ข่าวทั้งหมด

Date : 18 / 10 / 2018

  • Date : 18 / 10 / 2018
    กรมธุรกิจพลังงานเตรียมหารือค่ายรถยนต์ ใช้ไบโอดีเซล B7Plus หวังเพิ่มการใช้น้ำมันปาล์ม

    กรมธุรกิจพลังงานเตรียมหารือค่ายรถยนต์ ปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมน้ำมันปาล์มในดีเซลสูงสุดจาก B7 เป็น B7(Plus) หวังเพิ่มปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มให้มากขึ้น  พร้อมหารือในบอร์ดการรถไฟฯ 19 ต.ค.นี้ให้ ใช้ B10 สำหรับขบวนรถไฟเพิ่มขึ้นในเส้นทางเดินรถอื่นๆ   ส่วนแนวทางที่จะให้มอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ถือบัตรสวัสดิการซื้อน้ำมันแก๊สโซฮอล์95ราคาถูกกว่าทั่วไป 3 บาทต่อลิตร นั้นคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในสิ้น ต.ค.นี้ พร้อมประกาศเชิญเปิดโครงการในเดือน ธ.ค.2561   

    นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนสายพลังงาน เมื่อวันที่ 18 ต.ค.2562 ว่า กรมธุรกิจพลังงานเตรียมหารือกับค่ายรถยนต์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมศึกษาปรับสัดส่วนน้ำมันไบโอดีเซลใหม่ ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จากเดิมกำหนดให้ผสมน้ำมันปาล์มในดีเซลได้สูงสุดไม่เกิน 7% ในน้ำมันทุกลิตร (ไบโอดีเซลB7) เป็น B7(Plus)  จะขยายส่วนผสมเพิ่มเป็น B7.3-7.5% โดยขึ้นอยู่กับผลการศึกษาที่จะดำเนินการให้เสร็จในเร็วๆต่อไป เพื่อส่งเสริมการใช้น้ำมันปาล์มในประเทศให้มากขึ้น

    นอกจากนี้ในส่วนของการส่งเสริมการใช้ไบอีดีเซล B10 (น้ำมันดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์ม 10% ในทุกลิตร)สำหรับการขนส่งทางรถไฟนั้น ในฐานะที่ตัวเขาเป็นประธานกรรมการ(บอร์ด)การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) จะหารือกับที่ประชุมบอร์ดในวันที่ 19 ต.ค. 2561 เพื่อให้เพิ่มจำนวนเส้นทางเดินรถไฟที่จะใช้น้ำมันไบโอดีเซลB10  หลังจากเปิดทดลองใช้แล้วในเส้นทางรถไฟสายบ้านแหลม-แม่กลอง จำนวน 36,000 ลิตร ในระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่ ก.พ.-ก.ค. 2561 ที่ผ่านมา

    ส่วนการส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซลB20(น้ำมันดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์ม 20% ในทุกลิตร) ในรถบรรทุกและรถขนส่งสาธารณะนั้น จะมีการขยายการใช้เพิ่มขึ้น โดยบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ร่วมกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ(ขสมก.)และบริษัท ขนส่ง จำกัด(บขส.) เปิดตัวส่งเสริมให้เกิดการใช้ B20 ร่วมกันในวันที่ 26 ต.ค. 2561 นี้ หลังจากกระทรวงพลังงานได้เปิดโครงการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20ไปแล้วเมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งมีราคาจำหน่ายในราคาถูกกว่าไบโอดีเซลทั่วไป 3 บาทต่อลิตร  โดยปัจจุบันมีการใช้แล้ว 3 ล้านลิตรต่อเดือน

    นายกุลิศ กล่าวด้วยว่า ในส่วนของการช่วยเหลือกลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้างถือถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์95 ในราคาถูกกว่าทั่วไป 3 บาทต่อลิตรนั้น ขณะนี้ได้สั่งการให้กรมธุรกิจพลังงานไปตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิ์ใช้น้ำมันราคาถูกดังกล่าว กับกรมขนส่งทางบกและกรมบัญชีกลาง แล้ว โดยจะต้องเป็น มอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องและผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เท่านั้น คาดว่าจะสามารถตรวจสอบรายชื่อแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนต.ค. 2561 นี้  จากนั้นกระทรวงพลังงานจะประกาศเชิญชวนให้เอกชนเข้ามาร่วมสนับสนุนงบประมาณในโครงการดังกล่าวและประกาศเปิดโครงการอย่างเป็นทางการในเดือนธ.ค. 2561 ต่อไป       

  • Date : 18 / 10 / 2018
    ราคาน้ำมันขาขึ้นฉุดดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือน ก.ย. ลดลง

    ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนกันยายน ปรับตัวลดลง จากความกังวลว่าราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจะกระทบต่อต้นทุนการผลิตและการขนส่ง ร้องภาครัฐคงมาตรการดูแลราคาน้ำมันดีเซลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบต่อต้นทุนการผลิตและต้นทุนการขนส่งของผู้ประกอบการ

    นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ ประจำเดือนกันยายน 2561 จำนวน 1,204 ราย ครอบคลุม 45 กลุ่มอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แยกเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดย่อม อุตสาหกรรมขนาดกลาง และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ร้อยละ 31.6, 39.0, 29.4 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ตามลำดับ แบ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมในภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ร้อยละ 35.5,17.8,14.7,18.8 และ 13.2 ตามลำดับ และแบ่งตามกลุ่มอุตสาหกรรมที่เน้นตลาดในประเทศ และกลุ่มอุตสาหกรรมที่เน้นตลาดต่างประเทศ ร้อยละ 82.1 และ 17.9 ตามลำดับ

    โดย ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนกันยายน 2561 อยู่ที่ระดับ 91.5ปรับตัวลดลงจากระดับ 92.5 ในเดือนสิงหาคม ทั้งนี้ค่าดัชนีฯ ที่ลดลง เกิดจากองค์ประกอบ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ 

    โดยจากการสำรวจพบว่า ในเดือนกันยายน ความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมที่ปรับตัวลดลง เนื่องจากผู้ประกอบการมีความกังวลต่อราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง กระทบต่อต้นทุนการผลิตและการขนส่ง ขณะที่ผู้ประกอบการส่งออกเห็นว่า เงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับภูมิภาคทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง รวมทั้งปัญหาความแออัดของท่าเรือที่ทำให้เกิดความล่าช้าในการขนส่งสินค้า ขณะเดียวกันผู้ประกอบการเห็นว่าข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน มีแนวโน้มจะยืดเยื้อ

    โดยเมื่อจำแนกตามขนาดของกิจการในเดือนกันยายน 2561 จากการสำรวจ พบว่า ขณะที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม

    อย่างไรก็ตาม พบว่า ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ปรับตัวเพิ่มขึ้นและ ดัชนีฯ มีค่าเกินระดับ 100 สะท้อนมุมมองต่อการประกอบการในระดับที่ดี ซึ่งพบว่า ผู้ประกอบการสามารถวางแผนควบคุมการผลิตและบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันความเชื่อมั่นด้านการส่งออก ยังมีทิศทางที่ดีสะท้อนจากดัชนียอดคำสั่งซื้อและยอดขายในต่างประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ของอุตสาหกรรมขนาดย่อม และอุตสาหกรรมขนาดกลาง ปรับตัวลดลงจากเดือนสิงหาคมจากความกังวลเรื่องต้นทุนดังกล่าวข้างต้น

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า ปรับตัวเพิ่มขึ้น อยู่ที่ระดับ 106.1 เพิ่มขึ้นจากระดับ 105.6 ในเดือนสิงหาคม จากความชัดเจนของภาครัฐเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง ประกอบกับช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2561 อุปสงค์ของสินค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่

    ทั้งนี้ ส.อ.ท. มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ โดยขอให้ภาครัฐคงมาตรการในการดูแลราคาน้ำมันดีเซล ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบต่อต้นทุนการผลิตและต้นทุนการขนส่งของผู้ประกอบการ  และเสนอให้ภาครัฐใช้ประโยชน์จากสงครามการค้าในการเชิญนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศ และให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับแรงงานไทย

Date : 16 / 10 / 2018

  • Date : 16 / 10 / 2018
    ครม. เห็นชอบตั้ง “กีรพัฒน์ เจียมเศรษฐ์” เป็นผู้ว่าฯ กฟน. คนใหม่

    ครม. มีมติแต่งตั้ง “นายกีรพัฒน์ เจียมเศรษฐ์” ขึ้นเป็นผู้ว่าการ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) คนที่ 17 ท่ามกลางยุคการเปลี่ยนผ่านระบบธุรกิจไฟฟ้า เร่งเดินหน้า โครงการ National Energy Trading Platform (NETP) ให้เสร็จปี 2562 รองรับเทคโนโลยีบล็อกเชน (Block Chain) ในอนาคต

    วันนี้ (16 ต.ค. 2561) คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง นายกีรพัฒน์ เจียมเศรษฐ์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) คนที่ 17 ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และเป็นไปตามมติของคณะกรรมการ (บอร์ด) กฟน. ที่ผ่านมา เพื่อมาดำรงตำแหน่งแทนนายชัยยงค์ พัวพงศกร ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง ที่หมดวาระงานเมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2561

    สำหรับนายกีรพัฒน์ ที่ผ่านมาเคยดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการวิชาการและบริหารพัสดุ ตำแหน่งผู้ช่วยผู้ว่าการ สายวิชาการและบริหารพัสดุ เคยเป็นผู้อำนวยการไฟฟ้าเขตบางใหญ่ รองผู้อำนวยการไฟฟ้าเขตสามเสน และรองผู้อำนวยการไฟฟ้าเขตคลองเตย ปัจจุบันอายุ 57 ปี เกิดเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2504  จบการศึกษาระดับปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมไฟฟ้ากำลัง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นอกจากนี้ ยังได้รับประกาศนียบัตรหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน รุ่นที่ 16 สถาบันพระปกเกล้า

    ผลงานที่ผ่านมา เคยดำรงตำแหน่งคณะทำงานแผนงานเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดิน เพื่อรองรับการเป็นมหานครแห่งอาเซียน (พ.ศ. 2559-2566)  รวมทั้งยังเป็นคณะกรรมการแผนแม่บทโครงข่ายสมาร์ทกริด (พ.ศ. 2559-2564) คณะทำงานตามแผนปรับปรุงและขยายระบบจำหน่ายพลังไฟฟ้า ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) ประธานคณะทำงานแผนส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (พ.ศ. 2561-2564) ทีมที่ปรึกษาในการพัฒนาระบบจำหน่ายในกลุ่มประเทศอินโดจีน  เป็นต้น

    ทั้งนี้ นายกีรพัฒน์ เคยให้สัมภาษณ์กับ ศูนย์ข่าวพลังงาน Energy News Center-ENC ถึงแผนงานที่ต้องดำเนินการต่อจากนี้คือ การเดินหน้างานที่ 3 การไฟฟ้า(กฟน., การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ได้ลงนามความร่วมมือ (MOU) ในโครงการวิจัยและพัฒนาแพลตฟอร์มตลาดกลางซื้อขายพลังงานไฟฟ้าแห่งชาติ และจัดทำแผนที่นำทางแพลตฟอร์มดิจิทัลการไฟฟ้าแห่งชาติ หรือ โครงการ National Energy Trading Platform (NETP) ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มว่าจ้างมหาวิทยาลัยนเรศวร ทำการศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการดังกล่าวแล้ว คาดว่าการศึกษาจะแล้วเสร็จในปี 2562 เพื่อรองรับทิศทางการซื้อขายไฟฟ้ากันเองระหว่างเอกชนในอนาคต ผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน (Block Chain)

    พร้อมกันนี้มองว่าการบริหารงานของ กฟน. ต่อจากนี้จะต้องปรับตัวมากขึ้น เพราะทิศทางการซื้อขายไฟฟ้ากันเองเริ่มเติบโตมากขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของ กฟน.  เนื่องจาก กฟน. เป็นเพียงผู้จำหน่ายไฟฟ้า ไม่ใช่ผู้ผลิต ดังนั้นหากรัฐบาลเปิดโอกาสให้ กฟน. สามารถจัดซื้อไฟฟ้าจากประชาชนผู้ผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ได้ จะมีส่วนช่วยให้ราคาค่าไฟฟ้าที่ซื้อมาเพื่อจำหน่าย ถูกลงไปด้วย อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่า  กฟน.ยังมีรายได้จากการเป็นผู้ให้บริการสายส่งไฟฟ้าต่อไป

Date : 12 / 10 / 2018

  • Date : 12 / 10 / 2018
    ปตท. และ บีไอจี ลงนามสัญญาซื้อขาย LNG ครบวงจร ให้โรงงานอุตสาหกรรมนอกแนวท่อก๊าซ

    ปตท. ลงนามสัญญาร่วมกับบีไอจีในการเป็นตัวแทนจำหน่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ให้กับกลุ่มลูกค้าโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งอยู่นอกแนวท่อส่งก๊าซธรรมชาติ เพื่อใช้ทดแทนเชื้อเพลิงก๊าซ LPG น้ำมันเตา และน้ำมันดีเซล ช่วยลดต้นทุนผู้ประกอบการลงได้ 8-10% ด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ด้านการขนส่ง และสถานีจ่ายก๊าซ LNG กว่า 5 ปี รวมถึงการสนับสนุนด้านเทคนิค การออกแบบ และระบบปฏิบัติการจากแอร์โปรดักส์ แอนด์ เคมิคัลส์ อิงค์ (AP) ประเทศสหรัฐอเมริกา

    นายปิยบุตร จารุเพ็ญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด หรือ บีไอจี เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ลงนามสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)  กับ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 11 ต.ค 2561 ที่ผ่านมา เพื่อเป็นตัวแทนจำหน่าย LNG ให้แก่โรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่นอกแนวท่อส่งก๊าซธรรมชาติ โดย LNG เป็นเชื้อเพลิงสะอาด ให้ค่าความร้อนสูงกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่น ๆ และสามารถใช้เป็นพลังงานเพื่อทดแทนเชื้อเพลิงจากก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) น้ำมันเตา และน้ำมันดีเซล ทำให้มีต้นทุนที่ต่ำกว่าเชื้อเพลิงที่โรงงานอุตสาหกรรมใช้อยู่ปัจจุบันกว่า 8-10%  โดยเชื่อว่าในอนาคตจะมีความต้องการใช้ LNG ในภาคอุตสาหกรรมสูงขึ้นตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ นอกจากราคาของ LNG จะสามารถแข่งขันได้เมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงชนิดอื่น ๆ แล้ว LNG ยังเป็นพลังงานสะอาด ช่วยลดมลพิษด้านสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ และมีความปลอดภัยเหมาะกับการนำมาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม โดยที่ผ่านมา ปตท. เป็นผู้ดำเนินการจำหน่ายก๊าซฯ ให้กับกลุ่มลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ ผ่านระบบท่อส่งก๊าซฯ ซึ่งความร่วมมือกับบีไอจีในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคอุตสาหกรรมโดยรวม นำไปสู่การเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมไทยอย่างมั่งคงและยั่งยืน ตามนโยบายประเทศไทย 4.0

    สำหรับแผนการดำเนินงานเกี่ยวกับการเป็นตัวแทนจำหน่าย LNG นั้น บีไอจีจะเริ่มจัดส่ง LNG ให้กับลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมได้ตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ของปี 2562  ทั้งนี้ บีไอจีได้นำนวัตกรรมด้านการออกแบบ รวมถึงเทคโนโลยีและระบบการจัดจำหน่ายก๊าซแบบครบวงจรจากบริษัทแม่ คือ แอร์โปรดักส์ แอนด์ เคมิคัลส์ อิงค์ (AP) ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำนวัตกรรมด้านโรงงานผลิต LNG ของโลก รวมถึงการบริการให้คำปรึกษาและแนะนำทางเทคนิคด้านการเปลี่ยนชนิดเชื้อเพลิง และการใช้เชื้อเพลิงควบคู่กับเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการพลังงานในโรงงานอุตสาหกรรม และตอบสนองความต้องการของลูกค้า

    นายปิยบุตร กล่าวว่า บีไอจีมั่นใจว่า ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในธุรกิจก๊าซอุตสาหกรรมแบบครบวงจร และระบบการจัดจำหน่าย LNG ในภาคอุตสาหกรรมของบีไอจีจะสามารถบริหารจัดการและให้บริการ LNG กับลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกทั้งลดผลกระทบต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและชุมชน รวมถึงมีความปลอดภัยสูงสุด

Date : 11 / 10 / 2018

  • Date : 11 / 10 / 2018
    GPSC รับทราบ มติ กกพ. ห้ามซื้อหุ้น GLOW เตรียมคุย Engie หาข้อสรุป

    GPSC รับทราบ มติ กกพ. ห้ามซื้อหุ้น GLOW เผยเตรียมหารือ Engie หาข้อสรุปดีล ลั่นเดินหน้าตามวิสัยทัศน์เดิม มุ่งสร้างนวัตกรรมด้านไฟฟ้า พัฒนาธุรกิจต่อเนื่อง พร้อมแสวงหาโอกาสเติบโตจากการลงทุนทั้งใน-ต่างประเทศ ชี้มีอีกหลายโปรเจ็กต์ในมือ 

    นายชวลิต ทิพพาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC เปิดเผยกรณีที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. มีมติไม่อนุมัติในการขอเข้าซื้อหุ้นบริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) หรือ GLOW ว่า GPSC รับทราบคำตัดสินของ กกพ. แต่ทั้งนี้กำลังศึกษาแนวทางและรายละเอียดการดำเนินการต่อไป ทั้งนี้ GPSC ยืนยันว่าได้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมายอย่างครบถ้วนแล้ว และจะคงแนวทางการพัฒนาธุรกิจตามแผนเดิมที่วางไว้ต่อไป เพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ในการมุ่งสู่บริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าชั้นนำด้านนวัตกรรมและความยั่งยืนในระดับสากล โดยจะมุ่งให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงและพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการด้านพลังงานของประเทศ พร้อมทั้งแสวงหาโอกาสการเติบโตทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการเร่งพัฒนาการใช้ไฟฟ้าด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ

    นอกจากนั้น GPSC ยังคงเน้นการพัฒนานวัตกรรมไฟฟ้าและพลังงาน พร้อมทั้งมองหาโอกาสและแสวงหาการลงทุนใหม่ๆ เพื่อรองรับการเติบโตของการใช้ไฟฟ้าในอนาคต ทั้งในส่วนที่เกิดจากโครงการลงทุนต่างๆ ภายใต้กรอบนโยบายพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และการขยายตัวของการบริโภคภายในประเทศ ขณะเดียวกันมีแผนจะร่วมพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าในประเทศเพื่อนบ้าน

    นายชวลิต กล่าวว่า GPSC ยังมีโครงการอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างการศึกษาและดำเนินการ โดยจะพยายามผลักดันธุรกิจ เพื่อให้ผลประกอบการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนแผนการซื้อ GLOW นั้น GPSC จะหารือร่วมกับ Engie และหากมีความคืบหน้าเป็นประการใดในสาระสำคัญ จะแจ้งให้ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนทราบในลำดับต่อไป

  • Date : 11 / 10 / 2018
    กบง. ขยายอุดหนุนดีเซลเพิ่มเป็น 1.50 บาทต่อลิตร เล็งขึ้นราคาหรือลดภาษี หากน้ำมันโลกพุ่งเกิน 90 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล

    กบง. ถกสถานการณ์ราคาน้ำมันและแนวทางบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนจากราคาน้ำมันขาขึ้น โดยขยายกรอบการชดเชยราคาเพิ่มเป็น 1.5 บาทต่อลิตร เพื่อตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ในกรณีที่ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกขยับขึ้นอยู่ในกรอบ 85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิมชดเชยอยู่ที่ 1 บาทต่อลิตร พร้อมเตรียมมาตรการผสมผสาน ทั้งการชดเชยราคา การปรับราคาขายปลีก และการลดภาษี ไว้รับมือหากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไปที่ระดับ 90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

    ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ซึ่งมี ดร. ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานการประชุมฯ วันนี้ (11 ตุลาคม 2561) กบง. ได้ติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐ โดยอินเดียได้ระงับการนำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่านแล้ว ขณะที่จีนส่งสัญญาณปรับลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่าน โดย กบง. มีมติเห็นชอบแนวทางการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและมาตรการต่างๆ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันดีเซลและบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน

    โดย กบง. มีมติเห็นชอบแนวทางการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและมาตรการต่างๆ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันดีเซลและบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งได้พิจารณาแนวทางในกรณีที่ราคาน้ำมันดิบอาจจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับราคาระหว่าง 77.5 – 92.5 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จึงมีมติเห็นชอบขยายกรอบการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มเป็น 1.5 บาทต่อลิตร หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกขยับขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล บวก-ลบ 2.5 เหรียญ หรืออยู่ในกรอบ 82.5-87.5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพื่อรักษาระดับราคาขายปลีกดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร

    โดยสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงปัจจุบันมีเงินอยู่ 24,592 ล้านบาท ซึ่งหากต้องเพิ่มการชดเชยราคาดีเซลเป็น 1.5 บาทต่อลิตร กองทุนฯ จะสามารถชดเชยราคาได้ถึงเดือนมีนาคม 2562 ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ กบง. เห็นชอบกำหนดวงเงินอุดหนุนไม่เกิน 1 บาทต่อลิตร ภายใต้ราคาน้ำมันดิบดูไบต้องไม่เกิน 85 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ซึ่งจะสามารถอุดหนุนได้ต่อเนื่องถึง  9 เดือน หรือ ถึงเดือนมิถุนายน 2562 

    อย่างไรก็ตาม หากการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรอิหร่านต้นเดือนพฤศจิกายนส่งผลราคาน้ำมันตลาดโลกปรับเกิน 90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล กบง. ได้เตรียมมาตรการผสมผสานเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น โดยอาจพิจารณาเพิ่มการชดเชย หรือเพิ่มราคาขายปลีก และ/หรือการปรับลดภาษีสรรพสามิต 

    <img alt="" data-cke-saved-src="/userfiles/images/measures1.png" src="/userfiles/images/measures1.png" 500px;="" height:="" 375px;"="">

  • Date : 11 / 10 / 2018
    "สมคิด"อุ้มมอเตอร์ไซด์รับจ้าง 3แสนคันซื้อน้ำมันถูกกว่าตลาด3บาทต่อลิตร

    รองนายกรัฐมนตรี "สมคิดจาตุศรีพิทักษ์" ขอความร่วมมือ ปตท.  และบริษัทผู้ค้าน้ำมัน ช่วยรับภาระค่าน้ำมันมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีอยู่ ประมาณ 3 แสนคัน ในราคาที่ต่ำกว่าตลาด  3 บาทต่อลิตร  เริ่มปลายปีนี้ ที่คาดว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกจะผันผวนในระดับสูง ในขณะที่ร้านค้าหาบเร่ แผงลอย จะได้รับการช่วยเหลือราคาก๊าซหุงต้มต่อเนื่องไปจนถึงกลางปีหน้า รวมทั้งการอุดหนุนราคาเอ็นจีวีสำหรับกลุ่มแท็กซี่และรถตู้โดยสารสาธารณะ  

    เมื่อวันที่ 11 ต.ค.2561 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมามอบนโยบายและประชุมร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และผู้บริหารระดับสูงของ ปตท.  เมื่อวันที่ 11 ต.ค.2561 ว่า  โดยมีการส่งสัญญาณให้ทางปตท.และผู้ค้าน้ำมันรายอื่นๆ ช่วยกันดูแลภาระราคาน้ำมัน แก๊สโซฮอลล์ 95 ให้กับผู้ขับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ที่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และลงทะเบียนมอเตอร์ไซค์รับจ้างกับกรมการขนส่งทางบก ประมาณ 3 แสนคันทั่วประเทศ  โดยจะช่วยชดเชยราคาแก๊สโซฮอลล์ 95  ในราคาที่ต่ำกว่าตลาด  3 บาทต่อลิตร ในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น  ซึ่งคาดว่าจะเริ่มมาตรการอุดหนุนได้ภายในปลายปีนี้

    นอกจากนี้ยังมอบหมายให้แบงก์รัฐ โดยเฉพาะ ธนาคารกรุงไทย  ธนาคารออมสิน เชื่อมโยงข้อมูลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดย ปตท.คัดเลือกปั๊มปตท.ขนาดใหญ่ในพื้นที่เข้าร่วมโครงการ พัฒนาปั๊มให้กลายเป็นปั๊มน้ำมันเพื่อชุมชนเต็มรูปแบบ  ด้วยการเปิดให้ชุมชนนำสินค้าโอท็อบมาวางจำหน่ายภายในปั๊ม ปตท. เพื่อสร้างยอดขายให้กับสินค้าโอท็อบของชุมชน หวังกระตุ้นยอดขายช่วงปลายปี เพื่อให้นักท่องเที่ยว ผู้เดินทาง แวะซื้อเป็นของขวัญช่วงเทศกาลปีใหม่ และพัฒนาระบบโลจิสติกส์ให้กลายเป็นคลังสินค้ากระจายสินค้าไปสู่ชุมชน การสร้าง e-Catalogue  เพื่อส่งเสริมการค้าผ่าน E-Commerce ในรูปแบบแคตตาล็อกออนไลน์ ที่ทั้งรูปภาพและราย ละเอียด สินค้าพร้อมที่อยู่เบอร์โทรติดต่อ จ่ายเงินผ่านออนไลน์ ส่งสินค้าชุมชนตรงถึงบ้านผู้ต้องการซื้อ พัฒนาให้เป็น “ พัฒนาเกษตรประชารัฐ 4.0

    สำหรับการช่วยเหลือกลุ่มแท็กซี่ และรถตู้โดยสารสาธารณะ  รัฐจะยังช่วยอุดหนุนราคาก๊าซเอ็นจีวี ในราคาที่ต่ำกว่าตลาด 3 บาทต่อกิโลกรัมไปอีกระยะหนึ่ง  ส่วนก๊าซหุงต้ม สำหรับร้านค้า หาบเร่แผงลอยรายย่อย ก็จะได้รับการช่วยอุดหนุนราคาก๊าซหุงต้มให้ยังอยู่ในราคา 363 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม โดยขยายเวลาออกไปถึงกลางปีหน้า ด้วย

    นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปต ท. จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า การอุดหนุนราคาน้ำมันให้มอเตอร์ไซค์รับจ้างนั้น  ปตท. พร้อมช่วยเหลือในระยะหนึ่งช่วงราคาน้ำมันแพง หากราคาปรับลดลงพร้อมพิจารณาทะยอยลดการช่วยเหลือ เบื้องต้นใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 2 บาท ต่อลิตร และปั๊ม ปตท. และผู้ค้าน้ำมันรายอื่นที่สนใจเข้าร่วมโครงการช่วยอุดหนุนราคา 1 บาทต่อลิตร  

  • Date : 11 / 10 / 2018
    กกพ.ชุดใหม่ล้มดีลแสนล้าน GPSC เข้าถือหุ้น GLOW

    กกพ. ชุดใหม่ ใช้เวลาทำงานเพียงเดือนเดียว มีมติเป็นเอกฉันท์ ห้าม “จีพีเอสซี”เข้า ซื้อหุ้น “โกลว์” ที่มีมูลค่าของดีลครั้งนี้สูงถึง 97,560 ล้านบาท โดยให้เหตุผลว่าเป็นการเข้าข่ายลดการแข่งขัน ขัดต่อ พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน 2550

    หลังคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานชุดใหม่ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดย คำสั่ง คสช.ฉบับที่ 14/2561 เมื่อวันที่ 14ก.ย. 2561  ทำงานเกือบครบ1เดือน ก็มีมติ เป็นเอกฉันท์ ไม่อนุมัติคำขอเพื่อรวมกิจการ  ในการเข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่ของ บริษัทโกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (จีพีเอสซี) จากกลุ่ม Engie Global Developments B.V. ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ในสัดส่วน 69.11% ราคาหุ้นละ 96.5 บาท/หุ้น คิดเป็นมูลค่ารวม 97,560 ล้านบาท ในบริษัทโกลว์ พลังงาน (โกลว์)  โดย นางสาวนฤภัทร อมรโฆษิต เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) เปิดเผยว่า  กกพ.เห็นว่า การดำเนินการดังกล่าวส่งผลต่อการลดการแข่งขันในการให้บริการพลังงาน ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย พระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550  โดยการพิจารณาของ กกพ. เป็นการพิจารณาที่ตระหนักถึง การสร้างบรรทัดฐานในการพิจารณาในระยะยาว

    “กกพ. มีมติเป็นเอกฉันท์ และไม่อนุญาตให้ จีพีเอสซีในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าได้รับอนุญาต ซึ่งก่อนหน้าได้ยื่นขออนุญาตต่อ กกพ. เพื่อขอเข้ารวมกิจการกับ โกลว์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้ารับอนุญาตภายใต้เงื่อนไขของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และ หลังจาก กกพ. พิจารณาแล้วพบว่า การรวมกิจการดังกล่าวส่งผลให้พื้นที่อุตสาหกรรมในบางพื้นที่ จะมีบริษัทที่มีอำนาจการบริหารกิจการไฟฟ้าลดลงเหลือเพียงรายเดียว จึงเป็นการลดการแข่งขัน ถึงแม้ว่าจะอยู่ในพื้นที่การให้บริการไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ก็ตาม และ กกพ.เชื่อมั่นว่า มติที่เกิดขึ้นจะเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ดีและถูกต้องในระยะยาวด้วย ” นางสาวนฤภัทร กล่าว

    นางสาวนฤภัทร กล่าวว่า กกพ. ยังมีการพิจารณาในประเด็นของ บางพื้นที่อุตสาหกรรมดังกล่าว ซึ่งผู้รับบริการอาจมีทางเลือกในการรับบริการจากผู้ประกอบการรายอื่น ได้แก่ กฟภ. และอาจจะทำให้ลดการแข่งขัน ก็พบว่า การให้บริการของ กฟภ. ก็ไม่สามารถทดแทนการให้บริการของลูกค้ากลุ่ม โกลว์ ได้ เนื่องจากเหตุผลทางคุณภาพ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่ต้องการความมีเสถียรภาพ รวมทั้ง กฟภ. ยังต้องจำหน่ายไฟฟ้าในราคาเดียวกันทั่วประเทศ (Uniform Tariff) ทำให้ไม่สามารถให้อัตราส่วนลดกับผู้รับบริการได้ ส่งผลให้เกิดการลดการแข่งขันดังกล่าว

    ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 มาตรา 60 และระเบียบที่เกี่ยวข้อง กำหนดให้ กกพ. มีอำนาจในการออกระเบียบ กำหนดหลักเกณฑ์ เพื่อมิให้มีการกระทำการใดใด อันเป็นการผูกขาด ลดการแข่งขัน หรือจำกัดการแข่งขันในการให้บริการพลังงาน และกรณีของ จีพีเอสซี ซึ่งเข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่ของโกลว์ จึงเป็นการรวมกิจการ เข้าเงื่อนไขของการที่ผู้รับใบอนุญาตรายหนึ่งเข้าครอบงำผู้รับอนุญาตอีก รายหนึ่งซึ่งไม่สามารถทำได้ เว้นแต่จะขออนุญาตต่อ กกพ. เพื่อให้พิจารณาเหตุผล และความจำเป็นที่เพียงพอ หรือเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ หรือผู้ใช้พลังงาน

    สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ กกพ. จะได้แจ้งคำสั่งไม่อนุญาตไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งแจ้งสิทธิในการอุทธรณ์ตามระเบียบ และจัดทำกรอบหลักการในการพิจารณาเรื่องรวมกิจการตามแนวทางข้างต้น เพื่อใช้เป็นแนวปฏิบัติต่อไป

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center –ENC ) รายงานว่า ก่อนหน้านี้ จีพีเอสซี เคยให้เหตุผลถึงการเข้าซื้อหุ้นของบริษัท โกลว์ พลังงาน (GLOW) ว่าจะเกิดความคุ้มค่า เนื่องจากพิจารณาแล้วพบว่า โรงไฟฟ้าของ GLOW มีศักยภาพผลิตไฟฟ้าสูงในระดับประเทศ แม้จะเป็นโรงไฟฟ้าเก่าหลายโรง แต่มีการดูแลอุปกรณ์เป็นอย่างดี รวมทั้งประเมินแล้วพบว่าเครื่องผลิตไฟฟ้ายังมีอายุเฉลี่ยเหลือไม่ต่ำกว่า 10 ปี หลังจากหมดสัญญาการซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งสามารถขายไฟฟ้าและไอน้ำให้กับโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมได้ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเป้าหมายของบริษัทฯ ที่ต้องการสร้างความมั่นคงทางไฟฟ้าให้ภาคอุตสาหกรรมของประเทศ โดยเฉพาะโรงงานด้านปิโตรเคมีในภาคตะวันออก สำหรับรองรับระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เมื่อไฟฟ้ามีความมั่นคงจะสามารถดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศได้มากขึ้น 

    โดยในขั้นตอนของการดำเนินการในการเข้าซื้อหุ้นของ GLOW  นั้น  จีพีเอสซี ได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายหุ้นกับกลุ่ม Engie Global Developments B.V.ไปแล้วเมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2561 และเคยประเมินว่า ดีลการซื้อหุ้นในสัดส่วน 69.11% ราคาหุ้นละ 96.5 บาท/หุ้น คิดเป็นมูลค่ารวม 97,560 ล้านบาท ครั้งนี้จะเสร็จสมบูรณ์ในไตรมาสแรกปี2562 แต่ก็มาถูก กกพ.ชุดใหม่ มีมติห้ามเข้าซื้อกิจการ และมีการออกเอกสารข่าว ในวันที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เดินทางมามอบนโยบายให้กับผู้บริหารระดับสูงของปตท. ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของจีพีเอสซี  

  • Date : 11 / 10 / 2018
    BGRIMลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์ม257เมกะวัตต์กับการไฟฟ้าเวียดนาม(EVN)แล้ว

    BGRIM ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement - PPA) กับ Electricity of  Vietnam (EVN) ในโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (โซลาร์ฟาร์ม) กำลังการผลิตติดตั้ง 257 เมกะวัตต์  ที่จังหวัดฟูเยี้ยน เวียดนามแล้ว  พร้อมเพิ่มรายได้ปีหน้าร้อยละ 15-20 และผลักดันกำลังการผลิตปี 2565 ให้ได้ตามเป้า 3,100 เมกะวัตต์  

    นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ ‘BGRIM’  เปิดเผยว่า โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ กำลังผลิตติดตั้ง 257 เมกะวัตต์ ที่จังหวัดฟูเยี้ยน (Phu Yen) สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ซึ่ง BGRIM ถือหุ้นผ่านบริษัทย่อยในสัดส่วนร้อยละ 80 ได้เข้าลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement - PPA) กับ Electricity of Vietnam (EVN) แล้ว เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2561 ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยมี ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานคณะกรรมการบริษัท นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ดร.สุรชัย สายบัว นายวีระพล ตั้งสุวรรณ และ นางสาวนิรมาณ ไหลสาธิต ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ร่วมในพิธีลงนาม PPA ดังกล่าว โดยมีอัตราการรับซื้อไฟฟ้าที่ 9.35 เซ็นดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 20 ปี ปัจจุบันโครงการได้เริ่มดำเนินการงานก่อสร้างเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นไปตามแผนงานที่ได้วางไว้ โดยคาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ภายใน 30 มิถุนายน 2562 ทั้งนี้โครงการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มรายได้ของ BGRIM ในปีหน้าให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ร้อยละ 15-20 จากการลงทุนของ BGRIM ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ในสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามในปัจจุบัน

    สำหรับการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินที่สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ถือเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ได้รับการอนุมัติการลงทุนจากกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า (MOIT) ตามแผนพัฒนาที่จะสามารถสร้างศักยภาพในโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่เป็นพลังงานทดแทนที่สะอาดเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างมั่นคงถาวรให้กับประเทศ อย่างไรก็ดี BGRIM ยังเดินหน้าในการเจรจาเข้าลงทุนโครงการพลังงานทดแทนอื่นๆ ในประเทศเวียดนามอย่างต่อเนื่อง ซึ่งยังมีโอกาสทางธุรกิจอีกมากจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงต่อเนื่อง จากที่ปัจจุบัน BGRIM มีการเข้าลงทุนโครงการพลังงานในเวียดนามแล้ว 677 เมกะวัตต์  

    โดยก่อนหน้านี้  โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ DAU TIENG 1 AND DAU TIENG 2 SOLAR PLANTS กำลังการผลิตติดตั้ง 420 เมกะวัตต์ ที่ประเทศเวียดนาม ซึ่ง BGRIM ถือหุ้นผ่านบริษัทย่อยในสัดส่วนร้อยละ 55 ร่วมกับพันธมิตร Xuan Cau Holdings ที่ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 45 ก็ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าแห่งเวียดนาม (Electricity of Vietnam:EVN) ไปเมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม

    ปัจจุบัน BGRIM มีโรงไฟฟ้าเชิงพาณิชย์แล้วทั้งสิ้น 33 แห่ง แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 15 แห่ง โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 15 แห่ง  โรงไฟฟ้าพลังน้ำ 2 แห่ง และ โรงไฟฟ้าพลังงานดีเซล 1 แห่ง ตั้งอยู่ในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมกว่า 2,220 เมกะวัตต์ และมีโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างแผนการก่อสร้างในระหว่างปี 2561-2565 อีกกว่า 900 เมกะวัตต์ ซึ่งทำให้ปี 2565 BGRIM จะมีจำนวนกำลังการผลิตไฟฟ้ากว่า 3,100 เมกะวัตต์