ข่าวทั้งหมด

Date : 03 / 10 / 2018

  • Date : 03 / 10 / 2018
    กองทัพเรือเลือก BGRIM สร้างโรงไฟฟ้า Hybrid ในพื้นที่สนามบินอู่ตะเภา

    BGRIM ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้า Hybrid สำหรับงานระบบไฟฟ้าและระบบน้ำเย็น พื้นที่ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา เพื่อรองรับความต้องการใช้กระแสไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภคของสนามบินอู่ตะเภาและพื้นที่พัฒนาโดยรอบ

    นางปรียนาถ สุนทรวาทะ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้รับหนังสือจากกองทัพเรือแจ้งผลการคัดเลือกผู้ประกอบการเพื่อดำเนินโครงการงานระบบไฟฟ้าและน้ำเย็น พื้นที่ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา โดยข้อเสนอของบริษัทฯ ได้รับการพิจารณาเห็นชอบจากคณะกรรมการคัดเลือกผู้ประกอบการดำเนินโครงการฯ เพื่อการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแบบผสมผสาน (Hybrid) ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวจะสามารถสร้างเสถียรภาพด้านการผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าในเขตพื้นที่พัฒนาสนามบินนานาชาติอู่ตะเภาได้อย่างชัดเจน

    โดยแผนการพัฒนาโรงไฟฟ้าระยะที่ 1 บริษัทฯ จะได้ดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม 80 เมกะวัตต์ พร้อมกับการพิจารณาจัดหาพื้นที่ที่มีความเหมาะสมเพื่อการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 15 เมกะวัตต์ และ ระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) 50 เมกะวัตต์ชั่วโมง ซึ่งการพัฒนาโครงการฯ ตามแผนงานระยะที่ 1 ดังกล่าว BGRIM มีความพร้อมที่จะจัดทำรายละเอียดการดำเนินโครงการฯ ตามข้อกำหนดและขอบเขตงาน (TOR) และข้อเสนอของบริษัทฯ เพื่อให้การพัฒนาโครงการฯ มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุดให้กับกองทัพเรือ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ​นอกจากนั้น ในการดำเนินงานโรงไฟฟ้าในพื้นที่ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภาตามข้อเสนอของบริษัทฯ ยังประกอบด้วยแผนการพัฒนาโรงไฟฟ้า ระยะที่ 2 ซึ่งจะประกอบด้วยโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม 80 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน และ/หรือติดตั้งบนหลังคา และ/หรือแบบลอยน้ำ ขนาด 55 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทฯ จะได้ปฏิบัติงานตามนโยบายที่ได้รับจากกองทัพเรือและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดในขั้นตอนต่อไป เพื่อให้การก่อสร้างโรงไฟฟ้าตามแผนงานดังกล่าวสามารถรองรับปริมาณความต้องการการใช้ไฟฟ้าในเขตพื้นที่การพัฒนาโครงการสนามบินนานาชาติอู่ตะเภาได้อย่างมั่นคง

    ทั้งนี้ ตามกรอบระยะเวลาในการพัฒนาและดำเนินการก่อสร้างโครงการระยะที่ 1 จะสามารถดำเนินการได้ในทันที ระหว่างปี พ.ศ. 2561 – 2564 ส่วนแผนการพัฒนาโรงไฟฟ้าระยะที่ 2 ตามข้อเสนอของ BGRIM นั้น กำหนดไว้ ระหว่างปี พ.ศ. 2564 – 2566 โดยคาดว่าจะสามารถดำเนินการก่อสร้างและเริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ภายใต้โครงการโรงไฟฟ้าแบบผสมผสาน (Hybrid) ระยะที่ 1 ให้กับพื้นที่รับผิดชอบหลักบริเวณท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา และพื้นที่รับผิดชอบรองในส่วนของกิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ พร้อมทั้งจำหน่ายน้ำเย็นให้กับท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ได้ภายในเดือนมกราคม 2564  

     

  • Date : 03 / 10 / 2018
    "กุลิศ"เตรียมรื้อเกณฑ์อนุมัติงบกองทุนอนุรักษ์ฯใหม่

    ปลัดพลังงานใหม่ เตรียมรื้อเกณฑ์พิจารณาอนุมัติงบกองทุนอนุรักษ์ฯปี 2561(เพิ่มเติม) และ ปี2562 ยึดตามระเบียบกระทรวงคลัง เน้นความคุ้มค่าเป็นประโยชน์ประเทศ ขณะที่ผลสอบเกี่ยวกับความโปร่งใส ชุดที่มี"เปรมฤทัย""เป็นประธาน ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา

    นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ในฐานะที่เป็นประธานคณะทำงานกลั่นกรองกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน(กองทุนอนุรักษ์ฯ) จะเดินหน้าพิจารณาการยื่นขอรับเงินสนับสนุนจากกองทุนอนุรักษ์ฯสำหรับโครงการปี2561(เพิ่มเติม) ภายใต้กลุ่มโครงการ “ไทยนิยมยั่งยืน” วงเงิน 5,200 ล้านบาท และการพิจารณางบปี2562 วงเงิน 10,448 ล้านบาท

    แต่ทั้งนี้จะต้องทบทวนหลักเกณฑ์การพิจารณาอนุมัติงบประมาณใหม่ทั้งหมด เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงการคลัง ซึ่งจะต้องกำหนดหลักเกณฑ์ให้มีความเหมาะสม มีความจำเป็น ไม่ซ้ำซ้อน ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับแผนปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน สอดคล้องกับแผนอนุรักษ์พลังงาน พร้อมจัดลำดับความสำคัญของโครงการ เช่น โครงการตามพระราชดำริ ที่จะพิจารณาอันดับแรก รวมถึงงบประมาณที่ยื่นขอเข้ามาจะสามารถดำเนินการต่อได้หรือไม่ หรือ มีงบประมาณสำหรับบำรุงรักษาในระยะต่อไปหรือไม่ ซึ่งจะต้องมีการตั้งอนุกรรมการขึ้นมาประเมินผลด้วย

    ส่วนการตรวจสอบข้อร้องเรียนกรณีความไม่โปร่งใสการดำเนินงานของกองทุนฯในปี 2561(เพิ่มเติม) และปี2562 นั้นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ยังอยู่ระหว่างพิจารณาข้อมูลต่างๆ ขณะที่การเสนอจัดประชุมคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน(บอร์ดกองทุนอนุรักษ์ฯ) ตามกำหนดการเดิมที่จะมีขึ้นในวันที่ 9 ต.ค. 2561นี้ คงต้องเลื่อนออกไปก่อน เนื่องจากต้องรอให้คณะกรรมการกลั่นกรองฯทบทวนหลักเกณฑ์อนุมัติงบโครงการใหม่ให้แล้วเสร็จก่อน

    ทั้งนี้ที่ผ่านมาการประชุมบอร์ด กองทุนอนุรักษ์ฯ เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2561 ที่ผ่านมา ได้พิจารณาคำของบปี2561(เพิ่มเติม) ภายใต้โครงการ “ไทยนิยม ยั่งยืน” วงเงิน 5,200 ล้านบาท ประกอบด้วย 3 โครงการ 1. โครงการติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเกษตร ที่มีเป้าหมาย 5,000 ระบบ มีจำนวนผู้ยื่นข้อเสนอ 2,630 ระบบ วงเงินที่ขอรับการสนับสนุน 2,090 ล้านบาท

    2. โครงการติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับโรงเรียนชนบท เป้าหมาย 350 ระบบ จำนวนผู้ยื่นข้อเสนอ 653 ระบบ วงเงินที่ขอรับการสนับสนุน 4,626 ล้านบาท และ3. โครงการติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เป้าหมาย 170 ระบบ จำนวนผู้ยื่นข้อเสนอ 319 ระบบ วงเงินที่ขอรับการสนับสนุน 1,310 ล้านบาท โดยทั้ง 3 โครงการดังกล่าวผ่านเกณฑ์พิจารณา คิดเป็นมูลค่าคำขอเพียง 1,640 ล้านบาท จากงบที่มีอยู่ 5,200 ล้านบาท ยังเหลืองบอีกราว 3,000 ล้านบาท

    ส่วนการพิจารณาคำของบปี 2562 ที่มีกรอบวงเงินสนับสนุน 10,448 ล้านบาท เบื้องต้น มีผู้ผ่านเกณฑ์ 380 คำขอ คิดเป็นมูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาท จึงยังเหลือวงเงินอีกกว่า 3,000ล้านบาท จากคำขอที่เสนอเข้ามา 955 โครงการ วงเงิน 33,341 ล้านบาท

  • Date : 03 / 10 / 2018
    รัฐมนตรีพลังงานส่งสัญญาณดีเซลเกิน30บาทต่อลิตร หากราคาน้ำมันดิบโลกแตะ90-100เหรียญ

    รัฐมนตรีพลังงานอาจขยับกรอบราคาขายปลีกดีเซลเกิน30บาทต่อลิตร หาก ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกขยับถึง 90-100 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล  พร้อมขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันตรึงค่าการตลาดในระดับต่ำไปก่อน  โดยล่าสุดค่าการตลาดลดต่ำถึง 1.12 บาทต่อลิตร ขณะที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงใช้เงินอุดหนุนราคาดีเซลอยู่ที่ 60 สตางต์ต่อลิตร  

    นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยกับสื่อมวลชน เมื่อวันที่3ต.ค.2561ว่า กระทรวงพลังงานกำลังติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด เนื่องจากราคาน้ำมันดิบโลกขยับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยหากราคาน้ำมันดิบโลกดูไบขยับไปถึง 90-100 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรลในระยะสั้น กระทรวงพลังงานจะต้องกลับมาพิจารณามาตรการใหม่ที่เหมาะสม ซึ่งอาจขยับราคาน้ำมันดีเซลเกิน 30 บาทต่อลิตรก็เป็นได้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของสถานการณ์ปัจจุบัน

    โดยเมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2561 ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบดูไบระหว่างการซื้อขายขยับไปใกล้ 85 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล และมาปิดที่ราคา 82.80 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล โดยปรับขึ้นจากวันที่ 1 ต.ค. 2561 ถึง 2.14 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกในไทยยังอยู่ที่ 29.89 บาทต่อลิตร

    อย่างไรก็ตามกระทรวงพลังงานยืนยันยังมีเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเหลือประมาณ  26,000 ล้านบาท สามารถดูแลราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ไปจนถึงสิ้นปี 2561 หรืออาจถึง 2 เดือนแรกของปี 2562 โดยที่ผ่านมาคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) กำหนดวงเงินอุดหนุน ไม่เกิน 1 บาทต่อลิตร หรือ 6,000 ล้านบาทจนถึงสิ้นปี 2561 ภายใต้ราคาน้ำมันดิบดูไบต้องไม่เกิน 85 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล  เพื่อรักษาระดับราคาขายปลีกดีเซลไม่ให้เกิน30บาทต่อลิตร

    โดยสถานการณ์ราคาดีเซลในขณะนี้  กองทุนน้ำมันยังใช้เงินอุดหนุนอยู่ที่ 60 สตางค์ต่อลิตร และกำลังพิจารณาว่าจะต้องใช้เงินในกรอบดังกล่าวอุดหนุนเพิ่มอีกหรือไม่ เนื่องจากปัจจุบันผู้ค้าน้ำมันได้ช่วยพยุงราคาดีเซลจนทำให้ค่าการตลาดลดต่ำเหลือ 1.12 บาทต่อลิตร จากที่ควรได้ 1.70 บาทต่อลิตร ซึ่งอาจจะใช้เงินกองทุนฯไปช่วยพยุงไม่ให้ค่าการตลาดต่ำเกินไป  ซึ่งข้อมูล ณ วันที่ 30 ก.ย. 2561 กองทุนน้ำมันฯ เหลือเงินสุทธิ 25,142 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมัน 29,212 และบัญชีLPG ติดลบ 4,071 ล้านบาท

Date : 02 / 10 / 2018

  • Date : 02 / 10 / 2018
    เอกชนแนะรัฐลดขั้นตอนอนุมัติโรงไฟฟ้าจากขยะ คาด PDP ใหม่เพิ่มโควตารับซื้อ

    เวทีสัมมนาทางเลือกทางรอดโรงไฟฟ้าขยะ แนะคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดรับซื้อไฟฟ้าขยะตามความพร้อมของโครงการ แทนการเปิดรับซื้อตามรอบเวลา พร้อมจัดอันดับสายส่งให้โรงไฟฟ้าขยะก่อน ชี้การเปิดรับฟังความเห็นโครงการโรงไฟฟ้าขยะรัฐต้องกำหนดเฉพาะชาวบ้านในพื้นที่จริงเท่านั้น และต้องลดขั้นตอนและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องลงเพื่อให้เกิดความสะดวกในการก่อสร้าง คาด PDP ใหม่จะเพิ่มโควต้าซื้อไฟฟ้าจากขยะเป็น 800-1,000 เมกะวัตต์ ขณะเดียวกัน การพัฒนาโรงไฟฟ้าจากขยะในไทย ยังมีอุปสรรคในเรื่องการจัดการขยะและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

    วันที่ 2 ต.ค. 2561 สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) จัดเสวนาเรื่อง “ทางเลือก ทางรอด โรงไฟฟ้าขยะ” โดยมีผู้ร่วมเสวนา 4 คน ได้แก่ น.ส. เสวิตา ถิ่นสันติสุข กรรมการประสานงานต่างประเทศ กลุ่มพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการด้านกิจการพิเศษ และอดีตรองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นายวรวิทย์ เลิศบุษศราคาม รองผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายโรงงาน บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPP และ นายเชาวน์ นกอยู่ กรรมการวิชาการสาขาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

    น.ส. เสวิตา ถิ่นสันติสุข กรรมการประสานงานต่างประเทศ กลุ่มพลังงานหมุนเวียน  ส.อ.ท. กล่าวว่า อุปสรรคสำคัญของการสร้างโรงไฟฟ้าขยะปัจจุบัน เกิดจากมีหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องมากถึง 10 หน่วยงาน 15 ใบอนุญาต ส่งผลให้มีขั้นตอนและกฎระเบียบมากเกินไป อีกทั้งการใช้ พ.ร.บ. รักษาความสะอาดปี พ.ศ. 2560 ขาดความคล่องตัว ดังนั้น เอกชนต้องการให้ภาครัฐลดจำนวนหน่วยงานรัฐ รวมถึงลดขั้นตอนการขออนุญาตจัดการขยะและสร้างโรงไฟฟ้าลง พร้อมทั้งให้ใช้ พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการพ.ศ. 2558 แทน 

    อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ยังจำเป็นต้องใช้ พ.ร.บ. รักษาความสะอาดปี 2560 อยู่ แนวทางที่ดำเนินการได้เหมาะสมที่สุดคือต้องเปิดรับฟังความเห็นประชาชนตามรายการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมตามประมวลหลักการปฏิบัติ (Code of Practice หรือ COP) โดยให้คณะกรรมการจังหวัดที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน รวมทั้งให้กระทรวงมหาดไทย มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อนุมัติโครงการ

    นอกจากนี้ ให้ กกพ. รับซื้อไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะ ในลักษณะที่โครงการใดมีความพร้อมให้เสนอโครงการได้ โดยไม่ต้องรอให้ กกพ. เปิดรับซื้อไฟฟ้าตามรอบ เหมือนโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์และลม และต้องจัดสายส่งให้กับโรงไฟฟ้าขยะเป็นอันดับแรก ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าขยะจะต้องเป็นโรงไฟฟ้าใหม่เท่านั้น และต้องสามารถใช้ได้ทั้งขยะชุมชนและขยะอุตสาหกรรมไม่อันตราย

    พร้อมกันนี้ควรจัดสรรให้ชุมชนมีส่วนได้เสียกับโรงไฟฟ้าแทนการมีเพียงส่วนร่วมอย่างเดียว และในการทำประชาพิจารณ์จะต้องกำหนดไว้สำหรับคนในพื้นที่จริงๆ ที่จะต้องอยู่ในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือ 1 ปี เพื่อจะได้ความเห็นจากคนในชุมชนอย่างแท้จริง

    น.ส. เสวิตา กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันไทยกำลังเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจหมุนเวียน ดังนั้นไทยต้องปรับตัวที่จะนำไปสู่การผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเช่นกัน โดยโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องแล้วจะต้องบำรุงรักษาตามรอบเพื่อยืดอายุโรงไฟฟ้าและเป็นการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย ขณะที่กลุ่ม NGO ซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลชาวบ้าน ควรให้ข้อมูลที่ทันต่อยุคสมัย เนื่องจากหลายครั้งพบว่ามีการนำข้อมูลโรงไฟฟ้าเก่าที่สร้างมลพิษมาแสดงต่อชาวบ้าน ทั้งที่ปัจจุบันโรงไฟฟ้าขยะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยและป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อมได้สูง

    นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการด้านกิจการพิเศษ กล่าวว่า ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกปี 2558-2579 (AEDP) กำหนดเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้าจากขยะ รวมอยู่ที่ 550 เมกะวัตต์ในปี 2579 แต่ปัจจุบัน มีโรงไฟฟ้าขยะที่มีข้อผูกพันกับรัฐแล้ว 55 โครงการ กำลังผลิตราว 447 เมกะวัตต์ ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา  แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่จะผลิตไฟฟ้าจากขยะ เพราะมีปริมาณขยะอีกราว 23 ล้านตันต่อปีที่ยังไม่ได้นำไป กำจัด อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าขยะในประเทศไทยยังมีอุปสรรค ดังนั้น ภาครัฐจะต้องเร่งแก้ไขปัญหา ดังนี้

    1. เตรียมความพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องเรื่องการกำจัดขยะ 2. ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน โดยไม่ควรมองว่าเป็นการเอาขยะไปเผาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าเพื่อสร้างรายได้ แต่ควรเน้นไปที่การกำจัดขยะที่จะช่วยลดปัญหาด้าน สิ่งแวดล้อมและมีปริมาณไฟฟ้าเป็นผลพลอยได้ 3. ผู้ประกอบการจะต้องเข้มงวดในเรื่องของเทคโนโลยีเตาเผาขยะ ที่ไม่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่หน่วยงานกำกับ เช่น กกพ. และกรมโรงงานอุตสาหกรรม จะต้องติดตามประเมินผลโรงไฟฟ้าและเตาเผาขยะที่ต้องเป็นไปตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่ตั้งไว้

    นอกจากนี้  ยังเสนอให้ภาครัฐศึกษานำต้นแบบ “โตเกียวโมเดล” ที่ใช้พัฒนาโรงไฟฟ้าขยะในประเทศญี่ปุ่นมาใช้ เนื่องจากวางแนวทางปฏิบัติไว้ชัดเจน โดยเริ่มจากกำหนดให้มีกระบวนการคัดแยกขยะ การรวบรวมขนย้ายขยะ การแยกขยะอีกครั้งที่หน้าโรงงานก่อนนำไปเผาด้วยเทคโนโลยีต่างๆตามความเหมาะสม และสุดท้ายต้องมีกระบวนการกำจัดขี้เถ้า เช่น ฝั่งกลบ หรือ นำไปเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ซึ่งประเทศไทยยังไม่ได้กำหนดแนวทางที่ครอบคลุมทั้งหมดนี้

    นายวรวิทย์ เลิศบุษศราคาม รองผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายโรงงาน TPIPP กล่าวว่า ขณะนี้ ประเทศไทยถือว่ามีความชัดเจนในนโยบายกำจัดขยะ โดยนำไปผลิตไฟฟ้า ซึ่งจากการประเมินศักยภาพของปริมาณขยะที่มีอยู่ สามารถนำไปผลิตเป็นไฟฟ้าได้ราว  2,000 เมกะวัตต์ แต่คงเกิดขึ้นได้ไม่ทุกพื้นที่

    ดังนั้น คาดว่าในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่ มีโอกาสจะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะได้เป็น 800-1,000 เมกะวัตต์ในปี 2580 ส่วนอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากขยะ ที่ปัจจุบันกำหนดรับซื้อจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็กมาก(VSPP) อยู่ที่ 5.08 บาทต่อหน่วย และผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP) อยู่ที่ 3.66 บาทต่อหน่วย ถือว่าเหมาะสมแล้ว แต่ยังจำเป็นต้องมีค่ากำจัดขยะเข้ามาร่วมด้วย โดยมองว่าในแต่ละพื้นที่ควรกำหนดค่ากำจัดไม่ต่ำกว่า 400-800 บาทต่อตัน เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในการลงทุนเพื่อบริหารจัดการตามเป้าหมายของภาครัฐ

    ทั้งนี้ นายวรวิทย์ กล่าวว่า โครงการ Quick Win จำนวน 8 พื้นที่ 12 โครงการ กำลังผลิต 77.9 เมกะวัตต์ ที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดพื้นที่ไว้ และ กกพ.กำหนด COD ในปี 2562 ขณะนี้หยุดดำเนินการหมดแล้ว เพราะไม่สามารถทำตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดระบบแก๊สซิฟิเคชันที่สูงเกินไป (ระบบการเผาขยะให้เป็นแก๊สเพื่อเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า) ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน

    “อย่างไรก็ตาม มองว่า อีกแนวทางที่จะช่วยกำจัดขยะ คือไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าขยะในทุกพื้นที่ หรือทุกจังหวัด แต่อาจเป็นการตั้งโรงงานแปรรูปขยะเป็นเชื้อเพลิงขยะ (Refused Derived Fuel – RDF) ในพื้นที่ แล้วค่อยส่งไปป้อนเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าในจังหวัดอื่น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนดำเนินการได้” นายวรวิทย์กล่าว

    นายเชาวน์  นกอยู่ กรรมการวิชาการสาขาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม วิศวกรรมสถานฯ กล่าวว่า ปัจจุบันเกิดขยะมูลฝอยต่อคนเพิ่มขึ้นจาก 1.13 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน เป็น 1.14 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน ดังนั้น การกำจัดขยะด้วยการนำมาผลิตเป็นไฟฟ้าเป็นแนวทางที่เหมาะสม เพราะนอกจากจะช่วยด้านสิ่งแวดล้อมแล้วยังได้ประโยชน์จากไฟฟ้าด้วย

    สำหรับปัจจุบัน 5 ประเทศที่เผาขยะเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานได้มากที่สุดได้แก่ เดนมาร์ค สวิสเซอร์แลนด์​ ฝรั่งเศส สหรัฐฯ และสเปน  โดยมีโรงงานที่เปลี่ยนของเสียเป็นพลังงานมากกว่า 600 แห่งใน 35 ประเทศ ซึ่งในเอเชียและยุโรปมีการเติบโตของโรงงานดังกล่าวสูงขึ้น เพราะส่วนหนึ่งเกิดจากการมีพื้นที่เหลือน้อย รวมทั้งการมีแหล่งทรัพยากรพลังงานไม่มาก

  • Date : 02 / 10 / 2018
    "สมคิด"หนุน ปตท.ประสานแบงก์รัฐ ดันยอดขายสินค้าโอท็อปผ่านปั๊ม

    รัฐบาล  หนุน ปตท. ประสานความร่วมมือแบงก์รัฐ ส่งเสริมการขายสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ผ่านปั๊มปตท. อย่างเป็นระบบ หวังฟื้นเศรษฐกิจชุมชน

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) รายงานว่า ในวันที่ 4 ต.ค.นี้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เตรียมเป็นประธานการลงนามร่วมกันระหว่างผู้บริหารสถาบันการเงินของรัฐ  อาทิ ธนาคารกรุงไทย   ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.), ธนาคารออมสิน, ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ เอสเอ็มอีแบงก์   บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และ PTTOR ในกลุ่มปตท. เพื่อร่วมกันส่งเสริมสินค้าโอท็อบของชุมชน  อย่างเป็นระบบ  

    โดยรัฐบาล หวังจะใช้ สถานีบริการน้ำมัน ปตท.  ที่มีขนาดใหญ่  และกระจาย ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ  ให้เป็นจุดจำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOPระดับชั้นนำของแต่ละชุมชน  เพื่อให้นักท่องเที่ยว ผู้เดินทางได้แวะซื้อเป็นของขวัญในช่วงเทศกาลปีใหม่  ผลักดันยอดขายสินค้าของชุมชนให้สูงขึ้น  โดยเชื่อมโยงกับ แบงก์ของรัฐ  เพื่อพัฒนาให้เกิดการส่งเสริมการค้าผ่านระบบออนไลน์ หรือ  E-Commerce ในโอกาสต่อไป  ที่จะช่วยสร้างเศรษฐกิจชุมชนด้วยสินค้าโอท็อป ให้เติบโตมากขึ้น

Date : 01 / 10 / 2018

  • Date : 01 / 10 / 2018
    ซีอีโอปตท.สผ.คนใหม่ เตรียมพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงในยุค Disruptive Technology

    “พงศธร ทวีสิน” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ปตท.สผ. เผยวิสัยทัศน์ในการเข้ารับตำแหน่งใหม่ มุ่งเน้นการขับเคลื่อนองค์กรด้วยแนวทาง Transformation เพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมปิโตรเลียม (Disruptive Technology)  โดยจะใช้ บริษัท อีพี-เทค เวนเจอร์ส โฮลดิ้ง จำกัด ที่ตั้งขึ้นใหม่ เป็นหัวหอกในการลงทุนธุรกิจใหม่ในอนาคต เช่น เทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ การซ่อมบำรุงเชิงพยากรณ์ รวมทั้งการมองหาโอกาสลงทุนในพลังงานทางเลือก

    นายพงศธร  ทวีสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยในการเข้ารับตำแหน่งใหม่วันแรก 1 ตุลาคม 2561 ว่ามีเป้าหมายจะผลักดันให้ ปตท.สผ. มีการปรับตัวเพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ โดยการนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ และการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรและกระบวนการทำงาน เพื่อให้เกิดความคล่องตัว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยในส่วนธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทนั้น ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มปริมาณสำรองปิโตรเลียมอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าเป็นผู้ชนะการประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติที่กำลังจะหมดอายุในอ่าวไทยทั้งแหล่งบงกชและเอราวัณ รวมทั้งการแสวงหาโอกาสการเข้าซื้อกิจการ (M&A) ในแหล่งน้ำมันและก๊าซฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง และเร่งรัดการสำรวจแหล่งปิโตรเลียมที่มีศักยภาพเพื่อสร้างความมั่นคงและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    ด้านการเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเพื่อมองหาธุรกิจใหม่นั้น ปตท.สผ. จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตในอนาคต โดยจะให้ความสำคัญกับธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจร (Gas Value Chain) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น ธุรกิจโรงไฟฟ้า Gas to Power โดยมุ่งเน้นที่ประเทศเมียนมา และจะผลักดันให้สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรมในเวลาอันใกล้นี้ นอกจากนั้น ยังได้จัดตั้งบริษัท อีพี-เทค เวนเจอร์ส โฮลดิ้ง จำกัด เพื่อรองรับการลงทุนธุรกิจใหม่ในอนาคต เช่น เทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ การซ่อมบำรุงเชิงพยากรณ์ รวมทั้งการมองหาโอกาสลงทุนในพลังงานทางเลือก

    “ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการในช่วง 2-3 ปีนี้ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ผมยังเชื่อมั่นว่าการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจะยังคงเป็นธุรกิจหลักที่สร้างรายได้ให้กับบริษัท แต่ขณะเดียวกัน ต้องให้ความสำคัญกับธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจปัจจุบันของเราเพื่อปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป เชื่อว่าแนวคิดและกลยุทธ์ที่ผมได้กล่าวมานี้ จะเป็นกำลังสำคัญให้ ปตท.สผ. เติบโตต่อไปในอนาคตได้อย่างยั่งยืน” นายพงศธร กล่าว

  • Date : 01 / 10 / 2018
    กฟผ.ลุ้นสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ 650เมกะวัตต์ ทดแทนโรงเก่าหน่วยที่8และ9

    กฟผ.ลุ้นให้กระทรวงพลังงาน อนุมัติสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ โรงใหม่ขนาดกำลังการผลิต  650 เมกะวัตต์ เพื่อทดแทนโรงเก่าหน่วยที่ 8และ9 ที่จะปลดระวางในปี2563   โดยหากได้รับการอนุมัติคาดว่าจะต้องใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 3 ปี วงเงินลงทุนกว่า 35,000 ล้านบาท  ใน ขณะที่โรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ  Replacement 1 (ทดแทนหน่วยที่4 หน่วยที่ 6 และหน่วยที่ 7) เตรียมเข้าระบบในเดือน พ.ย. 2561 นี้

    นายธวัชชัย จักรไพศาล รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะให้ กฟผ.สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ภาคเหนือ เพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าแม่เมาะหน่วยที่ 8 และ 9 ที่จะหมดอายุในปี 2563 นี้ หรือไม่ ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว หรือ PDP ฉบับใหม่ที่กระทรวงพลังงานกำลังดำเนินการจัดทำอยู่ในขณะนี้

    ทั้งนี้หากได้รับการอนุมัติให้ก่อสร้างได้จะต้องใช้เวลาประมาณ 3 ปี โดยจะสร้างเพียง 1 โรง กำลังผลิตรวม 650 เมกะวัตต์​  แต่สามารถทดแทนกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าหน่วยที่ 8 และ9 นี้ได้ โดยจะเรียกโรงไฟฟ้าส่วนนี้ว่า โครงการ โรงไฟฟ้าแม่เมาะ Replacement 2 ซึ่งจะใช้เงินลงทุนใกล้เคียงกับโรงไฟฟ้า Replacement 1 (โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ทดแทนโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะหน่วยที่4 หน่วยที่ 6 และหน่วยที่ 7) ที่ 35,00 ล้านบาท

    สำหรับโรงไฟฟ้าReplacement 1 ขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบระบบ คาดว่าจะขายไฟฟ้าเข้าระบบ(COD)ได้ ประมาณ เดือน พ.ย. 2561 นี้ โดยโรงไฟฟ้าดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้กับโรงไฟฟ้าแม่เมาะเดิม อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง กำลังการผลิตรวมประมาณ 650 เมกะวัตต์ อายุโรงไฟฟ้า 30 ปี ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีใหม่แบบ Ultra Super Critical หรือ ( USC ) สามารถเผาถ่านหินด้วยอุณหภูมิสูง ลดการปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่เป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม

    ปัจจุบันโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะมีหน่วยการผลิตอยู่ 10 หน่วย (ตั้งแต่หน่วยที่ 4-13) กำลังการผลิตรวม 2,400 เมกะวัตต์

    นอกจากนี้ในส่วนของโรงไฟฟ้าแม่เมาะหน่วยที่ 10-13  กำลังการผลิตรวม 1,200 เมกะวัตต์นั้น จะหมดอายุประมาณปี 2570 ซึ่งหากไม่สร้างโรงไฟฟ้าใหม่มาทดแทนจะทำให้กำลังการผลิตไฟฟ้าในส่วนนี้หายไปจากพื้นที่โซนภาคเหนือ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ กฟผ.กำลังพิจารณาว่าจะมีปริมาณสำรองถ่านหินลิกไนต์ในเหมืองว่าเพียงพอที่จะป้อนเป็นเชื้อเพลิงให้โรงไฟฟ้าถ่านหินทดแทนแห่งใหม่ได้หรือไม่   โดยมีการประเมินว่าเหมืองแม่เมาะจะมีปริมาณสำรองถ่านหิน 300-400 ล้านตัน ใช้ในปัจจุบันที่ 16 ล้านตันต่อปี คาดว่าจะใช้ไปได้อีกไม่ต่ำกว่า 30 ปี

    ทั้งนี้เห็นว่าโรงไฟฟ้าแม่เมาะจัดเป็นโรงไฟฟ้าหลักที่ช่วยค้ำระบบให้เกิดความมั่นคงไฟฟ้าในภาคเหนือ ซึ่งจำเป็นต้องส่งเสริมให้เกิดการสร้างโรงใหม่ทดแทนหากโรงไฟฟ้าแม่เมาะหมดอายุลง แต่หากไม่สร้างอาจต้องซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ ซึ่งทำให้ไฟฟ้าไทยไม่มั่นคงได้ และการส่งไฟฟ้าระยะไกลจะเกิดการสูญเสียกำลังไฟฟ้าด้วย

    ด้านนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การจัดทำร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ปี2561-2580 (PDP)ฉบับใหม่ เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ ยืนยันว่า เชื้อเพลิงถ่านหินยังเป็นทางเลือกในแผน PDPที่จะช่วยกระจายความเสี่ยงสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า และในอนาคตประเทศไทยยังจำเป็นต้องมีการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนรายใหญ่ (IPP) เพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน

  • Date : 01 / 10 / 2018
    BGRIM เดินเครื่องโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ (ระยอง) 5 ขนาด 133 เมกะวัตต์

    บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) เดินเครื่องโครงการโรงไฟฟ้าอมตะ บี.กริม เพาเวอร์ (ระยอง) 5 กำลังการผลิต 133 เมกะวัตต์แล้ว เริ่มจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ให้ กฟผ. วันนี้ (1 ตุลาคม 2561) โดยมีสัญญาเป็นระยะเวลา 25 ปี ส่งผลให้กำลังการผลิตรวมของ BGRIM ในปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น  2,045  เมกะวัตต์

    นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)  หรือ BGRIM เปิดเผยว่า ในวันนี้ (1 ตุลาคม 2561) บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ (ระยอง) 5 จำกัด (ABPR5) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ BGRIM ได้จำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าประเภทผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) เป็นระยะเวลา 25 ปี

    โดย ABPR5 มีกำลังการผลิตติดตั้ง 133 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดระยอง ซึ่งวันเริ่มต้นซื้อขายไฟฟ้า (COD) ดังกล่าวเป็นไปตามกำหนดระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและมีต้นทุนการก่อสร้างเป็นไปตามที่กำหนดไว้กับธนาคารผู้ให้สินเชื่อ ทั้งนี้ ABPR5 เป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่จำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์โครงการที่ 3 จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมทั้งหมด 3 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 399 เมกะวัตต์ ที่จะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2561 หรือนับเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมโครงการที่ 5 ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ระยอง 

    จากการเปิดเดินเครื่อง ABPR5 ได้ตามสัญญา ส่งผลให้ BGRIM มีโรงไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ทั้งหมด 33 แห่ง แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 15 แห่ง โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 15 แห่ง โรงไฟฟ้าพลังน้ำ 2 แห่ง และโรงไฟฟ้าพลังงานดีเซล 1 แห่ง ตั้งอยู่ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมกว่า 2,045 เมกะวัตต์ และมีโครงการโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและพัฒนาอีกว่า 1,081 เมกะวัตต์ รวมเป็นจำนวนกำลังการผลิตติดตั้ง ที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าทั้งในประเทศและต่างประเทศแล้วขณะนี้ 3,126 เมกะวัตต์

    “การดำเนินธุรกิจของ BGRIM ยังดำเนินไปตามแผนงานที่วางไว้ทุกประการทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะมีการทยอย COD อย่างต่อเนื่อง อันจะส่งผลไปถึงผลประกอบการของบริษัทฯ ทั้งรายได้และกำไรให้มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่ง โดยล่าสุด BGRIM ได้จัดตั้งบริษัทย่อยในประเทศมาเลเซีย ได้แก่ B. Grimm Power (Malaysia) Sdn. Bhd. ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านริงกิตมาเลเซีย เพื่อรองรับการพัฒนาโอกาสทางธุรกิจของบริษัทในประเทศมาเลเซียซึ่งมีนโยบายในการสนับสนุนและผลักดันระบบด้านพลังงานของประเทศ”  นางปรียนาถ กล่าว 

Date : 28 / 09 / 2018

  • Date : 28 / 09 / 2018
    อุ้มดีเซลไม่เกิน30บาทต่อลิตรถึงสิ้นปี คาดใช้เงิน 6,000ล้านบาท

    คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) มีมติขยายกรอบวงเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจาก 30 สตางค์ต่อลิตร เป็น 1 บาทต่อลิตร หรือประมาณ 6,000 ล้านบาท เพื่อดูแลราคาขายปลีกดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร  กรณีที่ราคาน้ำมันดิบดูไบไม่เกิน 85 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล  พร้อมยืนยันมีเงินสะสมในกองทุนฯเหลือกว่า25,462ล้านบาท ที่สามารถตรึงดีเซลและก๊าซหุงต้ม ได้ไปถึงสิ้นปีนี้

    นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) เมื่อวันที่ 28ก.ย. 2561 ว่า ที่ประชุม กบง.มีมติให้ปรับเพิ่มกรอบวงเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร โดยให้เพิ่มกรอบวงเงินอุดหนุนไม่เกิน 1 บาทต่อลิตร จากเดิมกำหนดกรอบไม่เกิน 30 สตางค์ต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้น 70 สตางค์ต่อลิตร ภายใต้ข้อกำหนดราคาน้ำมันดิบดูไบไม่เกิน 85 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล โดยคาดว่าจะใช้เงินดูแลราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ไปจนถึงสิ้นปี 2561 ประมาณ 6,000 ล้านบาท

    โดยราคาดีเซลปัจจุบันอยู่ที่ 29.89 บาทต่อลิตร ซึ่งหากราคาน้ำมันดิบดูไบปรับขึ้นเกิน 85 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล จนทำให้ราคาดีเซลปรับขึ้นเกิน 30 บาทต่อลิตร ทาง กบง.จะกลับมาพิจารณามาตรการใหม่อีกครั้ง อย่างไรก็ตามมั่นใจว่ากองทุนฯยังมีเงินเพียงพอต่อการดูแลราคาน้ำมัน และราคาก๊าซหุงต้ม(LPG)ได้จนถึงสิ้นปี 2561 เนื่องจากกองทุนฯยังมีเงินเหลือสุทธิ 25,462 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นบัญชีน้ำมัน 29,285 ล้านบาท ขณะที่บัญชี LPG ติดลบอยู่ 3,823 ล้านบาท (ราคา ณ วันที่ 23 ก.ย. 2561)

    ทั้งนี้ที่ผ่านมา มติ กบง.เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2561 อนุมัติให้ใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ อุดหนุนราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ภายใต้กรอบวงเงินอุดหนุนไม่เกิน 30 สตางค์ต่อลิตร และราคาน้ำมันดิบดูไบไม่เกิน 80 เหรียฐสหรัฐฯต่อบาร์เรล โดยคาดว่าจะใช้เงินประมาณ 1,000 ล้านบาทจนถึงสิ้นปี 2561 โดยเริ่มอุดหนุนครั้งแรก 15 สตางค์ต่อลิตรตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย. 2561 เป็นต้นมาแต่ราคาน้ำมันยังคงผันผวนในทิศทางที่ปรับตัวสูงขึ้น

    ดังนั้นเมื่อวันที่ 27 ก.ย.2561 สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)จึงได้ปรับการอุดหนุนเพิ่มขึ้นอีก 15 สตางค์ต่อลิตร หรือเท่ากับปรับเพิ่มเต็มกรอบวงเงิน 30 สตางค์ต่อลิตร  แต่เนื่องจากราคาน้ำมันยังคงปรับขึ้นต่อเนื่องโดยปัจจุบันราคาน้ำมันดิบดูไบเมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2561 ราคาอยู่ที่ 80.32 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล  การประชุม กบง.ในครั้งนี้ จึงได้ขยายกรอบวงเงินเพิ่มเป็น 1 บาทต่อลิตรแทน ขณะที่ค่าการตลาดของผู้ค้าน้ำมัน ณ วันที่ 28 ก.ย. 2561 ลดต่ำลงเหลือ 1.33 บาทต่อลิตร ซึ่งต่ำกว่าที่ควรจะได้ 1.70 บาทต่อลิตร ซึ่งถือว่าผู้ค้าน้ำมันฯ ยังเป็นผู้ช่วยรักษาระดับราคาน้ำมันดีเซลในประเทศไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร   

    นายศิริ กล่าวด้วยว่า สำหรับการดูแลราคาก๊าซหุงต้ม หรือ  LPG นั้น กระทรวงพลังงานยืนยันจะดูแลราคาให้ อยู่ที่ 363 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัมต่อไปจนถึงสิ้นปี 2561 ซึ่งปัจจุบันราคา LPG ตลาดโลก ยังปรับตัวสูงต่อเนื่อง แต่กระทรวงพลังงานยังดูแลได้ เนื่องจากยังคงอุดหนุนอยู่ในกรอบวงเงิน 7,000 ล้านบาท ตามที่ กบง.เคยอนุมัติไว้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ปรับขึ้นราคา LPG ในอนาคต ทั้งนี้ต้องติดตามสถานการณ์การคว่ำบาตรของสหรัฐฯต่ออิหร่านที่จะมีผลชัดเจนในเดือนพ.ย. 2561 นี้ ซึ่งกระทรวงพลังงานจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป