บทความที่เกี่ยวข้อง

6 เดือนช่วงน้ำมันขาขึ้น เงินกองทุนน้ำมันฯลดฮวบ 2 หมื่นล้าน


เช็คฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงช่วงราคาพลังงานขาขึ้น พบว่าในช่วง 6 เดือน นับแต่พ.ค. ถึง 11 ต.ค.2561 ยอดเงินลดฮวบกว่า 2 หมื่นล้านบาท จากการใช้มาตรการตรึงราคาก๊าซหุงต้มและดีเซล  แต่ถือว่าโชคยังเข้าข้างที่ช่วงเริ่มต้นของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์  รัฐเดินหน้านโยบายปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ทั้ง ดีเซล ก๊าซหุงต้ม และก๊าซเอ็นจีวี จนทำให้สามารถลดภาระการอุดหนุนราคาและมีการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯสะสมเอาไว้ค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับรัฐบาลชุดต่างๆที่ผ่านมาในอดีต

โดยในช่วงเดือนพ.ค.2561 นี้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเคยมีเงินสะสมอยู่กว่า 40,000 ล้านบาท แต่มาถึง ณ วันที่ 11 ต.ค. 2561 มีฐานะเงินสุทธิลดเหลือ 24,592 ล้านบาท แบ่งเป็น บัญชีน้ำมัน 28,919 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบไปแล้ว 4,327 ล้านบาท

ทั้งนี้กระทรวงพลังงานยังคงมาตรการอุดหนุนก๊าซหุงต้ม ไม่ให้เกิน 363 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ 28 พ.ค. 2561 และยังฯตรึงราคาดีเซลเอาไว้ไม่ให้เกิน30บาทต่อลิตร ต่อไปอีก  โดย ล่าสุดในการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่มีนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน เมื่อวันที่ 11 ต.ค. ที่ผ่านมา มีมติให้ใช้เงินกองทุนน้ำมันฯพยุงราคา LPG ต่อไป  โดยคาดว่าจะดูแลราคาทั้งดีเซลและก๊าซหุงต้มไปได้จนถึงเดือน มี.ค. 2562 หรืออย่างน้อย ก็ผ่านช่วงฤดูหนาวที่ในต่างประเทศจะเป็นช่วงที่มีการใช้ก๊าซหุงต้มหรือ LPG มากและราคาปรับตัวขึ้นสูง และหากราคาน้ำมันดิบดูไบเคลื่อนไหวในกรอบ 82.50-87.50 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล  ที่จะใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ เข้าไปชดเชยน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นเป็นไม่เกิน 1.50 บาทต่อลิตร นั้น ก็คาดว่าจะสามารถดูแลราคาน้ำมันดีเซลได้จนถึงเดือน มิ.ย.2562  เพราะคาดว่าช่วงที่เข้าสู่หน้าร้อนความต้องการใช้น้ำมันจะลดลง และสถานการณ์ตึงเครียดทางการเมืองของโลกก็น่าจะผ่อนคลายลงที่จะทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลง

โดยในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินมีปัญหาการเมืองระหว่างประเทศส่งผลให้เกิดวิกฤตการณ์ราคาน้ำมัน จนทำให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นไปในระดับ 90 หรือเกิน 90 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล  กระทรวงพลังงานก็จะใช้วิธีการผสมผสาน ระหว่างการเพิ่มเงินชดเชย การเพิ่มราคาขายปลีก หรือการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ซึ่งการดำเนินการตามมาตรการนี้จะต้องดูสถานการณ์ราคาน้ำมันในช่วงนั้นเป็นหลัก รวมถึงค่าครองชีพและ ฐานะการเงินการคลังของประเทศด้วยว่าจะเลือกใช้มาตรการใด จึงจะเหมาะสม

ประเด็นที่กระทรวงพลังงานเป็นห่วงคือ สถานการณ์ช่วงระยะเวลา 1 สัปดาห์ก่อนและหลังสหรัฐฯจะใช้มาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านในวันที่ 4 พ.ย.2561 ซึ่งคาดว่ามีโอกาสที่ราคาน้ำมันโลกจะผันผวนสูงมาก โดยหากสถานะกองทุนน้ำมันฯไม่สามารถรับมือได้ ก็มีโอกาสที่รัฐบาลต้องปรับลดภาษีน้ำมัน หรือ อาจถึงขั้นขอขยับขึ้นราคาดีเซลให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ที่ต้องเสี่ยงกับการสูญเสียคะแนนนิยม หากประชาชนส่วนใหญ่ไม่ยอมเข้าใจถึงเหตุผลและความจำเป็น

มาย้อนดูการใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของรัฐบาลชุดก่อนๆหน้านี้  เปรียบเทียบก็ยังถือว่า รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ยังได้เปรียบที่ยังคงรักษาสถานะของกองทุนน้ำมันเอาไว้ให้เป็นบวกกว่า 2 หมื่นล้านบาท อยู่ได้ในขณะนี้ เพราะในช่วงของรัฐบาลทักษิณ เมื่อเดือนก.พ.2544 นั้นกองทุนน้ำมันติดลบหนักสุดถึง -82,988 ล้านบาท  พอมาถึง  สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์  เดือน ธ.ค.2551 ราคาน้ำมันดิบโลกลดลงต่ำ เก็บเงินใช้หนี้เดิมสะสมจนฐานะกลับมาเป็นบวก 28,768 ล้านบาท  ส่วน รัฐบาลยิ่งลักษณ์  เมื่อเดือนส.ค. 2554 นั้นค่อนข้างโชคร้ายที่ ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวสูงขึ้นอีก  มีการใช้กองทุนน้ำมันเข้าไปอุดหนุนทั้งราคาดีเซลและก๊าซหุงต้ม ทำให้กองทุนน้ำมันกลับมา ติดลบ 22,820 ล้านบาท   พอมาถึง สมัยรัฐบาลคสช. เข้ามาบริหารช่วงเดือน พ.ค.2557 โชคดีที่ ราคาน้ำมันลดลง กองทุนน้ำมันจึงกลับมาเป็นบวก 7,032 ล้านบาท และสะสมเพิ่มขึ้นจนมียอดเป็นบวกกว่า4หมื่นล้านบาท  ก่อนที่จะมาเผชิญกับช่วงราคาน้ำมันขาขึ้น ที่เมื่อกลับมาใช้มาตรการตรึงราคาแบบเดิม ซึ่ง ก็ได้รู้แล้วว่าเพียงแค่6เดือนนั้น เงินหายจากกองทุนน้ำมันไปแล้ว กว่า2หมื่นล้านบาท

แต่ดูเหมือนว่าโชคจะเข้าข้างรัฐบาลอยู่บ้าง ที่ในสัปดาห์นี้ ราคาน้ำมันในตลาดโลก ปรับตัวลดลง  จนมีผลทำให้ราคาน้ำมันขายปลีกปรับตัวลดลงตามติดต่อกัน โดยเมื่อวันที่10ต.ค. ที่ผ่านมาราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินปรับลดลง 50สตางค์ต่อลิตร วันที่13 ต.ค. ปรับลดลงอีก 50สตางค์ต่อลิตร ในขณะที่เช้าวันที่ 18ต.ค. ราคาลดลงอีก 50 สตางค์ต่อลิตร รวม3ครั้งภายในไม่ถึง2สัปดาห์ ราคากลุ่มเบนซินลดลงแล้ว 1.50 บาทต่อลิตร  

อย่างไรก็ตามไม่ว่าสถานการณ์ราคาพลังงานจะปรับตัวขึ้นอย่างไร  หลายฝ่ายก็วิเคราะห์ฟังธงไปแล้วว่า รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ น่าจะใช้เงินจากกองทุนน้ำมันฯจนหมดหน้าตัก เพื่อตรึงราคาพลังงานทั้งดีเซลและก๊าซหุงต้มเอาไว้ ไปจนพ้นการเลือกตั้งช่วงปลายเดือนก.พ.2562  เพราะศึกเลือกตั้งครั้งนี้เดิมพันสูง และเรื่องของราคาน้ำมันจะเป็นจุดอ่อนสำคัญหนึ่งที่จะทำให้รัฐบาลถูกโจมตีเพื่อหวังให้เสียคะแนนนิยม   - ทีมข่าวENC รายงาน

กลับสู่บทความทั้งหมด