ข่าวทั้งหมด

Date : 28 / 12 / 2015

  • Date : 28 / 12 / 2015
    บอร์ด ปตท.อนุมัติงบลงทุน 5 ปี กว่า 3 แสนล้าน

    บอร์ดปตท.อนุมัติแผนลงทุน5ปี(2559-2563)กว่า3แสนล้านเน้นสร้างความมั่นคงพลังงาน สร้างมูลค่าเพิ่มธุรกิจ และกรีนโปรเจค
    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดเผยภายหลังการประชุมกรรมการ(บอร์ด)บริษัท ปตท. ว่า บอร์ด ปตท. ได้อนุมัติแผนลงทุน 5 ปี ( 2559-2563 ) 298,649 ล้านบาท โดยลงทุนประมาณปีละ 6 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น 1. การลงทุนด้านความมั่นคงพลังงาน 69% ของงบลงทุนทั้งหมด ได้แก่ โครงการโครงสร้างพื้นฐาน โครงการก๊าซและน้ำมัน 2. การลงทุนสร้างมูลค่าเพิ่มในธุรกิจ 30% และ 3. การลงทุนธุรกิจที่ไม่กระทบสิ่งแวดล้อม (กรีน) 1% หรือประมาณ 3 พันล้านบาท
    ทั้งนี้งบประมาณ 5 ปีดังกล่าว มีแผนงานที่ผ่านการอนุมัติแล้วคิดเป็น 55% ของงบลงทุนทั้งหมด และล่าสุดบอร์ดเห็นชอบการลงทุนเพิ่มอีก 25% ส่วนที่เหลือเป็นการลงทุนใหม่ที่ยังอยู่ระหว่างพิจารณาอีก 20% อาทิ คลังก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) ระยะที่ 2 รวมถึง คลังแอลเอ็นจีลอยน้ำ และธุรกิจถ่านหิน เป็นต้น
    อย่างไรก็ตามการลงทุนจะพิจารณาควบคู่กับทิศทางน้ำมันที่ ปตท.ประเมินไว้ 2 กรณี ได้แก่ 1. กรณีฐาน ซึ่งราคาจะอยู่ประมาณ 42-45 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล และ 2.กรณีราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นเร็ว ใน 3 ปีจะอยู่ที่ 54-60 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นปีละ 4 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล จาก 54 เป็น 58 และ 62 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล
    สำหรับแผนการลงทุนของ ปตท.จะอยู่ภายใต้กรอบทิศทางราคาน้ำมันทั้ง 2 กรณีดังกล่าว โดยปตท.จำดำเนินการ 5 ด้าน ได้แก่ 1.การทำกรณีตัวอย่างการลงทุนอย่างรอบคอบ 2.มุ่งลงทุนในธุรกิจที่มีแนวโน้มดี ส่วนธุรกิจที่ไม่ดี อาจพิจารณาขาย 3.ให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพ ศักยภาพเครื่องจักรที่ลงทุนไปแล้ว พร้อมลดต้นทุนการทำงาน 4. การใช้งบประมาณลงทุนต้องพิจารณาว่า ควรลงทุนใหม่ หรือเข้าซื้อกิจการที่จะคุ้มค่ากว่ากัน และ 5. ลงทุนอย่างพอเพียง บริหารกระแสเงินสดของ ปตท.ให้เหมาะสม
    ทั้งนี้โดยปตท.มองว่าในปี 2559 แนวโน้มราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลกจะเริ่มดีขึ้น โดยอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ(จีดีพี) โลกจะเติบโตเป็น 3.6% จากปี 2558 ที่ 3.1% ส่วนจีดีพีของไทยจะเติบโต 3.7% จากปี 2558 ที่ 2.8-3% และจะส่งผลให้ภาคพลังงานเติบโตตามไปด้วย
    ขณะที่ทิศทางราคาน้ำมันมีแนวโน้มจะล้นตลาดต่อไปอีก 2 ปี (2559-2561) และราคาจะไม่สูงมากนัก แต่ราคาจะดีขึ้น จากการที่ผู้ผลิตน้ำมันจะชะลอตัวลง เพราะราคาน้ำมันต่ำทำให้บริษัทที่สำรวจและพัฒนาปิโตรเลียมจะชะลอการลงทุน ส่วนการผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดาน(เชลล์ออยล์)ของสหรัฐฯ จะเริ่มอิ่มตัว ขณะที่ความต้องการใช้ยังเติบโตอยู่และการผลิตลดลง ทำให้ในอนาคตราคาจะกลับมาสมดุลได้

  • Date : 28 / 12 / 2015
    กระทรวงพลังงานแนะช้อปเพื่อชาติควรซื้อสินค้าประหยัดพลังงาน

    ก.พลังงานหนุนนโยบาย"ช็อปเพื่อชาติ"ชวนคนไทย ซื้อของขวัญ Green Gift หรืออุปกรณ์ประหยัดพลังงาน(ฉลากเบอร์ 5) และหลอดไฟฟ้าแอลอีดี สามารถหักลดภาษี พร้อมย้ำชี้หากขับรถเดินทางไกลแนะ จูนอัพเครื่องยนต์ ตรวจสอบลมยาง ไม่บรรทุกหนักเกินจำเป็น
    นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากมาตรการสนับสนุนการจับจ่ายใช้สอยสินค้าและบริการในช่วงเทศกาลปีใหม่ของภาครัฐ กระทรวงพลังงานขอแนะนำให้เลือกซื้อของขวัญที่เรียกว่า Green Gift หรือของขวัญสีเขียวที่มีส่วนช่วยในการรณรงค์ประหยัดพลังงาน รวมทั้งของขวัญที่มีส่วนประกอบจากพลังงานทดแทนที่ใช้วัสดุลดผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนโดยรวม ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการใช้พลังงานแล้ว ยังสามารถนำใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบเพื่อมาลดหย่อนภาษีเงินได้ไม่เกิน15,000 บาท ตามนโยบายใหม่ของรัฐบาลอีกด้วย
    ทั้งนี้ ขอแนะนำให้เลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่เน้นเรื่องการประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้ฉลากประหยัดพลังงาน เบอร์ 5 ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งได้ครอบคลุมเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันมากถึง 26 ประเภท อาทิ โทรทัศน์ ตู้เย็น กระติกน้ำร้อน เครื่องปรับอากาศ พัดลม เตาไมโครเวฟ เครื่องทำน้ำอุ่น รวมไปถึงหากท่านเป็นผู้ประกอบการที่อยากเลือกซื้อสินค้าในช่วงนี้ ให้สังเกตฉลากประสิทธิภาพพลังงานในอุปกรณ์พลังงานอื่นๆ ที่ไม่ใช้ไฟฟ้าของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ที่ได้ออกฉลากแล้วรวมอีก 7 ประเภท อาทิ เตาหุงต้มในครัวเรือนใช้กับก๊าซปิโตรเลียมเหลว กระจก ฉนวนใยแก้ว และที่อยู่ระหว่างเตรียมออกฉลากอีก 3 ประเภท เป็นต้น รวมถึงให้เลือกซื้ออุปกรณ์ให้แสงสว่างที่มีการนำหลอดไฟแอลอีดี มาเป็นส่วนประกอบมากขึ้น เพราะนอกจากจะได้แสงสวยงามที่หลากหลายแล้ว หลอดแอลอีดียังเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่กินไฟน้อยประหยัดกว่าหลอดธรรมดาถึง 70% และยังมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้นอีกด้วย
    นายอารีพงศ์ กล่าวเพิ่มว่า ในช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดยาว คาดว่าจะมีการเดินทางของประชาชนจำนวนมาก โดยในการเดินทางไกลนี้ ขอแนะให้ประชาชนประหยัดพลังงานและลดการใช้น้ำมันลง โดยเฉพาะมาตรการที่ทำได้ง่าย ๆ สำหรับผู้ขับขี่รถยนต์ที่จะช่วยลดการใช้น้ำมัน เช่น การเติมลมยางให้อยู่ในระดับพอดีไม่ให้อ่อนและแข็งเกินไป การขับรถไม่เกิน 90 กม.ต่อชั่วโมง การไม่บรรทุกสิ่งของมากเกินความจำเป็น และการตรวจเช็คเครื่องยนต์อย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยให้เกิดการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพ และจะช่วยให้ประเทศประหยัดเงินได้มากยิ่งขึ้นด้วย