่อวันที่3ก.ค.2559 ที่ผ่านมา

มูลนิธิสุขแก้ว-แก้วแดง ตั้งอยู่ที่39/3 หมู่ที่2 ตำบลลำพะยา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ด้วยหวังเป็นองค์กรการกุศลสาธารณะ เพื่อเสริมสร้างสันติสุขในพื้นที่3 จังหวัดชายแดนใต้ ให้คนไทยและมุสลิมได้กลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข มีงานและมีอาชีพที่พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ดร.รุ่ง เล่าให้คณะของสนพ.ฟังว่า เดิมทางมูลนิธิได้ทำโครงการเลี้ยงแพะเชิงพาณิชย์ เพื่อเป็นต้นแบบในการสร้างอาชีพให้กับคนในพื้นที่ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะแพะไม่ชอบสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นของที่นี่  จึงเปลี่ยนมาเป็นการเลี้ยงวัว ซึ่งความคิดในตอนนั้น เห็นว่าจะต้องเป็นวัวที่มีสายพันธุ์ที่แตกต่างจากพันธุ์พื้นเมืองที่ชาวบ้านเลี้ยงอยู่แล้ว พอดีรู้จักกับ รศ.ดร.รังสรรค์ พาลพ่าย อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร และหัวหน้าศูนย์วิจัยเทคโนโลยีตัวอ่อนและเซลล์ตั้งต้น ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ซึ่งเป็นมือหนึ่งด้านปรับปรุงพันธุ์วัววากิวของประเทศ  และทำสำเร็จแล้วที่จังหวัดสุรินทร์   จึงติดต่อขอซื้อน้ำเชื้อวัวมาทดลองผสมเทียมดู  คิดว่าถ้าทดลองเลี้ยงที่ยะลาสำเร็จ  ชาวบ้านจะสนใจ เนื่องจากเนื้อวัววากิว นั้นนุ่ม อร่อย มีราคาแพงกว่าเนื้อวัวทั่วไป   และเรามีตลาดรับซื้อที่ชัดเจนอยู่ที่ภูเก็ตและเกาะสมุย

เราเริ่มต้นด้วยวัว6 ตัวเพื่อทดลองผสมเทียมดู จนปัจจุบันมูลนิธิมีวัวอยู่8 สายพันธุ์รวม150ตัว  ซึ่งเท่าที่เลี้ยงมายังไม่มีลูกวัวเกิดที่นี่แล้วตาย ก็แสดงว่า จังหวัดยะลา เป็นพื้นที่ ที่สามารถเลี้ยงวัววากิว ของญี่ปุ่น ได้เป็นอย่างดีเหมือนกับที่จังหวัดสุรินทร์

การเลี้ยงวัววากิวแบบยืนโรงใช้พื้นที่ไม่มาก สิ่งที่ได้ทุกวันคือขี้วัว ซึ่งมีเยอะมาก จึงมีแนวคิดที่จะนำขี้วัวมาทำเป็นก๊าซชีวภาพหรือไบโอแก๊ส จึงเข้าร่วมในโครงการส่งเสริมการผลิตพลังงานทดแทนในระดับชุมชน(Community ESCO Fund) ซึ่งเมื่อได้รับอนุมัติเงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน 60%ของมูลค่าโครงการ ประมาณ1.5ล้านบาท ก็ลงมือทำการก่อสร้างระบบผลิตก๊าซชีวภาพขนาด400ล้านลูกบาศก์เมตร  โดยมีทางศูนย์วิจัยเทคโนโลยีพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้บริหารโครงการให้ 

ปัจจุบันเราใช้ขี้วัวเพียงครึ่งเดียว ในบ่อหมักก๊าซชีวภาพ ก็ผลิตก๊าซได้เต็มความจุ  โดยก๊าซที่ได้นำมาใช้ในเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดกำลังการผลิต18 กิโลวัตต์ ผลิตเป็นไฟฟ้าใช้ในมูลนิธิ   ไฟฟ้าส่วนหนึ่งนำไปใช้ในเครื่องสูบน้ำ เพื่อรดต้นปาล์มน้ำมันที่ปลูกเอาไว้บนพื้นที่200ไร่  

นอกเหนือจากโครงการนำขี้วัวมาผลิตเป็นก๊าซชีวภาพและไฟฟ้าแล้ว  มูลนิธิยังได้รับการสนับสนุนงบประมาณ70%ของมูลค่า หรือประมาณ370,000บาท จากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ในโครงการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานลม เนื่องจากบริเวณที่ตั้งมูลนิธินั้นมีกระแสลมที่พัดผ่าน2 กระแสคือลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ในเดือนพ.ค. และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดเป็นประจำสม่ำเสมอ  จึงสามารถติดตั้งกังหันลมขนาดเล็ก กำลังการผลิต200 วัตต์  จำนวน10 ชุด และระบบแบตเตอรี่ เพื่อกักเก็บไฟฟ้าไว้ใช้ได้

 “ โครงการของมูลนิธิเรานำระบบการบริหารจัดการแบบ Zero Waste มาใช้ เพื่อให้พึ่งพาตนเอง ได้มากที่สุด  เราเริ่มต้นจากการเลี้ยงวัววากิว อาหารวัวส่วนใหญ่ก็มาจากขี้เค้กปาล์มน้ำมันที่ปลูกเอาไว้ในมูลนิธิ   ขี้วัวที่ได้ส่วนหนึ่งนำไปใช้ในบ่อหมักทำก๊าซชีวภาพ ส่วนหนึ่งเอาไปทำเป็นปุ๋ยเพื่อใส่บำรุงต้นปาล์ม  ก๊าซชีวภาพก็นำไปผลิตเป็นไฟฟ้า ใช้ในกิจกรรมต่างๆภายในมูลนิธิ  ส่วนไฟฟ้าจากพลังงานลม ก็ใช้ให้แสงสว่างในคอกวัว และสูบน้ำเพื่อให้วัวได้กินและชำระล้างคอก  ซึ่งทั้งสองโครงการที่เกี่ยวกับพลังงานทดแทนที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมอนุรักษ์พลังงาน นั้นมีส่วนช่วยให้มูลนิธิประหยัดค่าไฟฟ้าลงได้เกือบทั้งหมดจะมีค่าใช้จ่ายไฟฟ้าเฉพาะที่รักษาระบบสายส่งและมิเตอร์ของการไฟฟ้าไว้เท่านั้น  เราหวังที่จะให้มูลนิธิเป็นศูนย์การเรียนรู้เรื่องพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานสำหรับเยาวชนและประชาชนในพื้นที่3จังหวัดชายแดนใต้ ” ดร.รุ่ง กล่าว

 ด้าน ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) กล่าวว่า มีความตั้งใจที่จะมาเยี่ยมชมและติดตามผลการดำเนินงานของโครงการที่ได้รับการสนับสนุนเงินจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน   ว่าเงินที่สนับสนุนลงไปนั้นสามารถที่จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ตามวัตถุประสงค์  ซึ่งทั้งโครงการส่งเสริมพลังงานทดแทนในระดับชุมชน ทั้งส่วนของก๊าซชีวภาพ และพลังงานลม ของมูลนิธิสุขแก้ว –แก้วแดง นั้นค่อนข้างที่จะตอบโจทย์ ที่กองทุนตั้งเอาไว้ ได้เป็นอย่างดี  โดยสิ่งที่อยากจะเห็นต่อไปคือการนำเรื่องของพลังงานทดแทนไปต่อยอดสู่การพัฒนามิติอื่นๆ  เพื่อขยายผลความสำเร็จของโครงการ ไปสู่พื้นที่อื่นๆ 

 

 

  

กฟผ.ท้าพิสูจน์คุณภาพอากาศรอบโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ 4-6พ.ย.2559

กฟผ.ท้าพิสูจน์คุณภาพอากาศรอบโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ  ชวนประชาชนเที่ยวงาน เทศกาลท่องเที่ยวแม่เมาะ ครั้งที่ 14ประจำปี 2559  ระหว่างวันที่ 4 – 6 พฤศจิกายน 2559  ที่อ.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง  

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกับ จังหวัดลำปาง และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดแถลงข่าวงานเทศกาลท่องเที่ยวแม่เมาะ ครั้งที่ 14 ประจำปี 2559  ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 6 พฤศจิกายน 2559 ณ กฟผ. แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง โดยมี นายสมชัย กิจเจริญรุ่งโรจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นายวิบูลย์ นิมิตรวานิช ผู้อำนวยการภูมิภาค ภูมิภาคภาคเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ นายบรรพต ธีระวาส ผู้ช่วยผู้ว่าการเหมืองแม่เมาะ กฟผ. ร่วมแถลงข่าว ณ ห้องเฟื่องฟ้า 1 กฟผ. สำนักงานใหญ่ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี  เมื่อวันที่5 ตุลาคม 2559  

นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ. เปิดเผยว่า งานเทศกาลท่องเที่ยวแม่เมาะ ครั้งที่ 14 ประจำปี 2559 เหมือนเป็นการเปิดบ้านให้ประชาชนได้มาสัมผัสกับความจริงว่า กฟผ.แม่เมาะ  มีอากาศดี อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงาม รวมถึงเป็นแหล่งศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการทำเหมืองลิกไนต์และการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินลิกไนต์ของประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดลำปาง  และช่วยเสริมสร้างรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่นโดยรอบ

 ที่ผ่านมางานเทศกาลท่องเที่ยวแม่เมาะนับว่าได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง  วัดได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง โดยในปีนี้งานเทศกาลท่องเที่ยวแม่เมาะ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เติมเต็มทุกความสุข”  ซึ่งกฟผ.ได้จัดเตรียมความบันเทิงต่างๆ มากมายไว้คอยต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยมีไฟฟ้าเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเติมเต็มทุกๆ จินตนาการความสุข ทั้งกิจกรรม การละเล่น เครื่องเล่นต่างๆ การแสดงคอนเสิร์ต และการแสดงของศิลปิน ดารานักร้องชื่อดังของเมืองไทย  

นายสมชัย กิจเจริญรุ่งโรจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง กล่าวว่า  ในช่วงฤดูหนาวของทุกๆ ปี จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวในภาคเหนือและจังหวัดลำปางเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีการจัดงาน “เทศกาลท่องเที่ยวแม่เมาะ” ดังนั้น ทางจังหวัดลำปาง และ กฟผ.แม่เมาะ จึงได้เตรียมความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวไว้แล้วเป็นอย่างดี ทั้งการอำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งที่พัก การคมนาคม อาหาร การสาธารณสุข รวมถึงการดูแลความปลอดภัยทั้งในด้านชีวิตและทรัพย์สิน ในเดือนพฤศจิกายนอากาศเริ่มเย็นลงแล้ว ดอกไม้เริ่มผลิบานให้ความสดชื่น ชาวลำปางจึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวทุกท่านเดินทางมาท่องเที่ยวพักผ่อน และร่วมสนุกกับกิจกรรมต่างๆ ของงานเทศกาลท่องเที่ยวแม่เมาะ ตลอดระยะเวลา 3 วันของการจัดงาน

นายวิบูลย์ นิมิตรวานิช ผู้อำนวยการภูมิภาค ภูมิภาคภาคเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ในนามของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย รู้สึกยินดีที่ กฟผ. ส่งเสริมและสนับสนุนให้พื้นที่ของ กฟผ. แต่ละแห่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเป็นศูนย์การเรียนรู้ ทำให้ภาพรวมการท่องเที่ยวมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ที่เดือนพฤศจิกายน เป็นช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวจะพบกับทุ่งดอกบัวตองที่มีสีเหลืองสวยงาม บานสะพรั่งทั่วพื้นที่ กฟผ.แม่เมาะ ทำให้เกิดทัศนียภาพที่งดงาม ประกอบกับเป็นช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น ทุกสิ่งย่อมสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ที่ได้มาร่วมงานในครั้งนี้อย่างแน่นอน และที่สำคัญ ทาง ททท. ได้บรรจุเทศกาลท่องเที่ยวแม่เมาะไว้ในปฏิทินท่องเที่ยวของ ททท. เพื่อให้นักท่องเที่ยวทุกท่านจะได้ไม่พลาดโอกาสมาสัมผัสกับบรรยากาศที่น่าประทับใจเหล่านี้

นายบรรพต ธีระวาส ผู้ช่วยผู้ว่าการเหมืองแม่เมาะ กฟผ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายในงานผู้เข้าชมทุกท่านจะได้พบกับความสวยงามของดอกไม้นานาพันธุ์ที่บานสะพรั่งรับลมหนาว รวมถึงความสนุกสนานจากการแสดงบนเวที ด้วยระบบแสง สี เสียงสุดอลังการ ขบวนพาเหรดแฟนซีคานิวัล โชว์จากศิลปินนักแสดงมากมาย อาทิ หมาก ปริญ, คิม คิมเบอร์ลี่, บอย ปกรณ์, เต้ย จรินทร์พร, เจมส์ มาร์, เบลล่า ราณี ฯลฯ พร้อมชมมินิคอนเสิร์ตแบบจัดเต็มอลังการของศิลปินชื่อดัง การแสดงชุดพิเศษของนักเรียนในชุมชนแม่เมาะ รวมถึงการละเล่นซุ้มเกมมหาสนุกแบบงานวัด เครื่องเล่น Fun Park พบกับถนนคนเดินแม่เมาะที่มีสินค้า OTOP คุณภาพ ผลผลิตทางการเกษตรจากชุมชนในพื้นที่กว่า 100 ร้านค้า และที่พลาดไม่ได้ คือ แม่เมาะสไลเดอร์ ชาเลนจ์ กิจกรรมยอดฮิตของชุมชนรอบ กฟผ.แม่เมาะ ที่รอให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสประสบการณ์ความสนุกที่แตกต่าง กับดาราที่คุณชื่นชอบ กฟผ.แม่เมาะ จึงขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวมาร่วมกิจกรรมได้ที่ กฟผ. แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ในฤดูหนาวนี้    

สนพ.ออกภาพยนตร์ประชาสัมพันธ์ เราเปลี่ยนชัวร์ รุกสื่อดิจิตอล

สนพ. ออกภาพยนตร์ประชาสัมพันธ์ “เราเปลี่ยนชัวร์” กระตุ้นคนไทยเปลี่ยนใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าติดฉลากเบอร์ 5  ประหยัดจริง คุ้มยาว

สนพ. ยังคงรณรงค์แคมเปญ “รวมพลังหาร 2 เปลี่ยนใหม่ ประหยัดชัวร์”อย่างต่อเนื่องร่วมกับผู้ประกอบการ ผู้แทนจำหน่ายอุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าชื่อดังทั้ง 10 แห่ง  โดยจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 นอกจากนี้ได้จัดทำภาพยนตร์ประชาสัมพันธ์ชุดใหม่ในชื่อ “เราเปลี่ยนชัวร์” เพื่อกระตุ้นให้ภาคประชาชนหันมาเลือกใช้อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูง ฉลากเบอร์ 5 เพื่อลดการใช้พลังงานของประเทศได้อย่างรวดเร็ว และภาคประชาชนสามารถลดค่าไฟได้ทันที  โดยติดตามชมภาพยนตร์ประชาสัมพันธ์ชุด “เราเปลี่ยนชัวร์” ได้แล้ววันนี้ ทางสถานีโทรทัศน์ ดิจิตอลทีวี และโซเชียลมีเดีย

การรณรงค์ประชาสัมพันธ์โครงการอย่างต่อเนื่อง เพราะปริมาณการใช้ไฟฟ้าของประเทศตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา มีปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) ทำลายสถิติในปีนี้ถึง 7 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 พ.ค. 59 มีปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด  ที่ 29,600.8 MW  เนื่องมาจากสภาวะอากาศที่มีอากาศร้อนเป็นเวลานาน กระทรวงพลังงาน โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) จึงได้รณรงค์ให้ภาคประชาชนร่วมกันประหยัดพลังงาน โดยวิธีการ ที่สามารถลดได้ทันที คือ การปรับเปลี่ยนอุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้ามาเป็นชนิดที่มีประสิทธิภาพสูงในการประหยัดพลังงาน

ก่อนหน้านี้เมื่อปีที่ผ่านมา สนพ. รณรงค์ให้ทุกภาคส่วนปรับเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง ได้แก่ หลอดไฟ LED ที่ประหยัดไฟกว่า 85% เมื่อเปรียบเทียบกับหลอดไส้ ทั้งมีอายุการใช้งานนานกว่า 15,000 ชั่วโมง และเครื่องปรับอากาศ เบอร์ 5 ที่มีค่า SEER สูง สามารถประหยัดไฟมากกว่าถึง 30%   โดยผ่านแคมเปญ “รวมพลังหาร 2 เปลี่ยนใหม่ ประหยัดชัวร์” และได้รับเกียรติจากโค้ชอ๊อต  (นายเกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร)   โค้ชวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติ มาเป็นพรีเซนเตอร์ให้แก่โครงการ