ค้นหาด้วย ' ก๊าซธรรมชาติ ' ทั้งหมด 8 รายการ
ระบบแบ่งปันผลผลิต ช่วยสร้างความต่อเนื่องในการผลิตและผู้บริโภคยังได้ใช้ก๊าซในราคาเดิม

คอลัมน์ : รอบรู้ปิโตรเลียม

โดย Mr. Fact 

 

ต้องบอกว่าเป็นเพราะกระแสสังคมในช่วงนั้น ที่ทำให้รัฐบาลตัดสินใจ แก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม โดยเพิ่มเติมระบบแบ่งปันผลผลิต หรือ Production Sharing Contract  (PSC) และระบบจ้างผลิต หรือ Service Contracts (SC) มาไว้เป็นทางเลือกใหม่ นอกเหนือจากระบบสัมปทาน (Concession System) ที่มีอยู่เดิม

และในที่สุด รัฐก็ตัดสินใจ ที่จะให้แหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ และบงกช ในอ่าวไทย ซึ่งจะสิ้นสุดอายุสัมปทานใน ปี2565-2566 เปลี่ยนมาใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต  ที่เป็นการบริหารจัดการปิโตรเลียมระบบใหม่ ที่ไทยยังไม่เคยใช้มาก่อน ( ยกเว้นในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย)  ด้วยวิธีการให้เอกชนประมูลแข่งขันยื่นข้อเสนอที่ดีที่สุดให้กับรัฐพิจารณา

โดยที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2561ได้รับทราบในหลักการที่จะกำหนดไว้ใน TOR ประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณและบงกช  คือ แหล่งเอราวัณ (สัญญาสัมปทาน เลขที่ 1/2515/5 และ เลขที่ 2/2515/6 ) ซึ่งจะสิ้นอายุสัมปทานวันที่ 23 เมษายน 2565  ให้รวมเป็นแปลงสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่จะบริหารภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต 1 สัญญา หรือเรียกว่า แปลง G1/61 และให้เสนอปริมาณการผลิตขั้นต่ำที่ 800 ล้าน ลบ. ฟุตต่อวัน ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 10 ปี

ส่วนแหล่งบงกช (สัญญาสัมปทาน เลขที่ 5/2515/9 ซึ่งจะสิ้นอายุสัมปทานวันที่ 23 เมษายน 2565 และสัญญาสัมปทาน เลขที่ 3/2515/7 ซึ่งจะสิ้นอายุสัมปทานวันที่ 7 มีนาคม 2566)  ก็จะรวมเป็นแปลงสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่จะบริหารภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต 1 สัญญา หรือแปลง G2/61 และให้เสนอปริมาณการผลิตขั้นต่ำที่ 700 ล้าน ลบ. ฟุตต่อวัน ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 10 ปี

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ผู้เข้าร่วมประมูลเสนอสัดส่วนการแบ่งกำไรให้แก่รัฐ ซึ่งจะต้องไม่ต่ำกว่า 50% และให้ผู้เข้าร่วมประมูลเสนอราคาก๊าซธรรมชาติ โดยอ้างอิงราคาก๊าซธรรมชาติที่ใช้ในปัจจุบัน ตามสูตรราคาที่จะกำหนดในเอกสารเงื่อนไขการประมูล

หลักการสำคัญดังกล่าว จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศโดยส่วนรวม คือทำให้การผลิตก๊าซธรรมชาติมีความต่อเนื่อง อย่างน้อยก็ในปริมาณที่เพียงพอสำหรับกำลังการผลิตของโรงแยกก๊าซธรรมชาติ เพราะก๊าซฯส่วนหนึ่งจะถูกส่งไปสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่เป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ที่ก่อให้เกิดการลงทุน การจ้างงาน และรายได้ในรูปภาษีให้กับรัฐ ( จากเดิมที่มีก๊าซฯ บางส่วนประมาณ 600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ส่งตรงไปเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า โดยที่ไม่ได้ผ่านโรงแยกก๊าซ  ได้มูลค่าเพิ่มที่น้อยกว่า ) และประโยชน์อีกประการ ก็คือ การที่ผู้บริโภคจะได้ใช้ก๊าซในราคาที่ไม่แพงไปกว่าปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นจากกลุ่มคัดค้าน ที่มองว่าภายใต้ระบบแบ่งปันผลผลิตที่รัฐจะนำมาใช้นั้น ทำให้รัฐได้รับประโยชน์จากการแบ่งปันผลผลิตน้อย เมื่อเทียบสัดส่วนกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา  พร้อมเสนอให้รัฐรับส่วนแบ่งเป็นปิโตรเลียมจากผู้ผลิต แล้วขายตรงให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ไปเลย ไม่ต้องผ่านคนกลางอย่าง ปตท. เพราะเชื่อว่าจะทำให้ราคาก๊าซฯ ถูกลง

อยากจะทำความเข้าใจว่า ศักยภาพของแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ และบงกช ในช่วงหลังสิ้นสุดอายุสัมปทาน นั้น เหลือกระเปาะเล็กๆ กระจัดกระจาย เพราะกระเปาะใหญ่ถูกผลิตไปตั้งแต่ต้นอายุสัมปทานแล้ว จะไปเปรียบเทียบกับแหล่งของเมียนมาที่เป็นแหล่งใหญ่กว่าไม่ได้  เพราะถ้าต้นทุนสูงกว่าแล้วยังไปขอส่วนแบ่งร้อยละ 80 เท่ากับเมียนมา คงจะไม่มีใครอยากจะลงทุน

ข้อมูลของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนระหว่าง แหล่งยาดานา ของเมียนมา กับแหล่งบงกชเหนือ ในอ่าวไทย ว่า แหล่งยาดานา นั้นมีศักยภาพปิโตรเลียมสูงกว่าไทยมาก โดยในการผลิตก๊าซฯ ให้ได้ปริมาณ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ของยาดานานั้น ใช้จำนวนหลุมผลิตเพียง 12 หลุม ในขณะที่แหล่งบงกชเหนือ การรักษาอัตราผลิตเอาไว้ 650 ล้านลูกบาศก์ นั้น ต้องใช้จำนวนหลุมผลิตมากถึง 300 หลุม

<img alt="" data-cke-saved-src="/userfiles/images/pic4.jpg" src="/userfiles/images/pic4.jpg" 550px;="" height:="" 418px;"="">

ที่มา: ภาพจำลองการผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งยาดานาและแหล่งบงกชเหนือ โดย กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน

 

ส่วนข้อเสนอที่จะให้รัฐรับส่วนแบ่งผลผลิตเป็นปิโตรเลียม แล้วขายตรงให้ กฟผ. แทนที่จะขอแบ่งเป็นรายได้หลังการขายให้ ปตท. นั้น ก็ไม่ใช่ข้อเสนอที่จะเป็นประโยชน์สำหรับรัฐ เพราะการรับแบ่งปิโตรเลียมมานั้น รัฐต้องมีภาระในการดำเนินการในการปรับปรุงคุณภาพก่อนส่งขาย แล้วถ้าหากส่งขายไปให้ กฟผ. โดยไม่ผ่านโรงแยกก๊าซฯของ ปตท. ก็เป็นการเสียโอกาสที่จะนำทรัพยากรของประเทศไปสร้างมูลค่าเพิ่ม และอย่าลืม ว่า ปตท.    ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนอื่นไกล แต่เป็นองค์กรที่รัฐถือหุ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม มากกว่าร้อยละ 65

ในขณะที่ข้อเสนอจะให้ตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติหรือ NOC ขึ้นมาใหม่ เพื่อมาบริหารจัดการประโยชน์ ในแหล่งเอราวัณ และบงกช โดยเฉพาะ แทนกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ  นั้น ก็ดูจะเป็นการดำเนินการที่ซ้ำซ้อน เป็นการถอยหลังกลับไปที่จุดเริ่มต้น เพราะระยะเวลาสำหรับเอราวัณและบงกชที่จะผลิตก๊าซฯ จะต่อเนื่องไปอีกประมาณ 10 ปีเท่านั้น การตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมาเพื่อที่จะยุบทิ้งในอีก 10 ปี ข้างหน้า จึงได้ไม่คุ้มเสีย อีกทั้ง รัฐมีพัฒนาการเรื่อง NOC ที่ไกลกว่าหลายประเทศแล้ว โดยแปรรูป ปตท. ให้มีความคล่องตัวในการลงทุนทำหน้าที่เป็นผู้รับซื้อก๊าซฯ และเอาไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม และมีการตั้ง ปตท.สผ. ที่ทำหน้าที่เป็นโอเปอเรเตอร์ ลงทุนเป็นเจ้าของแหล่งผลิต ก็เป็นดอกผลที่รัฐได้รับ ทั้งในรูปของค่าภาคหลวง ภาษีปิโตรเลียม ภาษีมูลค่าเพิ่ม และเงินปันผลในส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่แล้ว ดังนั้น เรื่องของ NOC  จึงถูกปิดเกมไปตั้งแต่ขั้นตอนการแก้ไขกฎหมาย ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อปี2559

ประเด็นที่น่าจะช่วยกันคิด ช่วยกันนำเสนอ จากนี้ จึงควรจะเป็นเรื่องว่าจะทำอย่างให้การเปิดประมูลเอราวัณ บงกช ดำเนินลุล่วงไปได้ตามแผน และเกิดการกำกับดูแลภายใต้ระบบแบ่งปันผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ประเทศชาติและประชาชนได้รับผลประโยชน์จากทรัพยากรปิโตรเลียม อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย อย่างที่ควรจะเป็นมากกว่า

ความสำคัญของแหล่งก๊าซธรรมชาติ ที่คนไทยควรได้รู้

ก๊าซธรรมชาติ ถือเป็นทรัพยากรพลังงานที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพราะนอกจากจะนำมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าแล้ว ยังสามารถแปรสภาพเป็น LPG หรือก๊าซหุงต้ม เพื่อใช้ในครัวเรือน และเป็น NGV เพื่อใช้ประโยชน์ในภาคขนส่ง ในขณะเดียวกัน ยังนำไปใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม ทั้งเป็นเชื้อเพลิงในการผลิต และเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ เช่น ปิโตรเคมี ซึ่งสร้างผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ สบู่ ผงซักฟอก บรรจุภัณฑ์พลาสติก ชิ้นส่วนยานยนต์ และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ

สำหรับประเทศไทย ก๊าซฯ กว่า 70% ที่ใช้อยู่ มาจากแหล่งผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย 2 แหล่ง คือ แหล่งเอราวัณและบงกช ซึ่งจะหมดอายุสัมปทานลงในปี 2565 กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะที่มีภารกิจในการจัดหาก๊าซธรรมชาติให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ จึงได้จัดหาผู้ประกอบการมาร่วมบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติทั้งสองแหล่งนี้ เพื่อให้สามารถผลิตและนำก๊าซฯมาใช้ได้อย่างต่อเนื่อง โดยการเปิดประมูลภายใต้ระบบแบ่งปันผลผลิต หรือ PSC ซึ่งมีหลักการสำคัญคือ การกำหนดปริมาณการผลิตขั้นต่ำ และกำหนดราคาก๊าซฯที่เป็นธรรมและมีเสถียรภาพ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนคนไทยทุกคน

ก๊าซธรรมชาติและแหล่งก๊าซฯของไทย มีความสำคัญอย่างไร ติดตามได้จากคลิปวิดีโอ 

 

ความสำคัญของแหล่งก๊าซธรรมชาติของไทย ที่คนไทยควรได้รู้

ความสำคัญของแหล่งก๊าซธรรมชาติ ที่คนไทยควรได้รู้

ก๊าซธรรมชาติ ถือเป็นทรัพยากรพลังงานที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพราะนอกจากจะนำมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าแล้ว ยังสามารถแปรสภาพเป็น LPG หรือก๊าซหุงต้ม เพื่อใช้ในครัวเรือน และเป็น NGV เพื่อใช้ประโยชน์ในภาคขนส่ง ในขณะเดียวกัน ยังนำไปใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม ทั้งเป็นเชื้อเพลิงในการผลิต และเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ เช่น ปิโตรเคมี ซึ่งสร้างผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ สบู่ ผงซักฟอก บรรจุภัณฑ์พลาสติก ชิ้นส่วนยานยนต์ และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ

นอกจากนั้น ก๊าซธรรมชาติ ยังมีการเผาไหม้ที่สมบูรณ์กว่าปิโตรเลียมชนิดอื่นๆ จึงนับว่าเป็นพลังงานที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับประเทศไทย ก๊าซฯ กว่า 70% ที่ใช้อยู่ มาจากแหล่งผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย 2 แหล่ง คือ แหล่งเอราวัณและบงกช ซึ่งปัจจุบัน มีกำลังการผลิตรวมกันราว 2,110 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน ซึ่งก๊าซฯ จากสองแหล่งสำคัญนี้ สร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศไทยมายาวนานกว่า 30 ปี ทั้งในด้านความมั่นคงทางพลังงาน ที่ทำให้ไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้ ลดรายจ่ายจากการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ และสร้างรายได้ให้แก่รัฐในรูปของค่าภาคหลวง โดยรวมเป็นมูลค่ากว่า 4 แสนล้านบาท และยังส่งเสริมให้เกิดการจ้างงาน จากทั้งในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม แหล่งปิโตรเลียมทั้ง 2 แหล่งนี้ จะหมดอายุสัมปทานลงในปี 2565 ซึ่งหากการสำรวจและผลิตไม่มีความต่อเนื่อง ก๊าซฯ ก็จะหายไปจากระบบการผลิตถึง 70% ซึ่งย่อมกระทบไปถึงก๊าซหุงต้มในภาคครัวเรือน เชื้อเพลิงอุตสาหกรรม NGV ในภาคขนส่ง และ กระทบต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของประเทศ รวมถึงอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ

ดังนั้น กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะที่มีภารกิจในการจัดหาก๊าซธรรมชาติให้เพียงพอต่อต่อความต้องการใช้ในประเทศ จึงได้จัดหาผู้ประกอบการมาร่วมบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติทั้งสองแหล่งนี้ เพื่อให้สามารถผลิตและนำก๊าซฯมาใช้ได้อย่างต่อเนื่อง โดยการเปิดประมูลภายใต้ระบบแบ่งปันผลผลิต หรือ PSC ซึ่งมีหลักการสำคัญคือ การกำหนดปริมาณการผลิตขั้นต่ำ และกำหนดราคาก๊าซฯที่เป็นธรรมและมีเสถียรภาพ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนคนไทยทุกคน

เอราวัณ บงกช แหล่งก๊าซธรรมชาติสำคัญของไทย

คอลัมน์ รอบรู้ปิโตรเลียม 

By Mr. Fact


 

ความสำคัญของแหล่งก๊าซธรรมชาติ ที่คนไทยควรได้รู้

ก๊าซธรรมชาติ ถือเป็นทรัพยากรพลังงานที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพราะนอกจากจะนำมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าแล้ว ยังสามารถแปรสภาพเป็น LPG หรือก๊าซหุงต้ม เพื่อใช้ในครัวเรือน และเป็น NGV เพื่อใช้ประโยชน์ในภาคขนส่ง ในขณะเดียวกัน ยังนำไปใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม ทั้งเป็นเชื้อเพลิงในการผลิต และเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ เช่น ปิโตรเคมี ซึ่งสร้างผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ สบู่ ผงซักฟอก บรรจุภัณฑ์พลาสติก ชิ้นส่วนยานยนต์ และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ

นอกจากนั้น ก๊าซธรรมชาติ ยังมีการเผาไหม้ที่สมบูรณ์กว่าปิโตรเลียมชนิดอื่นๆ จึงนับว่าเป็นพลังงานที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับประเทศไทย ก๊าซฯ กว่า 70% ที่ใช้อยู่ มาจากแหล่งผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย 2 แหล่ง คือ แหล่งเอราวัณและบงกช ซึ่งปัจจุบัน มีกำลังการผลิตรวมกันราว 2,110 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน โดยก๊าซฯ จาก 2 แหล่งสำคัญนี้ สร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศไทยมายาวนานกว่า 30 ปี ทั้งในด้านความมั่นคงทางพลังงาน ที่ทำให้ไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้ ลดรายจ่ายจากการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ และสร้างรายได้ให้แก่รัฐในรูปของค่าภาคหลวง โดยรวมเป็นมูลค่ากว่า 4 แสนล้านบาท และยังส่งเสริมให้เกิดการจ้างงาน จากทั้งในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม แหล่งปิโตรเลียมทั้ง 2 แหล่งนี้ จะหมดอายุสัมปทานลงในปี 2565 ซึ่งหากการสำรวจและผลิตไม่มีความต่อเนื่อง ก๊าซฯ ก็จะหายไปจากระบบการผลิตถึง 70% ซึ่งย่อมกระทบไปถึงก๊าซหุงต้มในภาคครัวเรือน เชื้อเพลิงอุตสาหกรรม NGV ในภาคขนส่ง และ กระทบต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของประเทศ รวมถึงอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ

ดังนั้น กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะที่มีภารกิจในการจัดหาก๊าซธรรมชาติให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ จึงได้จัดหาผู้ประกอบการมาร่วมบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติทั้งสองแหล่งนี้ เพื่อให้สามารถผลิตและนำก๊าซฯมาใช้ได้อย่างต่อเนื่อง โดยการเปิดประมูลภายใต้ระบบแบ่งปันผลผลิต หรือ PSC ซึ่งมีหลักการสำคัญคือ การกำหนดปริมาณการผลิตขั้นต่ำ และกำหนดราคาก๊าซฯที่เป็นธรรมและมีเสถียรภาพ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนคนไทยทุกคน

ประโยชน์ของก๊าซธรรมชาติ และแหล่งก๊าซธรรมชาติของไทยมีความสำคัญอย่างไร ติดตามได้จากคลิปวิดีโอ  http://www.energynewscenter.com/index.php/clipvideo/detail/35

ตาม ENC ลงแท่นผลิตปิโตรเลียมเอราวัณ (5 ) : สภาพธรณีวิทยาของอ่าวไทยมีความซับซ้อน ต้องใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และบุคลากรที่มีคุณภาพ

ตาม ENC ลงแท่นผลิตปิโตรเลียมเอราวัณ มาถึงตอนที่ 5  อยากจะพาผู้อ่านลงลึกในเรื่องของโครงสร้างทางธรณีวิทยาใต้ท้องทะเลอ่าวไทย ให้เข้าใจว่าทำไมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทยจึงต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ดังที่ได้เกริ่นมาบ้างแล้วในตอนก่อนๆ

 

อ่าวไทยมีโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่ซับซ้อน

จากภาพจำลองโครงสร้างทางธรณีวิทยาของอ่าวไทยที่ผู้บริหารของ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ผู้ดำเนินการหรือโอเปอร์เรเตอร์แหล่งเอราวัณ อธิบายให้กับทีมข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) ได้เข้าใจนั้น จะเห็น ‘แหล่งกักเก็บ’ มีลักษณะเป็นเสี้ยววงกลม ขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้าง อยู่กระจัดกระจายใต้พื้นทะเล ในระดับความลึก 3 - 3.5 กิโลเมตร โดยแหล่งกักเก็บสีแดงคือมีปิโตรเลียมอยู่ ส่วนสีเหลืองคือน้ำ ซึ่งหมายความว่าบางแหล่งกักเก็บมีปิโตรเลียมอยู่มากกว่าครึ่ง บ้างก็มีน้อยไม่ถึงครึ่ง และบางส่วนก็มีแต่น้ำ ไม่มีปิโตรเลียมอยู่เลย

จากภาพจะเห็นได้ว่าแหล่งกักเก็บไม่ได้มีโครงสร้างขนาดใหญ่เป็นแอ่งติดต่อกันและมีปริมาณก๊าซมากอย่างที่คาดไว้เมื่อตอนที่ค้นพบแหล่งเอราวัณ แต่มีลักษณะเป็นกระเปาะเล็กๆ กระจัดกระจายตัวอยู่ใต้พื้นทะเล ซึ่งเป็นเพราะปิโตรเลียมของแหล่งเอราวัณอยู่ในแหล่งกักเก็บที่เป็นแนวหินทรายที่เกิดจากการสะสมตัวของตะกอนแม่น้ำและสันทรายริมแม่น้ำสายเล็กๆ ที่ไหลผ่านทั่วบริเวณนี้เมื่อหลายสิบล้านปีที่แล้วขณะที่ระดับน้ำทะเลอยู่ต่ำกว่านี้มาก แนวหินทรายเหล่านี้จึงมีขนาดเล็กและอยู่กระจัดกระจายกันในพื้นที่กว้างใหญ่ นอกจากนั้น การทรุดตัวของแผ่นดินตามธรรมชาติในเวลาต่อมาได้ทำให้เกิดแนวรอยเลื่อนของแผ่นดิน (เส้นสีดำที่ขีดลงตามแนวดิ่งในภาพจำลอง) จำนวนมาก มาสับซอยแนวหินทรายเหล่านี้ให้ยิ่งเล็กลงไปอีก

โครงสร้างของแหล่งกักเก็บก๊าซที่เล็กและอยู่กระจัดกระจาย ทำให้ผู้รับสัมปทานต้องปรับเปลี่ยนการลงทุนพัฒนาแหล่งเอราวัณ จากเดิมที่คาดว่าจะลงทุนครั้งใหญ่ครั้งเดียวในการติดตั้งแท่นหลุมผลิตและแท่นผลิตแสะสามารถดำเนินการผลิตไปได้ตลอดอายุสัมปทาน กลับกลายเป็นว่าต้องลงทุนเจาะหลุมจำนวนมาก และต้องเจาะหลุมใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อรักษาระดับการผลิตไว้ให้ได้ตามสัญญาที่ทำไว้กับภาครัฐ เนื่องจากก๊าซที่ผลิตได้จากแต่ละหลุมมีไม่มากและผลิตได้ไม่นานก็หมด นอกจากนั้น จุดที่ลึกที่สุดของแหล่งกักเก็บปิโตรเลียมในแหล่งเอราวัณที่ความลึกราว 3 - 3.5 กิโลเมตร ก็ยังมีอุณหภูมิที่สูงถึงกว่า 170 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าสูงกว่าปกติเมื่อเทียบกับแหล่งอื่นๆ ทำให้ในการเจาะหลุมต้องใช้เทคนิค เครื่องมือ และอุปกรณ์พิเศษที่สามารถทำงานในอุณหภูมิสูงขนาดนั้นได้

ผู้ดำเนินการแหล่งเอราวัณ จึงต้องพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อทำให้การผลิตปิโตรเลียมทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนำปิโตรเลียมที่มีอยู่ในแหล่งกักเก็บขนาดเล็กๆ และกระจัดกระจายนั้น ขึ้นมาได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย สามารถรักษาระดับการผลิตไว้ได้อย่างต่อเนื่องตามสัญญาที่ทำไว้กับภาครัฐ เพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางพลังงาน ด้วยต้นทุนที่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์

 

พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย

 

 

นับตั้งแต่ค้นพบปิโตรเลียมเชิงพาณิชย์เมื่อปี 2516 เชฟรอนได้พัฒนาและนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้อย่างต่อเนื่องและเหมาะสมกับสภาพทางธรณีวิทยาของอ่าวไทย เพื่อให้การสำรวจและผลิตปิโตรเลียมตลอดกระบวนการมีประสิทธิภาพ ได้มาตรฐานความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม โดยหลายเทคโนโลยีมีที่มาจากเอราวัณ ได้กลายเป็นต้นแบบในการดำเนินงานให้กับแหล่งอื่นๆ ในอ่าวไทย  

ตัวอย่างของเทคโนโลยีที่เชฟรอนพัฒนาและนำมาใช้ในอ่าวไทย อาทิ การสำรวจโดยวัดคลื่นความไหวสะเทือนแบบ 3 มิติ ที่ช่วยให้การแปลผลสภาพทางธรณีวิทยาแม่นยำยิ่งขึ้น เทคโนโลยีการขุดเจาะหลุมแบบแคบ ที่เหมาะกับโครงสร้างทางธรณีวิทยาของอ่าวไทย การพัฒนาเทคโนโลยีการขุดเจาะให้ใช้เวลาสั้นลงและปลอดภัยขึ้น จากที่เคยใช้เวลา 60 วัน ในการเจาะ 1 หลุม จนเหลือเพียง 6 วัน ในปัจจุบัน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เทคโนโลยีการอัดน้ำที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตกลับลงหลุมที่ผลิตหมดแล้วเพื่อจะได้ไม่ต้องทิ้งลงทะเล (Produced water reinjection) ซึ่งเป็นวิธีที่รัฐให้การยอมรับว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และนำมาเป็นต้นแบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมให้กับผู้ผลิตรายอื่นๆ อีกด้วย นอกจากนั้น ยังได้นำระบบเคเบิ้ลใยแก้วใต้น้ำมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการติดต่อสื่อสารระหว่างบนฝั่งและแท่นผลิตกลางอ่าวไทย ทั้งยังช่วยให้การวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น และมีโครงการจะนำเทคโนโลยีวงจรปิดเคเบิลใยแก้วมาใช้ในการบริหารแหล่งกักเก็บปิโตรเลียม ซึ่งสามารถวิเคราะห์ข้อมูลหลุมผลิตได้แบบเรียลไทม์

เทคโนโลยีขั้นสูงเหล่านี้ที่เชฟรอนนำมาใช้ ช่วยลดต้นทุนการสำรวจและผลิตลงได้ค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งต่อบริษัทในฐานะที่เป็นบริษัทผู้รับสัมปทาน และประโยชน์ต่อรัฐที่สามารถจัดเก็บค่าภาคหลวงและภาษีปิโตรเลียม รวมทั้งโบนัสพิเศษอื่นๆ ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น

และแน่นอนว่าการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง จำเป็นจะต้องมีบุคลากรที่มีคุณภาพมาควบคุมและกำกับดูแลให้เกิดการใช้งานที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย ซึ่งเป็นที่น่าภูมิใจว่า ในจำนวนพนักงานคุณภาพของเชฟรอนที่มีกว่า 1,540 คนนั้น กว่าร้อยละ 96 เป็นคนไทย

ในบทความตาม ENC ลงแท่นผลิตปิโตรเลียมเอราวัณ (6) จะนำเรื่องการทำงานที่มีมาตรฐานสูงด้านความปลอดภัยและการปกป้องสิ่งแวดล้อม มาเล่าให้ฟัง โปรดอย่าลืมติดตาม

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

ปตท.สผ. ลุยประมูล 2 แหล่งก๊าซฯ อ่าวไทย เล็งซื้อกิจการขยายลงทุน

ปตท.สผ. พร้อมเดินหน้าประมูลแหล่งปิโตรเลียมที่สัมปทานจะหมดอายุ ทั้งบงกชและเอราวัณ พร้อมเตรียมขยายการลงทุน ทั้งจากการเข้าซื้อกิจการและลงทุนเพิ่มในแปลงสำรวจปิโตรเลียมที่มีศักยภาพสูง ด้านผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2561 ได้อานิสงค์ราคาน้ำมันโลกฟื้น ดันกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 21% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน หรือคิดเป็นมูลค่า 423 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนสถานะการเงินแข็งแกร่ง มีเงินสดในมือกว่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ยืนความพร้อมในการเข้าร่วมการประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติบงกชและเอราวัณ หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้ออกประกาศเชิญชวนประมูลเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 โดยเชื่อมั่นว่าด้วยประสบการณ์และความชำนาญในฐานะที่เป็นผู้ดำเนินการมากว่า 20 ปีโดยเฉพาะในแหล่งบงกชที่เป็นผู้ดำเนินการตามสัมปทานเดิมนั้น จะสามารถสร้างความต่อเนื่องในการผลิตก๊าซธรรมชาติ และรักษาความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศได้

นอกจากนี้ ปตท.สผ.จะยังคงหาโอกาสการลงทุนเพิ่มเติมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลางและผลักดันโครงการต่างๆ ที่อยู่ระหว่างรอการตัดสินใจขั้นสุดท้าย โดยเฉพาะโครงการโมซัมบิก โรวูมา ออฟชอร์ แอเรีย วัน ซึ่งได้ลงนามในสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) กับบริษัท EDF ประเทศฝรั่งเศส จำนวน 1.2 ล้านตันต่อปี และเร่งผลักดันการเจรจาสัญญาซื้อขาย LNG ระยะยาวกับผู้ซื้อเพิ่มมากขึ้น

สำหรับช่วงไตรมาสแรกของปี 2561 ปตท.สผ. สามารถเดินหน้าขยายการลงทุนได้ตามแผนที่วางไว้ ทั้งการรักษาระดับต้นทุนการผลิตในระดับที่ต่ำเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การเข้าซื้อสัดส่วนการลงทุนในโครงการบงกชเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณการขายและกระแสเงินสดให้ ปตท.สผ. ได้ทันทีหลังการเข้าซื้อเสร็จสมบูรณ์ และขยายการลงทุนทั้งจากการเข้าซื้อกิจการและลงทุนเพิ่มเติมในแปลงสำรวจปิโตรเลียมในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง หลังจากชนะประมูลโครงการสำรวจในเม็กซิโกและมาเลเซีย

ส่งผลให้ประกอบการไตรมาสแรกนั้น มีผลการดำเนินงานเป็นที่น่าพอใจ โดยมีรายได้รวม 1,240 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 39,105 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีผลประกอบการรวม 1,092 ล้านเหรียญฯ หรือประมาณ 38,377 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่ทำให้ราคาขายผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นจาก 38 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล เป็น 44 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ แต่ยังรักษาต้นทุนต่อหน่วยให้อยู่ในระดับต่ำที่ 29 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ และปริมาณการขายที่ลดลงที่ 293,099 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 304,108 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เนื่องจากปริมาณการขายที่ลดลงจากโครงการสินภูฮ่อมและแหล่งมอนทารา

ทั้งนี้ ปตท.สผ. มีกำไรสุทธิ (Net income) อยู่ที่ 423 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 13,381 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ของปี 2560 ที่มีกำไรสุทธิ 349 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และยังมีความสามารถบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ ปตท.สผ. มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวกถึง 1,044 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีเงินสดในมือถึง 5,095 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

คอลัมน์รอบรู้ปิโตรเลียม : คุณรู้จัก “ปิโตรเลียม” ดีพอหรือยัง?”

คอลัมน์รอบรู้ปิโตรเลียม 

โดย Mr. Fact 

คุณรู้จัก “ปิโตรเลียม” ดีพอหรือยัง?”   

เคยมีบ้างไหมเวลาที่ใครๆพูดกันถึงเรื่อง “ปิโตรเลียม” แล้วพูดคุยกับเขาต่อไปไม่ได้ เพราะเราเองก็ยังไม่รู้ว่า “ปิโตรเลียม” คืออะไรกันแน่ และที่แสดงความคิดเห็นในเรื่องปิโตรเลียมไปอย่างเป็นเรื่องเป็นราวนั้น เรามั่นใจได้แค่ไหนว่าพูดเรื่องเดียวกันกับสิ่งที่เขาหมายถึง ถ้าเคยเป็นอย่างที่ยกกรณีไว้ข้างต้น เมื่ออ่านบทความนี้จนจบ จะช่วยให้เราคุยกับคนอื่นๆ ในเรื่อง “ปิโตรเลียม” ได้อย่างผู้รู้ ในทุกแง่ทุกมุม

คำว่า “ปิโตรเลียม” (Petroleum ) นั้นเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยมีคาร์บอนและไฮโดรเจนเป็นองค์ประกอบหลัก และอาจมีธาตุอื่น เช่น กํามะถัน ออกซิเจน ไนโตรเจน ปนอยู่ด้วย สามารถเกิดได้เองตามธรรมชาติจากการทับถมของซากพืชซากสัตว์บริเวณใต้เปลือกโลก แต่ต้องใช้เวลานานเป็นเวลาหลายล้านปี ที่ประเทศไทยเองก็มีการสำรวจพบปิโตรเลียมทั้งที่บนบกและในทะเลอ่าวไทย

เราอาจจะจำแนกประเภทของปิโตรเลียม ซึ่งเป็นคำที่กินความหมายกว้างๆ แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มหลักๆ คือ  น้ำมันดิบ (crude oil) ก๊าซธรรมชาติ (natural gas) และ ก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ คอนเดนเสท (condensate) และเวลาที่ได้ยินใครๆพูดถึงคำเหล่านี้  เช่น มีเทน  อีเทน  โพรเพน  บิวเทน   ก๊าซ LPG  (ชาวบ้านชอบเรียก ก๊าซหุงต้ม)  ก๊าซ NGV  ก๊าซ CNG   ก๊าซ LNG   ดีเซล เบนซิน ก็ให้รู้ไว้เลยว่า มันก็คือปิโตรเลียม ที่มาจากซากพืชซากสัตว์ที่ทับถมกันหลายๆ ล้านปี นั่นแหละ

เมื่อมีการสำรวจพบแหล่งกักเก็บปิโตรเลียม ซึ่งอยู่ลึกลงไปใต้ผิวดิน 3-4 กิโลเมตร แล้วผลิตขึ้นมาใช้ในเชิงพาณิชย์ มันก็จะมีทั้งน้ำมันดิบ ก๊าซคอนเดนเสท และน้ำ ปนๆกันขึ้นมา  แหล่งไหนที่พบน้ำมันดิบมากกว่าก๊าซ ก็มักจะเรียกแหล่งปิโตรเลียมนั้นว่า แหล่งน้ำมัน  เช่น แหล่งน้ำมันดิบสิริกิติ์  ส่วนแหล่งไหนที่พบก๊าซมากกว่าน้ำมันดิบ ก็มักจะเรียกแหล่งปิโตรเลียมนั้นว่า แหล่งก๊าซ เช่น แหล่งก๊าซบงกช แหล่งก๊าซเอราวัณ ในอ่าวไทย  เป็นต้น

ก๊าซธรรมชาติที่พบนั้น ก็แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ 1. “ก๊าซแห้ง” หรือ “dry gas” ที่มีน้ำหนักเบาสุด มีองค์ประกอบของมีเทน เป็นส่วนใหญ่ และ 2. “ก๊าซเปียก” หรือ “wet gas” ส่วนใหญ่มีองค์ประกอบของก๊าซธรรมชาติเหลว เช่น อีเทน โพรเพน บิวเทน เพนเทน และเฮกเซน ที่เหมาะสำหรับการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

ประเทศไทยเราโชคดีที่ก๊าซธรรมชาติที่ค้นพบในอ่าวไทยส่วนใหญ่เป็นก๊าซเปียก ดังนั้น จึงมีการส่งก๊าซจากแหล่งปิโตรเลียมของผู้รับสัมปทานทั้งหลายในอ่าวไทยผ่านมาทางท่อขึ้นฝั่งที่มาบตาพุด เข้าสู่โรงแยกก๊าซธรรมชาติเพื่อแยกเอาส่วนที่เป็นมีเทนไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า  โรงงานอุตสาหกรรม หรือถ้าเอาไปเพิ่มความดัน (Compressed  Natural Gas) หรือ CNG บรรจุใส่ถังใช้ในรถยนต์ ที่เราก็มักจะเรียกว่า ก๊าซ NGV

ส่วนที่เป็นอีเทน โพรเพน บิวเทน เพนเทน และเฮกเซน  ก็จะส่งเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี  ผลิตเป็นเม็ดพลาสติก ในขณะที่โพรเพนที่ผสมกับบิวเทน ก็กลายเป็นก๊าซปิโตรเลียมเหลว (Liquefied Petroleum Gas : LPG) ที่นำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในภาคครัวเรือน  หรือที่รู้จักกันว่า ก๊าซหุงต้ม  ถ้าไปเติมใช้ในรถยนต์ก็มักเรียกว่า แก๊สรถยนต์ หรือ แก๊ส  ส่วนนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม ก็จะเรียกว่า “ก๊าซแอลพีจี”

ในสายของน้ำมันดิบและคอนเดนเสท นั้น ก็จะส่งเข้าโรงกลั่นน้ำมัน เพื่อกลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูปชนิดต่างๆ เช่น ดีเซล เบนซิน น้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเตา และน้ำมันก๊าด รวมถึงยางมะตอย เพื่อนำไปใช้ในภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรม  โดยในกระบวนการกลั่นนั้นยังได้ก๊าซ LPG ออกมาเป็นผลพลอยได้อีกทางหนึ่งด้วย

แม้ว่าประเทศไทยจะมีแหล่งปิโตรเลียมในประเทศ โดยผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบได้เอง  แต่ในข้อเท็จจริงนั้น ปริมาณที่ผลิตได้ก็ยังถือว่าไม่เพียงพอกับปริมาณความต้องการใช้ในแต่ละวัน ทำให้ต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อเสริมความมั่นคง

ก๊าซธรรมชาติ ที่นำเข้าในรูปก๊าซนั้น มาจากประเทศเมียนมา ผ่านทางท่อส่งก๊าซไทย-เมียนมา ทางฝั่งภาคตะวันตกของประเทศ ส่วนก๊าซธรรมชาติ ที่นำเข้าจากประเทศที่อยู่ไกลออกไป จะนำเข้ามาในรูปของก๊าซธรรมชาติที่เปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว ที่เรียกว่า Liquefied natural gas หรือ LNG ซึ่งขนส่งมาทางเรือขน LNG โดยเฉพาะ และมีสถานีรับจ่าย LNG เป็นของปตท. อยู่ที่มาบตาพุด จ.ระยอง

ส่วนน้ำมันดิบที่นำเข้านั้น ส่วนใหญ่จะมาจากแหล่งน้ำมันในตะวันออกกลาง ที่มีคุณสมบัติเหมาะกับสเปคของโรงกลั่นไทย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 85% ของความต้องการใช้  เช่นเดียวกับก๊าซ LPG ที่ต้องมีการนำเข้ามาด้วยเพราะที่ผลิตได้ทั้งจากโรงแยกก๊าซและโรงกลั่นนั้นไม่เพียงพอกับความต้องการใช้

...ใครที่อ่านตั้งแต่ต้น มาจนถึงย่อหน้าสุดท้าย ก็น่าจะรู้จัก “ปิโตรเลียม” ดีพอที่จะถ่ายทอด หรือบอกต่อๆ ให้คนที่ยังไม่รู้ ได้รู้และเข้าใจด้วย และไม่ต้องกังวลอีกต่อไป เมื่อเวลาที่มีใครมาชวนคุย หรือไปชวนใครคุย เรื่อง  “ปิโตรเลียม”...

4 บริษัทยื่นขอดูข้อมูลศักยภาพแหล่งก๊าซฯ เตรียมลุยประมูลชิงสิทธิ์สำรวจและผลิต

4 บริษัท ได้แก่ เชฟรอน ปตท.สผ. โททาล และ มิตซุย ยื่นขอเข้า Data Room เพื่อดูข้อมูลศักยภาพแหล่งก๊าซฯ เอราวัณและบงกช พร้อมชำระค่าเข้าร่วมประมูล เตรียมยื่นข้อเสนอชิงสิทธิ์สำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแหล่งก๊าซฯ ที่ใกล้หมดอายุสัมปทานทั้งสองแหล่งนี้

วันนี้ (30 พฤษภาคม 2561) กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้เปิดให้บริษัทที่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้น (PQ) เข้ายื่นเอกสารแสดงความจำนงในการเข้าถึงข้อมูล พร้อมชำระค่าเข้าร่วมประมูล และลงนามในสัญญาการรักษาความลับและการใช้ประโยชน์ข้อมูล ซึ่งในวันนี้ มีบริษัทเข้ายื่นเอกสารฯ และชำระค่าเข้าร่วมประมูลฯ จำนวนทั้งสิ้น 4 บริษัท โดยแบ่งเป็น Operator 3 ราย ที่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้น (PQ) ในการเข้าร่วมประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกช ได้แก่ 1. บริษัท Chevron Thailand Holdings Ltd. แปลง G1/61 และ G2/61 2. บริษัท PTTEP Energy Development Company Limited แปลงG1/61 และ G2/61 3. บริษัท Total E&P Thailand แปลง G1/61 และ อีก 1 รายได้แก่ บริษัท มิตซุย ออยล์ เอ็กซโปลเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็น Partner ของบริษัท Chevron Thailand Holdings Ltd.) แปลง G1/61 และ G2/61 โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ได้เก็บค่าเข้าร่วมประมูลจากทั้ง 4 บริษัทในวันนี้ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 49 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม  ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center - ENC)  รายงานว่า บริษัท มูบาดาลา ปิโตรเลียม และ บริษัท OMV Aktiengesellschaft ซึ่งเป็นอีก 2 รายที่ผ่าน PQ แล้ว ยังไม่ได้มายื่นแสดงความจำนงเข้าดูข้อมูล ซึ่งคาดว่าทั้ง 2 บริษัท จะมาดำเนินการในวันถัดไป

ทั้งนี้ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จะเปิดให้เข้ายื่นเอกสารแสดงความจำนงในการเข้าถึงข้อมูลฯ ตั้งแต่วันนี้ (30 พ.ค. 2561) ไปจนถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2561 เวลา 08.30 - 16.30 โดยเรียกเก็บค่าดูข้อมูลแหล่งละ 7 ล้านบาทต่อราย สามารถดูได้ 2 วันแรกที่เปิดห้องและจำกัดผู้เข้าดูข้อมูล 5 คนต่อครั้ง แต่หากต้องการดูเพิ่มมากกว่า 2 วันแรก จะต้องจ่ายค่าเข้าศึกษาข้อมูล 7 หมื่นบาทต่อวัน โดยผู้เข้าศึกษาข้อมูลสามารถแปลงข้อมูลเพื่อเป็นเอกสารนำกลับไปได้ และสามารถแชร์ข้อมูลเพื่อการร่วมประมูลเท่านั้น ห้ามใช้ในกิจการอื่น

สำหรับขั้นตอนการประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณและบงกช นั้น ในวันที่ 4 มิ.ย. 2561 กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จะจัดสัมมนาสำหรับผู้ผ่าน PQ เพื่อทำความเข้าใจเอกสารการประมูลร่วมกัน โดยกำหนดวันที่ให้ดูข้อมูลห้อง Data Room และเตรียมข้อเสนอการประมูล 4 เดือน ระหว่างวันที่ 7 มิ.ย. - 21 ก.ย.2561 ก่อนจะเปิดให้ยื่นข้อเสนอประมูลสิทธิ์สำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแหล่งปิโตรเลียมทั้งสองแหล่งดังกล่าว ในวันที่ 25 ก.ย.2561 โดยคาดว่าจะประกาศผู้ชนะการประมูลได้เดือน ธ.ค. 2651และลงนามสัญญากับผู้ชนะประมูลในเดือน ก.พ. 2562